ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 590
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    สวัสดีครับ ทุเรียนยอดไหม้เหี่ยวจากการพ่นปุ๋ยเข้มเกินขนาด ตอนนี้ใบเริ่มแก่แล้ว แต่ใบที่แก่แล้วมีลักษณะเหลืองไหม้ตามขอบใบ เพื่อที่จะสร้างยอดใหม่ผมจะฉีดฮอร์โมนเร่งยอดได้หรือเปล่าครับ
    รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี
    ตอบเมื่อ 2 สิงหาคม 2564
    แนะนำให้ใช้แค่ปุ๋ยธรรมดา ไม่ต้องใช้ฮอร์โมนตัวไหนเลยครับ ยอดเก่าที่เสียไปเอาคืนไม่ได้ ต้องรักษายอดใหม่เท่านั้น แค่ปุ๋ยกับน้ำให้ครบก็เพียงพอ + การป้องกันศัตรูพืช ปุ๋ยแนะนำ อัตราส่วน N:P:K ที่ 3:1:2 หรือใกล้เคียง ทั้งทางดินและทางใบครับ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 สิงหาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การค้าภายในประเทศ
    กำลังหาผู้รับซื้อดอกอัญชันแห้งค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 สิงหาคม 2564
    ไม่ทราบว่าเกษตรกรทำการผลิตอยู่ในพื้นที่ใด เบื้องต้นแนะนำให้พิจารณาผู้รับซื้อเจ้าที่อยู่ใกล้กับแหล่งผลิตของตนเอง และต้องพิจารณาเงื่อนไขการรับซื้อกับปริมาณผลผลิตที่ผลิตได้ประกอบการตัดสินใจนะคะ เพราะราคารับซื้อจะแตกต่างกันไปขึ้นกับปริมาณและคุณภาพผลผลิต ทั้งนี้ได้หารายชื่อผู้ประกอบการที่รับซื้อผลผลิตดอกอัญชันแห้ง แนบมาในข้อมูลเพิ่มเติมนะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    การขยายพันธุ์พืช
    สอบถามค่ะ ดอกไม้สีชมพูในภาพคือดอกอะไรคะ บางคนเรียกบัวสวรรค์ บางคนก็เรียกบัวดินค่ะ บานหนเดียวแล้วก็ไม่มีอีกเลย ปลูกมานานแล้ว เคยออกแค่ดอกเดียว มีคราวนี้ออกหลายดอก พอบอกว่าจะถอนทิ้ง ดอกเหี่ยวไปแล้วมีเม็ดตุ่มไตที่ดอก ใช้เพาะพันธุ์ได้มั้ยคะ ชอบแดดมั้ยคะ ขอบคุณมากค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 กรกฎาคม 2564
    ตอบ คุณสุภาพร บัวดินค่ะ เป็นพืชหัว (Bulb) ล้มลุกขนาดเล็ก จะออกดอกมากช่วงฤดูฝนจึงถูกเรียกว่า Rain Lily สามารถนำเมล็ดสีดำมาเพาะได้ค่ะ ชอบแดด สามารถปลูกกลางแจ้งได้ สามารถอ่านวิธีเพาะเมล็ดได้จาก ข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนะคะ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Zephyranthes grandiflora จัดอยู่ในวงศ์ว่านสี่ทิศ (Amaryllidaceae)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การแปรรูปผลิตผลเกษตร
    อยากทราบวิธีการส่งออกดอกอัญชันแห้งค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 กรกฎาคม 2564
    ผู้ประกอบการที่มีความประสงค์จะส่งออกดอกอัญชันแห้งไปยังประเทศอินโดนีเซีย จะต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสุขอนามัยพืช โดยการส่งออกต้องมีใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Requirement) ซึ่งออกให้โดยกรมวิชาการเกษตรแนบไปพร้อมกับสินค้า สินค้าต้องไม่ปนเปื้อนแมลงที่มีชีวิต ศัตรูพืชชนิดอื่น ๆ วัชพืช ดิน ราก หรือวัสดุที่สามารถนำพาศัตรูพืชได้ ต้องผ่านการทำความสะอาด อบแห้งด้วยความร้อนในเตาอบที่อุณหภูมิ 50-60 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 8-10 ชั่วโมง และบรรจุในบรรจุภัณฑ์ที่แสดงฉลากเพื่อใช้ในการตรวจสอบย้อนกลับได้ สำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการส่งออกสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กลุ่มวิจัยการกักกันพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร โทร. 0 2561 1680
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    อยากทราบว่าพืชชนิดนี้มีชื่อว่าอะไรครับ และสามารถใช้ประโยชน์อะไรจากพืชชนิดนี้ได้บ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 กรกฎาคม 2564
    ลักษณะใบและลำต้นคล้าย "หงอนไก่ป่า หรือหงอนไก่ไทย" แต่ให้ลองสังเกตตอนออกดอกประกอบการตัดสินใจอีกทีนะคะ (โดยดูรูปประกอบได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ) ต้นหงอนไก่ไทย เป็นต้นไม้ล้มลุกฤดูเดียว มีอายุเพียง 1 ปี มีลำต้นตั้งตรง สูงประมาณ 40-150 เซนติเมตร มักแตกกิ่งก้านเป็นสีเขียวแกมแดง ลำต้นมีลักษณะฉ่ำน้ำและมีร่องตามยาว เปลือกลำต้นมีทั้งสีแดงและสีเขียว แบ่งออกไปตามสายพันธุ์ ใบ เป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมขอบขนาน รูปหอกยาว หรือรูปเส้นแกมใบหอก ปลายใบเรียวแหลม โคนใบเรียวแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 1-6 เซนติเมตร และยาวประมาณ 4-18 เซนติเมตร แผ่นใบเป็นสีเขียวและมักมีสีแดงแต้ม หรือเป็นสีแดงอมม่วง ใบตอนล่างจะมีขนาดใหญ่ ส่วนใบที่อยู่ส่วนยอดจะมีขนาดเล็กกว่า มีก้านใบยาวประมาณ 0.3-1.7 เซนติเมตร ดอก ออกดอกเป็นช่อเป็นแท่งยาว โดยจะตามซอกใบและปลายกิ่งหรือปลายยอด ปลายช่อดอกแหลม ช่อดอกยาวประมาณ 3-10 เซนติเมตร อัดแน่นอยู่ในช่อเดียว ช่อดอกมีดอกย่อยขนาดเล็กจำนวนมาก ดอกย่อยมีกลีบดอกเป็นสีม่วงแกมสีชมพู หรือเป็นสีขาวปลายแต้มด้วยสีชมพู อยู่ติดกันเป็นกระจุก กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบเลี้ยง 3 กลีบ เกสรเพศผู้ 5 อัน และไม่มีก้านดอก ผล ลักษณะเป็นผลแห้งและแตกได้ ผลมีกลีบเลี้ยงบางหุ้มเมล็ดอยู่ ลักษณะของผลเป็นรูปไข่กลับ เมล็ด ลักษณะกลมแบนสีดำเป็นมันเงาและแข็ง มีจำนวนมาก ขั้วด้านหนึ่งบุ๋มลง สภาพนิเวศวิทยา: พบขึ้นตามที่โล่งแจ้งทั่วไป ตามริมฝั่งแม่น้ำทางเหนือ ตามไร่นา และบางครั้งก็ปลูกเป็นไม้ประดับ ถิ่นกำเนิด: อเมริกาเขตร้อน การกระจายพันธุ์: ทั่วโลก การปลูกและการขยายพันธุ์: ขยายพันธุ์โดยการเพาะเมล็ด
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 24 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    สวัสดีค่ะ ขออนุญาตสอบถามชื่อต้นไม้ค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 20 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ KT สองต้นแรก คือ แก้วกาญจน หรืออโกลนีมา ส่งนต้นสุดท้ายคือ คล้าขุนแผนค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    วนศาสตร์
    สวัสดีค่ะ รบกวนเรียนถามว่า ถ้าหากจะปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ ขอคำแนะนำด้วยค่ะว่าต้องปลูกและดูแลอย่างไร ปลูกที่จังหวัดตรัง ตะเคียนทอง พะยูง พะยอม สัก ยางนา ประดู่ มะฮอกกานี ไม้หลุมพอ จำปาป่า เคี่ยม อยากทราบระยะปลูก วิธีปลูก รบกวนขอความรู้ด้วยนะคะว่า พันธุ์ไหนควรจะปลูกที่ลุ่ม พันธุ์ไหนควรปลูกที่ดอน แปลงที่จะปลูกมีร่องน้ำผ่าน จึงมีที่ต่ำ กับที่สูงหน่อยค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ Mily boon เกษตรกรสามารถศึกษาข้อมูลที่ต้องการได้จาก "คู่มือสำหรับประชาชน การปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจ" ได้จากไฟล์แนบด้านล่างนี้ : "Economic Trees Planting Guide" และ "Factors in the selection of tree species of Economic Trees" ส่วนข้อมูลการเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูกสามารถอ่านได้จากข้อมูลเพิ่มเติม : "การเลือกชนิดพันธุ์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ปลูก" และเอกสารเผยแพร่เกี่ยวกับการปลูกไม้มีค่าทางเศรษฐกิจเป็นรายชนิดพืชในรูปแบบ E-book สามารถอ่านได้จากข้อมูลเพิ่มเติม : "เอกสารเผยแพร่" ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 14 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเกษตรทั่วไป
    สอบถามครับ ต้นกานพลูมีกี่สี ถามคนขายเขาว่ามีสีขาวสีเดียว รูปเอามาจากเว็บไซต์ เห็นมีหลายสี ถ้าปลูกดอกจะออกแบบนี้ไหม
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ Boonchai t. ดอกในภาพน่าจะเป็นไลแลค ถ้านำมาปลูกในไทยไม่มั่นใจว่าจะออกดอกสวยเท่าในภาพนะคะ ดอกไลแล็ค (Lilac) ชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Syringa vulgaris เป็นพืชดอกที่อยู่ในสกุล Syringa ในวงศ์มะลิ ที่มีด้วยกันทั้งหมดราว 20 ถึง 25 สปีชีส์ คำว่า ‘Lilac’ มาจากภาษาเปอร์เซียแปลว่า ‘สีฟ้าม่วง’ เป็นพืชยืนต้นที่มีถิ่นฐานอยู่ในยุโรปและเอเชีย ไลแลคเป็นพืชผลัดใบแบบพืชพุ่มหรือพืชต้นขนาดเล็กที่สูงตั้งแต่ราว 2 ถึง 10 เมตร และมีลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 20 ถึง 30 เซนติเมตร ออกดอกเป็นช่อแต่ละช่อมีดอกแน่นมาก กลิ่นหอมมากโดยเฉพาะตอนกลางคืน ออกดอกในฤดูใบไม้ผลิต้นฤดูร้อนแล้วแต่สายพันธุ์ แต่ละดอกมีเส้นผ่าศูนย์กลางระหว่าง 5 ถึง 10 เซนติเมตร มีสีม่วงต่าง ๆ ชมพู ขาว นวล และบางครั้งแดงเข้ม ดอกไลแลคมีกลิ่นหอมแบบอบอวลอย่างโรแมนติก จึงได้นิยมนำมาทำน้ำหอมประเภทที่มีกลิ่นหอมโรแมนติก นิยมนำมาเป็นดอกไม้ในพิธิแต่งงาน เป็นช่อดอกไม้เจ้าสาว จัดประดับแจกัน ส่วนการพลู มี่นำมาเป็นสมุนไพรดอกสีขาวค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ต้นกานพลูถ้าปลูกที่ปากเกร็ด จังหวัดนนทบุรี ปลูกได้ไหม และดอกจะออกตามปกติไหม
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ตอบ คุณ Boonchai t สามารถปลูกได้ค่ะ แต่พื้นที่เหมาะสมในการปลูกควรมีลักษณะพื้นที่ที่มีอากาศร้อนชื้น ฝนตกชุกตลอดปี มีความชื้นสูง เช่น ภาคใต้และภาคตะวันออกของประเทศ เช่น จันทบุรี ตราด ชุมพร ระนอง ลองปรับปรุงดินให้เหมาะสมก่อนปลูกก็ช่วยให้เจริญเติบโตได้ดีขึ้นค่ะ กานพลูเป็นพืชเมืองร้อนเจริญเติบโตได้ดีในดินที่มีลักษณะร่วน (Loams) มีความอุดมสมบูรณ์สูง หน้าดินลึก ลาดเท (Slope) เล็กน้อย ปริมาณอินทรียวัตถุสูง และระบายน้ำดี อย่างไรก็ตาม มีรายงานว่า นอกจากดิน ลักษณะดังกล่าวแล้วดินร่วนเหนียว (Clayey loans) ดินร่วนทราย (Sandy loans) ก็สามารถปลูกได้ผลดี วิธีปลูก การปลูกกานพลูนิยมใช้เมล็ดปลูกมากกว่าการตอนกิ่ง ต่อกิ่ง หรือชำกิ่งอ่อน เพราะจะทำให้รากกานพลูแข็งแรงมากกว่า แต่การปลูกด้วยเมล็ดจะต้องระมัดระวังการเลือกใช้เมล็ดเพราะเมล็ดกานพลูสูญเสียความงอกได้เร็วมากๆ ดังนั้นควรเลือกใช้เมล็ดที่เก็บใหม่ที่สุกและมีสีดำเท่านั้น วิธีการปลูกคือ - นำเมล็ดเก็บใหม่ไปแช่น้ำ 3 ชั่วโมง หลังจากครบ 3 ชั่วโมง ให้ลอกเอาเนื้อหุ้มเมล็ดออก และนำไปเพาะในกระบะเพาะ - หลังจากที่ต้นกานพลูงอกสูง 5-7 ซม. (ประมาณ 7 วัน) ให้ย้ายต้นกานพลูลงถุงชำ - หมั่นรถน้ำ ดูแลกานพลูจนอายุ 12 เดือน (ต้นสูง 50 ซม.) - เตรียมดินปลูกด้วยหลุมขนาด 50*50*50 ซม. ตากดิน 7 วัน เพื่อกำจัดโรคและแมลงบางส่วน - ใส่ปุ๋ยคอก 5 กก. รองก้อนหลุมที่เตรียมไว้ - ย้ายต้นกานพลูลงหลุม และกลบดิน - ทำไม้ค้ำเพื่อป้องกันลม และใส่ใบมะพร้าวหรือใช้วัสดุอื่นสร้างร่มเงาให้ในระยะแรก การดูแลกานพลู สภาพแวดล้อม กานพลูเป็นพืชที่เติบโตได้ดีในเขตร้อนชื้นและชอบความชื้นสูง ชอบพื้นที่ที่มีฝนตกสม่ำเสมอตลอดปี หรือมีปริมาณน้ำฝนประมาณ 2,000 – 3,000 มิลลิเมตรต่อปี อุณหภูมิเฉลี่ยประมาณ 24 – 25 องศาเซลเซียส แสง กานพลูนิยมปลูกร่วมกับต้นไม้อื่นๆ เช่น ต้นจันทน์เทศ ต้นหมาก เพื่อช่วยพรางแสงหรือให้ร่มเงา เพราะหากปลูกกานพลูในที่โล่งแจ้ง มีแสงมาก จะทำให้กิ่งกานพลูแห้งง่าย จนถึงอายุ 3 ปี จึงจะไม่ต้องอาศัยร่มเงา น้ำ ควรมีการให้น้ำในระยะแรกที่มีการปลูก ในหน้าแล้งหรือช่วงที่ฝนทิ้งช่วง ดิน กานพลูชอบดินร่วนปนทราย หน้าดินลึกมีอินทรรีย์วัตถุสูง มีการระบายน้ำได้ดี หากระบายน้ำได้ไม่ดีจพทำให้กานพลูสลัดใบและชะงักการเติบโต ความเป็นกรดของดินที่ต้องการอยู่ที่ 5.5-6.5 ph ปุ๋ย กานพลูควรให้ปุ๋ยหลังจากปลูกได้ประมาณ 4 เดือน ควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอัตราต้นละ ½ – 1 ปี๊บ และเมื่อต้นกานพลูอายุ 2 ปี ควรใส่ปุ๋ยคอก 1-3 ปี๊บต่อต้น ร่วมกับปุ๋ยสูตร 15-15-15 ปริมาณ 1-2.5 กก./ต้น ใส่ปีละ 2-3 ครั้ง การตัดแต่งกิ่ง กานพลูไม่มีกานตัดแต่งทรงพุ่ม ยกเว้นในกรณีที่มีกิ่งกระโดงต้องตัดทิ้ง เพื่อให้ลำต้นมีต้นหลักเพียงต้นเดียว จะทำให้ทรงพุ่มแผ่ออกได้ดีดว่า และทำให้ผลผลิตสูงขึ้น การกำจัดวัชพืช ควรกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกทุก 4 เดือน โดยการถากหรือใช้เครื่องตัดหญ้า กานพลูจะถูกรบกวนได้ง่ายด้วยแมลง เพลี้ยหอยกานพลู ด้วยการดูดกินน้ำเลี้ยงที่กิ่ง ยอด และช่อดอก ซึ่งทำให้ผลผลิตลดลง สามารถใช้การป้องกันกำจัดศัตรูธรรมชาติด้วย แมลงเบียน Metophycus bearuensis การเก็บเกี่ยว ผลผลิตกานพลูสดเฉลี่ย 6–10 กก.ต่อต้นต่อปี หรือประมาณ 150–250 กก. ต่อไร่ กานพลูสามารถเก็บเกี่ยวได้เมื่อ 5-6 ปีขึ้นไป จะออกดอกช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน และจะเก็บเกี่ยวได้ช่วง ธันวาคม – มกราคม ใช้เวลาตั้งแต่ออกดอกถึงเก็บเกี่ยวดอกตูมเป็นเวลาประมาณ 4 – 5 เดือน และหากปล่อยให้ดอกเจริญเป็นผล ผลจะสุกประมาณเดือนพฤษภาคมสามารถให้ผลผลิตสูงสุดเมื่อประมาณ 15-20 ปี และมีผลจนถึงอายุ 60 ปี การเก็บเกี่ยวดอกตูม ระยะเก็บเกี่ยวที่เหมาะสม คือ เมื่อดอกเริ่มเปลี่ยนจากเขียวเป็นแดง มีสีชมพูเรื่อๆ ดอกตูมเกินไปหรือบานจะมีคุณภาพไม่ดีสรรพคุณทางยาลดลงมาก และควรเลือกเก็บทีละดอกเพราะแต่ละดอกจะมีอายุไม่เท่ากัน และระมัดระวังไม่ให้กิ่งบอบช้ำ เพราะหากกิ่งได้รับการกระทบกระเดือนจะทำให้ออกดอกได้น้อย หรือไม่ออกดอกเลย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    โรคใบติดใหม้ในทุเรียนใช้ยาเคมีตัวไหนครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ Plueang C. การป้องกันกำจัดโรคใบติดทุเรียน ให้ตัดแต่งใบแก่ด้านล่างทรงพุ่มไม่ให้ทึบ และรวมทั้งแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่งแสงแดดสามารถส่องทะลุลงมาในทรงพุ่มได้บ้าง หมั่นสำรวจโรคในช่วงที่สภาพแวดล้อมเหมาะสมต่อการระบาด เมื่อพบอาการของโรคระยะเริ่มต้น ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคเก็บออกไปเผาทำลาย เก็บรวบรวมกิ่ง ใบที่เป็นโรคบริเวณโคนต้นออกไปเผาทำลายนอกแปลง เมื่อพบการระบาดของโรคควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย การพ่นสารเคมีป้องกันกำจัด วาลิดามัยซิน 3 % เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 10 วัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    เพลี้ยไก่แจ้กินใบทุเรียนอ่อน ใช้สารเคมีตัวไหนได้ดีที่สุดครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ Plueang C. การป้องกันและกำจัดเพลี้ยไก่แจ้ ระดับเศรษฐกิจ : เพลี้ยไก่แจ้ 5 ตัว/ยอด และยอดถูกทำลายมากกว่าร้อยละ 50 ต่อต้น 1. ติดตามสถานการณ์เพลี้ยไก่แจ้และศัตรูธรรมชาติ สำรวจร้อยละ 10 ของต้นทั้งหมด 7 วัน/ครั้ง ในช่วงมิถุนายน-พฤศจิกายน ตรวจนับ 5 ยอด/ต้น ทั้งเพลี้ยไก่แจ้และศัตรูธรรมชาติ พบเพลี้ยไก่แจ้ที่ยังมีชีวิตมากกว่า 5 ตัว/ยอด ถือว่ายอดถูกทำลาย 2. อนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติไว้ควบคุมเพลี้ยไก่แจ้ตามธรรมชาติ ตัวห้ำ : แมลงช้างปีกใส Chrysopa sp. แมลงช้างปีกใสแปดจุด Ankylopteryx octopunctata แมลงช้างปีกสีน้ำตาล Hemerobius sp. ต่อหลวง ต่อรัง แมงมุม, ด้วงเต่า Menochilus sexmaculatus ด้วงเต่าโรโดเลีย Rodolia sp. ด้วงเต่า Scymnus sp. 3. กระตุ้นการแตกใบอ่อนให้พร้อมกันทุกต้นเพื่อลดช่วงเวลาการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ให้สั้นลง โดยใช้ปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 200 กรัม/น้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นที่ใบปริมาณ 10 ลิตร/ต้น จำนวน 2 ครั้ง : ระยะแตกใบอ่อน ครั้งที่ 1 ระหว่างเดือนมิถุนายน-กรกฎาคม ระยะแตกใบอ่อน ครั้งที่ 2 ระหว่างเดือนสิงหาคม-กันยายน 4. ใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองล่อตัวเต็มวัยมาทำลาย 5.ใช้น้ำพ่นใบอ่อนที่คลี่แล้วเพื่อลดปริมาณเพลี้ยไก่แจ้ 6. ใช้เชื้อบิวเวอเรีย อัตราเชื้อสด 1 กก. ต่อน้ำ 40 ลิตรพ่น 7. ใช้สารเคมี - ใช้เมื่อพบ : ยอดถูกทำลายมากกว่าร้อยละ 50 ต่อต้น หรือยอดที่พบไข่มากกว่าร้อยละ 20 ต่อต้น สารเคมีที่แนะนำคือ เอ็นโดซัลแฟน 35% EC อัตรา 50 มล./น้ำ 20 ลิตร บูโพรเฟซิน 25% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร หรือ 50% WP อัตรา 10 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    สอบถามค่ะ คือทางเราเพาะต้นเมล่อนในฟองน้ำค่ะเเล้วทำทุกอย่างเหมือนปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ เเต่อยากทำลงดินบ้าง ซึ่งวันนี้ลองทำเเละนำลงดินค่ะ เเล้วปัญหาคือตอนที่เอาต้นออกมาจากฟองน้ำ รากของต้นเมล่อนได้มีการขาดเกิดขึ้น เลยอยากสอบถามว่าถ้ารากขาดเเล้วนำลงไปปลูก ต้นที่ลงดินไปจะตายไหมคะ มีวิธีแก้ไหมคะ ปล.รากยาวค่ะ เเต่ขาดไปครึ่งนึง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ NOey การที่รากต้นกล้าขาดอาจทำให้เกิดการติดเชื้อสาเหตุโรคพืชได้ค่ะ เช่น แบคทีเรีย หรือเชื้อรา จนอาจทำให้เน่าได้ค่ะ ปกติการเพาะเมล็ดเมล่อนสามารถเพาะลงในถาดหลุด หรือภาชนะขนาดเล็ก แล้วย้ายปลูกลงกระถางที่ใหญ่ขึ้น หรือย้ายลงแปลงปลูกเมื่อต้นกล้ามีใบจริงงอกได้นะคะ รากจะไม่กระทบกระเทือนมากเวลาย้ายปลูก ส่วนต้นที่รากขาดลองนำลงปลูกตามปกติก่อนก็ได้ค่ะ แต่ควรใช้มือกดโคนต้นให้แน่น กรณีไม่โดนเชื้อโรคพืชเข้าทำลายเมื่อรากเดินก็จะเจริญเติบโตได้ตามปกติค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    ต้องแก้ปัญหาอย่างไรค่ะ ต้นหลักยอดไม่งอกแล้วค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 12 กรกฎาคม 2564
    ได้นำข้อมูลไปสอบถามยังนักวิชาการด้านการพัฒนาพันธุ์ข้าวโพด บ.เอกชน ให้คำแนะนำว่า ดูจากลักษณะอาการแล้วอาจจะเกิดจากหนอนเจาะ ถ้าหนอนเจาะลำต้นช่วงเล็กๆ ต้นจะไม่มียอดหลัก เรียกว่า Shoot fly หนอนกินต้นกลางตาย เจาะอยู่โคนต้น ทำให้พืชไม่โตและแตกแขนง จนต้นหลักจะหายไป เหลือแต่แขนง แต่ในรูปยังมีต้นหลักอยู่แต่ก็ไม่โต ซึ่งมีความเป็นไปได้อาจจะเกิดจากการขาดธาตุอาหาร หรือเกิดจากการหยอดยาที่ยอดข้าวโพดจนยอดหงิกไม่โต บางรายหยอดที่ฝักจนฝักไม่พัฒนาก็มี ซึ่งต้องหาสาเหตุต่อว่า เป็นทั้งแปลงหรือไม่ อายุข้าวโพดกี่วัน ได้ใส่ปุ๋ย หรือพ่นสารเคมีอะไรไปบ้าง เบื้องต้นขอให้เกษตรกรลองสังเกตที่ต้นว่ามีหนอนเข้าทำลายหรือไม่ เพราะอาการคล้ายต้นหลักโดนหนอนเข้าทำลายแต่ยังเล็ก ข้าวโพดจึงแตกต้นแขนงด้านข้างมาใหม่ ดังนั้นขอให้เกษตรกรสังเกตว่ามีหนอนหรือศัตรูธรรมชาติเข้าทำลายหรือไม่ หากพบว่าเป็นชนิดใด ให้ใช้สารป้องกันกำจัดตามอัตราแนะนำ อีกประการหนึ่ง หากไม่โดนหนอนทำลายยอด และมีอาการเช่นนี้ทั้งแปลงอาจมีแนวโน้มว่าสาเหตุน่าจะมาจากการขาดธาตุอาหาร ซึ่งอาการที่สังเกตจากภาพที่ส่งมาลักษณะคล้ายข้าวโพดขาดความสมดุลของธาตุอาหารแคลเซียม มีสาเหตุมาจากขาดการเพิ่มอินทรีย์วัตถุลงไปในดิน หรือการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในรูปของยูเรียหรือแอมโมเนียมซัลเฟตในปริมาณสูง รวมทั้งสภาพความเป็นกรด-ด่างของดินบริเวณรอบๆ รากข้าวโพดเปลี่ยนแปลงไปมาก ซึ่งข้าวโพดจะแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 4 สัปดาห์ ลำต้นอวบใหญ่ ข้อสั้น ต้นเตี้ย ยอดอ่อนห่อตัวบิดริ้วเป็นเกลียว ปลายใบติดเข้าด้วยกัน คลี่ออกยาก บางต้นยอดโค้งงอ เนื้อใบขรุขระ การป้องกันทำได้โดย ควรเว้นการปลูกพืชเดี่ยวซ้ำที่เดิมเป็นเวลานาน ควรเติมอินทรีย์วัตถุในดินให้สูงกว่า 1.5% และควรวิเคราะห์ดิน ใส่ปูนขาวเพื่อสภาพความเป็นกรด-ด่าง ให้มี pH 5.5-8.0 **อ้างอิงข้อมูลจากสไลด์บรรยายเรื่องโรคที่เกิดจากสิ่งไม่มีชีวิต การขาดธาตุของข้าวโพด จัดทำโดย ผศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์ https://www.slideserve.com/asabi/4258020
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 6 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    แบบนี้ใช่โรคราสนิมไหมครับ ใช้เคมีตัวไหนครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 กรกฎาคม 2564
    ตอบคุณ naathong ใช่ค่ะ การป้องกันกำจัดทำได้หลายวิธี ตั้งแต่การใช้พันธุ์ต้านทาน การใช้สารเคมี และการจัดการด้านเขตกรรม ปกติโรคจะเข้าทำลายข้าวโพดในระยะออกดอก หรือหลังออกดอก แนวทางการแก้ไขคือ ต้องปรับปรุงพันธุ์ให้ต้านทานต่อโรคนี้ ซึ่งจะมีการคัดเลือกเชื้อพันธุกรรมข้าวโพดที่มีลักษณะต้านทานทั้งแบบคุณภาพและปริมาณมาใช้เป็นแหล่งในการสร้างพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานต่อโรค ขณะเดียวกันก็มีการศึกษาสารเคมีที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันโรคนี้ไว้ด้วยสำหรับแก้ปัญหาในระยะสั้น ในการป้องกันกำจัดโรคราสนิมด้วยสารเคมี มีข้อควรพิจารณาหลายประการ การใช้สารเคมีในการป้องกันกำจัดมักไม่คุ้มทุน โดยเฉพาะเมื่อราคาข้าวโพดตกต่ำ การใช้สารเคมีควรคำนึงถึงผลตอบแทนทางเศรษฐศาสตร์ ควรพ่นเมื่อเริ่มมีการทำลายในพันธุ์อ่อนแอที่มีศักยภาพในการให้ผลผลิตสูง เช่น ในแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ และตรวจสอบสภาพภูมิอากาศ เช่น อุณหภูมิ และความชื้น การใช้สารเคมีในประเทศไทยให้ฉีดพ่นด้วยสารกำจัดโรคพืช Difenoconazole หรือ Cyproconazole เมื่อข้าวโพดเริ่มแสดงอาการจึงจะได้ผลดี นอกจากนี้ยังพบว่า Difenoconazole 15% + Propiconazole 15% อัตรา 20 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ผลในการควบคุมโรคได้ดีที่สุดและให้ผลผลิตสูงที่สุด คำแนะนำสำหรับการป้องกันกำจัดโรคราสนิมของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศไทย ไม่แนะนำให้ใช้สารเคมีเนื่องจากเป็นไปได้ยากในทางปฏิบัติและไม่คุ้มต่อการลงทุน ดังนั้นการแนะนำให้เกษตรปลูกพันธุ์ต้านทานต่อโรคเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพและมีโอกาสประสบความสำเร็จมากที่สุด
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 กรกฎาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การส่งเสริม
    การเงิน/สินเชื่อ
    อยากทราบว่าถ้าพ่อเป็นหัวหน้าครัวเรือนเกษตรกรแล้วลูกแยกครอบครัวอยากลงทะเบียนเกษตรกรบ้าง ต้องทำอย่างไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 1 กรกฎาคม 2564
    เนื่องจาก เกณฑ์การขึ้นทะเบียนเกษตรกร ระบุว่า บุคคลในครัวเรือนคนใดคนหนึ่ง หรือหลายคนที่ประกอบการเกษตร โดยที่ฐานทะเบียนเกษตรกร กำหนดให้ 1 ทะเบียนบ้าน = 1 ครัวเรือน หากต้องการขึ้นทะเบียนเกษตรกรเพิ่มเติม ต้องนำทะเบียนบ้านฉบับอื่นไปยื่นขอ โดยมีขั้นตอนดังนี้ **ทั้งนี้ครัวเรือนเกษตรกร 1 ครัวเรือน ขอขึ้นทะเบียนได้ 1 คน การขึ้นทะเบียนเกษตรกร - ยื่นแบบ ทบก. 01 ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่ตั้งแปลงปลูก หลังปลูกพืช 15 วัน > จนท.บันทึกข้อมูล > ตรวจสอบข้อมูล > ติดประกาศในชุมชน 3 วัน > จนท.ยืนยันข้อมูลในระบบ > การขึ้นทะเบียนเกษตรกรสมบูรณ์ **โดยในช่วง COVID-19 : ยื่นได้ที่ผู้นำชุมชน หรือ อกม . รวมรวบส่งสำนักงานเกษตรอำเภอ และเจ้าหน้าที่จะดำเนินการต่อไป - ดาวน์โหลด แบบ ทบก.01 ได้ที่ https://farmer.doae.go.th/farmerforn63-h.pdf หมายเหตุ : แอปพลิเคชัน FARMBOOK ไม่สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรรายใหม่แปลงใหม่ได้ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติม สามารถติดต่อสอบถามผ่านทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 มิถุนายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ช่วงหน้าฝน ข้าวโพดเป็นราน้ำค้าง ควรใช้สารเคมีตัวไหนดีครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 22 มิถุนายน 2564
    การป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้าง ในแหล่งปลูกที่เคยมีการระบาดของโรค หากมีอุณหภูมิต่ำและมีความชื้นในอากาศสูง เมื่อต้นข้าวโพดมีอายุ 5-7 วัน ควรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดเมโทมอร์ฟ 50 ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน และพ่นติดต่อกัน 3-4 ครั้ง ในการเพาะปลูกข้าวโพดครั้งถัดไป เกษตรกรควรเลือกใช้เมล็ดพันธุ์ข้าวโพดที่ต้านทานโรค และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือเมทาแลกซิลเอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม กรณีเริ่มพบการระบาดของโรค ให้ถอนต้นกล้าข้าวโพดที่แสดงอาการของโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เนื่องจากเชื้อราก่อโรคสามารถเข้าทำลายต้นข้าวโพดได้ตั้งแต่ในระยะที่ข้าวโพดเริ่มงอก หมายเหตุ : การพ่นสารเคมีหลังจากต้นข้าวโพดอายุ 20 วันขึ้นไป ไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 22 มิถุนายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    นิเวศวิทยาพืช
    สอบถามครับ ต้นเมเบิลถ้าปลูกในไทย พื้นปลูกต้องอยู่เหนือระดับน้ำทะเลกี่เมตร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 มิถุนายน 2564
    ตอบ คุณ boonchai tablet พื้นที่ปลูกควรสูง 1,300-2,200 เมตรจากระดับน้ำทะเลค่ะ ในประเทศไทยพบเมเปิลอยู่ 6 ชนิดคือ ก่วมแดง (Acer calcaratum Gagnep.) พบในภาคตะวันออกเฉียงเหนือบน ภูกระดึง จังหวัดเลย ก่วมเชียงดาว (Acer chiangdaoense Santisuk) พบในภาคเหนือบน ดอยเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ ก่วมขาว (Acer laurinum Hassk.) พบในภาคเหนือ ดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ก่วม (Acer oblongum Wall. ex DC.) ก่วมใบใหญ่ (Acer thomsonii Miq.) ก่วมภูคา (Acer wilsonii Rehder) พบในภาคเหนือบนอุทยานแห่งชาติดอยภูคา จังหวัดน่าน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 มิถุนายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    สวัสดีครับ พอดีผมใช้รหัสเกษตรกรเป็นทั้ง User Name และ Password เข้า Farmbook ไม่ได้ครับ ติดต่อที่ไหนได้บ้าง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 มิถุนายน 2564
    สามารถโทร.สอบถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกษตรกรสามารถสอบถามโดยตรงไปทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 11 มิถุนายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    รบกวนสอบถามค่ะ ไม่มีสมุดเกษตกรค่ะ เลยเข้าแอปพลิเคชัน Farmbook ไม่ได้ค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 10 มิถุนายน 2564
    กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหายสามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านเคยลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ หากต้องการทราบเลข 12 หลัก สามารถโทร.ถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือแจ้งเลขบัตรประชาชนไปที่ inbox Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขทะเบียนเกษตรกรให้ หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกษตรกรสามารถสอบถามโดยตรงไปทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ หมายเหตุ : ในการใช้งานครั้งแรกให้เกษตรกรใส่ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน เป็นเลขรหัสทะเบียนเกษตรกรจํานวน 12 หลัก หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ได้ลงทะเบียนไว้ที่สํานักงานเกษตรอําเภอ โดยใส่ทั้งชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 มิถุนายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    สอบถามรหัสที่กรอกลงในแอปฯ นี้ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 10 มิถุนายน 2564
    ในการใช้งานแอปพลิเคชัน FARMBOOK ครั้งแรกให้เกษตรกรใส่ชื่อผู้ใช้งาน และรหัสผ่าน เป็นเลขรหัสทะเบียนเกษตรกรจํานวน 12 หลัก หรือเบอร์โทรศัพท์ที่ได้ลงทะเบียนไว้ที่สํานักงานเกษตรอําเภอ โดยใส่ทั้งชื่อผู้ใช้งานและรหัสผ่าน หมายเหตุ : กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหาย สามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านเคยลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ หากต้องการทราบเลข 12 หลัก สามารถโทร.ถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือแจ้งเลขบัตรประชาชนไปที่อินบ็อกซ์ Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขทะเบียนเกษตรกรให้ หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมเกษตรกรสามารถสอบถามโดยตรงไปทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 มิถุนายน 2564
แสดง 1 - 20 จาก 590
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู