ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 1047
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    เพาะเมล็ดพืชขนาดเล็ก อย่างพิทูเนีย ขึ้นช่าย เดซี่ จิปโซฟิล่า พิทูเนีย หรือแม้แต่กะเพรา เวลาโรยลงดินทีไรก็ไปกระจุกรวมกัน พอโตมาก็เบียดกันแย่งอาหารจนต้นยืดแคระแกร็น อยากทราบเทคนิคการเพาะแบบมืออาชีพ หรือพอมีทริคโรยเมล็ดให้เนียน ๆ ไม่กระจุกไหมคะ?
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 มีนาคม 2569
    การเพาะเมล็ดพืชขนาดเล็ก เช่น ขึ้นช่าย เดซี่ จิปโซฟิล่า พิทูเนีย และกะเพรา ให้ได้ต้นกล้าที่สม่ำเสมอและไม่ยืดทำได้ไม่ยาก เมล็ดขนาดเล็กต้องการแสงในการงอก จึงต้องโรยให้เมล็ดอยู่ที่ผิววัสดุเพาะโดยไม่ต้องกลบ และควบคุมการกระจายเมล็ดไม่ให้กระจุก เทคนิคที่ใช้ ได้แก่ การใช้ถาดหลุม หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม หรือใช้วิธีง่าย ๆ อย่าง พับกระดาษครึ่งแผ่นเป็นราง แล้วค่อย ๆ เคาะให้เมล็ดไหลลงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นหรือกระจุกตัว นอกจากนี้การผสมเมล็ดกับทรายหรือ Vermiculite ก็เป็นเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อกระจายเมล็ดให้ทั่ว หลังจากงอก ปัจจัยสำคัญที่สุดคือแสงและอุณหภูมิ เมล็ดส่วนใหญ่มีอัตราการงอกดีที่สุดใกล้ 24-30°C (ขึ้นกับเมล็ดพืชเมืองหนาว หรือพืชเมืองร้อน) และต้องมีช่วงแสงที่เหมาะสม แต่ในระยะต้นกล้าหากได้รับแสงไม่เพียงพอจะทำให้ต้นยืดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบทั่วไป หลังงอก ควรให้แสงทันที 12–16 ชั่วโมงต่อวัน เปิดฝาครอบทันทีเพื่อลดความชื้นส่วนเกิน และเพิ่มการระบายอากาศ รวมถึงต้องถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุมเพื่อลดการแข่งขัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 มีนาคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    ต้นอะไรครับ ใช่อ่อมแซ่บมั้ยครับ เห็นดอกคล้ายกัน แต่เหมือนใบจะต่างกับอ่อมแซ่บครับ เห็นปลูกอยู่ที่สวนชั้น 4 สำนักหอสมุด
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 มีนาคม 2569
    ภาพที่ส่งมา น่าจะเป็นวัชพืช หญ้าในพริก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอ่อมแซ่บ หญ้าใบพริก และอ่อมแซ่บ (เบญจรงค์ 5 สี) เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน (Acanthaceae) จึงมีลักษณะคล้ายกันมากจนคนส่วนใหญ่มักสับสน แต่มีข้อแตกต่างที่สังเกตได้ดังนี้ 1. ลักษณะใบและลำต้น หญ้าใบพริก ต้นมีลักษณะเหลี่ยม ใบมีลักษณะเรียวยาวและปลายแหลมคล้ายกับใบพริก ผิวใบมีความสากหรือมีขนเล็กน้อย ส่วนอ่อมแซ่บ ลำต้นจะมีลักณะกลมมนกว่า ใบเป็นรูปหัวใจหรือรูปไข่ ใบกว้างกว่าหญ้าใบพริก และมีใบที่นุ่มกว่า 2. ดอก ดอกหญ้าใบพริกมีขนาดเล็กกว่า สีส่วนใหญ่มักเป็นสีขาวหรือม่วงอ่อน และมักถูกเรียกว่า อ่อมแซ่บป่า ส่วนดอกอ่อมแซ่บมีขนาดใหญ่กว่าและมีหลากหลายสี เช่น ขาว, เหลือง, ม่วง, ชมพู, และม่วงอ่อน จึงเป็นที่มาของชื่อ เบญจรงค์ 5 สี หรือบุษบาริมทาง 3. การนำไปใช้ หญ้าใบพริกมักขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นวัชพืชที่โตเร็วและกำจัดยาก แต่สามารถกินได้เหมือนอ่อมแซ่บ โดยนิยมนำไปทำแกงอ่อม แกงคั่ว หรือลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนอ่อมแซ่บนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากดอกสวยงาม และเป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมาปรุงอาหารเช่นกัน มีสรรพคุณบำรุงเลือดและช่วยคลายเส้น *สามารถเปรียบเทียบภาพอ่อมแซ่บได้จากภาพประกอบด้านล่าง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 มีนาคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    ชลประทาน
    มะนาวที่บ้าน ช่วงบ่ายมีอาการใบม้วนเข้าหากันทั้งต้น (พอช่วงเย็นก็กลับมาคลี่ใบตามเดิม) ลองหาแมลง หนอน เพลี้ยไฟก็ไม่พบ ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรได้บ้าง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 20 มีนาคม 2569
    ช่วงบ่ายแดดจัด บางครั้งถ้าลมแรงและแดดจัดเกิน ใบจะม้วนเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้คายน้ำสูงสุด มักเกิดกับต้นที่ให้น้ำไม่พอ หรือรากดูดน้ำไม่ทัน ให้สังเกตว่าพอถึงช่วงเย็นหรือเช้าใบก็กลับมาปกติ ถือว่าปกติจากความร้อน ส่วนวิธีแก้ให้รดน้ำช่วงเช้าให้ชุ่ม (ไม่ใช่รดบ่อยแต่รดแค่ผิวดินตื้นๆ ) คลุมโคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง เพื่อลดการระเหย ถ้าปลูกในกระถางอาจต้องรดน้ำเพิ่ม ให้ลองตรวจดูว่ารากแน่นหรือดินแน่นระบายน้ำไม่ดีหรือเปล่า ควรพรวนดิน อย่าปล่อยให้ดินแน่น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 มีนาคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    ทรัพยากรน้ำ
    ช่วงอากาศร้อนจัดควรให้น้ำพืชอย่างไร ทำไมพืชบางชนิดใบเหี่ยวทั้งที่รดน้ำแล้ว
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 มีนาคม 2569
    ช่วงที่อากาศร้อนจัด ควรรดน้ำในช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดการระเหย และคลุมดินด้วยฟางหรือเศษพืช และให้น้ำแบบสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการให้น้ำปริมาณมากครั้งเดียว ส่วนที่รดน้ำแล้วยังเหี่ยว อาจเกิดจากความร้อนสะสมสูง ดินอัดแน่น รากขาดอากาศ ควรปรับดินให้โปร่ง ระบายน้ำดี และลดความร้อนหน้าดิน หรืออาจเกิดโรคพืช เช่น โรครากเน่า โรคเหี่ยวเขียว ซึ่งต้องแจ้งอาการและภาพประกอบเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 17 มีนาคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ปุ๋ย
    มีวิธีป้องกันผลไม้หลุดร่วงเวลาพายุลมแรงเข้าไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569
    ตอบ คุณ Kanungnid แนวทางรับมือของสวนไม้ผลเมื่อต้องเผชิญพายุลมแรง 1) ทำแนวกันลม (Windbreak) วิธีนี้ได้ผลระยะยาวที่สุด - ปลูกไม้ยืนต้นเป็นแนว เช่น ไผ่ กระถิน ยูคาลิปตัส - ติดตั้งตาข่ายกันลมรอบสวน - ควรทำแนวกันลมด้านทิศที่ลมพัดเข้าประจำ ✔ ลดความเร็วลมได้ 30–50% ✔ ช่วยป้องกันทั้งผล ใบ และกิ่งหัก 2) ค้ำกิ่ง / ผูกกิ่ง เหมาะกับต้นที่มีผลดกหรือผลใหญ่ เช่น ทุเรียน มะม่วง ส้ม - ใช้ไม้ไผ่หรือเสาค้ำใต้กิ่ง - ผูกกิ่งเข้ากับลำต้นหลักแบบหลวม ๆ - อย่าผูกแน่นเกินไป เพราะจะทำให้กิ่งช้ำ ✔ ลดแรงเหวี่ยงของกิ่ง ✔ ลดโอกาสผลกระแทกกันเอง 3) ห่อผลไม้ - ใช้ถุงกระดาษหรือถุงตาข่ายห่อผล - ช่วยลดแรงกระแทกและรอยช้ำ - ป้องกันแมลงไปพร้อมกัน ✔ เหมาะกับสวนขนาดเล็ก–กลาง 4) ตัดแต่งกิ่งก่อนฤดูพายุ - ลดทรงพุ่มให้โปร่ง - ตัดกิ่งที่อ่อนแอหรือซ้อนทับกัน - ลดแรงต้านลม ✔ ลมพัดผ่านได้ดีขึ้น ✔ ลดกิ่งหักและผลร่วง 5) จัดการน้ำและปุ๋ยให้เหมาะสม - อย่าให้น้ำมากเกินไปช่วงใกล้พายุ - ต้นที่สมบูรณ์เกินไปอาจกิ่งอ่อน - เสริมแคลเซียม–โบรอนช่วยให้ขั้วผลแข็งแรง 🚨 ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าพายุจะเข้า - เก็บเกี่ยวผลที่ใกล้สุกก่อน - ตรวจสอบเสาค้ำและเชือกให้แน่น - เก็บของที่อาจปลิวกระแทกต้นไม้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    พูนทรัพย์หรือกะบก เกิดอาการแบบนี้ประมาณ 1 เดือน อยากทราบวิธีการแก้ไข และสาเหตุ รบกวนพี่ๆช่วยตอบหน่อยนะคะ ต้นนี้ปลูกมา 2-3 เดือน
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2569
    ได้นำข้อมูลไปปรึกษาทาง KU รุกขกร แจ้งว่า น่าจะเกิดจากดินแน่นไป รากไม่เดิน หรือรดน้ำเยอะไปจนขังในหลุมปลูก แนะนำให้ลองงดน้ำหรือคุมน้ำ สำรวจโคนต้นมีน้ำขังหรือไม่ หากดินแน่นไปให้พรวนดินและระบายน้ำออก 1-2 สัปดาห์จะเริ่มเห็นยอดอ่อนแตกใหม่
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • ถาม-ตอบ
    ชลประทาน
    อัตราการใช้กรดฟอสฟอริก 85% และกรดไนตริก 68% เพื่อปรับสภาพค่า pH น้ำที่เป็นด่าง มีอัตราการใช้อย่างไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
