แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่
- ⚠️ เตือนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ระวังโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน
ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีความชื้นสูง เกษตรกรผู้ปลูกลำไยควรเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Phytophthora capsici โดยเฉพาะในระยะติดผล เนื่องจากสภาพอากาศชื้นและฝนตกชุกเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรค หากปล่อยให้ระบาดรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพลำไยได้อย่างมาก

อาการของโรคสามารถพบได้ทั้งที่ใบ กิ่ง ยอด และผลลำไย โดยในส่วนของใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อน จะเริ่มมีอาการไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม และมักพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราปกคลุมบริเวณที่เกิดโรค ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งอย่างรวดเร็ว หากเกิดการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบและยอดไหม้ทั้งต้นได้
ส่วนอาการที่ผล จะพบว่าเปลือกผลและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผลยังแก่ไม่เต็มที่จะเกิดอาการแตกและเน่า พร้อมมีเส้นใยสีขาวฟูของเชื้อราปกคลุม และทำให้ผลร่วงในที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต
แนวทางการป้องกัน
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุก หากพบต้นหรือส่วนของพืชที่แสดงอาการของโรค ควรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค พร้อมเก็บเศษพืชและใบที่ร่วงหล่นออกจากแปลงเพื่อนำไปทำลายนอกพื้นที่ปลูก จากนั้นพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 50–60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 68% WG อัตรา 30–50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วันนอกจากนี้ ควรทำความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ตัดแต่งกิ่งทุกครั้งก่อนนำไปใช้กับต้นปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และหลังการเก็บเกี่ยว ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง ช่วยลดความชื้นภายในทรงพุ่ม ซึ่งเป็นการลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านต่อ - 📢 เตือนภัยทางการเกษตร : การระบาดของด้วงงวงในกล้วยช่วงอากาศร้อน

เนื่องจากในช่วงนี้สภาพอากาศร้อน ส่งผลให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชในแปลงปลูกกล้วย โดยเฉพาะ “ด้วงงวง” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่ทำลายต้นกล้วยอย่างรุนแรง เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
🔴 ชนิดของด้วงงวงที่พบระบาด
1. ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในเหง้าใต้ดิน กัดกินทำลายระบบลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต และอาจยืนต้นตายได้ แม้มีหนอนเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้
2. ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่บริเวณกาบกล้วย ตัวหนอนเจาะเข้าไปในลำต้น ทำให้เกิดรูพรุนทั่วลำต้น ส่งผลให้ต้นหัก เหี่ยว และตาย โดยเฉพาะในระยะใกล้ออกปลีจะทำให้เครือหักเสียหาย
⚠️ แนวทางป้องกัน
- รักษาความสะอาดแปลงปลูก กำจัดเศษซากต้นกล้วย โดยตัดเป็นชิ้นเล็กและผึ่งให้แห้ง เพื่อลดแหล่งอาศัยของแมลง
- ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาด ปราศจากแมลง และหลังขุดต้องนำออกจากแปลงทันที พร้อมกลบดินบริเวณหลุมเดิม
- ทำกับดักล่อแมลง โดยใช้ต้นกล้วยหั่นท่อน วางคว่ำใกล้โคนต้น ตรวจสอบและทำลายแมลงทุก 3–4 วัน
- สามารถใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเมธาไรเซียม เพื่อควบคุมแมลง
- กรณีระบาดรุนแรง ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโพรนิล ตามอัตราที่แนะนำ โดยราดบริเวณโคนต้นและรอบโคนต้น📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงแพร่ระบาดได้รวดเร็ว หากพบการระบาดควรดำเนินการควบคุมทันที
อ่านต่อ - 📢 เตือนภัยทางการเกษตร : การระบาดของโรคโคนเน่า หัวเน่าในมันสำปะหลัง (เชื้อรา Phytophthora melonis)
ในช่วงนี้สภาพอากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคโคนเน่า หัวเน่า ในมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในระยะปลูกใหม่จนถึงระยะสร้างหัวและสะสมแป้ง จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
🔴 ลักษณะอาการของโรค
- ใบมีอาการเหลือง เหี่ยว และร่วง
- โคนต้นเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ
- บางพันธุ์ เช่น ห้วยบง 60 พบอาการคอดินแตก
- เมื่อขุดหัวพบอาการเน่า ภายในเป็นสีน้ำตาล
- หากเกิดการระบาดรุนแรง อาจทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้
⚠️ แนวทางป้องกันและแก้ไข
1. เตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสม โดยไถระเบิดชั้นดินดาน และตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนปลูก
2. ยกร่องแปลงปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
3. ใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ปลอดโรค
4. แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น เมทาแลกซิล หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตามอัตราที่แนะนำ
5. จัดระยะปลูกให้เหมาะสม เพื่อลดความชื้นสะสมในแปลง
6. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนและนำไปทำลายนอกแปลง พร้อมโรยปูนขาวหรือราดสารป้องกันเชื้อราในบริเวณดังกล่าว
7. หลังเก็บเกี่ยว ควรเก็บเศษซากพืชออกจากแปลง และนำไปทำลาย
8. ทำความสะอาดเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตรทุกครั้งหลังใช้งาน
9. ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง ควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น อ้อย ข้าวโพด หรือพืชตระกูลถั่ว🚨 แนวทางปฏิบัติเมื่อพบการระบาดรุนแรง
หากพบการระบาดมากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ ควรไถกลบทำลาย และตากดิน
หากพบการระบาดร้อยละ 30–50
• อายุ 1–3 เดือน ควรไถทิ้งและตากดิน
• อายุ 4–7 เดือน ควรใส่ปูนขาวและเร่งเก็บเกี่ยว
• อายุ 8 เดือนขึ้นไป ควรเร่งเก็บเกี่ยวทันที📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
เกษตรกรควรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังฝนตก เพื่อสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที
อ่านต่อ - เตือนเกษตรกร ระวังแมลงวันผลไม้ระบาดในพริกช่วงอากาศร้อน

ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด หน่วยงานด้านการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของ “แมลงวันผลไม้” ซึ่งมักพบในระยะที่พริกกำลังติดผล โดยเฉพาะช่วงที่ผลเริ่มเปลี่ยนสีไปจนถึงระยะสุก
แมลงวันผลไม้ตัวเต็มวัยจะวางไข่ในผลพริก เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจะกัดกินและชอนไชอยู่ภายในผล ทำให้ผลพริกเกิดอาการเน่าและร่วงหล่นลงพื้น เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มที่ จะเจาะออกจากผลและเข้าดักแด้ในดิน ส่งผลให้เกิดการระบาดต่อเนื่องในแปลงปลูก
แนวทางป้องกันกำจัด
เพื่อควบคุมและลดความเสียหายจากแมลงวันผลไม้ เกษตรกรสามารถดำเนินการได้ดังนี้
1. จัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม
เก็บผลพริกที่ร่วงหล่นไปทำลาย เช่น การเผา เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง2. การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้น้ำมันปิโตรเลียม (สเปรย์ออยล์ 83.9% EC) อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นให้ทั่วบริเวณผลพริกทุก 5–7 วัน เริ่มพ่นตั้งแต่ระยะติดผล และหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 5–7 วัน
3. การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น มาลาไทออน 83% EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช
ข้อควรระวัง
การระบาดของแมลงวันผลไม้สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้อย่างมาก หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม จึงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงสภาพอากาศร้อนที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์ของแมลง
อ่านต่อ - ระวังหนอนห่อใบงาระบาด

ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
การพ่นสาร ควรพ่นให้ละอองสารเข้าไปสัมผัสกับใบที่ห่อตัวอยู่ให้ได้มากที่สุด เพราะหนอนมักจะหลบซ่อนตัวอยู่ข้างในใบที่มันชักใยดึงเข้าหากัน
ช่วงเวลาที่เหมาะสม การพ่นในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่มีลมอสงบ จะช่วยให้ละอองสารเกาะติดใบได้ดีและลดการระเหยจากแดดจัด
การปลูกซ่อม หากพบการระบาดในระยะต้นอ่อนจนต้นตาย ควรรีบปลูกซ่อมทันทีเพื่อให้ต้นงาในแปลงมีอายุใกล้เคียงกัน จัดการง่ายขึ้น
สลับกลุ่มสาร หากจำเป็นต้องพ่นซ้ำบ่อยครั้ง ควรเลือกสลับกลุ่มสารเคมีเพื่อป้องกันไม่ให้หนอนเกิดอาการดื้อยา
อ่านต่อ - เตือนไรแดงแอฟริกันระบาดในทุเรียน
ช่วงอากาศเย็นตอนเช้า–กลางคืน โดยเฉพาะระยะทุเรียนออกดอก–ติดผล เสี่ยงการระบาดของไรแดงแอฟริกัน

- ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ทำให้ใบซีด ไม่เขียวเป็นมัน มีคราบคล้ายผงฝุ่นสีขาว
- หากระบาดรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ใบร่วง ชะงักการเจริญเติบโต กระทบการออกดอกและติดผล
- มักพบหนาแน่นบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่โดนแดด ยอดพุ่ม ด้านเหนือลม ขอบแปลง และด้านติดถนน โดยเฉพาะช่วงแห้งแล้ง ลมแรง ฝนทิ้งช่วงแนวทางป้องกัน
1. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ (เดือน ต.ค.–ม.ค.) ใช้แว่นขยาย 10 เท่าส่องหน้าใบ โดยเฉพาะช่วงลมแรง/ฝนทิ้งช่วง
2. เมื่อพบระบาด ใช้สารป้องกันกำจัดไรตามคำแนะนำ เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มล./น้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร พ่นทั้งต้น เน้นบริเวณยอด และพ่นซ้ำตามความจำเป็นข้อควรระวัง ไม่ควรใช้สารชนิดเดิมซ้ำต่อเนื่อง ควรสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น
อ่านต่อ - ระวังหนอนกินใต้ผิวเปลือกในลองกอง
สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน มีฝนตกและลมแรงในบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกลองกอง ในระยะ ระยะติดผลอ่อน รับมือหนอนกินใต้ผิวเปลือก หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกระหว่าง 2 - 8 มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลงแนวทางป้องกันกำจัด ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 50 ล้านตัวต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ต้น ใช้น้ำ 2-3 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน ควรพ่นไส้เดือนฝอยในตอนเย็น (หลังเวลา 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย
อ่านต่อ - ระวังเพลี้ยไฟพริกในทุเรียน
สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ (ภาคใต้) เตือนผู้ปลูกทุเรียน ในระยะ พัฒนาผล เตรียมต้น (ระยะการเจริญทางใบ) รับมือเพลี้ยไฟพริกทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยและดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนอ่อนต่าง ๆ ของพืช มีผลทำให้ใบอ่อนหรือยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบโค้ง แห้งหงิกงอ และไหม้ การทำลายในช่วงดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกและก้านดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแคระแกร็น และร่วงได้ และในช่วงผลอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หนามเป็นแผลและเกิดอาการปลายหนามแห้ง ผลไม่สมบูรณ์และแคระแกร็น เพลี้ยไฟจะระบาดรุนแรงในช่วงแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคม – พฤษภาคม ซึ่งตรงกับระยะที่ต้นทุเรียนออกดอกติดผล เพลี้ยไฟมีอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ สามารถเพิ่มปริมาณได้มากแนวทางป้องกัน1. สำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟในระยะแตกใบอ่อน ดอก และผลอ่อน หากพบเพลี้ยไฟระบาดเล็กน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง
2. เมื่อพบเพลี้ยไฟระบาดรุนแรง ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อยอด ช่อ หรือผล และไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำติดต่อกันหลายครั้ง เพราะทำให้เพลี้ยไฟสร้างความต้านทานได้
อ่านต่อ - ระวังแมลงค่อมทองในพืชตระกูลส้ม
สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น เตือนผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม (เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน) ในระยะ แตกใบอ่อน รับมือแมลงค่อมทอง กัดกินใบอ่อนและยอดอ่อนหากทำลายมากจะกินใบอ่อนจนเหลือแต่ก้านใบแนวทางป้องกัน1. เขย่าต้นหรือกิ่งและเก็บตัวแมลงไปทำลาย
2.ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
อ่านต่อ - 🚩 ประกาศเตือน! ชาวไร่อ้อยระวังหนอนกอบุกช่วงอากาศร้อน

อากาศร้อนช่วงนี้ อ้อยระยะ "แตกกอ" เสี่ยงถูกหนอนกอ 3 ชนิด (ลายจุดเล็ก, สีขาว, สีชมพู) เข้าทำลาย จนยอดแห้งตาย แตกยอดพุ่ม และทำให้ผลผลิตลดลงถึง 5-40%
🔍 วิธีสังเกตอาการ
- ยอดแห้งตาย หนอนเจาะโคนหรือยอดเข้าไปกัดกินจุดเจริญเติบโต
- ใบหงิกงอ/รูพรุน พบรอยเจาะใบยอดที่ยังม้วนอยู่
- แตกยอดพุ่ม เมื่อลำต้นถูกทำลาย อ้อยจะแตกตาข้างแทน ทำให้เสียคุณภาพ5 แนวทางป้องกัน
1. ให้น้ำช่วย: ในเขตชลประทาน ควรให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้อ้อยแตกหน่อใหม่ชดเชย
2. ใช้แตนเบียนไข่: ปล่อย ไตรโครแกรมมา 30,000 ตัว/ไร่ (2-3 ครั้ง) เมื่อพบกลุ่มไข่หนอน
3. ใช้แมลงหางหนีบ: ปล่อย 500 ตัว/ไร่ กระจายให้ชิดกอ (ห้ามปล่อยพร้อมแตนเบียนเพราะจะกินกันเอง)
4. สารเคมีระยะเริ่มระบาด: หากยอดเหี่ยวถึง 10% ให้พ่น เดลทาเมทริน 3% EC ทุก 14 วัน
5. สารเคมีระยะระบาดหนัก: หากยอดเหี่ยวเกิน 10% ให้เลือกใช้ อินดอกซาคาร์บ, คลอแรนทรานิลิโพรล หรือ ลูเฟนนูรอน ตามอัตราที่กำหนด⚠️ ข้อควรระวัง: หากเลือกใช้วิธีปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ (แตนเบียน/แมลงหางหนีบ) ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารเคมี เพื่อรักษาตัวห้ำตัวเบียนให้ช่วยคุมแปลงนานๆ ครับ
อ่านต่อ - 🚨 แจ้งเตือนภัยทางการเกษตร ระวังเพลี้ยแป้งระบาดในสวนฝรั่ง

📍 ช่วงเฝ้าระวัง: อากาศเย็น มีหมอกในตอนเช้า
📍 ระยะเสี่ยง: ทุกระยะการเจริญเติบโตของฝรั่ง🔎 ลักษณะการเข้าทำลาย
- เพลี้ยแป้งทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงจากกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่
- มีมดเป็นพาหะช่วยพาไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช
- ทำให้ต้นแคระแกร็น ชะงักการเจริญเติบโต หากระบาดรุนแรง อาจกระทบคุณภาพและปริมาณผลผลิต⚠ ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
✔ สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
✔ ตรวจบริเวณยอดอ่อน ซอกกิ่ง ใต้ใบ และผล✅ แนวทางป้องกันกำจัด
- กรณีพบระบาดเล็กน้อย ตัดส่วนของพืชที่พบเพลี้ยแป้งไปทำลายนอกแปลง
- กรณีพบการระบาดมาก สามารถเลือกใช้สารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 2–5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
ไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
ไทอะมีทอกแซม 25% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
ไวต์ออยล์ 67% EC อัตรา 100 มล./น้ำ 20 ลิตร
📌 ควรพ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน
📌 ใช้สารตามคำแนะนำบนฉลาก และสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา📢 ขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
การควบคุมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสียหายและรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อ่านต่อ - โรคหัวเน่าหรือโรคราเมล็ดผักกาดของมันสำปะหลัง
สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Sclerotium sp. เชื้อสาเหตุเป็นเชื้อราอาศัยอยู่ในดิน เข้ามักพบเข้าทำลายร่วมกับโรคโคนเน่าหัวเน่าจากเชื้อรา Phytophthora ทำให้ต้นเโคนเน่า ใบเหลือง เหี่ยว ยืนต้นตาย และหัวเน่าเสียหายการป้องกันแก้ไข
- หมั่นสํารวจตรวจถ้าพบต้นแสดงอาการเป็นโรคให้รีบถอนทิ้ง อย่าปล่อยให้เชื้อสร้างเม็ด sclerotia
- การควบคุมโดยชีววิธี เช่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แอสเพอร์เรียลลัม หรือ บาซิลลัส ซับทิลิส มาราดในบริเวณที่พบอาการโรค
- การพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์บ๊อกซิน (carboxin) อีไตรไดอะโซล (etridiazole) เป็นต้น
- การไถดินตากแดดหลายครั้งก่อนปลูก
อ่านต่อ - ⚠️ เตือนเกษตรกรสวนองุ่น ระวัง “เพลี้ยไฟ–โรคราน้ำค้าง” ระบาดช่วงอากาศชื้นสลับร้อน

1) เพลี้ยไฟ บุกช่วงออกดอก–ติดผล
ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงที่ *ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล เกิดแผลสีน้ำตาลใกล้ขั้วช่อ ดอก ใบ และผล เกิดสะเก็ดแผลตามช่อผล เมื่อผลโต แผลแตก เป็นช่องให้โรคอื่นเข้าทำลายซ้ำ ช่อหรือยอดที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น มักพบมากบริเวณใต้ลม และขอบแปลง
📌 หลีกเลี่ยงปลูกใกล้สวนมะม่วง เพราะเพลี้ยไฟปลิวตามลมได้ง่าย✅ แนวทางป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
1. ตัดแต่งกิ่ง ยอดอ่อน ตายอด และตาข้างอย่างสม่ำเสมอ
2. สำรวจแปลงบ่อยช่วงออกดอก หากพบระบาด พ่นสารฆ่าแมลง เช่น
ฟิโพรนิล 5% SC** อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
อิมิดาโคลพริด 10% SL** อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
👉 ควบคุมได้นานประมาณ 5 วัน
👉 พ่นเฉพาะจุดที่พบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม2) โรคราน้ำค้าง ระบาดดีในสภาพความชื้นสูง
อาการบนใบ - แผลสีเหลืองอ่อน ตอนเช้าใต้ใบพบเชื้อราสีขาวฟู ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบเหลือง แห้ง ร่วง
อาการที่ยอด เถาอ่อน มือเกาะ - พบเชื้อราสีขาว ยอดหดสั้น เถาและมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้ง
อาการที่ช่อดอกและผลอ่อน - เชื้อราสีขาวขึ้น ดอกร่วง ช่อดอกเน่า ผลอ่อนร่วง✅ แนวทางป้องกัน
1. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ
2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อากาศถ่ายเทดี
3. เก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกพื้นที่
4. หลีกเลี่ยงตัดแต่งกิ่งช่วงอากาศชื้นจัดหรือฝนตกชุก
5. ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ📢 ข้อควรเน้นย้ำ
✔ สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
✔ ควบคุมตั้งแต่เริ่มพบอาการ จะลดความเสียหายได้มาก
✔ ใช้สารเคมีตามคำแนะนำบนฉลาก และสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา
อ่านต่อ - ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : โรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง

ในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง และมีอากาศเย็นในตอนเช้า สภาพแวดล้อมดังกล่าวเหมาะสมต่อการระบาดของโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตงทุกระยะการเจริญเติบโต ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดสาเหตุจากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis
🔎 พืชที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค
แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ
🔬 ลักษณะอาการของโรค
- เริ่มพบอาการที่ใบล่างก่อน แล้วลุกลามขึ้นสู่ใบด้านบน
- ใบมีแผลฉ่ำน้ำ รูปเหลี่ยมตามแนวเส้นใบ
- แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อความชื้นสูงจะพบขุยสีขาว–เทาใต้ใบ
- แผลขยายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ
- หากรุนแรง ใบเหลือง แห้งตายทั้งต้น
- ส่งผลให้ติดผลน้อย ผลเล็ก คุณภาพลดลง
- หากเกิดในระยะผลอ่อน อาจทำให้ผลลีบและบิดเบี้ยว🛡 แนวทางป้องกันกำจัด
1. ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ปราศจากโรค
2. ก่อนปลูก แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50°C นาน 20–30 นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสารเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม
3. หลีกเลี่ยงการปลูกระยะชิดเกินไป เพื่อลดความชื้นสะสม
4. กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพื่อให้อากาศถ่ายเท
5. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำ พ่นให้ทั่วทั้งด้านบนและใต้ใบ ทุก 5–7 วัน
* ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP
* แมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม
* ไซมอกซานิล + แมนโคเซบ
* แมนโคเซบ + วาลิฟีนาเลท
6. หลีกเลี่ยงการให้น้ำช่วงเย็นในแปลงที่เริ่มพบโรค
7. หลังเก็บเกี่ยว ให้เก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลง และหมุนเวียนปลูกพืชชนิดอื่นแทน📌 ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังและจัดการแปลงปลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพสินค้า
อ่านต่อ - ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : ระวังโรคใบจุดในทุเรียน

เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบจุด ซึ่งพบได้ทั่วไปในแปลงปลูก โดยเฉพาะในต้นทุเรียนระยะต้นเล็กและในแปลงเพาะชำ แม้โรคนี้มักไม่ก่อความเสียหายรุนแรงต่อต้นทุเรียนที่โตและให้ผลผลิตแล้ว แต่หากมีการสะสมของโรคต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้
🔎 ลักษณะอาการ
1. เริ่มพบจุดขนาดเล็ก รูปร่างกลมหรือรี ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร
2. ลักษณะคล้ายหัวเข็มหมุด ตรงกลางสีขาวถึงน้ำตาล
3. ขอบแผลมีสีเหลืองกระจายทั่วใบ หากอาการรุนแรง แผลขยายใหญ่ขึ้น ใบเหลืองทั่วทั้งใบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ทำให้ต้นอ่อนแอ เมื่อนำใบส่องใต้กล้อง จะพบจุดสีดำนูนกลมกระจายบริเวณเนื้อเยื่อสีน้ำตาล🛡 แนวทางป้องกันกำจัด
1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม
2. หากพบใบที่เป็นโรค ให้ตัดออกและนำไปทำลายนอกแปลงทันที
3. กรณีพบการระบาดรุนแรง ให้พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมิล (Benomyl) คาร์เบนดาซิม (Carbendazim) โดยปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด📌 ขอให้เกษตรกรตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มีความชื้นสูง เพื่อป้องกันการสะสมของโรคและลดผลกระทบต่อผลผลิตในระยะยาว
อ่านต่อ - ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : ระวังโรคราแป้งในถั่วลันเตา

ช่วงนี้หลายพื้นที่มีสภาพอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า อากาศร้อนในตอนกลางวัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของ โรคราแป้ง สาเหตุจากเชื้อรา Oidium sp. เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาทุกระยะการเจริญเติบโตให้เฝ้าระวังและตรวจแปลงอย่างใกล้ชิด
🔎 ลักษณะอาการของโรค
- พบได้ทุกส่วนของพืช เริ่มแสดงอาการที่ใบ โดยเฉพาะใบล่างของต้น
- พบผงสีขาวคล้ายแป้ง กระจายเป็นหย่อม ๆ ทั้งด้านบนและใต้ใบ หากรุนแรง เชื้อราจะลุกลามทั่วต้น ทำให้ต้นดูขาวทั้งต้น ใบและส่วนต่าง ๆ บิดเบี้ยว ใบเหลือง ไหม้ และร่วงก่อนกำหนด
- หากเกิดในระยะออกดอก จะทำให้ต้นแคระแกร็น ติดฝักน้อย ฝักบิดเบี้ยว เมล็ดลีบเล็ก คุณภาพลดลง🛡 แนวทางป้องกันและแก้ไข
1. ไม่ปลูกพืชแน่นเกินไป และกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพื่อให้อากาศถ่ายเทดี
2. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการ ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ซัลเฟอร์ 80% WP อัตรา 30–40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20–30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
พ่นทุก 5–7 วัน ตามคำแนะนำบนฉลาก
⚠️ ข้อควรระวัง ไม่ควรพ่นสารซัลเฟอร์ในสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้ใบไหม้ได้
อ่านต่อ - เตือนภัย ระวังโรคเหี่ยวของสับปะรด🍍

ลักษณะอาการ
🍍ปลายใบแห้ง เป็นสีน้ำตาล หรือสีม่วงแดงลามจากปลายใบเข้าสู่เนื้อใบ ขอบใบลู่ หรือม้วนเข้าหาด้านใต้ใบ ต่อมาใบแห้งคล้ายขาดน้ำ
🍍ระยะสุดท้ายใบจะแห้งเหี่ยวทั้งกอและรากสั้นแตกแขนงน้อย รากส่วนใหญ่เน่าแห้งตายการแพร่ระบาด
🍍การนำหน่อพันธุ์หรือจุกจากต้นที่เป็นโรคไปปลูก
🍍เพลี้ยแป้งเป็นแมลงพาหะนำโรค มดเป็นตัวพาเพลี้ยแป้งให้แพร่กระจายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่งการป้องกันการระบาดของโรค
🍍ไม่มีสารเคมีชนิดใดที่ควบคุมกำจัดไวรัสหลังจากเข้าไปแพร่กระจายในต้นพืชได้การเตรียมแปลงและหน่อพันธุ์
1. จัดสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของมดและเพลี้ยแป้ง
2. การเตรียมดิน ควรไถพรวนดินหลาย ๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูชนิดอื่นที่อยู่ในดิน
3. ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้งและโรคเหี่ยว
4. แช่หน่อพันธุ์ เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับหน่อพันธุ์ และสามารถป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งได้ประมาณ 1 เดือน ด้วยสารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรระหว่างปลูก
1. สำรวจแปลงปลูกสับปะรดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
2. กำจัดต้นเป็นโรค เมื่อพบทันทีโดยการถอนไปทำลายนอกแปลง
3. กำจัดเพลี้ยแป้งเฉพาะจุดที่พบ โดยใช้สารเคมี ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรหลังเก็บเกี่ยว
🍍กำจัดตอเก่าและเศษซากพืชหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต
อ่านต่อ - ⚠️ เทคโนโลยีสยบโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน
เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนให้เฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรงและสร้างความเสียหายสูงสุดในทุเรียน สามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้น ทำให้ต้นทรุดโทรม เจริญเติบโตผิดปกติ ผลผลิตลดลง และอาจทำให้ทุเรียนยืนต้นตาย โดยเฉพาะสวนที่มีสภาพดินชื้น น้ำท่วมขัง และระบบระบายน้ำไม่ดี

🔍 แนวทางป้องกันและควบคุมโรคแบบผสมผสาน
1️. การจัดการแปลงและสภาพแวดล้อม
- วิเคราะห์พื้นที่ปลูกและปรับการเขตกรรมให้เหมาะสม
- ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงพื้นดิน
- ขุดร่องระบายน้ำ ไม่ให้น้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น
- วิเคราะห์ดินและปรับปรุงธาตุอาหารให้ต้นทุเรียนแข็งแรง
- กรณีดินเป็นกรด แนะนำปรับปรุงด้วยปูนขาวตามค่าวิเคราะห์ดิน
2️. การฟื้นฟูระบบรากและควบคุมเชื้อสาเหตุโรค
กรณีพบอาการรากเน่าหรือเน่าคอดิน ราดสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตามอัตราที่ฉลากแนะนำ ให้ทั่วบริเวณโคนต้น
หลังการราดสารอย่างน้อย 7 วัน ใช้สูตรผสมราดดิน ดังนี้
- เชื้อราไตรโคเดอร์มา (เชื้อสด) 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- กรดฮิวมิค 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
- ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
- ราดให้ทั่วบริเวณรอบทรงพุ่มทุก 2 เดือน
- รักษาแผลบริเวณโคนต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายซ้ำของเชื้อโรค
3️. การเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันการระบาดสำหรับต้นที่โทรม
- กระตุ้นภูมิคุ้มกันพืชด้วยสารฟอสฟอรัส แอซิด ตามอัตราที่แนะนำบนฉลาก
- เพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เพื่อลดเชื้อราไฟทอปธอร่า
- สำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติให้ดำเนินการควบคุมทันทีการวิเคราะห์พื้นที่และการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะต่อการเกิดโรค คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน โดยการป้องกันก่อนเกิดโรคเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสุขภาพต้นทุเรียนและคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน
อ่านต่อ



