ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่
แสดง 1 - 20 จาก 1059
หน้า
- สวัสดีครับปีนี้ผมพึ่ง ขึ้นทะเบียนเกษตร แต่ผมมีชื่ออยู่ในทะเบียนเกษตรของพ่อ ที่ เชียงราย อำเภอเทิง ตำบลตับเต่า แต่ตอนนี้ผมมาทำเกษตร ในพื้นที่ ตำบลบ่อภาคอำเภอชาติตระการจังหวัดพิษณุโลก เมื่อผมไปขึ้นทะเบียน ไม่สามารถขึ้นได้เพราะชื่อติดอยู่ใน เล่มสมุดเขียวของพ่อ ผมต้องดำเนินการอย่างไรนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 11 สิงหาคม 2569กรณีนี้ สามารถดำเนินการขอยกเลิกการเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกรเดิมออกจากทะเบียนเกษตรกรของคุณพ่อ แล้วขึ้นทะเบียนเป็นครัวเรือนเกษตรกรของตนเองได้ เนื่องจากปัจจุบันชื่อของคุณยังมีสถานะเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกรของคุณพ่อที่ ต.ตับเต่า อ.เทิง จ.เชียงราย จึงต้องจัดการสถานะเดิมก่อน แนวทางที่แนะนำคือ ยื่นคำร้องขอยกเลิกการเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกรเดิม โดยสมาชิกในครัวเรือนสามารถยื่นขอยกเลิกสถานะของตนเองได้ พร้อมสำเนาบัตรประชาชนที่รับรองสำเนาถูกต้อง และเอกสารประกอบอื่น ๆ (ถ้ามี) เมื่อเจ้าหน้าที่ดำเนินการนำชื่อออกจากครัวเรือนเกษตรกรของคุณพ่อแล้ว ให้ติดต่อสำนักงานเกษตรอำเภอชาติตระการ จังหวัดพิษณุโลก เพื่อขอขึ้นทะเบียนเกษตรกรในฐานะครัวเรือนใหม่ เนื่องจากกรณีเกษตรกรรายใหม่หรือเพิ่มแปลงใหม่ ต้องแจ้ง ณ สำนักงานเกษตรอำเภอที่เป็นที่ตั้งของแปลงเกษตร แนะนำให้ดำเนินการตามลำดับดังนี้ 1. ติดต่อ สำนักงานเกษตรอำเภอเทิง จ.เชียงราย แจ้งว่าปัจจุบันมีชื่อเป็นสมาชิกในทะเบียนเกษตรกรของบิดา และประสงค์ “ยกเลิกการเป็นสมาชิกครัวเรือนเกษตรกรเดิม เพื่อแยกไปขึ้นทะเบียนเกษตรกรของตนเอง” 2. เตรียมบัตรประชาชน/สำเนาบัตรประชาชน และหากมีสำเนาสมุดทะเบียนเกษตรกร (สมุดเขียว) ของครัวเรือนเดิม ควรนำข้อมูลไปประกอบด้วย ทั้งนี้สมาชิกสามารถยื่นคำร้องยกเลิกการเป็นสมาชิกของตนเองได้ 3. หลังจากระบบปรับสถานะเรียบร้อยแล้ว ให้ไปที่ สำนักงานเกษตรอำเภอชาติตระการ เพื่อขึ้นทะเบียนตามแปลงที่ทำการเกษตรจริงใน ต.บ่อภาค 4. เตรียมหลักฐานเกี่ยวกับพื้นที่ทำการเกษตร เช่น เอกสารสิทธิ์ สัญญาเช่า หนังสืออนุญาตให้ใช้พื้นที่ หรือหลักฐานตามลักษณะการถือครองจริง โดยหลักเกณฑ์ปัจจุบันอนุญาตให้ขึ้นทะเบียนได้ทั้งพื้นที่ของตนเอง พื้นที่เช่า พื้นที่ทำฟรี รวมถึงพื้นที่บางประเภทที่ไม่มีเอกสารสิทธิ์ แต่กรณีไม่มีเอกสารสิทธิ์อาจต้องมีผู้นำชุมชนรับรองการใช้ประโยชน์ กรมส่งเสริมการเกษตรมีระบบตรวจสอบสถานะและแบบคำร้องการขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงทะเบียนเกษตรกร ปี 2569 ที่ ระบบทะเบียนเกษตรกร กรมส่งเสริมการเกษตร และปัจจุบันมีช่องทางออนไลน์สำหรับขึ้นทะเบียน/ปรับปรุงข้อมูลด้วย แต่กรณีของคุณมีประเด็น ชื่อซ้ำอยู่ในครัวเรือนเดิม จึงแนะนำให้ติดต่อเจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตรอำเภอโดยตรง จะช่วยตรวจสอบและแก้สถานะในฐานข้อมูลได้ชัดเจนที่สุด กรณีผู้ยื่นคําร้องเป็นสมาชิกในครัวเรือน สามารถยกเลิกการเป็นสมาชิกของตนเองได้ โดยแนบสําเนาบัตรประจําตัวประชาชนของผู้ยื่นคําร้อง พร้อมรับรองสําเนา และเอกสารอื่น (ถ้ามี) กรณีที่หัวหน้าครัวเรือนไม่สามารถมาด้วยตนเอง ให้ทําหนังสือมอบอํานาจได้ หรือสามารถแจ้งที่สำนักงานเกษตรอำเภอที่ขึ้นทะเบียนได้เลยค่ะ
อ่านต่อ - สวัสดีค่ะ ขอสอบถามเกี่ยวกับต้นปอเทืองที่ปลูกไว้เป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อบำรุงดินค่ะ ขณะนี้ใบมีลักษณะผิดปกติตามภาพ โดยไม่ได้พ่นสารเคมีหรือใส่ปุ๋ยใด ๆ จึงไม่แน่ใจว่าอาการดังกล่าวเกิดจากแมลง โรคพืช หรือสาเหตุอื่น เนื่องจากยังไม่พบตัวแมลงบริเวณต้น รบกวนช่วยแนะนำสาเหตุที่เป็นไปได้และแนวทางแก้ไขด้วยค่ะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569ตอบ คุณ Pitchy จากลักษณะอาการในภาพ เบื้องต้นมีความเป็นไปได้ว่าปอเทืองถูกหนอนแมลงวันชอนใบเข้าทำลาย โดยตัวหนอนจะอาศัยและกัดกินอยู่ภายในเนื้อใบ ทำให้เกิดรอยชอนสีขาวหรือเป็นทางคดเคี้ยวบนใบ แนะนำให้ลองเด็ดใบที่มีอาการแล้วส่องกับแสง หากพบตัวหนอนขนาดเล็กสีเหลืองอ่อนอยู่บริเวณปลายรอยชอน หรือพบจุดดำซึ่งเป็นมูลของหนอนอยู่ภายในทางชอน จะช่วยยืนยันได้มากขึ้นว่าเกิดจากหนอนแมลงวันชอนใบ อย่างไรก็ตาม จากภาพยังพบรอยใบแหว่งบางส่วน จึงอาจมีแมลงกัดกินใบชนิดอื่นเข้าทำลายร่วมด้วย ควรสำรวจใต้ใบ บริเวณยอด และรอบแปลงในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็น เพราะแมลงบางชนิดอาจหลบซ่อนในเวลากลางวัน ในกรณีที่ปลูกปอเทืองเพื่อใช้เป็นปุ๋ยพืชสดและเตรียมไถกลบ หากพบการทำลายเพียงเล็กน้อย ต้นยังเจริญเติบโตได้ดี และไม่ระบาดรุนแรง โดยทั่วไปไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อการใช้ประโยชน์เป็นปุ๋ยพืชสดหรือพืชปลูกในรอบถัดไป จึงยังไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรติดตามอาการอย่างต่อเนื่องและกำจัดเฉพาะใบที่ถูกทำลายรุนแรงออกจากแปลงค่ะ
อ่านต่อ - ขอความรู้การดูแลต้น การให้ปุ๋ยการเก็บเกี่ยวและบำรุงรักษา การตอน การเก็บ การให้ปุ๋ย ต้นมัลเบอร์รี่ครับนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569ตอบคุ ณ NITI - Ahar ขั้นตอนการปลูกและดูแลรักษา 1. การเตรียมดินและระยะปลูก พื้นที่ควรเป็นที่ราบสูง น้ำไม่ท่วมขัง ดินร่วนปนทรายที่มีความอุดมสมบูรณ์ระยะปลูก: หากปลูกเพื่อกินผลสด นิยมใช้ระยะ 0.75 × 2.0 เมตร หรือระยะห่างระหว่างต้นประมาณ 2 เมตร 2. วิธีการขยายพันธุ์นิยมใช้วิธี การปักชำกิ่ง โดยตัดท่อนพันธุ์ความยาวประมาณ 20 เซนติเมตร (มีตาหม่อน 4-5 ตา) ตัดโคนเฉียง 45 องศา ปักชำในถุงเพาะชำหรือแปลงที่เตรียมไว้ประมาณ 1-2 เดือนก่อนย้ายลงแปลงปลูก 3. การให้น้ำและปุ๋ยการให้น้ำ หม่อนชอบความชื้นแต่ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ควรรดน้ำสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังติดผลการให้ปุ๋ย: ใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักปีละ 2 ครั้ง (ช่วงต้นฤดูฝนและปลายฤดูฝน) เพื่อบำรุงต้น การบังคับให้หม่อนติดผล (มัลเบอร์รี่) หากต้องการให้ต้นหม่อนติดผลดก นอกฤดูหรือต่อเนื่องทั้งปี สามารถทำได้โดยวิธีการตัดแต่งกิ่งและโน้มกิ่ง ดังนี้ตัดแต่งกิ่งให้ต้นมีความสูงประมาณ 70-100 เซนติเมตร รูดใบออกให้หมดปล่อยให้ต้นแตกกิ่งใหม่และดูแลบำรุงต่อประมาณ 6 เดือน จนกิ่งมีความยาวประมาณ 1.50 เมตรลิดใบและตัดยอดทิ้งประมาณ 30 เซนติเมตร จากนั้นโน้มกิ่งเข้าหากันหรือผูกเป็นกระโจม ต้นจะเริ่มออกดอกภายใน 2 สัปดาห์ และเก็บเกี่ยวผลได้หลังออกดอก 60 วัน การเก็บเกี่ยวผลหม่อน (มัลเบอร์รี่) - ระยะเวลาเก็บเกี่ยว: หม่อนจะเริ่มให้ผลผลิตเมื่ออายุประมาณ 2 ปีขึ้นไป สามารถให้ผลผลิตได้ปีละ 2 ครั้ง (ในฤดูช่วงเดือนมี.ค. - เม.ย. หรือเก็บนอกฤดูได้) - ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรเก็บเกี่ยวในช่วงเช้าตรู่ (อากาศยังเย็นอยู่) จะช่วยให้ผลไม้ไม่ช้ำและเก็บรักษาได้นานขึ้น - วิธีการเก็บ: สังเกตสีของผล หากต้องการรสหวานอมเปรี้ยวหรือทำแยม ให้เก็บผลสีแดงอมม่วง แต่ถ้าต้องการรสหวานจัดเต็มให้เลือกเก็บผลสีม่วงเข้มเกือบดำ ใช้วิธีเด็ดทีละช่อหรือรูดเบาๆ ใส่ตะกร้าที่มีใบตองหรือผ้ารองก้นเพื่อไม่ให้ผลหม่อนช้ำ - การเก็บรักษา: ผลหม่อนสุกเน่าเสียได้ง่าย ควรเก็บไว้ในตู้เย็น (อุณหภูมิ 2-4° C) สามารถเก็บไว้ได้นานประมาณ 3-7 วัน ขั้นตอนการตอนกิ่งหม่อน 1. เตรียมตุ้มตอน: นำขุยมะพร้าวแช่น้ำบีบหมาด ใส่ถุงพลาสติกใสขนาดประมาณ 2 × 4 นิ้ว มัดปากให้แน่น 2. เลือกกิ่ง: เลือกกิ่งที่มีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป เป็นกิ่งกึ่งแก่กึ่งอ่อน ไม่มีโรค ริดใบออกบริเวณที่จะตอน 3. ควั่นกิ่ง: ควั่นเปลือกกิ่งเป็นวงแหวนยาวประมาณ 1 นิ้ว แล้วใช้สันมีดขูดเยื่อเมือกลื่นๆ ออก เพื่อตัดท่ออาหารและกระตุ้นการออกราก 4. หุ้มตุ้มตอน: ผ่าตุ้มขุยมะพร้าวตามยาว นำไปหุ้มทับรอยแผลที่ควั่นไว้ แล้วมัดเชือกให้แน่นทั้งด้านบนและด้านล่าง การดูแลและการตัดชำลงถุง 1. ระยะเวลารากงอก: ทิ้งไว้ประมาณ 25-30 วัน จะเริ่มเห็นรากงอกสีขาว 2. การตัดกิ่ง: เมื่อรากเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลหรือแก่เต็มที่ ให้ตัดกิ่งตอนออกจากต้นแม่ 3. การพักฟื้น: แกะถุงพลาสติกหุ้มตุ้มออก (ระวังอย่าให้ดินแตก) นำไปชำในถุงเพาะชำที่มีดินร่วนผสมแกลบดำ รดน้ำให้ชุ่ม เก็บไว้ในที่ร่มรำไรประมาณ 1-2 สัปดาห์ ก่อนนำไปปลูกลงดิน
อ่านต่อ - สวัสดีค่ะ หนูรบกวนขอข้อมูลการปลูก การดูแล และโรคพืชของดอกทานตะวันค่ะ ขอบพระคุณค่ะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 21 กรกฎาคม 2569ทานตะวันต้องการแดดจัด ดินไม่ขังน้ำ ระยะปลูกโปร่ง และน้ำเพียงพอในช่วงสร้างดอกและเมล็ด การใช้เมล็ดพันธุ์สะอาด การหมุนเวียนพืช การกำจัดซากพืชป่วย และการตรวจแปลงสม่ำเสมอ เป็นวิธีพื้นฐานที่ช่วยลดปัญหาโรคและแมลงได้มากที่สุด อย่างไรขอให่ศึกษาจาก eBook ด้านการเกษตรด้านล่างนะคะ
อ่านต่อ - ต้นนี้คือต้นอะไร หน้าฝนออกดอกเยอะเลยค่ะ ดอกคล้ายต้องติ่งแต่เล็กกว่า ต้นขึ้นเรียบไปกับพื้น ถ้าจะนำมาปลูกเป็นไม้คลุมดินได้หรือไม่ เป็นวัชพืชมั้ยคะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 29 มิถุนายน 2569ต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีขนสาก ใบออกเป็นคู่ตรงข้าม ดอกสีม่วงรูปกรวย ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ พบได้ตามพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ชื้นพอเหมาะ เป็นพืชที่สังเกตได้ง่ายจากดอกสีม่วงและลักษณะลำต้นที่ทอดเลื้อยหรือเอนตามพื้นดิน ต้อยติ่งเลื้อยมีชื่อวิทยาศาสตร์ Ruellia prostrata Poir วงศ์ ACANTHACEAE ต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุหลายปี ลำต้นสูงประมาณ 10–40 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม สีเขียว และมีขนสากปกคลุม มักพบขึ้นตามพื้นที่โล่งหรือบริเวณที่มีความชื้นพอเหมาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะใบค่อนข้างรีหรือคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเรียว ขอบใบมีขนเล็กน้อย ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ แต่บริเวณเส้นกลางใบอาจมีขนสั้น ๆ และมองเห็นเส้นใบได้ชัด โดยเฉพาะด้านท้องใบ ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายยอดและซอกใบ ดอกมีสีม่วง รูปทรงคล้ายกรวย โคนดอกแคบและปลายดอกบานกว้าง ปลายกลีบดอกแยกเป็น 5 กลีบ กลีบกลางมีสีม่วงเข้มกว่าส่วนอื่น ทำให้ดอกดูโดดเด่นและสังเกตได้ง่าย ผลมีลักษณะเป็นรูปรี ปลายแหลม เมื่อแก่จะมีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมแบนและมีขนสั้น ๆ โดยรวมแล้ว ต้อยติ่งเลื้อยเป็นพืชขนาดเล็กที่มีจุดเด่นคือดอกสีม่วง ใบออกเป็นคู่ตรงข้าม และลำต้นมีขนสาก เหมาะสำหรับใช้เป็นข้อมูลแนะนำพรรณไม้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป ปลูกเป็นไม้คลุมดินได้ แต่ไม่แนะนำให้ปลูกแบบปล่อยอิสระค่ะ เพราะต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเอนหรือเลื้อยได้ และขยายพันธุ์ได้ทั้งจากเมล็ดและกิ่ง/ลำต้นปักชำ จึงมีโอกาสลามออกนอกพื้นที่ปลูกได้ โดยเฉพาะบริเวณดินชื้น พื้นที่โล่ง สนามหญ้า หรือพื้นที่ถูกรบกวนบ่อย ๆ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้คลุมดินได้ในแปลงควบคุม เช่น กระบะปลูก แปลงขอบปูน หรือพื้นที่ที่มีขอบกั้นชัดเจน แต่ถ้าปลูกคลุมดินในสวนเปิดควรระวัง เพราะอาจกระจายตัวและกลายเป็นพืชขึ้นแทรกพืชอื่นได้ มีโอกาสระบาดได้ระดับปานกลาง โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้ติดเมล็ด เพราะข้อมูลวัชพืช ระบุว่า Ruellia prostrata พบในสนามหญ้าและพื้นที่ถูกรบกวน ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ และอาจเป็นวัชพืชรุกรานได้ ถ้ายังต้นเล็กและพื้นที่ไม่กว้างการกำจัดทำได้ไม่ยาก สามารถถอนทั้งต้นพร้อมรากได้ แต่ถ้าปล่อยให้ขึ้นหนาแน่น ออกดอกติดเมล็ด หรือมีเศษลำต้นเหลืออยู่อาจงอกซ้ำ และต้องกำจัดหลายรอบ ควรถอนก่อนติดเมล็ด และเก็บเศษต้นออกจากพื้นที่ จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพเป็นวัชพืชมากกว่าจะเป็นไม้ประดับคลุมดินที่ปลอดภัย 100% เพราะขึ้นได้ในหลายพื้นที่และขยายพันธุ์ง่าย แต่ในบางพื้นที่อาจยังไม่ถูกจัดเป็นวัชพืชร้ายแรง ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ปลูก
อ่านต่อ - แมลงนูน กินูน มีกี่ชื่อครับ ชื่อสามัญ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ขอบคุณมากๆ ครับกูรูเกษตรศาสตร์ตอบเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569แมงอีนูน แมงนูน แมลงกินูน เป็นชื่อท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมจำนวนชนิดเยอะมาก ซึ่งข้อมูลอย่างเป็นทางการในประเทศไทยยังน้อย และไม่สามารถตอบได้ครบถ้วนทุกชนิด หลัก ๆ จะมี 2 วงศ์ย่อย คือ วงศ์ Melolonthinae (กลุ่มแมลงนูนหลวงและแมลงนูนแดง เป็นต้น) และวงศ์ Rutelinae (แมลงกินูนดำ แมลงกินูนเขียว เป็นต้น)
อ่านต่อ - สนใจจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวครับ เรานำไปต่อเชื้อได้ไหมครับ หรือต้องขออนุญาตหน่วยงานใดหรือไม่ครับนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569ตอบ คุณ Pornchai Kgi (จาก FB : Thai National AGRIS Centre) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พด.17 สารชีวภาพย่อยสลายตอซังพืชได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน หรือโทร. 0-2579-0679 **เกษตรกรสามารถต่อเชื้อเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ค่ะ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม รบกวนสอบถาม ทางกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน นะคะ และเท่าที่ทราบ สาร พด.17 จำนวน 1 ซอง ละลายในน้ำ 50–100 ลิตร ใช้สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เวลาย่อยสลาย 7 วัน แต่ ณ ปัจจุบัน มีความต้องการ พด. 17 จำนวนมากจนบางพื้นที่ขาดแคลน ทั้งนี้เกษตรกรสามารใช้ พด.2 ทดแทนได้ แต่จะใช้ระยะเวลาย่อยสลายนานกว่า ที่ประมาณ 14 วัน
อ่านต่อ - ขอสอบถามรายละเอียดผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าว…อัตราการใช้? ราคา? สถานที่จำหน่าย หรือ วิธีการสั่งซื้อ? ครับนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569ตอบ คุณ Dlk SCh (จาก inbob FB : Thai National AGRIS Centre) หัวเชื้อจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังและฟางข้าว ใช้ย่อยสลายตอซังในนาข้าว หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว ย่ำตอซังให้ล้ม ปล่อยน้ำเข้านาให้ท่วมตอซัง หว่านหัวเชื้อจุลินทรีย์ 1.5 กิโลกรัมต่อไร่ (ประมาณ 3 ถุง) ร่วมกับปุ๋ยยูเรีย 5 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ทั่วพื้นที่ ปล่อยทิ้งไว้ 5-7 วัน แล้วจึงไถเตรียมปลูกข้าวรอบใหม่ สอบถามรายละเอียด หรือสั่งซื้อหัวเชื้อจุลินทรีย์ฯ ได้ที่ กลุ่มงานวิจัยจุลินทรีย์ดิน กลุ่มวิจัยปฐพีวิทยา กองวิจัยพัฒนาปัจจัยการผลิตทางการเกษตร โทรศัพท์ 0-2579-7511และ 0-2579-7522
อ่านต่อ - ขอสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางค่ะ ปัจจุบัน มีสวนยางพาราปลูกอยู่ที่จังหวัดน่านจำนวนประมาณ 900 ต้น อายุประมาณ 3 ปีเศษ แต่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน ขณะนี้พักอาศัยอยู่ที่อยุธยา ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นที่สวนยาง จึงอยากสอบถามว่า สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางแบบออนไลน์ได้หรือไม่ และในกรณีนี้จำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการที่กรุงเทพฯ หรือสามารถติดต่อได้ที่ไหนคะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้ค่ะ โดยติดต่อการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ คือ จังหวัดน่าน ไม่จำเป็นต้องไปกรุงเทพฯ สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้ แม้พื้นที่สวนยางจะอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน โดยต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ • บัตรประชาชน • ทะเบียนบ้าน • เอกสารสิทธิ์ที่ดิน เช่น โฉนด สปก. หรือ นส.3 • พิกัดหรือแผนที่แปลงสวนยาง • เอกสารเพิ่มเติมกรณีเช่าที่ดิน หรือดำเนินการแทนผู้อื่น กรณีอยู่ไกลและพักอาศัยที่อยุธยา แนะนำให้โทรสอบถาม กยท. จังหวัดน่านก่อน เพราะบางขั้นตอนสามารถส่งเอกสารออนไลน์หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ สวนยางอายุ 3 ปีกว่า จำนวน 900 ต้น สามารถขึ้นทะเบียนได้ แม้ยังไม่เปิดกรีด และแม้ไม่เคยขึ้นทะเบียนมาก่อนค่ะ หากปลูกยางพาราอยู่ในจังหวัดน่าน สามารถติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง หรือสอบถามสิทธิ์ต่าง ๆ ได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน (กยท. จ.น่าน) 📍 ที่ตั้ง: เลขที่ 2 หมู่ 4 ถนนน่าน–พะเยา ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ☎️ โทร. 0-5471-1224 หรือ 0-5471-1225 🕘 วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. 🌐 Facebook: https://www.facebook.com/Raotnan/ แนะนำให้โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง เพราะบางกรณีสามารถส่งเอกสารเบื้องต้นออนไลน์ นัดตรวจแปลง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ หากอยู่ไกล ควรปักหมุดแปลงสวนยางใน Google Maps ไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบพิกัดแปลงของเจ้าหน้าที่ค่ะ
อ่านต่อ - สวัสดีค่ะ เป้าหมายอยากทำสวนโกโก้ เงื่อนไขคืออยู่ กทม. ไม่ค่อยได้กลับบ้านที่ขอนแก่น หลัก ๆ จ้างญาติพี่น้องไปทำไร่ให้ ปัญหาคือมีที่ดินประมาณ 12 ไร่ แต่ไม่มีความรู้ว่าจะทำยังไงดี ถ้าไม่มีเวลาดูแล อาจจะยังไม่ทำสวนโกโก้ แต่ปลูกไม้ใหญ่ที่ไม่ต้องดูแลมากแทน ไม่รู้จะปลูกพันธุ์อะไร อยากได้คำแนะนำ ทั้งนี้ได้แนบแผนที่ดิน และผลตรวจดินมาด้วย แผนการคือ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 จะเริ่มหว่านเมล็ดปอเทือง ตอนนี้ยังมีอ้อยตอสองที่โดนวัวมากินน่าจะต้องไถกลบ แล้วปรับสภาพดิน ก่อนหว่านปอเทืองนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 8 พฤษภาคม 2569จากผลวิเคราะห์พบว่าสภาพดินปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มดินร่วนปนทราย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องความชื้นต่ำ และมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารหลัก (N-P-K) รวมถึงธาตุอาหารรองในระดับต่ำมาก นอกจากนี้ดินยังมีค่าความเป็นกรดจัด ซึ่งหากเริ่มต้นปลูกพืชที่ต้องการการดูแลสูงอย่างโกโก้ในทันที โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะมีน้อยมาก แผนการดำเนินงานที่น่าจะพอเป็นไปได้ แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การฟื้นฟูโครงสร้างดิน (เดือนพฤษภาคม 2569) ในช่วงเริ่มต้นนี้ต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงดิน คือแก้กรด และเติมอินทรียวัตถุ เพื่อวางรากฐานให้พืชมีชีวิตรอดได้ในระยะยาว - การปรับปรุงค่าความเป็นกรด ควรปรับสภาพดินด้วยการใส่ปูนตามคำแนะนำ โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ปูนขาว (122-243 กก./ไร่) หรือปูนโดโลไมท์ (170-340 กก./ไร่) การใส่ปูนจะช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารพืชที่ถูกตรึงไว้เพื่อให้พืชนำไปใช้ได้ - การเพิ่มความสมบูรณ์ หลังจากใส่ปูนแล้ว แนะนำให้หว่านปอเทืองเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและไนโตรเจนให้แก่ดินทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ระยะที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2569 เนื่องจากคุณทำงานที่กรุงเทพฯ และใช้การจ้างดูแลเป็นหลัก การเลือกปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม้กลุ่มนี้มีความทนทานและต้องการการดูแลต่ำ หลังจากผ่านปีแรกไปแล้ว พันธุ์ไม้แนะนำ เน้นไม้ที่ทนกรดและเติบโตได้ดีในดินทราย เช่น พะยูง และประดู่ป่า ยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชทนแล้ง ส่วนในพื้นที่ที่มีความชื้นหรือใกล้แหล่งน้ำสามารถเลือกปลูกยางนา มะฮอกกานี หรือไม้ตะเคียนได้ เพื่อสร้างมูลค่าไม้ในอนาคต เทคนิคการปลูก ควรใช้เทคนิคการกักเก็บความชื้นด้วยการใช้สารอุ้มน้ำ (Polymer) รองก้นหลุม ร่วมกับการคลุมโคนต้นด้วยวัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าวหนา ๆ เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำในดินทราย ระยะที่ 3 การสร้างรายได้หมุนเวียน (ปีที่ 1-3) ในระหว่างที่ไม้หลักกำลังเติบโต คุณสามารถสร้างรายได้ระยะสั้นด้วยการจ้างปลูกพืชเสริมรายได้ในช่องว่างระหว่างแถวไม้ป่า พืชแนะนำ ควรเลือกพืชที่ทนแล้งและดูแลง่าย เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเดิมในพื้นที่และญาติพี่น้องมีความชำนาญในการจัดการอยู่แล้ว หรือสับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่ชอบดินทรายและเติบโตได้ดีในภาวะดินเป็นกรดเล็กน้อย ด้วยเงื่อนไขที่คุณแจ้งมา ถ้าอยากทำจริงอาจต้องใช้เวลาในการปรับปรุงดินพอสมควร อาจจะต้องปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างหลักไปก่อน ในอนาคตพื้นที่ของคุณจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตเองได้ในขณะที่คุณทำงานอยู่ที่ กทม.ในช่วงนี้ ทั้งนี้ ลองศึกษาคู่มือการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว ประกอบการตัดสินใจนะคะ
อ่านต่อ - สว้สดีครับ ขอสอบถามว่า ลูกมังคุดผิวลายเป็นแผ่น เกิดจากแมลง/หนอนอะไร และขอวิธีกำจัด เพื่อนบ้านบอกว่าเป็นแมลงเต่าสีเหลือง ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 6 พฤษภาคม 2569ตอบคุณ Worapot ได้ส่งภาพและคลิปให้ทาง คลินิกสุขภาพพืช มก.กพส. ช่วยวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางป้องกัน ทางผู้เชี่ยวชาญแจ้งว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งเพลี้ยไฟและเชื้อราค่ะ ต้องดูสภาพในแปลงว่าเป็นยังไงบ้าง ควรป้องกันตั้งแต่ระยะติดดอก ถ้าเป็นที่ผลแล้วคงต้องเก็บออก ทางคลินิกสุขภาพพืช มก.กพส. แนะนำว่า ปีหน้าคงต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนติดผล 1 ควบคุมเพลี้ยไฟ 2 ป้องกันเชื้อราด้วยบาซิลลัส ส่วนแนวทางป้องกัน เพลี้ยไฟ ทำลายมังคุดมี 2 ชนิด คือ Scirtothrips dorsaris Hood ส่วนใหญ่พบที่ใบ และ Scirtothrip soligochaetus Karny พบที่ดอกของมังคุด ลำตัวมีสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ขนาด 0.7-0.8 มิลลิเมตร กว้าง 0.075 มิลลิเมตร เคลื่อนไหวได้เร็ว ไข่มีขนาดเล็กมากฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อพืช ใช้เวลาฟัก ประมาณ 6-9 วัน การสืบพันธุ์มีทั้งใช้เพศและไม่ใช้เพศ การป้องกันกำจัดต้องหมั่นตรวจดูแปลงมังคุดระยะ แตกใบอ่อน ออกดอก และติดผล โดยเคาะใบอ่อนบนกระดาษขาว หากพบจำนวนเพลี้ยไฟมากกว่า 1 ตัวต่อ 1 ใบหรือยอด ควรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชฉีดพ่น เช่น อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโปรนิล 5% EC อัตรา 50 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% EC อัตรา 50 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน ส่วนเชื้อรา การป้องกันกำจัดให้พ่นด้วยสารเคมี เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมนโคเซบ คาร์เบนดาซิม หรือ เบนโนมิล เป็นต้น
อ่านต่อ - ขอสอบถามอัตราการใช้สารอุ้มน้ำโพลิเมอร์ต่อไร่สำหรับการปลูกอ้อย ว่าควรใช้ในปริมาณเท่าใดจึงจะเหมาะสม และมีแนวทางการใช้งานอย่างไรบ้างครับนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 27 เมษายน 2569ตอบ คุณ Piroj Suk*** (คำถามจากกล่องข้อความ FB : Thai national AGRIS centre) โดยทั่วไป อัตราการใช้พอลิเมอร์ในไร่อ้อยอยู่ที่ประมาณ 2–3 กิโลกรัมต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาพดินเป็นสำคัญ สำหรับดินทรายซึ่งมีการระบายน้ำเร็ว ควรใช้ในอัตราประมาณ 3 กิโลกรัมต่อไร่ เพื่อเพิ่มความสามารถในการเก็บกักน้ำ ส่วนดินร่วนหรือดินทั่วไปสามารถใช้ในอัตราประมาณ 2 กิโลกรัมต่อไร่ก็เพียงพอ หลักการสำคัญคือ ดินที่อุ้มน้ำได้น้อยควรใช้พอลิเมอร์ในปริมาณที่มากขึ้น ก่อนนำไปใช้งาน พอลิเมอร์จะต้องผ่านการแช่น้ำเพื่อให้พองตัวเป็นเจล โดยมีอัตราส่วนมาตรฐานอยู่ที่ 1 ต่อ 100 ถึง 1 ต่อ 200 โดยน้ำหนัก เช่น พอลิเมอร์ 1 กิโลกรัม ควรแช่น้ำประมาณ 100–200 ลิตร การแช่ควรใช้เวลาประมาณ 2–4 ชั่วโมง หรือเพื่อให้ได้ผลดีที่สุดควรแช่ทิ้งไว้ข้ามคืน เพื่อให้พอลิเมอร์ดูดซับน้ำได้เต็มที่ เมื่อพองตัวแล้วจะมีลักษณะเป็นเจลใสคล้ายวุ้น นอกจากนี้ควรใช้น้ำสะอาด เช่น น้ำประปาหรือน้ำบาดาลที่ไม่มีความเค็ม เนื่องจากน้ำที่มีหินปูนหรือเกลือสูงจะลดประสิทธิภาพในการดูดซับน้ำของพอลิเมอร์ ในขั้นตอนการปลูกอ้อย สามารถดำเนินการได้ตามวิธีปกติ โดยเริ่มจากการขุดร่องและวางท่อนพันธุ์อ้อยลงในร่อง จากนั้นนำพอลิเมอร์ที่พองตัวแล้วราดลงบนท่อนพันธุ์ให้ทั่ว โดยเน้นบริเวณที่คาดว่าจะเกิดการแตกหน่อและการเจริญของราก เมื่อเสร็จแล้วให้กลบดินทับทันที เพื่อป้องกันไม่ให้แสงแดดทำให้พอลิเมอร์แห้งหรือเสื่อมสภาพ หลังการปลูก ในช่วงประมาณ 3 สัปดาห์แรก พอลิเมอร์จะทำหน้าที่ปล่อยความชื้นให้กับท่อนพันธุ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้อ้อยสามารถแตกหน่อได้แม้ในสภาพดินที่ค่อนข้างแห้ง อย่างไรก็ตาม หากพบว่าดินมีลักษณะแข็งหรือเป็นก้อนจนหน่ออ้อยแทงขึ้นมาได้ยาก อาจจำเป็นต้องให้น้ำเสริมเฉพาะจุดเพื่อช่วยให้ดินอ่อนตัวลง โดยสรุป การใช้สารอุ้มน้ำพอลิเมอร์ในไร่อ้อยเป็นแนวทางที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ ลดความเสี่ยงจากสภาพแห้งแล้ง และสนับสนุนการเจริญเติบโตของอ้อยในระยะแรกได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากใช้อย่างถูกวิธีและเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ จะสามารถช่วยลดต้นทุนและเพิ่มผลผลิตได้ในระยะยาว
อ่านต่อ - เพาะเมล็ดพืชขนาดเล็ก อย่างพิทูเนีย ขึ้นช่าย เดซี่ จิปโซฟิล่า พิทูเนีย หรือแม้แต่กะเพรา เวลาโรยลงดินทีไรก็ไปกระจุกรวมกัน พอโตมาก็เบียดกันแย่งอาหารจนต้นยืดแคระแกร็น อยากทราบเทคนิคการเพาะแบบมืออาชีพ หรือพอมีทริคโรยเมล็ดให้เนียน ๆ ไม่กระจุกไหมคะ?นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 27 มีนาคม 2569การเพาะเมล็ดพืชขนาดเล็ก เช่น ขึ้นช่าย เดซี่ จิปโซฟิล่า พิทูเนีย และกะเพรา ให้ได้ต้นกล้าที่สม่ำเสมอและไม่ยืดทำได้ไม่ยาก เมล็ดขนาดเล็กต้องการแสงในการงอก จึงต้องโรยให้เมล็ดอยู่ที่ผิววัสดุเพาะโดยไม่ต้องกลบ และควบคุมการกระจายเมล็ดไม่ให้กระจุก เทคนิคที่ใช้ ได้แก่ การใช้ถาดหลุม หยอด 1 เมล็ดต่อหลุม หรือใช้วิธีง่าย ๆ อย่าง พับกระดาษครึ่งแผ่นเป็นราง แล้วค่อย ๆ เคาะให้เมล็ดไหลลงอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยลดความหนาแน่นหรือกระจุกตัว นอกจากนี้การผสมเมล็ดกับทรายหรือ Vermiculite ก็เป็นเทคนิคที่ใช้กันแพร่หลายเพื่อกระจายเมล็ดให้ทั่ว หลังจากงอก ปัจจัยสำคัญที่สุดคือแสงและอุณหภูมิ เมล็ดส่วนใหญ่มีอัตราการงอกดีที่สุดใกล้ 24-30°C (ขึ้นกับเมล็ดพืชเมืองหนาว หรือพืชเมืองร้อน) และต้องมีช่วงแสงที่เหมาะสม แต่ในระยะต้นกล้าหากได้รับแสงไม่เพียงพอจะทำให้ต้นยืดอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นปัญหาที่พบทั่วไป หลังงอก ควรให้แสงทันที 12–16 ชั่วโมงต่อวัน เปิดฝาครอบทันทีเพื่อลดความชื้นส่วนเกิน และเพิ่มการระบายอากาศ รวมถึงต้องถอนแยกให้เหลือ 1 ต้นต่อหลุมเพื่อลดการแข่งขัน
อ่านต่อ - ต้นอะไรครับ ใช่อ่อมแซ่บมั้ยครับ เห็นดอกคล้ายกัน แต่เหมือนใบจะต่างกับอ่อมแซ่บครับ เห็นปลูกอยู่ที่สวนชั้น 4 สำนักหอสมุดนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 23 มีนาคม 2569ภาพที่ส่งมา น่าจะเป็นวัชพืช หญ้าในพริก ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับอ่อมแซ่บ หญ้าใบพริก และอ่อมแซ่บ (เบญจรงค์ 5 สี) เป็นพืชที่อยู่ในวงศ์เดียวกัน (Acanthaceae) จึงมีลักษณะคล้ายกันมากจนคนส่วนใหญ่มักสับสน แต่มีข้อแตกต่างที่สังเกตได้ดังนี้ 1. ลักษณะใบและลำต้น หญ้าใบพริก ต้นมีลักษณะเหลี่ยม ใบมีลักษณะเรียวยาวและปลายแหลมคล้ายกับใบพริก ผิวใบมีความสากหรือมีขนเล็กน้อย ส่วนอ่อมแซ่บ ลำต้นจะมีลักณะกลมมนกว่า ใบเป็นรูปหัวใจหรือรูปไข่ ใบกว้างกว่าหญ้าใบพริก และมีใบที่นุ่มกว่า 2. ดอก ดอกหญ้าใบพริกมีขนาดเล็กกว่า สีส่วนใหญ่มักเป็นสีขาวหรือม่วงอ่อน และมักถูกเรียกว่า อ่อมแซ่บป่า ส่วนดอกอ่อมแซ่บมีขนาดใหญ่กว่าและมีหลากหลายสี เช่น ขาว, เหลือง, ม่วง, ชมพู, และม่วงอ่อน จึงเป็นที่มาของชื่อ เบญจรงค์ 5 สี หรือบุษบาริมทาง 3. การนำไปใช้ หญ้าใบพริกมักขึ้นเองตามธรรมชาติ เป็นวัชพืชที่โตเร็วและกำจัดยาก แต่สามารถกินได้เหมือนอ่อมแซ่บ โดยนิยมนำไปทำแกงอ่อม แกงคั่ว หรือลวกจิ้มน้ำพริก ส่วนอ่อมแซ่บนิยมปลูกเป็นไม้ประดับ เนื่องจากดอกสวยงาม และเป็นผักพื้นบ้านที่นิยมนำมาปรุงอาหารเช่นกัน มีสรรพคุณบำรุงเลือดและช่วยคลายเส้น *สามารถเปรียบเทียบภาพอ่อมแซ่บได้จากภาพประกอบด้านล่าง
อ่านต่อ - มะนาวที่บ้าน ช่วงบ่ายมีอาการใบม้วนเข้าหากันทั้งต้น (พอช่วงเย็นก็กลับมาคลี่ใบตามเดิม) ลองหาแมลง หนอน เพลี้ยไฟก็ไม่พบ ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรได้บ้างนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 20 มีนาคม 2569ช่วงบ่ายแดดจัด บางครั้งถ้าลมแรงและแดดจัดเกิน ใบจะม้วนเพื่อลดการสูญเสียน้ำ เพราะเป็นช่วงที่ต้นไม้คายน้ำสูงสุด มักเกิดกับต้นที่ให้น้ำไม่พอ หรือรากดูดน้ำไม่ทัน ให้สังเกตว่าพอถึงช่วงเย็นหรือเช้าใบก็กลับมาปกติ ถือว่าปกติจากความร้อน ส่วนวิธีแก้ให้รดน้ำช่วงเช้าให้ชุ่ม (ไม่ใช่รดบ่อยแต่รดแค่ผิวดินตื้นๆ ) คลุมโคนต้นด้วยฟางหรือหญ้าแห้ง เพื่อลดการระเหย ถ้าปลูกในกระถางอาจต้องรดน้ำเพิ่ม ให้ลองตรวจดูว่ารากแน่นหรือดินแน่นระบายน้ำไม่ดีหรือเปล่า ควรพรวนดิน อย่าปล่อยให้ดินแน่น
อ่านต่อ - ช่วงอากาศร้อนจัดควรให้น้ำพืชอย่างไร ทำไมพืชบางชนิดใบเหี่ยวทั้งที่รดน้ำแล้วนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 19 มีนาคม 2569ช่วงที่อากาศร้อนจัด ควรรดน้ำในช่วงเช้าหรือเย็นเพื่อลดการระเหย และคลุมดินด้วยฟางหรือเศษพืช และให้น้ำแบบสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการให้น้ำปริมาณมากครั้งเดียว ส่วนที่รดน้ำแล้วยังเหี่ยว อาจเกิดจากความร้อนสะสมสูง ดินอัดแน่น รากขาดอากาศ ควรปรับดินให้โปร่ง ระบายน้ำดี และลดความร้อนหน้าดิน หรืออาจเกิดโรคพืช เช่น โรครากเน่า โรคเหี่ยวเขียว ซึ่งต้องแจ้งอาการและภาพประกอบเพื่อวินิจฉัยเพิ่มเติม
อ่านต่อ - มีวิธีป้องกันผลไม้หลุดร่วงเวลาพายุลมแรงเข้าไหมคะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2569ตอบ คุณ Kanungnid แนวทางรับมือของสวนไม้ผลเมื่อต้องเผชิญพายุลมแรง 1) ทำแนวกันลม (Windbreak) วิธีนี้ได้ผลระยะยาวที่สุด - ปลูกไม้ยืนต้นเป็นแนว เช่น ไผ่ กระถิน ยูคาลิปตัส - ติดตั้งตาข่ายกันลมรอบสวน - ควรทำแนวกันลมด้านทิศที่ลมพัดเข้าประจำ ✔ ลดความเร็วลมได้ 30–50% ✔ ช่วยป้องกันทั้งผล ใบ และกิ่งหัก 2) ค้ำกิ่ง / ผูกกิ่ง เหมาะกับต้นที่มีผลดกหรือผลใหญ่ เช่น ทุเรียน มะม่วง ส้ม - ใช้ไม้ไผ่หรือเสาค้ำใต้กิ่ง - ผูกกิ่งเข้ากับลำต้นหลักแบบหลวม ๆ - อย่าผูกแน่นเกินไป เพราะจะทำให้กิ่งช้ำ ✔ ลดแรงเหวี่ยงของกิ่ง ✔ ลดโอกาสผลกระแทกกันเอง 3) ห่อผลไม้ - ใช้ถุงกระดาษหรือถุงตาข่ายห่อผล - ช่วยลดแรงกระแทกและรอยช้ำ - ป้องกันแมลงไปพร้อมกัน ✔ เหมาะกับสวนขนาดเล็ก–กลาง 4) ตัดแต่งกิ่งก่อนฤดูพายุ - ลดทรงพุ่มให้โปร่ง - ตัดกิ่งที่อ่อนแอหรือซ้อนทับกัน - ลดแรงต้านลม ✔ ลมพัดผ่านได้ดีขึ้น ✔ ลดกิ่งหักและผลร่วง 5) จัดการน้ำและปุ๋ยให้เหมาะสม - อย่าให้น้ำมากเกินไปช่วงใกล้พายุ - ต้นที่สมบูรณ์เกินไปอาจกิ่งอ่อน - เสริมแคลเซียม–โบรอนช่วยให้ขั้วผลแข็งแรง 🚨 ถ้ารู้ล่วงหน้าว่าพายุจะเข้า - เก็บเกี่ยวผลที่ใกล้สุกก่อน - ตรวจสอบเสาค้ำและเชือกให้แน่น - เก็บของที่อาจปลิวกระแทกต้นไม้
อ่านต่อ - พูนทรัพย์หรือกะบก เกิดอาการแบบนี้ประมาณ 1 เดือน อยากทราบวิธีการแก้ไข และสาเหตุ รบกวนพี่ๆช่วยตอบหน่อยนะคะ ต้นนี้ปลูกมา 2-3 เดือนนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 23 กุมภาพันธ์ 2569ได้นำข้อมูลไปปรึกษาทาง KU รุกขกร แจ้งว่า น่าจะเกิดจากดินแน่นไป รากไม่เดิน หรือรดน้ำเยอะไปจนขังในหลุมปลูก แนะนำให้ลองงดน้ำหรือคุมน้ำ สำรวจโคนต้นมีน้ำขังหรือไม่ หากดินแน่นไปให้พรวนดินและระบายน้ำออก 1-2 สัปดาห์จะเริ่มเห็นยอดอ่อนแตกใหม่
อ่านต่อ - อัตราการใช้กรดฟอสฟอริก 85% และกรดไนตริก 68% เพื่อปรับสภาพค่า pH น้ำที่เป็นด่าง มีอัตราการใช้อย่างไรครับนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569การใช้กรดฟอสฟอริกหรือกรดไนตริกปรับ pH น้ำทางการเกษตร ต้องใส่กี่ซีซีถึงจะพอดี คงไม่มีสูตรตายตัวที่แน่นอน 100% เพราะขึ้นอยู่กับค่า Alkalinity หรือความเป็นด่างจากหินปูนของน้ำแต่ละแหล่ง ซึ่งแตกต่างกันมาก โดยทั่วไปไม่แนะนำให้เทกรดเข้มข้นลงถังน้ำตรง ๆ แต่ควรค่อย ๆ เติมหรือทำเป็นสารละลายก่อน แล้ววัดค่า pH ไปพร้อมกัน จะปลอดภัยและควบคุมได้ดีกว่า แนะนำทำตามขั้นตอนต่อไปนี้ 1. เตรียมน้ำประมาณ 1,000 ลิตร (หรือเริ่มจากถัง 200 ลิตรก็ได้) แล้วค่อย ๆ เติมกรดแค่ 5–10 ซีซี ก่อน กวนน้ำให้เข้ากัน 2. วัดค่า pH ด้วยกระดาษลิตมัสหรือเครื่อง pH meter เทียบกับค่าที่ต้องการ 3. ถ้า pH ยังสูงอยู่ ให้เติมกรดเพิ่มทีละนิด แล้ววัดซ้ำ อย่ารีบ พอได้ค่าที่พอดีแล้ว แนะนำให้จดบันทึกจำนวนซีซีที่ใช้ไว้ เพื่อใช้เป็นแนวทางครั้งต่อไป (สำหรับแหล่งน้ำเดิม) ⚠️ ข้อควรระวังสำคัญมาก 1. ต้องเทกรดลงในน้ำเท่านั้น ห้ามเทน้ำลงในกรดเด็ดขาด เพราะจะเกิดความร้อนและกรดกระเด็น และเป็นอันตรายมาก 2. ควรสวมถุงมือยาง แว่นตานิรภัย และหน้ากาก ทุกครั้งที่ทำงานกับกรด ส่วนการเลือกใช้กรด กรดฟอสฟอริก จะช่วยลด pH ได้นิ่งกว่า และพืชยังได้ฟอสฟอรัสไปช่วยเรื่องรากและดอก แต่ถ้าใช้มากเกินไป อาจไปจับกับแคลเซียมในน้ำจนเกิดตะกอนขาวได้ ส่วนกรดไนตริก ราคาจะถูกกว่าเล็กน้อย และให้ไนโตรเจนแก่พืช แต่ข้อเสียคือกลิ่นฉุน ระเหยง่าย และต้องระวังตอนใช้งานมากกว่า หมายเหตุ ถ้ามีเครื่อง pH meter อยู่แล้ว แนะนำให้ลองเริ่มจาก น้ำ 20 ลิตรก่อน ใช้ไซริงค์เล็ก ๆ หยดกรดทีละนิด จะช่วยให้รู้ปริมาณที่แม่นยำที่สุดสำหรับแหล่งน้ำนั้น
อ่านต่อ - รบกวนหน่อยค่ะ อันนี้ต้นอะไรคะ มีคนเขาบอกว่า เอาดอกไปต้มกินได้ มีประโยชน์ไหมคะนักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.ตอบเมื่อ 2 กุมภาพันธ์ 2569ตอบ คุณสุภาพร เปรม*** น่าจะเป็นดอกตูมของวัชพืช ชื่อ จิงจ้อขาว หรือบุหรัน ชื่อวิทยาศาสตร์ Merremia umbellata (L.) Hallier f. จัดเป็นพืชวงศ์ผักบุ้งในประเทศไทย (Thai Convolvulaceae) ชื่อสามัญ Hogvine ชื่อพ้อง Convolvulus umbellatus L. เป็นไม้เถาล้มลุก ใบรูปไข่หรือแกมรูปขอบขนาน ยาว 3.5–14.5 ซม. ปลายใบเว้าตื้น โคนใบรูปหัวใจหรือคล้ายเงี่ยงลูกศร แผ่นใบมีขนละเอียดโดยเฉพาะด้านล่าง ก้านใบยาว 1–6 ซม. ช่อดอกแบบช่อกระจะคล้ายช่อซี่ร่ม ก้านช่อยาว 0.5–12 ซม. ก้านดอกยาว 1–3 ซม. มีขนละเอียด ใบประดับขนาดเล็ก ร่วงเร็ว กลีบเลี้ยงคู่นอกรูปไข่กลับ ยาว 5–8 มม. ด้านนอกมีขนสั้นนุ่ม 3 กลีบในเรียวแคบและยาวกว่าเล็กน้อย ขอบบาง ดอกรูปแตร สีเหลืองหรือขาวครีม ยาว 2.5–4 ซม. มีแถบขนด้านนอกช่วงปลายกลีบ อับเรณูไม่บิดเวียน รังไข่เกลี้ยงหรือปลายมีขน ผลรูปไข่ ยาว 0.9–1.2 ซม. ปลายเป็นติ่งแหลม เมล็ดรูปไข่ ยาว 4–5 มม. มีขนยาวหนาแน่น (ดูข้อมูลเพิ่มเติมที่ จิงจ้อเหลือง, สกุล) พบที่อเมริกาเขตร้อน แอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามที่โล่ง ชายป่า ความสูงถึงประมาณ 1200 เมตร ใบใช้ประคบแผลไฟไหม้ ลดการเจ็บปวด ทั้งนี้สามารถอ่านประโยชน์เพิ่มเติมได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง
อ่านต่อ
แสดง 1 - 20 จาก 1059
หน้า