    การใช้กรดฟอสฟอริกหรือกรดไนตริกปรับ pH น้ำทางการเกษตร ต้องใส่กี่ซีซีถึงจะพอดี คงไม่มีสูตรตายตัวที่แน่นอน 100% เพราะขึ้นอยู่กับค่า Alkalinity หรือความเป็นด่างจากหินปูนของน้ำแต่ละแหล่ง ซึ่งแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปไม่แนะนำให้เทกรดเข้มข้นลงถังน้ำตรง ๆ แต่ควรค่อย ๆ เติมหรือทำเป็นสารละลายก่อน แล้ววัดค่า pH ไปพร้อมกัน จะปลอดภัยและควบคุมได้ดีกว่า แนะนำทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เตรียมน้ำประมาณ 1,000 ลิตร (หรือเริ่มจากถัง 200 ลิตรก็ได้) แล้วค่อย ๆ เติมกรดแค่ 5–10 ซีซี ก่อน กวนน้ำให้เข้ากัน 2. วัดค่า pH ด้วยกระดาษลิตมัสหรือเครื่อง pH meter เทียบกับค่าที่ต้องการ 3. ถ้า pH ยังสูงอยู่ ให้เติมกรดเพิ่มทีละนิด แล้ววัดซ้ำ อย่ารีบ พอได้ค่าที่พอดีแล้ว แนะนำให้จดบันทึกจำนวนซีซีที่ใช้ไว้ เพื่อใช้เป็นแนวทางครั้งต่อไป (สำหรับแหล่งน้ำเดิม) ⚠️ ข้อควรระวังสำคัญมาก 1. ต้องเทกรดลงในน้ำเท่านั้น ห้ามเทน้ำลงในกรดเด็ดขาด เพราะจะเกิดความร้อนและกรดกระเด็น และเป็นอันตรายมาก 2. ควรสวมถุงมือยาง แว่นตานิรภัย และหน้ากาก ทุกครั้งที่ทำงานกับกรด ส่วนการเลือกใช้กรด กรดฟอสฟอริก จะช่วยลด pH ได้นิ่งกว่า และพืชยังได้ฟอสฟอรัสไปช่วยเรื่องรากและดอก แต่ถ้าใช้มากเกินไป อาจไปจับกับแคลเซียมในน้ำจนเกิดตะกอนขาวได้ ส่วนกรดไนตริก ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย และให้ไนโตรเจนแก่พืช แต่ข้อเสียคือกลิ่นฉุน ระเหยง่าย และต้องระวังตอนใช้งานมากกว่า หมายเหตุ ถ้ามีเครื่อง pH meter อยู่แล้ว แนะนำให้ลองเริ่มจาก น้ำ 20 ลิตรก่อน ใช้ไซริงค์เล็ก ๆ หยดกรดทีละนิด จะช่วยให้รู้ปริมาณที่แม่นยำที่สุดสำหรับแหล่งน้ำนั้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    โครงสร้างของพืช
    รบกวนหน่อยค่ะ อันนี้ต้นอะไรคะ มีคนเขาบอกว่า เอาดอกไปต้มกินได้ มีประโยชน์ไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
    ตอบ คุณสุภาพร เปรม*** น่าจะเป็นดอกตูมของวัชพืช ชื่อ จิงจ้อขาว หรือบุหรัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Merremia umbellata (L.) Hallier f. จัดเป็นพืชวงศ์ผักบุ้งในประเทศไทย (Thai Convolvulaceae) ชื่อสามัญ Hogvine ชื่อพ้อง Convolvulus umbellatus L. เป็นไม้เถาล้มลุก ใบรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ยาว 3.5–14.5 ซม. ปลายใบเว้าตื้น โคนใบรูปหัวใจหรือคล้ายเงี่ยงลูกศร แผ่นใบมีขนละเอียดโดยเฉพาะด้านล่าง ก้านใบยาว 1–6 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจะคล้ายช่อซี่ร่ม ก้านช่อยาว 0.5–12 ซม. ก้านดอกยาว 1–3 ซม. มีขนละเอียด ใบประดับขนาดเล็ก ร่วงเร็ว กลีบเลี้ยงคู่นอกรูปไข่กลับ ยาว 5–8 มม. ด้านนอกมีขนสั้นนุ่ม 3 กลีบในเรียวแคบและยาวกว่าเล็กน้อย ขอบบาง ดอกรูปแตร สีเหลืองหรือขาวครีม ยาว 2.5–4 ซม. มีแถบขนด้านนอกช่วงปลายกลีบ อับเรณูไม่บิดเวียน รังไข่เกลี้ยงหรือปลายมีขน ผลรูปไข่ ยาว 0.9–1.2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม เมล็ดรูปไข่ ยาว 4–5 มม. มีขนยาวหนาแน่น (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ จิงจ้อเหลือง, สกุล) พบที่อเมริกาเขตร้อน แอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่ง ชายป่า ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร ใบใช้ประคบแผลไฟไหม้ ลดการเจ็บปวด ทั้งนี้สามารถอ่านประโยชน์เพิ่มเติมได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ชลประทาน
    จากคำถามก่อนหน้า ที่ต้องการปรับปรุงน้ำ pH 7.6 ให้เป็นสภาพกรดอ่อน ๆ สามารถใช้สารส้ม (บดละเอียด) แทนได้ไหมครับ ถ้าใช้แทนได้ มีวิธีใช้และอัตราการใช้อย่างไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มกราคม 2569
    ตอบคุณ Tong* Thatipon** สารส้มสามารถนำมาใช้ปรับลดค่า pH ของน้ำสำหรับรดต้นไม้ได้ เมื่อสารส้มละลายน้ำจะเกิดปฏิกิริยาที่ทำให้น้ำมีความเป็นกรดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงลดค่า pH ได้ไว และยังช่วยให้สารแขวนลอยในน้ำตกตะกอน ทำให้น้ำใสขึ้น อย่างไรก็ตาม มีข้อควรระวังที่สำคัญคือ สารส้มมีส่วนประกอบของอะลูมิเนียม หากใช้อย่างต่อเนื่องหรือในระยะนาน ๆ อะลูมิเนียมอาจสะสมในดิน ส่งผลกระทบต่อระบบราก ทำให้รากพืชชะงักการเจริญเติบโต และรบกวนการดูดซึมธาตุอาหาร โดยเฉพาะธาตุฟอสฟอรัส นอกจากนี้ การใช้สารส้มเป็นเวลานานอาจทำให้โครงสร้างดินเสื่อม ดินแน่น และการระบายน้ำไม่ดี อีกประเด็นหนึ่งคือ การควบคุมค่า pH ด้วยสารส้มทำได้ค่อนข้างยาก เนื่องจากสารส้มออกฤทธิ์เร็ว หากใช้มากเกินไปจะทำให้ค่า pH ลดต่ำลงจนเป็นกรดจัด (ต่ำกว่า 5.0) ซึ่งเป็นระดับที่ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตรายต่อพืชผักและไม้ผลหลายชนิด หากมีความจำเป็นต้องใช้สารส้มจริง ๆ แนะนำให้ละลายสารส้มแยกต่างหากก่อน ไม่ควรใส่ก้อนสารส้มลงในถังพักน้ำหรือบ่อโดยตรง จากนั้นจึงค่อย ๆ เติมน้ำสารส้มที่ละลายแล้วลงในถังพักน้ำ พร้อมกับตรวจวัดค่า pH อย่างสม่ำเสมอ โดยควรปรับให้อยู่ในช่วงประมาณ 6.0–6.5 ซึ่งเหมาะสมต่อการปลูกพืชส่วนใหญ่ ทั้งนี้ควรใช้เฉพาะในกรณีที่น้ำมีความเป็นด่างสูงจริง ๆ และไม่ควรใช้เป็นวิธีหลักในระยะยาว ในทางปฏิบัติหากเลือกได้ การใช้น้ำส้มสายชูหรือกรดฟอสฟอริกจะเป็นทางเลือกที่ปลอดภัยต่อดินและต้นไม้ในระยะยาวมากกว่าการใช้สารส้ม และสามารถควบคุมค่า pH ได้ง่ายกว่า
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ชลประทาน
    ปลูกพืชผักและรดน้ำด้วยน้ำบาดาล วัดค่า pH ของน้ำรดผัก-ต้นไม้ ได้ 7.16 จะปรับปรุงน้ำอย่างไร ถึงจะทำให้น้ำเป็นกรดอ่อน ๆ เหมาะแก่การปลูกพืช-ผัก
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มกราคม 2569
    ตอบคุณ Tong*** Thatipon ค่า pH 7.16 ถือว่าเกือบเป็นกลาง ยังไม่อันตรายค่ะ ถ้าต้องการปรับน้ำให้เป็นกรดอ่อน ๆ อาจใช้น้ำส้มสายชูอัตราเริ่มต้น น้ำ 20 ลิตร ใส่น้ำส้มสายชู ½–1 ช้อนชา คนให้เข้ากัน แล้วลองวัด pH อย่าใส่เยอะทีเดียว เพราะ pH จะตกเร็วเกินไป
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    การปรับปรุงพันธุ์สัตว์
    หาซื้อไก่ไข่ได้ที่ไหนครับ เลี้ยงในครัวเรือนเพื่อเป็นอาหารครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มกราคม 2569
    ตอบ คุณ kanisorn 1. ฟาร์มไก่หลวงสุวรรณฯ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน) สามารถติดต่อเพื่อสอบถามและจองลูกไก่พันธุ์เบตงได้ที่ โทรศัพท์ 0 2579 8525 2.บริษัท ที.เอ็ม.ฟีด โปรดักส์ จำกัด Facebook: https://www.facebook.com/TMfeed/?locale=th_TH โทรศัพท์ 08 4090 8713, 08 4090 8714, 06 2153 3393, 09 2043 2889, 08 6931 5520, 06 5610 0768, 08 4175 1095 Line: @tmg99, @555a, @9955a 3. ศูนย์วิจัยและพัฒนาสัตว์ปีก Facebook: https://www.facebook.com/PoultryResearchAndDevelopmentCenter/?locale=th_TH สามารถจองลูกไก่ได้ทางข้อความเพจ หรือ Line: https://lin.ee/OhuNKPQ โทรศัพท์ 08 1863 3381
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    การขยายพันธุ์พืช
    อยากทราบวิธีขยายพันธุ์ส้มจี๊ด ทำยังไงดีครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 28 มกราคม 2569
    ตอบ คุณนิด ส้มจี๊ดสามารถขยายพันธุ์ได้หลายวิธี ขึ้นอยู่กับว่าสะดวกแบบไหน 1.การตอนกิ่ง วิธีนี้เป็นที่นิยมเพราะได้ต้นเหมือนต้นแม่ และให้ผลเร็ว - ใช้กิ่งที่สมบูรณ์ ขนาดพอเหมาะ ตัดเปลือกแล้วหุ้มด้วยขุยมะพร้าวหรือดินผสมชื้น ประมาณ 30–45 วัน รากจะออก แล้วตัดไปปลูกได้เลย 2. การเพาะเมล็ด ใช้เมล็ดจากผลสุก ล้างเมือกออกแล้วเพาะในดินร่วนชื้น - ต้นที่ได้จะแข็งแรง แต่ใช้เวลานานกว่าจะออกผล และอาจกลายพันธุ์ไม่เหมือนต้นแม่ได้ 3. การปักชำกิ่ง - ใช้กิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ปักลงในวัสดุชำที่ชื้น เช่น ขี้เถ้าแกลบหรือดินผสม รดน้ำสม่ำเสมอ และควรพรางแสงในช่วงแรก เป็นวิธีที่ง่าย แต่ต้องดูแลความชื้นให้ดี 4. การเสียบยอด/ติดตา ใช้เมื่อต้องการปลูกเชิงการค้า หรือเน้นพันธุ์ดี ต้องมีต้นตอ เช่น ส้มป่า หรือต้นมะนาว แล้วเสียบยอดส้มจี๊ดลงไป ข้อดีคือออกผลเร็วและทนโรคได้ดี 📝 ข้อแนะนำเพิ่มเติม - ถ้าปลูกไว้ใช้เอง แนะนำให้ชำกิ่ง หรือตอนกิ่ง เพราะทำไม่ยาก และได้ผลเร็ว - ถ้าทำเชิงการค้า อาจใช้การติดตาหรือเสียบยอด จะได้ต้นแข็งแรง และให้ผลดี - ช่วงที่เหมาะสมในการตอนกิ่งคือ ปลายฤดูฝนถึงต้นฤดูหนาว
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 28 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    เมล็ดพันธุ์
    พอดีจะสอบถามว่า อันนี้เป็นพันธุ์ข้าวหอมอะไรคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 มกราคม 2569
    ไม่ทราบว่า รับเมล็ดพันธุ์มาจากที่ไหนคะ ลองสอบถามทางต้นสังกัดที่รับมอบมานะคะ เพราะปกติแล้วที่ถุงเมล็ดพันธุ์ข้าวจะมีระบุชื่อพันธุ์เย็บไว้ด้านบนแบบในรูปค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    ทรัพยากรน้ำ
    เคมี-ฟิสิกส์ดิน
    ปลูกพืชผักและรดน้ำด้วยน้ำบาดาล ทำไมพืชผักแคระแแกร็น ใบมีสีเหลือง และไม่เจริญเติบโตครับ จะมีวิธีแก้ไขอย่างไร (สังเกตถังเก็บน้ำบาดาลมีคราบตะกรันเกาะถัง) จะต้องแก้-ปรับปรุงน้ำบาดาล อย่างไร จะต้องแก้-ปรับปรุงดินอย่างไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 มกราคม 2569
    การใช้น้ำบาดาลรดน้ำผักแล้วพบว่าต้นไม้มีอาการแคระแกร็น เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย โดยส่วนใหญ่มักเกิดจากคุณภาพน้ำที่ไม่เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของพืช น้ำบาดาลส่วนใหญ่มักมีความเป็นด่างสูง (pH มากกว่า 7.5) ซึ่งจะไปล็อกธาตุอาหารในดิน (เช่น เหล็ก ฟอสฟอรัส และสังกะสี) ทำให้รากพืชดูดซึมธาตุอาหารไปใช้ไม่ได้ แม้ในดินจะมีปุ๋ยอยู่ก็ตาม และน้ำบาดาลในหลายพื้นที่อาจมีปริมาณเกลือสูง ซึ่งเกลือจะไปขัดขวางการดูดน้ำของราก ทำให้พืชแสดงอาการขาดน้ำและโตช้า กรณีที่พบตะกรันหรือคราบหินปูน แสดงให้เห็นว่ามีปริมาณแคลเซียมและแมกนีเซียมที่มากเกินไปจากน้ำกระด้าง อาจทำให้เกิดการสะสมของตะกรันในดินจนดินแข็ง หากน้ำมีสีสนิมหรือมีกลิ่นกำมะถัน เกิดจากธาตุเหล็กและสนิมเหล็ก สารเหล่านี้สามารถไปเคลือบผิวรากพืช ทำให้รากทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ ข้อแนะนำเพิ่มเติม ถ้าอยากรู้แน่ชัดว่าน้ำเป็นอะไร ให้ซื้อกระดาษลิตมัส หรือเครื่องวัด pH มาทดสอบน้ำดูก่อน แล้วจึงปรับค่า pH - ความเป็นกรด-ด่าง และแนะนำให้ลองสังเกตคราบน้ำ - ถ้าเป็นคราบขาว ติดตามขอบกระถางหรือใบ = น้ำหินปูน - ถ้าเป็นคราบแดง/ส้ม = สนิมเหล็ก วิธีแก้ไขและปรับปรุงน้ำบาดาล ก่อนจะนำน้ำไปรดผัก แนะนำให้ใช้วิธีการปรับปรุงคุณภาพน้ำเบื้องต้น ดังนี้ - การพักน้ำ (พักในบ่อหรือถัง) เป็นวิธีที่ง่ายและได้ผลดีที่สุด ให้สูบน้ำขึ้นมาพักในบ่อหรือถังอย่างน้อย 24-48 ชั่วโมง เพื่อให้ตะกอนตกผลึก สารบางชนิดระเหยออกไป และทำให้อุณหภูมิน้ำสมดุลกับอากาศ - การเพิ่มออกซิเจน การทำน้ำพุหรือให้น้ำไหลผ่านชั้นกรวดก่อนลงถังพัก จะช่วยลดก๊าซพิษบางชนิดและเพิ่มออกซิเจนในน้ำ หรือการปล่อยให้น้ำตกลงมาจากที่สูง วิธีนี้จะช่วยไล่ก๊าซไข่เน่าและช่วยให้สนิมเหล็กตกตะกอนได้เร็วขึ้น  ซึ่งส่งผลดีต่อรากพืช - แนะนำให้ลองซื้อกระดาษลิตมัส หรือเครื่องวัด pH มาทดสอบน้ำดูก่อน แล้วจึงปรับค่า pH - ความเป็นกรด-ด่าง ถ้าเป็นด่างมากอาจผสมน้ำส้มควันไม้ หรือน้ำส้มสายชูเจือจางลงไปเล็กน้อย - การใช้สารส้ม (Alum) หากน้ำขุ่นมาก ให้แกว่งสารส้มในถังพักน้ำทิ้งไว้ประมาณ 30 นาที สิ่งสกปรกจะตกตะกอนลงก้นถัง ทำให้น้ำใสขึ้น - การใช้ปุ๋ยอินทรีย์หรือน้ำหมักชีวภาพรดลงดิน จะช่วยสร้างกรดอ่อน ๆ มาสะเทินความเป็นด่างของน้ำบาดาลได้ - การใช้ตัวกรอง หากทำได้ การติดตั้งกรองคาร์บอนหรือกรองแมงกานีสจะช่วยลดปัญหาเรื่องสนิมเหล็กและกลิ่นได้มาก - เจือจางด้วยน้ำอื่น หากพอทำได้ ให้ผสมน้ำบาดาลกับน้ำฝนหรือน้ำจากแหล่งธรรมชาติอื่น เพื่อลดความเข้มข้นของเกลือและหินปูน - การใช้ระบบกรอง (สำหรับแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ) หากปัญหารุนแรง (เช่น น้ำเค็มจัด หรือหินปูนเยอะมาก) อาจต้องใช้ระบบกรองช่วย 1. ถังกรองสารแมงกานีส (Manganese): เหมาะสำหรับน้ำที่มี สนิมเหล็ก เยอะ (น้ำมีกลิ่นเหล็ก หรือทิ้งไว้แล้วเป็นคราบสีน้ำตาลแดง) 2. ถังกรองเรซิ่น (Resin) เป็นวิธีที่ได้ผลดีที่สุดในการแก้ปัญหา "น้ำกระด้าง" หรือน้ำหินปูน เรซิ่นจะช่วยดึงแคลเซียมและแมกนีเซียมออกจากน้ำ 3. ถังกรองคาร์บอน (Activated Carbon) ช่วยกำจัดกลิ่น สี และสารอินทรีย์บางชนิดที่ปนมากับน้ำ การบำรุงดิน เนื่องจากน้ำบาดาลอาจทำให้ดินเสียสมบัติไปบ้าง ควรเน้นการปรับปรุงดินควบคู่ไปด้วย - เติมอินทรียวัตถุ ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก หรือแหนแดง (Azolla) เพื่อช่วยเพิ่มความสามารถในการแลกเปลี่ยนประจุในดิน และช่วยซับสารพิษจากน้ำบาดาล - คลุมดิน ใช้ฟางหรือเศษใบไม้คลุมหน้าดินเพื่อรักษาความชื้นและลดการสะสมของเกลือที่ผิวดินจากการระเหยของน้ำบาดาล - เพิ่มอินทรียวัตถุ ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกให้มากขึ้น เพราะจุลินทรีย์และอินทรียวัตถุจะช่วยบัฟเฟอร์ (Buffer) หรือต้านทานการเปลี่ยนแปลงของค่า pH ไม่ให้กระทบรากพืชโดยตรง - ใส่ยิปซั่มการเกษตร หากน้ำมีโซเดียม (น้ำเค็ม) สูง การใส่ยิปซั่มจะช่วยไล่โซเดียมออกจากดินและช่วยให้โครงสร้างดินดีขึ้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เกษตร
    ปุ๋ย
    ขออนุญาตสอบถามนะคะ หนูเป็นนักเรียนจาก รร.แหลมสิงห์วิทยาคม หนูได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานเรื่องน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกผลไม้เมืองจันท์ ซึ่งหนูเลือกเป็นเปลือกสับปะรด หนูเลยอยากสอบถามว่า พอจะทราบมั้ยคะว่าเปลือกสับปะรดมีประโยชน์หรือมีแร่ธาตุอะไรบ้าง ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 มกราคม 2569
    ตอบ คุณ wimonsiri การนำเปลือกสับปะรดมาทำปุ๋ยชีวภาพจะให้ธาตุอาหารสำคัญแก่พืชหลายชนิด โดยเฉพาะ โพแทสเซียม (K) สูงมาก รองลงมาคือฟอสฟอรัส (P) และแคลเซียม (Ca) รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ เช่น สังกะสี (Zn) ซึ่งช่วยบำรุงให้พืชแข็งแรง ช่วยในการเจริญเติบโต และเพิ่มสารอาหารในดินได้ดี ทั้งนี้ ธาตุอาหารหลักที่พบในเปลือกสับปะรด ได้แก่ - โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่มีปริมาณสูงมาก ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม - ฟอสฟอรัส (P) ช่วยในการเจริญเติบโตของรากและดอก - แคลเซียม (Ca) ช่วยในการสร้างผนังเซลล์ ทำให้พืชแข็งแรง ส่วนธาตุอาหารรองและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zn) ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีน สารอินทรีย์มีคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโปรตีนสูง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ ประโยชน์เพิ่มเติม ในเปลือกสับปะรดจะมีเอนไซม์ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน จุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักช่วยปรับปรุงดินและลดโรคพืชบางชนิด
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 มกราคม 2569
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    ปุ๋ย
    ต้นพุดพิชญามีอาการอย่างในภาพ ควรแก้ไขอย่างไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 ธันวาคม 2568
    พุดพิชญามีอาการขาดธาตุเหล็ก ลักษณะเด่นที่เห็นชัดในภาพคือ ใบอ่อนเหลืองซีดมาก แต่เส้นใบยังเขียวเข้ม ใบมีขนาดเล็กลง สีไม่สด เป็นหลายต้นในแปลงเดียวกัน บ่งชี้ว่าเป็นปัญหาดิน/สภาพแวดล้อม ไม่ใช่โรคหรือแมลง สาเหตุที่เป็นไปได้ จากการปลูกในแปลงคอนกรีต/ขอบทางเดิน มักพบปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน 1. ดินค่อนข้างเป็นด่าง (ปูน คอนกรีต น้ำปะปา) → รากดูดเหล็กไม่ได้ 2. ดินแน่น ระบายน้ำไม่ดี → รากทำงานผิดปกติ 3. ใส่ปุ๋ย N สูงต่อเนื่อง → กระตุ้นให้ขาดเหล็กชัดขึ้น 🛠️ วิธีแก้ไขที่แนะนำ (ทำตามลำดับนี้ จะเห็นผลเร็ว) 1) แก้เร่งด่วน พ่นธาตุเหล็กทางใบ ใช้เหล็กคีเลตผสมน้ำพ่นทางใบ ทุก 7 วัน จำนวน 2–3 ครั้ง พ่นช่วงเช้าหรือเย็น ใบใหม่จะเริ่มเขียวขึ้นภายใน 7–14 วัน 2) ปรับดินรอบโคน (แก้ระยะกลาง) พรวนดินรอบโคนเบา ๆ ใส่ปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมัก แกลบดำ / กาบมะพร้าวสับ หลีกเลี่ยงดินแน่นและน้ำขัง 3) ลดความเป็นด่างของดิน ถ้าใช้น้ำประปา/น้ำบาดาลเป็นประจำ ให้รดน้ำผสมน้ำส้มสายชู 1–2 ช้อนโต๊ะ / น้ำ 20 ลิตร เดือนละ 1 ครั้ง ปรับการใส่ปุ๋ย 1) งดปุ๋ยไนโตรเจนสูงชั่วคราว 2) ใช้ปุ๋ยสูตรสมดุล หรือปุ๋ยไม้ดอก เสริมแมกนีเซียม+แมงกานีส+สังกะสี (Mg + Mn + Zn) เป็นครั้งคราว 🚫 สิ่งที่ไม่ควรทำ 1) ใส่ยูเรียเพิ่ม (อาการจะเหลืองหนักกว่าเดิม) 2) ให้น้ำแฉะ 3) ใส่ปูนหรือวัสดุปูนใกล้โคนต้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 ธันวาคม 2568
  • ถาม-ตอบ
    ชีวเคมีของพืช
    การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เกษตร
    ขออนุญาตสอบถามนะคะ หนูเป็นนักเรียนจาก รร.แหลมสิงห์วิทยาคม หนูได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานเรื่องน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกผลไม้เมืองจันท์ ซึ่งหนูเลือกเป็นเปลือกสละ หนูเลยอยากสอบถามว่า พอจะทราบมั้ยคะ ว่าเปลือกสละมีประโยชน์หรือมีแร่ธาตุอะไรบ้าง 
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568
    ตอบ คุณ wimonsiri25 เปลือกสละไม่มีคุณสมบัติเป็นธาตุอาหารพืชโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน โดยเปลือกสละจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยอุ้มน้ำและปุ๋ย ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารจากดินได้ดีขึ้น และไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์หลักเหมือนผลไม้ทั่วไป แต่ในเปลือกสละมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก กรดแกลลิก และเควอซิทิน ซึ่งช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระในร่างกาย จากงานวิจัย เรื่อง สภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารประกอบฟีนอลิกด้วยคลื่นไมโครเวฟจากเปลือกสละ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการพัฒนาตำรับครีมกันแดดแบบแท่ง (Enhancing microwave-assisted extraction of phenolic compounds from Salacca zalacca fruit peel, assessing antioxidant activity and formulation in sunscreen sticks) คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระบุว่า เปลือกสละสายพันธุ์สุมาลีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี เนื่องจากในเปลือกสละมีปริมาณสารประกอบฟี นอลิกรวมสูงกว่าในส่วนเนื้อสละ (Aralas, Mohamed, & Bakar, 2009; Kanlayavattanakul et al.,2013) และในสารสกัดจากเปลือกสละมีองค์ประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด ได้แก่กรดแกลลิก (Gallic acid) กรดเฟรุลิก (Ferulic acid) กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acid) เควอซิทิน (Quercetin) และกรดคาเฟอิก (Caffeic acid) เป็นต้น (Girsang et al., 2019) ซึ่งสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี แล้วยังมีรายงานว่า กรดคาเฟอิกที่พบในเปลือกสละออกฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส (Collagenase) และเอนไซม์อีลาสเตส (Elastase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่กระตุ้นการสลายของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง ซึ่งจะช่วยการชะลอการเหี่ยวย่นของผิวได้ (Girsang et al., 2020) และสารสกัดจากเปลือกสละยังมีฤทธิ์ การยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสอีกด้วย และมีรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้สละในงานเครื่องสำอาง โดยใช้สารสกัดสละด้วยเอทานอลใช้เป็นสารสำหรับทำให้ผิวขาว เนื่องจากมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในตำรับครีมสามารถลดการเกิดเม็ดสีเมลานินเมื่อทดลองใช้กับผิวหนังผู้ทดสอบได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568
  • ถาม-ตอบ
    วิทยาศาสตร์การอาหาร
    พวกขนมปีโป้ กับจอลลี่แบร์ เป็นอาหารเจหรือไม่คะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 22 ตุลาคม 2568
    ปีโป้ ใช้ส่วนผสมของคาร์ราจีแนน สกัดได้จากสาหร่ายทะเลสีแดง (Rhodophyceae) เช่น สาหร่ายผมนาง (Gracilaria fisheri) เป็นอาหารเจ ส่วนจอลลี่แบร์มีส่วนผสมของเจลาติน เป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง สกัดจากกระดูกของสัตว์ ดังนั้นคนกินเจกินเจลาตินไม่ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 22 ตุลาคม 2568
  • ถาม-ตอบ
    วิทยาศาสตร์การอาหาร
    ยีสต์ ถือเป็นอาหารเจ หรือไม่
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 22 ตุลาคม 2568
    ยีสต์โดยตัวมันเองถือเป็นอาหารเจได้ เพราะไม่ใช่สัตว์ และไม่มีการเบียดเบียนชีวิต แต่ควรตรวจสอบกระบวนการผลิตหรือผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของยีสต์ด้วยว่า ไม่มีเนื้อสัตว์หรือส่วนประกอบจากสัตว์ปะปนอยู่ ยีสต์ (Yeast) คือจุลินทรีย์ชนิดหนึ่งในกลุ่มเชื้อรา (Fungi) ที่มีเซลล์เดียว (Unicellular fungus) ซึ่งสามารถเจริญเติบโตและสืบพันธุ์ได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งมีชีวิตอื่น ลักษณะทางชีววิทยา 1. เป็นสิ่งมีชีวิตเซลล์เดียว 2. ขยายพันธุ์ด้วยวิธีแตกหน่อ (ฺBudding) 3. มีหลายสายพันธุ์ แต่สายพันธุ์ที่คุ้นเคยกันมากที่สุดคือ 👉 Saccharomyces cerevisiae ใช้ในขนมปัง, การหมักเบียร์, ไวน์ 👉 Candida spp. พบในร่างกายมนุษย์ (บางชนิดทำให้เกิดโรค) ยีสต์ใช้ทำอะไรได้บ้าง - หมักขนมปัง ยีสต์ช่วยให้แป้งขึ้นฟู โดยปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ - หมักเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ยีสต์เปลี่ยนน้ำตาลเป็นแอลกอฮอล์และก๊าซ - ทำซีอิ๊ว เต้าเจี้ยว ใช้ยีสต์และจุลินทรีย์อื่นร่วมกันในการหมักถั่วเหลือง - ใช้เป็นอาหารเสริม เช่น Nutritional yeast ที่อุดมด้วยวิตามิน B ยีสต์เป็นพืชหรือสัตว์ คำตอบคือ ไม่ใช่พืช และไม่ใช่สัตว์ แต่จัดอยู่ในอาณาจักรของราชนิดหนึ่ง (Fungi) ดังนั้นแม้จะมีชีวิต แต่ไม่ถือว่า “เบียดเบียนสัตว์” จึงใช้ในอาหารเจได้ในหลายกรณี
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 22 ตุลาคม 2568
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานสัตว์
    เจอผีเสื้อนี้ในสวนสาธารณะ ไม่ทราบว่าอันตรายมั้ยคะ และเป็นชนิดไหนคะ เท่าที่สังเกตคือ เค้าเกาะใบไม้แบบกลับหัว ต่างจากผีเสื้อที่เคยเจอมาค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 20 ตุลาคม 2568
    มอธค้างคาว เป็นผีเสื้อกลางคืนค่ะ มักออกหากินในเวลากลางคืน และเกาะตามต้นไม้หรือชายคาอาคารที่อยู่ใกล้ป่าหรือใกล้สวน เป็นศัตรูพืชในช่วงเป็นตัวอ่อน หนอนผีเสื้อจะกัดกินในชมพู่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Lyssa zampa ลักษณะทั่วไป ปีกบน พื้นปีกทั้งสองคู่สีน้ำตาลเข้ม กลางปีกทั้งสองคู่มีแถบสีขาวพาดยาวต่อเนื่องกัน ปีกล่าง คล้ายปีกบน แต่สีอ่อนกว่าเล็กน้อย โคนปีกมีลายกระสีขาว ขนาด 100-160 มิลลิเมตร พฤติกรรม ออกหากินช่วงเวลากลางคืน เกาะพักตามที่ร่มครึ้มทั้งในป่าและตามชายคาอาคารที่อยู่ใกล้ป่า ขณะบินดูคล้ายค้างคาว หนอนกินใบชมพู่ ถิ่นอาศัย ป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ เขตกระจายพันธุ์ ทุกภาคของประเทศไทย สถานภาพ พบบ่อย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 ตุลาคม 2568
แสดง 1 - 20 จาก 1047
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู