ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 561
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    จุลชีพในดิน
    สอบถามหน่อยครับ ถ้าเราใช้เชื้อราไมคอร์ไรซาปลูกต้นไม้ น้ำประปาที่เราใช้รดต้นไม้จำเป็นต้องมีการพักน้ำให้คลอรีนระเหยไปก่อนหรือป่าวครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 พฤษภาคม 2564
    ไม่จำเป็นค่ะ เพราะเราจะใส่เชื้อราไมคอร์ไรซ่ารองก้นหลุมหรือใกล้กับบริเวณราก หรือใช้คลุกกับวัสดุปลูกและดินปลูก ซึ่งไม่สัมผัสน้ำโดยตรงอยู่แล้ว เพราะปกติไมโครไรซ่าเป็นเชื้อราในดินที่อาศัยอยู่บริเวณรากพืช และช่วยดูดธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของพืช
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 17 พฤษภาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ผมอยากเช็กเลขทะเบียนเกษตรกรในสมุดสีเขียวของผม จะต้องทำยังไงครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 11 พฤษภาคม 2564
    หากต้องการทราบเลข 12 หลัก สามารถโทร.ถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือแจ้งเลขบัตรประชาชนไปที่ inbox Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขทะเบียนเกษตรกรให้ กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหายสามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านเคยลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามโดยตรงทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 11 พฤษภาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    ผักสลัดที่ปลูกไว้ทาน มีอาการแผลสีน้ำตาลที่ใบ แล้วขยายขนาด เป็นกระจายทั่วใบ ตอนแรกก็เป็นแค่ใบสองใบ สังเกตว่าเป็นหลังจากฝนตกค่ะ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร แก้ไขยังไงดีคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564
    ฟังจากอาการน่าจะเป็น โรคใบจุด (Leaf spot disease) นะคะ ซึ่งมีเชื้อสาเหตุมาจากเชื้อรา Alternaria brassicae ลักษณะอาการ ถ้าเกิดกับต้นกล้าจะพบจุดแผลเล็กๆ สีน้ำตาลที่บริเวณใบ โคนต้น ถ้าต้นโตแล้ว ใบมีแผลวงกลมสีน้ำตาลซ้อนกันหลายชั้น เนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขนาดของแผลมีทั้งเล็กและใหญ่ บนแผลมักจะมีเชื้อราชั้นบางๆ มองเห็นเป็นผงสีดำ ผักบางชนิดและบางพันธุ์มีแผลที่ก้านใบเล็ก เป็นจุดสีน้ำตาลปนดำ เนื้อเยื่อบุ๋มลงไปเล็กน้อย สภาพที่เหมาะต่อการเกิดโรค สภาพอากาศร้อนชื้น ความชื้นสูง โดยเฉพาะในฤดูฝน อุณหภูมิระหว่าง 25-30 องศาเซลเซียส การระบาด สปอร์ของเชื้อราสาเหตุสามารถปลิวไปได้ไกล ๆ โดยไปตามน้ำ ลม แมลง สัตว์ เครื่องมือการเกษตร มนุษย์ และสามารถติดไปกับเมล็ดพันธุ์ได้ หรืออาศัยอยู่กับวัชพืชในแปลง การป้องกันกำจัด - ทำลายต้นเป็นโรคโดยการขุดถอนไปเผาทิ้ง - ถ้าระบาดรุนแรงในแปลงแลูก ให้ปลูกพืชอื่นหมุนเวียนอย่างน้อย 4 ปี - ไม่ควรให้น้ำแบบพ่นฝอย - แช่เมล็ดในน้ำร้อน 50 องศาเซลเซียส นาน 30 นาที (ยกเว้นกะหล่ำดอก) คลุกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชก่อนปลูก - พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราเมื่อพบโรค โดยใช้แมนโคเซบ ไดเทนเอ็ม 45 ในอัตราส่วน 40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร มาเน็บ ซีเน็บ และเฟอร์แบม อัตราส่วน 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก ๆ 5-7 วัน ทั้งนี้ สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก คู่มือโรคผัก จัดพิมพ์โดย สำนักพัฒนาระบบและรองรับมาตรฐานสินค้าพืช กรมวิชาการเกษตร หน้า 106-107 นะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 6 พฤษภาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    จุลชีพในดิน
    ขอสอบถามหน่อยค่ะ ไอ้เจ้าตัวนี้มันคือไส้เดือนฝอยหรือตัวอะไรคะ แบบน้องแอบอยู่ในกระถางบัวบกโขด เห็นแล้วแอบขนลุกนิด ๆ 🥴🥴 พอจะมีใครทราบมั้ยคะ แล้วเป็นอันตรายมั้ย แอบกล้วว่าจะเป็นพยาธิ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 พฤษภาคม 2564
    ไม่ใช่ไส้เดือนฝอยค่ะ ส่วนหนอนที่มีลักษณะคล้ายพยาธิ ดูจากลักษณะน่าจะเป็น หนอนหัวขวาน หรือหนอนหัวค้อน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Bipalium kewense เป็นสัตว์ไม่มีกระดูกสันหลัง ไม่มีระบบหายใจ แต่จะใช้การแลกเปลี่ยนก๊าซผ่านผนังลำตัว จัดเป็นสัตว์ที่ค่อนข้างบอบบาง เพราะลำตัวนิ่มและขาดออกจากกันได้ง่าย สามารถพบได้ทั่วไปแถบเขตร้อนชื้น ทั้งอเมริกาใต้ ออสเตรเลีย หรือแม้แต่แถบเอเชีย มีหลายสายพันธ์ุและมีหน้าตาสีสันคล้าย ๆ กัน แม้ร่างกายจะบอบบาง แต่หนอนหัวขวานนี้จัดเป็นนักล่า เมื่อออกล่าเหยื่ออย่างหอยทากหรือไส้เดือน จะพุ่งตรงเข้าไปกอดรัดเหยื่อและปล่อยเมือกเหนียว ๆ ออกมาเพื่อไม่ให้เหยื่อหลุดรอดไปได้ หลังจากนั้นก็จะพ่นสารชนิดหนึ่งออกมาจากปากที่อยู่กลางลำตัวเพื่อละลายเนื้อของเหยื่อให้ขาดออกจากกันเป็นชิ้นๆ และกินจนหมด ถึงแม้จะได้ฉายาว่า เพชรฆาตเงียบแห่งพื้นดิน แต่หนอนหัวขวานนี้ไม่มีพิษและไม่เป็นอันตรายแก่มนุษย์ พืช และสัตว์เลี้ยงค่ะ หากต้องการป้องกันกำจัด ก็อาจใช้วิธีที่กล่าวมาก็ได้ค่ะ หรือจะใช้น้ำส้มควัน 500 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลงบนดินก่อนปลูกพืช 10 วัน ก็ได้เช่นกันค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 4 พฤษภาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    อยากหาวิธีกำจัดกระรอก กระแตที่เข้ามากินทุเรียนให้หมดไปจากสวนครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 เมษายน 2564
    การกำจัดกระรอกให้หมดไปคงทำได้ยากค่ะ ตราบใดที่เรายังมีอาหารของสัตว์เหล่านี้นั่นก็คือทุเรียนและผลไม้ภายในสวน แต่ควรหาวิธีป้องกันผลผลิตโดยวิธีผสมผสาน ดังนี้ 1. ตัดกระดาษเป็นรูปสี่เหลี่ยมสวมขั้วผลไม้เอาไว้ ดังคลิป : การใช้แผ่นโฟมหรือแผ่นฟิวเจอร์ป้องกันกระรอกกินผลทุเรียน ในข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ 2. หาสารเคมีที่มีกลิ่นเหม็น เช่น เฟนโทเอต ไดเมโทเอต มาลาไมออน มาพ่นตามกิ่ง หรือใช้กาบมะพร้าวชุบสารเคมี ไปแขวนไว้ตามกิ่งเพื่อไล่ไม่ให้กระรอกเข้ามาในสวน วิธีไล่กระรอกอื่น ๆ 1. ใช้แผ่นซีดีผูกเชือกแล้วนำไปแขวนไว้รอบๆ ต้นทุเรียน อาจใช้ 3-4 แผ่น เมื่อลมพัดแผ่นซีดีจะแกว่งไปมาและสะท้อนแสง ทำให้กระรอกและสัตว์อื่นๆ ไม่เข้าใกล้ 2. ใช้พริกป่น หรือพริกไทยป่นผสมกัมน้ำสะอาด แล้วนำมาทาที่ต้นไม้ กิ่งไม้ หรือบริเวณที่มักเห็นกระรอกวิ่งมาบ่อยๆ หรืออาจพ่นบริเวณกิ่งที่อยู่ใกล้ผลทุเรียน 3. ใช้อุปกรณ์ไล่กระรอก อุปกรณ์นี้จะใช้ในการไล่กระรอก นก หนู หรือสัตว์ที่มารบกวนในสวนไม้ผล เมื่อมีลมพัดจะช่วยทำให้แผ่นซีดีเคลื่อนไหว มีแสงกระทบออกไปสามารถไล่นกได้ และอีกอย่างหนึ่งคือ เมื่อลมพัดจะทำให้หัวน็อตกระทบกับขวดแก้วทำให้เกิดเสียงดังขึ้น ช่วยไล่กระรอกและสัตว์อื่นๆทำให้ตกใจ ไม่เข้ามาทำลายผลผลิตในสวนผลไม้นั้นเอง วิธีการทำ - ให้นำเชือกมัดกับปากขวดแก้วให้แน่น ส่วนปลายเชือกให้มีความยาวตามความเหมาะสม เพื่อใช้มัดตามกิ่งไม้ผลต่างๆในสวน - มัดหัวน็อต และนำปลายเชือกอีกด้านไปมัดกับปากขวดแก้ว โดยให้หัวน็อตอยู่ระหว่างกึ่งกลางขวดแก้ว - เชือกอีกเส้นหนึ่งมัดกับแผ่นซีดี ปล่อยปลายเชือกให้ยาวพอสมควร เพื่อนำไปมัดกับหัวน็อตที่อยู่กึ่งกลางขวดแก้ว - นำอุปกรณ์ที่ได้ไปผูกกับกิ่งไม้ในสวนผลไม้ที่ต้องการไล่กระรอก นก และสัตว์ที่จะมารบกวนผลไม้ โดยให้แผ่นซีดีห้อยลงมา เพื่อทำการไล่นกได้อีกด้วย 4. ใช้กรงดักกระรอก ใช้กรงดักหนู โดยเอากล้วยหรือผลไม้มาใส่เป็นเหยื่อล่อ แล้วนำกรงไปวางไว้ตามโคนต้นไม้ 5. แต่งกิ่งและใช้สังกะสีล้อมโคนต้น โดยตัดแผ่นสังกะสีสูงประมาณ 1 ฟุต มาล้อมรอบต้นไม้ไว้ทุกต้น โดยใช้ลวดรัดสังกะสีให้แน่น จนไม่เหลือขอบให้กระรอกเกาะไต่ขึ้นไปได้ 6.ปลูกพืชอาหารที่กระรอกชอบล่อไว้รอบๆ สวน เช่นกล้วย 7.ใช้น้ำบอระเพ็ด นำเถาบอระเพ็ดมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ 10 กก. ผสมน้ำเปล่า 100 ลิตร คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วหมักทิ้งไว้ 1 เดือน เมื่อครบกำหนดนำมากรองเอาแต่น้ำหมัก ใช้อัตราน้ำหมักบอระเพ็ด 1-2 ลิตร ผสมน้ำ 200 ลิตร ผสมสารจับใบพ่นทุก 3-5 วัน พ่นในช่วงที่ผลไม้เริ่มติดผลไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การปรับปรุงดิน
    ปุ๋ย
    สนใจอยากทราบวิธีเลี้ยงไส้เดือนแบบง่าย ๆ เพื่อทำปุ๋ยมูลไส้เดือนไว้ใช้เองภายในบ้าน ไม่ทราบว่าพอมีข้อมูลมั้ยคะ ขอเป็นขั้นตอนการทำแบบง่าย ๆ นะคะ ขอบคุณค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 28 เมษายน 2564
    สามารถทำตาม การเลี้ยงไส้เดือนในลิ้นชักพลาสติก ดังภาพประกอบด้านล่างได้เลยค่ะ ส่วนข้อมูลเกี่ยวกับการเลี้ยงไส้เดือนสามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก https://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a84059bb168a0017d537f8e#answer1 หรือคลิกที่ข้อมูลเพิ่มเติม : การเพาะเลี้ยงไส้เดือนดิน ได้อีกด้วยค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 28 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ชีวเคมีของพืช
    อยากทราบวิธีเพาะเมล็ดและข้อมูลการปลูกฟ้าทะลายโจรและวิธีใช้ จะหาข้อมูลได้จากที่ไหนได้บ้างคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 เมษายน 2564
    การปลูก ให้นำเมล็ดฟ้าทะลายโจรแช่น้ำอุ่น 50-60 องศาเซลเซียส ประมาณ 1 คืน แล้วนำมาห่อด้วยผ้าขาวบางไว้อีก 2 คืน การปลูกทำได้หลายวิธี เช่น การเพาะเมล็ด แล้วย้ายกล้าลงปลูกภายหลัง โดยปลูกเป็นแถวเดี่ยวๆ ระยะห่าง 30-40 เซนติเมตร ขุดหลุมลึก 8-12 เซนติเมตร รองก้นหลุมด้วยปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก หรือหว่านลงแปลง และปลูกลงกระถาง ก็นิยมใช้วิธีเพาะกล้าแล้วย้ายลงกระถางเช่นกัน สำหรับการทำแปลงควรยกร่องกว้าง 1-2 เมตร ระยะห่างระหว่างแปลง 1 เมตร สำหรับข้อมูลการใช้ สามารถอ่านข้อมูลได้จากแผ่นพับด้านล่าง ที่ทางสถาบันการแพทย์แผนไทยอภัยภูเบศร ได้จัดทำเผยแพร่ไว้ค่ะ ซึ่งมีข้อมูลการปลูก การเก็บมาใช้ประโยชน์ ตำรับยาและวิธีใช้ ข้อห้ามใช้ ข้อควรระวัง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    เศรษฐศาสตร์การผลิต
    ที่บ้านผมทำอาชีพนาเกลือที่เพชรบุรี ทราบว่าปัจจุบันมีการรับรองมาตรฐาน GAP สำหรับนาเกลือ พอจะหาข้อมูล หรือคู่มือได้จากที่ไหนได้บ้างครับ ไม่ทราบว่าทางห้องสมุดเกษตรฯ พอมีข้อมูลบ้างมั้ยครับ และขอเรียนปรึกษาเพิ่มเติมด้วยครับ ผมอยากทราบว่าจะขอคำปรึกษาเพื่อขอตรวจรับรองมาตรฐานได้จากที่ไหนได้บ้างครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 เมษายน 2564
    ตอบ คุณณัฐวัฒน์ คู่มือเตรียมความพร้อมเข้าสู่มาตรฐาน การปฏิบัติทางการเกษตรที่ดี (GAP) สำหรับการทำนาเกลือทะเล (มกษ.9055-2562) สามารถคลิกดาวน์โหลดได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้นะคะ ส่วนการยื่นขอและตรวจสอบรับรองมาตรฐาน ให้ติดต่อที่ สำนักงานเกษตรจังหวัด หรือสำนักงานเกษตรอำเภอที่ได้เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรไว้นะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    สวัสดีครับ ผมอยากจะเรียนถามเกี่ยวกับการผสมยาฆ่าแมลงครับ ฟิโฟรนิล 5% w/v sc สามารถผสมกับอบาแม็คตินได้ไหมครับ ในตารางการผสมสารกำจัดแมลงไม่มี และฟิโฟรนิลจะผสมไวท์ออยด์ด้วยได้มั้ยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 22 เมษายน 2564
    ตอบคุณ สมพงษ์ 1. Fipronil sc + Abamectin EC ผสมกันได้ โดยให้ใส่ fipronil ก่อน คนให้ละลาย แล้วเติม Abamectin ตามไป แล้วคนอีกที 2. Fipronil SC + Whitoil ให้ใส่ Fipronil SC ก่อน คนให้ละลาย ส่วน whiteoil ให้ละลายผสมน้ำแยกในถังเล็ก ๆ อีกถังก่อน เพราะมีความหนึด ละลายช้า แล้วค่อยนำมาเทลงในถังใหญ่กวนให้เข้ากันอีกที หมายเหตุ : การผสมสารเคมี หากไม่ทราบ ไม่มีตารางแนะนำ ควรลองผสมกันแต่น้อย ๆ แล้วดูว่ามีการแยกตัว ตกตะกอน หรือเข้ากันไม่ได้หรือไม่ อย่าง อาบาเมกตินกับฟิโพรนิลเท่าที่ทราบน่าจะผสมกันได้ ส่วนไว์ท์ออยล์มีข้อห้ามกับสารบางกลุ่ม ***ห้ามผสมไวท์​ออยล์ (White oil 67% EC) ​และปิโตรเลียม​ออยล์​ (Petroleum oil 83.9% EC​) ​ร่วมกับสารประกอบ​ทองแดง​ (Copper hydroxide), กำมะถัน (Sulfur), แคปแทน (Captan), ไดเมทโทเอต (Dimethoate), โอเมทโทเอต (Omethoate) หรือ​ โกรเมท 50 (Phenthoate 50% W/V EC) เนื่องจาก​อาจทำให้เกิดความเป็นพิษ​ต่อพืช​ และควรงดเว้นการพ่นสาร #วิธีผสมสารเคมีเกษตรให้มีประสิทธิภาพ ให้สังเกตุภาษาอังกฤษที่อยู่ท้ายสุดหลังสาระสำคัญ เช่น methyl benzimdazol-2-ylcarbamate....................50% W/V SC ให้เรียงลำดับการผสมลงถังตามความเข้มข้นของสารเคมีดังนี้ 1. WG ชนิดเม็ด/เกล็ด :สูตรเม็ดเมื่อเจือจางด้วยน้ำจะอยู่ในรูปสารผสมแขวนลอย WP ชนิดผง :สูตรผงเมื่อเจือจางด้วยน้ำจะอยู่ในรูปสารผสมแขวนลอย 2. SC ชนิดครีม : ของเหลวข้นเจือจางด้วยน้ำก่อนใช้งานต้องไม่ตกตะกอน SL ชนิดน้ำใส : ของเหลวใสเนื้อเดียวกับน้ำต้องละลายน้ำจึงจะใช้งานได้ 3. EC ชนิดน้ำมัน :สูตรน้ำมันเจือจางด้วยน้ำ ได้อิมัลชั่นสีขาวขุ่น EW ชนิดน้ำขาว : ของเหลวหนืด น้ำมันในน้ำ เจือจางด้วยน้ำได้อิมัลชั่น 4. สารจับใบพืช และสารเสริมประสิทธิภาพ: ช่วยในการยึดเกาะผิว ทำให้น้ำแผ่กว้าง ช่วยจับแร่ธาตุ ทำให้ละอองน้ำยามีขนาดเล็ก กระจายทั่วต้นได้ดี
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 22 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ใคร่ขอรบกวนสอบถาม คลอร์ไพริฟอสสามารถกำจัดแมลงปากกัด เช่น แมลงกินูน ได้หรือไม่ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 เมษายน 2564
    ตอบ คุณสมพงษ์ ได้ค่ะ คลอร์ไพริฟอสเป็นสารป้องกันกำจัดแมลงสำคัญที่นิยมใช้ในการจัดการแมลงศัตรูพืชได้หลากหลาย ทั้งแมลงปากดูด และแมลงปากกัด มีคุณสมบัติทั้งถูกตัวตายหรือสัมผัส (contact) กินตาย (stomach) การซึมผ่านใบ (translaminar activity) และเป็นไอระเหย (evaporation) มีการใช้ประโยชน์ทั้งการพ่นสารทางใบ การใช้พ่นหรือราดทางดิน รองก้นหลุม การฉีดเข้าต้นตามรูเจาะของแมลง หรือแม้กระทั่งปรับใช้สำหรับรักษาเมล็ดพันธุ์พืชเพื่อป้องกันแมลงศัตรูในโรงเก็บ เช่น การคลุกเมล็ดพันธุ์ และชุบกระสอบ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ผมลืมรหัส 12 หลักสมุดเกษตร ทำไงได้บ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 9 เมษายน 2564
    ตอบคุณ fantXX หากต้องการทราบเลข 12 หลัก สามารถโทร.ถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือแจ้งชื่อ นามสกุล เลขบัตรประชาชน เช่น นางสาวเกษตรกร ใจดี xxxxxxxxxxxxx หัวหน้าครัวเรือน เหตุผลที่ต้องการเลขรหัส และข้อมูลด้านการเกษตร พืชที่ปลูก เนื้อที่ปลูก กรุณาแจ้งชื่อ นามสกุลสกุล เลขบัตรประชาชนผู้ขอข้อมูลพร้อมรูปถ่ายบัตรและเขียนกำกับว่าใช้เพื่อขอข้อมูลเกษตรกรผ่านช่องทาง Facebook ผ่านทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ***ทั้งนี้หากข้อมูลไม่ครบถ้วน ผู้ดูแลไม่สามารถให้ข้อมูลส่วนตัวของเกษตรกรได้ในทุกกรณี หากต้องการเลขรหัสทะเบียนเกษตรกรติดต่อ สำนักงานเกษตรอำเภอ กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหายสามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านได้ลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ หรือหากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามโดยตรงทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ผมลืมรหัส 12 หลักในสมุดเขียว จะทำอย่างไรได้บ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 9 เมษายน 2564
    กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหายสามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านได้ลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ หรือหากต้องการทราบเลข 12 หลัก หรือมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามโดยตรงทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ และโทร.ถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือแจ้งเลขบัตรประชาชนไปที่ inbox Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ จะมีเจ้าหน้าที่ตรวจสอบเลขทะเบียนเกษตรกรให้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ต้องการคำปรึกษาด้านการปลูกปาล์มฯ เกี่ยวกับการใส่ปุ๋ย ต้นทุนปุ๋ยทำให้ขาดทุน ต้องการทราบว่าควรใส่ปุ๋ยอย่างไรให้ประหยัดเงินและได้ผลคะ ปัจจุบันปลูกอยู่ที่ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 9 เมษายน 2564
    วิธีการใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมัน • ปีที่ 1 ใส่ปุ๋ยเมื่อมีการย้ายกล้าปลูก (กล้าปาล์มมีอายุ 10 ถึง 12 เดือน) ให้ใส่ร็อกฟอสเฟตเพื่อรองก้นหลุม ประมาณ 250 กรัมต่อหลุม เนื่องจากปุ๋ยนี้จะตกค้างเป็นประโยชน์ได้ระยะเวลา 2 ถึง 3 ปี จึงไม่จำเป็นต้องใส่ปุ๋ยทุกปี และหลังจากปลูกแล้วทุก 3 เดือน ก็ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 20-11-11+1.2 MgO ต้นละ 200 ถึง 300 กรัม และใส่อีกครั้งเมื่อปลูกและมีอายุได้ 6 เดือนในอัตราเดิม และใส่อีกครั้งเมื่ออายุ 9 เดือนในอัตราเดิม • ปีที่ 2 ใส่ปุ๋ยเมื่ออายุได้ 18 เดือนใส่ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 400 ถึง 500 กรัม เมื่ออายุได้ 24 เดือนเต็ม ใช้ปุ๋ยสูตรเดิม คือ 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 0.5 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) ในอัตราต้นละ 0.5 กิโลกรัม • ปีที่ 3 ใส่ปุ๋ยเมื่ออายุปาล์มได้ 30 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 800 กรัม และเมื่อปาล์มอายุได้ 36 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 ในอัตราต้นละ 1 กิโลกรัม • ปีที่ 4 ใส่ปุ๋ยเมื่ออายุปาล์มได้ 42 เดือน ใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 1.5 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยร็อกฟอสเฟตอีกในอัตราต้นละ 1 กิโลกรัม (สูตร 0-3-0) และปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60)อัตราต้นละ 1.5 กิโลกรัม • ปีที่ 5 ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 2 กิโลกรัม ใส่ ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) ในอัตราต้นละ 1.5 กิโลกรัม ครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 อัตราต้นละ 2 กิโลกรัม • ปีที่ 6 ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง โดยใช้ปุ๋ยสูตรเดิม คือครั้งแรกใส่ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 2 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) ในอัตราต้นละ 1.5 กิโลกรัม ครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 อัตราต้นละ 2 กิโลกรัม • ปีที่ 7 ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 2 กิโลกรัม ใส่ ร่วมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) ในอัตราต้นละ 1.5 กิโลกรัม และครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 ในอัตราต้นละ 2.5 กิโลกรัม • ปีที่ 8 ใส่ปุ๋ยปีละ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ในอัตราต้นละ 2.5 กิโลกรัม ร่วมกับปุ๋ยโปแทสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) ในอัตราต้นละ 2 กิโลกรัมและปุ๋ยร็อกฟอสเฟตอัตราต้นละ 2 กิโลกรัมครั้งที่ 2 ใช้ปุ๋ยสูตร 14-14-21 ในอัตราต้นละ 2.5 กิโลกรัม • ปีที่ 9 การใส่ปุ๋ยตั้งแต่ปีที่ 9 เป็นต้นไป ต้องใช้ปุ๋ยร็อกฟอสเฟต เพราะปุ๋ยร็อกฟอสเฟตใส่ 3 ปี ต่อครั้ง ไม่ต้องใส่ทุกปี ส่วนปุ๋ยสูตรอื่นๆ ยังคงใส่เหมือนเดิมทุกปี ดังนี้ - ปุ๋ยสูตร 20-11-11+1.2 MgO เป็นปุ๋ยหลักที่ใส่ให้กับปาล์มที่ปลูกในปีแรก - ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO เป็นสูตรปุ๋ยที่ใช้ใส่ต้นปาล์มทุกปี - ปุ๋ยสูตร 0-0-60 หรือ ปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ โดยใช้ร่วมกับปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ปุ๋ยทั้ง 2 สูตรนี้ ใส่ให้ต้นปาล์มครั้งแรกของทุกปี - ปุ๋ยสูตร 14-14-21 (หรือปุ๋ยสูตรตัวท้ายอื่นๆ ที่ใกล้เคียงกัน) เป็นปุ๋ยที่ใส่ให้ต้นปาล์มทุกปีๆ ละ 1 ครั้ง (ใส่ปุ๋ยครั้งที่ 2) - ปุ๋ยร็อกฟอสเฟตใส่ทุกๆ 2 ปี หรือทุกๆ 3 ปี ก็ได้ ประมาณ 2 กิโลกรัมต่อต้น การใส่ปุ๋ยปาล์มน้ำมันที่ให้ผลผลิตแล้ว ควรแบ่งใส่ 2 ครั้ง ครั้งแรกใช้ปุ๋ยสูตร 14-9-20+2 MgO ผสมกับปุ๋ยโปแตสเซียมคลอไรด์ (สูตร 0-0-60) หรือบางปีอาจจะใส่ร่วมกับปุ๋ยร็อกฟอสเฟตด้วยเมื่อมีความจำเป็นเมื่อผสมปุ๋ยทั้ง 3 สูตรนี้เข้าด้วยกันแล้ว จะต้องรีบใส่ให้ต้นปาล์มน้ำมันทันที ในสวนปาล์มน้ำมันส่วนใหญ่ ค่าใช้จ่ายเป็นค่าซื้อปุ๋ยจะเป็นค่าใช้จ่ายที่มากที่สุด และในบางครั้งก็อาจจะได้รับผลตอบแทนไม่คุ้มค่า หรือเกิดการสูญเปล่า ดังนั้นในสวนปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ จึงควรตระหนักเกี่ยวกับการเพิ่มผลผลิต การใช้ปุ๋ยให้มีประสิทธิภาพ โดยอาจจะพิจารณาจากผลการวิเคราะห์ดินใบปาล์มน้ำมัน อัตราปุ๋ยและชนิดปุ๋ย ทั้งนี้เพื่อจะลดการสูญเสีย เนื่องจากขาดความเอาใจใส่ในการใส่ปุ๋ยให้มากที่สุด อย่างไรก็ตามความผิดพลาดต่างๆ ที่มักพบโดยทั่วไป คือ - ใส่ปุ๋ยผิดวิธี การใส่ปุ๋ยในลักษณะเป็นบริเวณแคบๆ หรือกองไว้เป็นจุดๆ แทนที่จะหว่านให้ทั่วบริเวณนั้น อาจจะเป็นอันตรายกับรากและทำให้เกิดการสูญเสียเนื่องจากการชะล้างและไหลบ่าได้ - เวลาในการใส่ปุ๋ยไม่เหมาะสม การใส่ปุ๋ยในขณะที่ดินมีความแห้งหรือเปียกเกินไป จะส่งผลต่อการสูญเสียไนโตรเจนมากที่สุด - ปริมาณใส่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในปาล์มเล็ก - ความไม่สมดุลระหว่างธาตุอาหารที่ใส่ - ใส่ไม่ถูกต้อง (ใช้อุปกรณ์หรือเครื่องมือไม่เหมาะสม) สิ่งสำคัญในการปลูกปาล์มน้ำมันคือ ตลาดรับซื้อต้องอยู่ใกล้ เพราะต้นทุนเรื่องการขนส่งค่อนข้างสูงเพราะน้ำหนักมากเมื่อเทียบกับราคาผลผลิต การเลือกพันธุ์ที่เหมาะสมและมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และแนะนำให้วิเคราะห์ดินก่อนปลูก การใส่ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินจะทำให้ไม่สิ้นเปลือง หลังจากวิเคราะห์ดินแล้วก็ใช้หลักการใช้ปุ๋ยแบบสั่งตัดค่ะ รายละเอียดดังนี้นะคะ http://www.ssnm.info/ ทั้งนี้ บริการตรวจวิเคราะห์ดิน แนะนำที่กรมพัฒนาที่ดิน และสามารถติดตามผลผ่านทางแอปพลิเคชันได้ด้วยนะคะ https://play.google.com/store/apps/details?id=com.ionicframework.soilmobile281474 นอกจากปริมาณธาตุอาหารในดินแล้ว คุณสมบัติทางเคมี ความเป็นกรดเป็นด่างของดินก็ค่อนข้างสำคัญ ถ้าเรานำดินไปวิเคราะห์ก็ทราบเรื่องพวกนี้ด้วย ก็จะช่วยให้เราปรับสภาพทางเคมีและกายภาพของดินให้เหมาะสมกับพืชปลูกได้เช่นกัน เพราะหากดินในสวนเรามีธาตุอาหารตกค้างสูง การปรับสภาพดินให้เหมาะสม ก็จะช่วยให้พืชดึงธาตุอาหารที่ถูกตรึงไว้ในดินออกมาใช้ได้เช่นกันค่ะ ซึ่งการแก้ไขก็เช่น การเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน เช่นปุ๋ยอินทรีย์ หรือใส่สารปรับปรุงบำรุงดิน เพื่อลดความเป็นกรดในดิน และปรับสภาพดินให้ปลดปล่อยธาตุอาหารได้ดียิ่งขึ้นค่ะ เพราะโดยปกติแล้วการใส่แต่ปุ๋ยเคมีอย่างเดียวจะเพิ่มความเป็นกรดให้ดินปลูกจนดินเสื่อมคุณภาพได้ และข้อมูลเบื้องต้นของดิน ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้จากข้อมูลเว็บไซต์ของแต่ละท้องถิ่น สามารถนำมาประกอบการการวิเคราะห์เบื้องต้นเพื่อกำหนดการบำรุงดิน (การใส่ปุ๋ยพืช) ได้แบบคล่าว ๆ ก่อนนำส่งดินวิเคราะห์เพื่อหาค่าวิเคราะห์ที่ละเอียดขึ้นในลำดับถัดไปค่ะ ดังเช่น ตย.ข้อมูลดินที่ ต.หนองหงส์ อ.ทุ่งสง จ.นครศรีธรรมราช (ซึ่งไม่แน่ใจว่าเกษตรกรปลูกปาล์มฯ อยู่ที่ตำบลไหน) กลุ่มชุดดินในตำบลหนองหงส์ มีทั้งหมด 5 ชุดดิน จึงสามารถปลูกพืชต่าง ๆ ได้หลายชนิด สภาพดินในตำบลหนองหงส์จัดได้ว่าเป็นดิน ประเภทดินเรดเยลโลว์ พอดโซลิก (Red yellow podzolic) เป็นดินซึ่งเกิดจากการสลายตัวของหินที่มีลักษณะเป็นกรด สามารถระบายน้ าได้ดี มีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง พบในบริเวณกว้าง ๆ ทั่วไป ใช้ประโยชน์ในการปลูกยางพาราและผลไม้ต่าง ๆ โดยสภาพดินเป็นดินบริเวณที่ราบที่มีลักษณะเป็นดินร่วนและดินร่วนปนทราย ซึ่งบริเวณนี้จะเป็นพื้นที่ที่เหมาะแก่การท านาและปลูกผลไม้ อีกส่วนจะเป็นพื้นที่ปลูกยางพาราตามสภาพที่เหมาะสม ส่วนบริเวณที่เป็นภูเขาและที่เนินสูงจะมีสภาพดินเป็นดินเหนียวปนลูกรังหรือหินผุ บริเวณนี้เหมาะแก่การปลูกยางพารา เป็นต้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การส่งเสริม
    สมุดสีเขียว ของผม เดี่ยวนี้ อยู่ไหน ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 7 เมษายน 2564
    กรณีที่ไม่มีสมุดเล่มเขียว หรือสูญหาย สามารถไปติตต่อขอรับได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอในพื้นที่ที่ท่านได้ลงทะเบียนเกษตรกรไว้ได้ค่ะ มีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามโดยตรงทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ตัวในรูปชื่อว่าอะไรครับ มีปัญหาเรื่องข้าวโพดเป็นโรคฝักขาว กาบฝักแห้งเหี่ยว มีเน่าบ้าง ลำต้นเหลือง ผลจากการลงตรวจสอบแปลงที่เป็นโรคพบแมลงชนิดทุกแปลก สันนิษฐานว่าพวกนี้ดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าวโพด อยากรู้ว่าพวกนี้คืออะไร ชื่อ และวิธีการกำจัด เกษตรกรส่งโรงงานข้าวโพดหวานไม่ได้เลย
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 1 เมษายน 2564
    ลักษณะคล้ายตัวอ่อนของมวนศัตรูพืชจำพวกมวน Pentatomid แต่เนื่องจากแมลงจำพวกนี้มีลักษณะตัวอ่อนที่ค่อนข้างคล้ายคลึงกันมาก จึงแนะนำให้ดูช่วงระยะตัวเต็มวัยว่ามีลักษณะเช่นไรประกอบการพิจารณาค่ะ แต่เบื้องต้นผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้เผาทำลายทิ้ง หรือใช้สารเคมีจำพวกออกาโนฟอสเฟตจัดการค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 เมษายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    ปรับปรุงพันธุ์พืช
    ขอทราบพันธุ์ข้าวที่กรมการข้าวรับรอง (ข้าว กข. ที่ไม่ใช่ข้าวหอมค่ะ)​ ขอคำปรึกษาแนะนำพันธุ์ข้าวที่ปลูกในพื้นที่ชลประทานรอบการผลิตนี้ควรใช้พันธุ์ไหนที่ไม่ใช่ข้าวหอม เน้นเป็นข้าว กข เพราะเห็นว่าปีนี้น้ำเยอะเลยกังวล ถ้าได้พันธุ์ที่เหมาะสมน่าจะดีกว่าค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 31 มีนาคม 2564
    ตอบคุณ Kokk** กข1 กข2 กข3 กข4 กข7 กข9 กข10 กข11 กข21 กข23 กข25 กข29 (ชัยนาท 80) กข31 (ปทุมธานี 80) กข37 กข39 กข41* กข43 กข47* นอกจากนี้ก็จะมีพันธุ์อื่นๆ ที่เหมาะสม ได้แก่ ชัยนาท 1 ชัยนาท 2 ปทุมธานี 1 บางแตน พัทลุง พิษณุโลก 2 พิษณุโลก 60-2 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 สุพรรณบุรี 3 *ซึ่งทางพื้นที่นาชลประทาน จ.สุพรรณบุรี นิยมปลูกพันธุ์ กข41/กข47
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 มีนาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    สอบถามหน่อย แมลงตัวชื่ออะไรคะ และมีพิษไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 31 มีนาคม 2564
    มวนเพชฌฆาต ไม่มีพิษค่ะ ชื่อสามัญ มวนเพชฌฆาต (Assassin bugs) ชื่อวิทยาศาสตร์ Sycanus collaris ชื่อวงศ์ (Family) Reduviidae อันดับ (Order) Hemiptera ประเภท แมลงตัวห้ำ มวนเพชฌฆาตเป็นแมลงแมลงตัวห้ำที่มีบทบาทในการควบคุมหนอนผีเสื้อหลายชนิด โดยดูดกินของเหลวภายในตัวหนอน การใช้ประโยชน์จากมวนตัวห้ำชนิดนี้สามารถทำได้โดยทำการเพาะเลี้ยงเพิ่มให้มีปริมาณมากในห้องปฏิบัติการ หรือโรงเลี้ยงแมลง แล้วนำไปปล่อยในแปลงปลูกพืชเพื่อใช้ควบคุมศัตรูพืช และส่งผลให้เกษตรกรลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงได้อีกทางหนึ่งค่ะ ลักษณะการทำลายแมลงศัตรูพืช ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินของเหลว (Body fluid) จากแมลงต่างๆ ทั้งชนิดที่เป็นตัวหนอนและตัวเต็มวัย โดยการปล่อยน้ำพิษออกจากปากทำให้เหยื่อเป็นอัมพาตอย่างรวดเร็ว และเคลื่อนไหวไม่ได้และหนอนจะตายภายใน 1 - 2 นาที จากนั้นจะดูดกินของเหลวจากตัวหนอน และทำให้หนอนแห้งตาย ทิ้งไว้แต่ผนังลำตัวที่ห่อหุ้มอยู่ภายนอก การใช้ มวนเพชฌฆาต ควบคุมแมลงศัตรูพืช 1. ทำการสำรวจประชากรของหนอนผีเสื้อกินใบ ดอก ผล และความเสียหายของพืชในไร่ พืชผัก ไม้ผล ไม้ดอก » กรณีเริ่มสำรวจพบหนอนในแปลง ปล่อยมวนเพชฌฆาต ตั้งแต่วัยอ่อนวัยที่ 3 ถึงตัวเต็มวัย ในพืชผัก พืชไร่ ไม้ดอก ไม้ผล จำนวน 100 ตัวต่อไร่ » กรณีสำรวจพบหนอนในปริมาณมาก ปล่อยมวนเพชฌฆาต ตั้งแต่วัยอ่อนวัยที่ 3 ถึงตัวเต็มวัย ในพืชผัก พืชไร่ ไม้ดอก ไม้ผล จำนวน 2,000 ตัวต่อไร่ 2. หลังจากปล่อยมวนเพชฌฆาตแล้ว 7 วัน ทำการสำรวจประชากรของหนอนผีเสื้อและความเสียหายของพืช เพื่อประเมินการควบคุม 3. แนะนำให้ปล่อยมวนเพชฌฆาตติดต่อกัน 2 ครั้ง คือ ในช่วงต้นฝนและปลายฝนหรือทยอยปล่อยทีละเล็กละน้อยตามจำนวน ที่พอจะหาได้ เพื่อให้มวนที่ปล่อยไปนั้นแพร่พันธุ์และพัฒนาตัวเองขึ้นมาได้ ในสภาพแวดล้อมใหม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 มีนาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    ลูกไม้วงศ์ยางในภาพแต่ไม่ทราบว่าเป็นยางชนิดไหน ชื่อต้นอะไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 มีนาคม 2564
    จากที่สอบถามผู้เชี่ยวชาญด้านพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แจ้งว่าน่าจะเป็น "ต้นปาโลแซนโตส" (Palo-Santo or ant tree) มีชื่อวทิยาศาสตร์ว่า Triplaris cumingiana เป็นไม้นำเข้าจากต่างประเทศ ในวงศ์ Polygonaceae
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 มีนาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    1. พริกดอกร่วง ใบหยิก แก้ไขอย่างไรคะ 2. อยากทำปุ๋ยหมักใช้เองสำหรับปลูกผักสวนครัว แนะนำด้วยค่ะ 3. หลังจากปลูกผักสวนครัว ขอวิธีบำรุงรักษาด้วยค่ะ เพิ่งเริ่มหัดปลูกผักกินเองค่ะแต่เจอปัญหา และลองทำวิธีตาม Youtube แต่ก้อยังไม่ได้ผลค่ะ เริ่มท้อนิดๆ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 มีนาคม 2564
    1. พริกดอกร่วง ใบหงิก แก้ไขอย่างไรคะ - อาการดอกร่วงในช่วงนี้อาจเกิดจากอากาศที่ร้อนจัด พริกเป็นพืชที่ต้องการน้ำสม่ำเสมอตั้งแต่เริ่มปลูกไปจนเก็บเกี่ยว ฉะนั้นการให้น้ำพืชที่เพียงพอจึงเป็นสิ่งสำคัญ ควรคลุมดินเพื่อรักษาความชื้นและลดการระเหยของน้ำด้วยฟางหรือวัสดุคลุมดิน **แต่ไม่ควรใช้แกลบเพราะจะสลายตัวไปหลังการพรวนดินกลบโคน ซึ่งจะทำให้พืชชะงักการเจริญเติบโตได้ค่ะ - อาการใบหงิกในพริกเกิดได้จากหลายสาเหตุ โดยสาเหตุหลักมาจาก โรคพืชที่มีสาเหตุมาจากไวรัส ซึ่งมีแมลงพาหะ ได้แก่ แมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน เป็นต้น โรคที่มีสาเหตุจากไวรัส ที่สำคัญของพริก ได้แก่ 1. โรคใบด่าง พบต้นพริกเตี้ย แคระแกร็น ใบมีอาการด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน บิดเบี้ยว ผิดรูปร่างและลดขนาดเรียวเล็กลง อาจ พบจุดแผลตายเฉพาะแห่งสีน้ำตาลบนใบ ดอกหลุดร่วงง่าย ผลมีผิวขรุขระ ขนาดเล็กลง และอาจพบอาการด่างบนผลพริก 2. โรคเส้นใบด่างประ พบอาการใบด่างสีเขียวหรือเหลือง สลับเขียวเข้ม และมีขีดหรือจุดประสี เขียวเข้มตามเส้นกลางใบ ใบลดรูปมีขนาดเล็กลงและบิดเบี้ยว ถ้าเชื้อเข้าทำลายในระยะต้นกล้า ต้นจะแคระแกร็น แตกกิ่งด้านข้างลดลง ติดดอกน้อยลง ดอกร่วงก่อนติดผล หากติดผลผลจะมีขนาดเล็ก ด่าง และบิดเบี้ยว 3. โรคใบหงิกเหลือง พบอาการใบด่างเหลือง เป็นขีดหรือหย่อมโปร่งแสงระหว่างเส้นใบ บางครั้งเส้นใบย่อยมีสีเหลืองและสานเป็น ร่างแหบริเวณโคนใบ ใบโค้งงอ หงิกย่น บิดเบี้ยว ยอดเป็นกระจุก ต้นแคระแกร็น ผลพริกด่าง บิดเบี้ยว และมีขนาดเล็กผิดปกติ แนวทางป้องกัน/แก้ไข 1. ใช้พันธุ์พริกที่ต้านทานโรค 2. ไม่นำผลพริกจากต้นที่เป็นโรค มาเพาะขยายพันธุ์ 3. ควรเพาะกล้าพริกในมุ้งกันแมลง และคัดเลือกกล้าพริกที่แข็งแรงและไม่เป็นโรคมาปลูก 4. หมั่นตรวจแปลงปลูก หากพบพริกที่แสดงอาการของโรคให้ถอนและนำไปเผาทำลายนอกแปลงทันที 5. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้ายางและกระทกรก 6. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัส เช่น มะเขือต่าง ๆ ยาสูบ แตงกวา ฟักทอง บวบเหลี่ยม และ มะระจีน 7. ไวรัสสาเหตุโรคพืชยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่ป้องกันการระบาดของโรคได้โดยพ่นสารกำจัดแมลงพาหะนำโรค ดังนี้ - แมลงหวี่ขาว ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร - เพลี้ยอ่อน ได้แก่ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟู แรน 10% ดับเบิลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้ อาจเกิดจากเพลี้ยไฟพริกเข้าทำลาย โดยอาจพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอด ใบอ่อน ตาดอก และดอก ทําให้ใบหรือยอดอ่อนหงิกขอบใบหงิกหรือม้วนขึ้นด้านบน ถ้าเข้าทําลายระยะพริกออกดอก จะทําให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผลการทําลายในระยะผล จะทําให้รูปทรงของผลบิดงอถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายในที่สุด ซึ่งวิธีป้องกันกำจัด ดังนี้ 1. สุ่มสํารวจพริก และทําการป้องกันกําจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้พืชขาดน้ำ เพราะจะทําให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดอย่างรวดเร็ว 2. ใช้สารป้องกันแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกําจัดแหล่งปลูกใหม่พ่นด้วยคาร์บาริล 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาดแหล่งปลูกเดิมพ่นด้วยฟิโพรนิล 5% เอสซีอัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด **ทั้งนี้ ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยที่สุด และพ่นให้ทั่วตามส่วนต่าง ๆ ของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง ควรใช้ปุ๋ยทางใบเพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น **สามารถอ่านข้อมูลเพิ่มได้จากเอกสารแนะนำ : พริก, โรคไวรัสในพริก ด้านล่างนี้นะคะ ทั้งนี้ การขาดธาตุอาหารบางชนิดก็จะทำให้ใบพืชแสดงอาการผิดปกติ ซึ่งสามารถสังเกตอาการเปรียบเทียบได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง : อาการขาดธาตุในพริก 2. อยากทำปุ๋ยหมักใช้เองสำหรับปลูกผักสวนครัว แนะนำด้วยค่ะ - สามารถคลิกอ่านข้อมูลการทำปุ๋ยหมักได้จาก หนังสือการปลูกพืชผักโดยวิธีเกษตรธรรมชาติ จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง ในหัวข้อ "การทำปุ๋ยหมัก" ได้ค่ะ 3. หลังจากปลูกผักสวนครัว ขอวิธีบำรุงรักษาด้วยค่ะ - การปลูกผักสวนครัว สิ่งสำคัญคือการปรุงดินหรือการหมักดินปลูก เนื่องจากผักเป็นพืชที่มีระบบรากสั้นและมีอายุเก็บเกี่ยวสั้น สารอาหารในวัสดุปลูกหรือดินปลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญ นอกจากนั้นก็บำรุงด้วยปุ๋ยในแต่ละช่วงก็เป็นสิ่งสำคัญ สูตรปรุงดินให้อุดมด้วยธาตุอาหาร เริ่มจากการทำแปลงยกร่องเล็ก ๆ หรือก่ออิฐบล็อกสูงประมาณหนึ่งคืบจากดิน สับดินหรือพรวนดินให้เป็นก้อนเล็กหรือละเอียด เเล้วโรยอินทรียวัตถุเป็นชั้น ๆ ตามลำดับดังนี้ 1. เริ่มจากชั้นล่างสุด ในดินที่เป็นดินเหนียว จะโรยแกลบดำสองกำมือต่อหนึ่งตารางฟุต (30×30 เซนติเมตร) กรณีที่เป็นดินทราย จะโรยเเกลบดำหนึ่งกำมือต่อ ตารางฟุต เเกลบดำจะช่วยทำให้ดินเหนียวร่วนซุยขึ้นและยังช่วยปรับสภาพดินที่มีสภาพเป็นกรดให้กลายเป็นกลางได้ 2. ดินที่ขาดเเคลเซียม เเมกนีเซียม จะโรย “ ปูนขาว ” (กรณีดินมีค่า pH เป็นกรด) หรือโรย ” ยิปซัม ” เพื่อการเกษตร (กรณีดินมีค่า pH เป็นกลาง) โดยโรยบางๆ ให้ทั่วแปลง 3. มูลสัตว์ที่เเห้งเเล้ว โรยสามกำมือต่อตารางฟุต 4. ปุ๋ยหมักออร์แกนิก สูตรไร่ปลูกรักจะใช้การหมักจากรำข้าว แกลบดำ มูลวัว น้ำหมักชีวภาพ น้ำตาล (โปรดติดตามสูตรในฉบับหน้า) 5. รดน้ำหมักชีวภาพผสมน้ำตาลและน้ำหนึ่งแก้วต่อหนึ่งตารางฟุต 6. ใช้ฟางข้าวคลุมให้หนามองไม่เห็นดินด้านล่าง เพื่อช่วยป้องกันเเสงเเดดส่องถึงดินที่กำลังหมักไว้โดยตรง และช่วยลดการระเหยของน้ำหน้าดินที่กำลังหมัก 7. รดน้ำเล็กน้อยทุกวันเพื่อควบคุมความชื้น อย่ารดน้ำมากจนปุ๋ยและอินทรียวัตถุไหลออกจากขอบแปลง 8. หมักไว้ 7 วันก่อนปลูก หรือโรยเมล็ดพืชผัก **อ้างอิงข้อมูลจาก : กานต์ ฤทธิ์ขจร https://www.baanlaesuan.com/134218/plant-scoop/organicways ส่วนหลักปฏิบัติเบื้องต้นในการปลูกผักสวนครัว คลิกอ่านได้จากข้อมูลเพิ่มเติม : หลักปฏิบัติเบื้องต้นในการปลูกผักสวนครัวค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 มีนาคม 2564
แสดง 1 - 20 จาก 561
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู