แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 404
หน้า
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    โรคพืช
    การประมง
    เตือนเกษตรกร ชาวประมง รับมือฝนหนักถึงหนักมาก 31 ส.ค.–6 ก.ย. เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน–น้ำป่าไหลหลาก


    กรมอุตุนิยมวิทยาเตือนเกษตรกรและชาวประมงเฝ้าระวังสภาพอากาศแปรปรวนในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 6 กันยายน 2569 หลายพื้นที่ของประเทศไทยมีโอกาสเกิดฝนตกหนักถึงหนักมาก เสี่ยงน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง ขณะที่ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่งในช่วง 31 สิงหาคม–2 กันยายน

    กรมอุตุนิยมวิทยาออกข่าวพยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 7 วันข้างหน้า ฉบับที่ 70/2569 ระบุว่า ในช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน 2569 ประเทศไทยมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง โดยเฉพาะภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคตะวันออก ส่วนช่วงวันที่ 3–6 กันยายน ประเทศไทยจะมีฝนเพิ่มขึ้น และยังคงมีฝนตกหนักบางแห่งในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง และภาคตะวันออก

    เกษตรกรในพื้นที่เสี่ยงภัยจึงควรติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด และระวังน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และน้ำล้นตลิ่ง รวมถึงน้ำท่วมขังในพื้นที่การเกษตร ซึ่งอาจสร้างความเสียหายต่อพืชผลและสัตว์เลี้ยงได้

    เกษตรกรเฝ้าระวังโรคพืช–แมลงช่วงฝนชุก
    สภาพอากาศที่มีฝนตกต่อเนื่องและความชื้นสูงเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคพืชและแมลงศัตรูพืช กรมอุตุนิยมวิทยาแนะนำให้เกษตรกรแต่ละพื้นที่เฝ้าระวังเป็นพิเศษ เช่น โรคแส้ดำในอ้อย หนอนม้วนใบในลำไย โรคโคนเน่าหัวเน่าในมันสำปะหลัง หนอนหัวดำและด้วงแรดในมะพร้าว หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด และโรครากเน่าโคนเน่าในทุเรียน

    ผู้เลี้ยงสัตว์ควรหลีกเลี่ยงการปล่อยสัตว์อยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะเป็นเวลานาน และไม่ควรปล่อยสัตว์ไว้ในที่โล่งแจ้งขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง พร้อมหมั่นสังเกตอาการผิดปกติของสัตว์ หากพบสัตว์ป่วยควรแยกออกจากฝูงเพื่อทำการรักษา

    ชาวประมงระวังคลื่นสูง เรือเล็กควรงดออกจากฝั่ง
    สำหรับชาวประมงและผู้ประกอบอาชีพทางทะเล ช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน 2569 ทะเลอันดามันตอนบนมีคลื่นสูง 2–3 เมตร และบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นอาจสูงมากกว่า 3 เมตร ขณะที่อ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร และบริเวณฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร

    กรมอุตุนิยมวิทยาจึงขอให้ชาวเรือและชาวประมงเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ และเรือเล็กบริเวณทะเลอันดามันตอนบนควรงดออกจากฝั่งในช่วงดังกล่าว สำหรับผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำในภาคใต้ ควรป้องกันไม่ให้น้ำฝนที่ตกบนดินไหลลงสู่บ่อเลี้ยงสัตว์น้ำโดยตรง และหลังฝนตกควรเปิดเครื่องตีน้ำเพื่อเพิ่มออกซิเจนในน้ำ

    สิ่งที่ควรเตรียมพร้อม
    เกษตรกรควรตรวจสอบระบบระบายน้ำและป้องกันน้ำท่วมขังในแปลง ดูแลสวนให้โปร่งเพื่อลดความเสี่ยงโรคจากเชื้อรา จัดทำที่กำบังลมและฝนสำหรับสัตว์เลี้ยง และติดตามอาการของพืชและสัตว์อย่างสม่ำเสมอ ส่วนชาวประมงควรติดตามพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนก่อนออกเรือ โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนฟ้าคะนองและคลื่นลมแรง

    สาระสำคัญ ช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 6 กันยายน 2569 เป็นช่วงที่ภาคการเกษตรควรเฝ้าระวังฝนหนักและผลกระทบจากน้ำเป็นพิเศษ ขณะที่ชาวประมงฝั่งอันดามันต้องเพิ่มความระมัดระวังจากคลื่นลมแรง โดยเฉพาะช่วงวันที่ 31 สิงหาคม ถึง 2 กันยายน

    ที่มา: กรมอุตุนิยมวิทยา, ข่าวพยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 7 วันข้างหน้า ฉบับที่ 70/2569 
    ระหว่างวันที่ 31 สิงหาคม–6 กันยายน 2569, ออกประกาศวันที่ 31 สิงหาคม 2569

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 2 กันยายน 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    แจ้งเตือน โรคพืชและศัตรูพืชในสวนมะนาว
    วันที่ 6 สิงหาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เฝ้าระวังโรครากขาว ภัยเงียบที่ลุกลามทำลายสวนยางพารา

    เช็กด่วน! ขณะนี้ต้นยางของคุณกำลังตกอยู่ในความเสี่ยงจากโรครากขาวหรือไม่ โรคนี้ถือเป็นภัยคุกคามร้ายแรงที่ทำให้ต้นยางยืนต้นตาย และสามารถแพร่กระจายไปยังต้นข้างเคียงได้อย่างรวดเร็วผ่านทางราก ขอให้พี่น้องชาวสวนยางเร่งลงพื้นที่สำรวจโคนต้นและรากยางอย่างใกล้ชิด หากพบความผิดปกติหรือต้นที่ต้องสงสัย ควรรีบแจ้งเจ้าหน้าที่การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) หรือสำนักงานเกษตรในพื้นที่ เพื่อขอรับคำแนะนำในการใช้สารชีวภัณฑ์หรือสารเคมีกำจัดเชื้อราอย่างถูกวิธี


    อ่านต่อ
    วันที่ 4 สิงหาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️🌽 แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพด ระวังราน้ำค้าง-โรคใบด่างจากไวรัส แยกให้ถูกก่อนป้องกันกำจัด

     

    ช่วงที่มีฝนตกชุก ความชื้นสูง และอากาศเย็น ข้าวโพดอาจแสดงอาการผิดปกติคล้ายกันจนทำให้สับสนระหว่าง โรคราน้ำค้าง กับ โรคใบด่างจากไวรัส หากวินิจฉัยผิด อาจเลือกวิธีป้องกันกำจัดไม่ตรงกับสาเหตุ

    🔎 โรคราน้ำค้าง
    มักพบในต้นอ่อน ใบมีสีเหลืองซีดเป็นทางตามแนวเส้นใบ ยอดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกร็น และในช่วงเช้าอาจพบผงสีขาวด้านใต้ใบ โรคแพร่ได้ดีในสภาพฝนตกชุกและความชื้นสูง

    🔎 โรคใบด่างจากไวรัส
    ใบมีลายด่างเขียวสลับเหลืองเป็นจุดหรือเป็นแถบ ต้นแคระแกร็น ผลผลิตลดลง และมักแพร่กระจายผ่านเพลี้ยอ่อน เมล็ดพันธุ์ หรืออุปกรณ์ทางการเกษตร

    แนวทางป้องกันเบื้องต้น
    - เลือกใช้พันธุ์ต้านทานและเมล็ดพันธุ์ที่มีคุณภาพ
    - หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงที่มีฝนตกชุกต่อเนื่อง
    - ถอนและทำลายต้นที่แสดงอาการ เพื่อลดแหล่งแพร่โรค
    - กำจัดวัชพืชและพืชอาศัยรอบแปลง
    - กรณีโรคใบด่างจากไวรัส ควรควบคุมเพลี้ยอ่อนซึ่งเป็นแมลงพาหะ
    - ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อราเพื่อรักษาโรคไวรัส เพราะไม่สามารถกำจัดเชื้อไวรัสได้

    📌 เกษตรกรควรตรวจดูอาการให้ชัดเจนก่อนตัดสินใจป้องกันกำจัด และสอบถามเจ้าหน้าที่ส่งเสริมการเกษตรในพื้นที่เมื่อพบการระบาดรุนแรง

    แยกอาการให้ถูก วินิจฉัยให้แม่น ป้องกันได้ตรงจุด ลดความเสียหายของผลผลิต


    อ่านต่อ
    วันที่ 31 กรกฎาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ความผิดปกติของพืช
    อาการเปลือกแห้ง หรือหน้ายางตายนึ่ง รักษาให้หายขาดได้จริงหรือไม่

    อาจเป็นรูปภาพของ ต้นไม้ และ ข้อความพูดว่า "อาการเปลือกแห้ง ล๊อกแห้ง แห้ง อาการเป ลือก หรือ ยางด ตาย ยางตายนึง นึ่ง ไม่มียารักษาให้หายขาด ยารั าษา ไม่มี ไม่มียารั ษาให้หายขาด ให้ หาย การยาง การยางแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย"

     

    เรื่องอาการเปลือกแห้งหรือหน้ายางตายนึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่อง และต้องย้ำอีกครั้งว่า อาการดังกล่าวเป็น ความผิดปกติของระบบท่อน้ำยาง ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค จึงไม่มียาหรือผลิตภัณฑ์ใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน

    เมื่อเริ่มพบอาการ แนวทางสำคัญคือการหยุดพักกรีดประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ต้นยางได้ฟื้นตัว ในบางกรณีต้นยางอาจกลับมาให้น้ำยางได้อีกครั้ง แต่หากอาการพัฒนาเป็นแบบถาวร โอกาสที่จะกลับมากรีดและได้น้ำยางตามปกติแทบไม่มี

    สาเหตุที่ต้องนำเรื่องนี้กลับมาพูดอีกครั้ง เพราะยังพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบที่กล่าวอ้างว่าสามารถรักษาหน้ายางตายนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นของเหลวผสมน้ำสำหรับทาหรือพ่นบริเวณหน้ากรีด ของเหลวสำหรับราดลงดินรอบต้น สารปรับปรุงดินหรือแร่ธาตุที่นำไปฝังรอบต้น รวมถึงผงผสมน้ำที่ใช้ทาบริเวณเปลือกหรือหน้ากรีดหลังจากขูดเปลือกเก่าออก

    สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ หากผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถรักษาได้จริง เหตุใดวิธีการใช้และหลักการทำงานของแต่ละผลิตภัณฑ์จึงแตกต่างกันอย่างมาก บางชนิดให้นำไปทาที่เปลือก บางชนิดให้ราดลงดิน บางชนิดให้ขุดฝังรอบต้น และบางชนิดให้ขูดเปลือกก่อนทา ทั้งที่ต่างกล่าวอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาเดียวกันได้

    จากความรู้และประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและร่วมทดสอบวิธีการต่าง ๆ มาแล้วหลายรูปแบบ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากมักปรากฏขึ้นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ผลได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เกษตรกรจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ขาดหลักฐานทางวิชาการรองรับ

    ข้อเท็จจริงสำคัญคือ อาการเปลือกแห้งหรือหน้ายางตายนึ่ง ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การจัดการที่เหมาะสมจึงควรเน้นการพักกรีด ลดความเครียดของต้นยาง ดูแลความสมบูรณ์ของต้น และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ้างผลเกินจริง

    ก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ควรถามให้ชัดเจนว่า มีผลงานวิจัยรองรับหรือไม่ ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และมีข้อมูลผลการใช้ในระยะยาวหรือไม่ เพราะการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาได้ ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาได้จริง


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 กรกฎาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    ทรัพยากรน้ำ
    จับตา El Niño 2026–2027 เสี่ยงทวีความรุนแรง กระทบอากาศโลก–ไทยต้องเตรียมรับมือภัยแล้ง ร้อนจัด และความเสี่ยงด้านเกษตร

    นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศเตือนให้เฝ้าระวังปรากฏการณ์ El Niño รอบใหม่ในช่วงปี 2026–2027 หลังหน่วยงานด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศและแบบจำลองสภาพอากาศประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิโลก ปริมาณฝน ภัยแล้ง พายุ ระบบอาหาร และภาคเกษตรในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย

    ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ระบุถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือปรากฏการณ์ El Niño ที่มีแนวโน้มรุนแรง โดยเฉพาะหากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก อาจทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร

    ขณะเดียวกัน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า El Niño ปี 2026–2027 มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงพิเศษ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างมีสติ ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” หรือ “ตื่นตัว ไม่ตื่นกลัว” เนื่องจาก El Niño ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่จะค่อย ๆ พัฒนาและส่งผลกระทบตามลำดับเวลา

    ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2026 ได้ประกาศภาวะ El Niño อย่างเป็นทางการ และแบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ El Niño มักส่งผลชัดเจนต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก

    El Niño เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศและรูปแบบฝนทั่วโลก เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอยู่แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอาจรุนแรงกว่าหลายเหตุการณ์ในอดีต และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่

    นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หาก El Niño รอบนี้มีกำลังแรง อาจทำให้ปี 2026 หรือ 2027 เป็นอีกปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงมากในระดับโลก และอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังอาจส่งผลต่อกระแสลมกรดและแนวพายุ ทำให้บางพื้นที่เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางภูมิภาคอาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

    ผลกระทบของ El Niño แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ มักมีความเสี่ยงต่อฝนลดลง อากาศร้อนจัด และภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาอาจเผชิญฝนตกหนัก พายุฝน และน้ำท่วม ส่วนแอฟริกาบางภูมิภาคมีความเสี่ยงด้านภัยแล้งและผลผลิตอาหารลดลง ขณะที่ยุโรปยังต้องจับตาคลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบภูมิอากาศ

    สำหรับประเทศไทย การจำลองสภาพอากาศจากเหตุการณ์ El Niño ในอดีตชี้ว่า ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ช่วงกลางปี และอาจร้อนจัดมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีถัดไป ขณะที่ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนลดลง

    อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยบางช่วงบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันตก ภาคเหนือ หรือภาคใต้ อาจยังมีโอกาสเกิดฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือฝนตกหนักได้ จึงไม่ควรมอง El Niño เพียงด้านภัยแล้งเท่านั้น แต่ควรเตรียมรับมือทั้งสถานการณ์ร้อนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และฝนสุดขั้วเฉพาะพื้นที่ควบคู่กัน

    ผลกระทบที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำลดลง ความเสี่ยงต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนและพืชที่ต้องใช้น้ำมาก รวมถึงความเสี่ยงต่อไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังฟอกขาวในบางพื้นที่

    การเตรียมรับมือจึงควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสำรองน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร การปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ การส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศและแผนที่ความเสี่ยงเพื่อประเมินพื้นที่เปราะบาง ตลอดจนการเฝ้าระวังไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด

    ในภาคเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตล่วงหน้า โดยพิจารณาปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ ลดการเพาะปลูกพืชใช้น้ำมากในพื้นที่เสี่ยง ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยแล้งหรือสภาพอากาศแปรปรวน

    ขณะเดียวกัน ภาคสาธารณสุขควรเตรียมระบบเตือนภัยและแผนดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด รวมถึงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการขาดแคลนน้ำสะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำจำกัด

    แม้ระดับความรุนแรงของ El Niño 2026–2027 ยังต้องติดตามจากข้อมูลและแบบจำลองภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณในขณะนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยและหลายประเทศควรเตรียมมาตรการล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบต่อระบบน้ำ ภาคเกษตร ระบบอาหาร เศรษฐกิจ พลังงาน ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชน หากปรากฏการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027

    สิ่งสำคัญคือการสื่อสารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว รับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเตรียมพร้อมรับมือทุกฉากทัศน์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงจาก El Niño ครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

    El Niño ปี 2026–2027 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 และอาจส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความเสี่ยงด้านอาหาร สำหรับประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอุณหภูมิสูง ฝนลดลง น้ำต้นทุนลดลง ผลกระทบต่อภาคเกษตร ไฟป่า PM2.5 สุขภาพจากความร้อน และระบบนิเวศทางทะเล โดยควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ ปรับแผนเพาะปลูก และติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก”


    อ่านต่อ
    วันที่ 25 มิถุนายน 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ความผิดปกติของพืช
    โลจิสติกส์ผลิตผลจากพืช
    เตือนโรคพืชในมังคุดหลังการเก็บเกี่ยว
    วันที่ 22 มิถุนายน 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกร ระวังหนอนเจาะขั้วผลลิ้นจี่

    ช่วงนี้สภาพอากาศร้อน มีฝนตก และบางพื้นที่มีฝนตกหนัก ขอเตือนเกษตรกรผู้ปลูกลิ้นจี่ โดยเฉพาะในระยะ ติดผลจนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิต ให้เฝ้าระวังการระบาดของ หนอนเจาะขั้วผล ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญที่ทำให้ผลลิ้นจี่ร่วงและเสียคุณภาพ

    หนอนชนิดนี้จะเริ่มเข้าทำลายตั้งแต่ลิ้นจี่ติดผลได้ประมาณ 1 เดือน ไปจนถึงระยะเก็บเกี่ยว ในช่วงผลยังเล็ก ผีเสื้อจะวางไข่บริเวณปลายผล เมื่อหนอนฟักออกมาจะเจาะเข้าไปกัดกินภายในผล โดยภายนอกอาจไม่เห็นร่องรอยความเสียหาย แต่เมื่อผ่าผลดูจะพบรอยทำลาย ทำให้ผลไม่สามารถเจริญเติบโตต่อได้และร่วงหล่น

    เมื่อลิ้นจี่มีขนาดใหญ่ขึ้น น้ำหนักผลมากขึ้น และช่อผลเริ่มโค้งลง ผีเสื้อมักวางไข่บริเวณใกล้ขั้วผล จึงมักพบหนอนหรือมูลหนอนบริเวณขั้วผล ผลที่ถูกทำลายในช่วงนี้จะร่วงง่าย หรือแม้ไม่ร่วงก็อาจเสียคุณภาพโดยที่มองจากภายนอกไม่ชัดเจน หากสังเกตใกล้ขั้วผลอาจพบรูเล็ก ๆ ซึ่งเป็นรอยที่หนอนเจาะออกมาเพื่อเข้าดักแด้ภายนอก

    แนวทางป้องกัน
    1. เก็บรวบรวมผลลิ้นจี่ที่ร่วงหล่นบริเวณโคนต้น ซึ่งเกิดจากการทำลายของหนอนเจาะขั้วผล แล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมของศัตรูพืช
    2. สำรวจและเก็บดักแด้ของหนอนเจาะขั้วผลที่พบบนใบ ซึ่งสามารถมองเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน แล้วนำไปทำลาย
    3. หากพบการระบาด ให้พ่นสารฆ่าแมลงตามคำแนะนำ เช่น
    อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    หรือ คาร์บาริล 85% WP อัตรา 45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

    เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงผลเริ่มพัฒนาและใกล้เก็บเกี่ยว เพื่อป้องกันความเสียหาย ลดผลร่วง และรักษาคุณภาพผลผลิตลิ้นจี่ให้ได้มาตรฐาน


    อ่านต่อ
    วันที่ 27 พฤษภาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคใบติดหรือใบไหม้ในทุเรียน

    ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องและบางแห่งมีฝนตกหนัก ส่งผลให้สภาพอากาศมีความชื้นสูง ซึ่งเอื้อต่อการระบาดของโรคใบติด หรือใบไหม้ ที่เกิดจากเชื้อรา Rhizoctonia solani โดยเฉพาะในสวนทุเรียนระยะเตรียมต้นหรือระยะเจริญทางใบ เกษตรกรควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างใกล้ชิด

    อาการของโรคมักเริ่มพบที่ใบอ่อน โดยจะเกิดแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายเป็นสีน้ำตาลและลุกลามไปยังใบข้างเคียง หากสภาพอากาศมีความชื้นสูง เชื้อราจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน ทำให้ใบไหม้ แห้ง และร่วงหล่นลงสู่ใบด้านล่าง ส่งผลให้โรคแพร่กระจายเป็นวงกว้าง ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกตามกิ่ง จนท้ายที่สุดอาจทำให้กิ่งแห้งและต้นเสียรูปทรงได้

    แนวทางป้องกันและลดการระบาด ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง ลดความชื้นสะสมภายในทรงพุ่ม ในพื้นที่ที่มีการระบาดประจำ ควรหลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเพื่อลดการแตกใบอ่อน นอกจากนี้ หากพบอาการของโรค ควรรีบตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชหรือใบที่ร่วงหล่นออกจากแปลงไปทำลายทันที

    เกษตรกรสามารถพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำ เช่น กลุ่มคอปเปอร์ เฮกซะโคนาโซล เพนทิโอไพแรด ฟลูไตรอะฟอล หรือทีบูโคนาโซลร่วมกับไตรฟลอกซีสโตรบิน โดยพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 7 วัน เพื่อช่วยลดการแพร่ระบาดและป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตในช่วงฤดูฝน


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️ เตือนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ระวังโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน

    ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีความชื้นสูง เกษตรกรผู้ปลูกลำไยควรเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Phytophthora capsici โดยเฉพาะในระยะติดผล เนื่องจากสภาพอากาศชื้นและฝนตกชุกเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรค หากปล่อยให้ระบาดรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพลำไยได้อย่างมาก

    อาการของโรคสามารถพบได้ทั้งที่ใบ กิ่ง ยอด และผลลำไย โดยในส่วนของใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อน จะเริ่มมีอาการไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม และมักพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราปกคลุมบริเวณที่เกิดโรค ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งอย่างรวดเร็ว หากเกิดการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบและยอดไหม้ทั้งต้นได้

    ส่วนอาการที่ผล จะพบว่าเปลือกผลและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผลยังแก่ไม่เต็มที่จะเกิดอาการแตกและเน่า พร้อมมีเส้นใยสีขาวฟูของเชื้อราปกคลุม และทำให้ผลร่วงในที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต

    แนวทางการป้องกัน 
    เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุก หากพบต้นหรือส่วนของพืชที่แสดงอาการของโรค ควรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค พร้อมเก็บเศษพืชและใบที่ร่วงหล่นออกจากแปลงเพื่อนำไปทำลายนอกพื้นที่ปลูก จากนั้นพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 50–60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 68% WG อัตรา 30–50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน

    นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ตัดแต่งกิ่งทุกครั้งก่อนนำไปใช้กับต้นปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และหลังการเก็บเกี่ยว ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง ช่วยลดความชื้นภายในทรงพุ่ม ซึ่งเป็นการลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    📢 เตือนภัยทางการเกษตร : การระบาดของด้วงงวงในกล้วยช่วงอากาศร้อน

    เนื่องจากในช่วงนี้สภาพอากาศร้อน ส่งผลให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชในแปลงปลูกกล้วย โดยเฉพาะ “ด้วงงวง” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่ทำลายต้นกล้วยอย่างรุนแรง เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    🔴 ชนิดของด้วงงวงที่พบระบาด

    1. ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในเหง้าใต้ดิน กัดกินทำลายระบบลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต และอาจยืนต้นตายได้ แม้มีหนอนเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้
    2. ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่บริเวณกาบกล้วย ตัวหนอนเจาะเข้าไปในลำต้น ทำให้เกิดรูพรุนทั่วลำต้น ส่งผลให้ต้นหัก เหี่ยว และตาย โดยเฉพาะในระยะใกล้ออกปลีจะทำให้เครือหักเสียหาย

    ⚠️ แนวทางป้องกัน
    - รักษาความสะอาดแปลงปลูก กำจัดเศษซากต้นกล้วย โดยตัดเป็นชิ้นเล็กและผึ่งให้แห้ง เพื่อลดแหล่งอาศัยของแมลง
    - ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาด ปราศจากแมลง และหลังขุดต้องนำออกจากแปลงทันที พร้อมกลบดินบริเวณหลุมเดิม
    - ทำกับดักล่อแมลง โดยใช้ต้นกล้วยหั่นท่อน วางคว่ำใกล้โคนต้น ตรวจสอบและทำลายแมลงทุก 3–4 วัน
    - สามารถใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเมธาไรเซียม เพื่อควบคุมแมลง
    - กรณีระบาดรุนแรง ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโพรนิล ตามอัตราที่แนะนำ โดยราดบริเวณโคนต้นและรอบโคนต้น

    📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
    ควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงแพร่ระบาดได้รวดเร็ว หากพบการระบาดควรดำเนินการควบคุมทันที

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 เมษายน 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    📢 เตือนภัยทางการเกษตร : การระบาดของโรคโคนเน่า หัวเน่าในมันสำปะหลัง (เชื้อรา Phytophthora melonis)

    ในช่วงนี้สภาพอากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ ส่งผลให้เกิดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของโรคโคนเน่า หัวเน่า ในมันสำปะหลัง โดยเฉพาะในระยะปลูกใหม่จนถึงระยะสร้างหัวและสะสมแป้ง จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    🔴 ลักษณะอาการของโรค 
    - ใบมีอาการเหลือง เหี่ยว และร่วง
    - โคนต้นเน่าเป็นสีน้ำตาลหรือสีดำ
    - บางพันธุ์ เช่น ห้วยบง 60 พบอาการคอดินแตก
    - เมื่อขุดหัวพบอาการเน่า ภายในเป็นสีน้ำตาล
    - หากเกิดการระบาดรุนแรง อาจทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

     

     

    ⚠️ แนวทางป้องกันและแก้ไข
    1. เตรียมแปลงปลูกให้เหมาะสม โดยไถระเบิดชั้นดินดาน และตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนปลูก
    2. ยกร่องแปลงปลูก เพื่อป้องกันน้ำท่วมขัง
    3. ใช้ท่อนพันธุ์จากแหล่งที่ปลอดโรค
    4. แช่ท่อนพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันเชื้อรา เช่น เมทาแลกซิล หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตามอัตราที่แนะนำ
    5. จัดระยะปลูกให้เหมาะสม เพื่อลดความชื้นสะสมในแปลง
    6. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนและนำไปทำลายนอกแปลง พร้อมโรยปูนขาวหรือราดสารป้องกันเชื้อราในบริเวณดังกล่าว
    7. หลังเก็บเกี่ยว ควรเก็บเศษซากพืชออกจากแปลง และนำไปทำลาย
    8. ทำความสะอาดเครื่องมือและเครื่องจักรกลการเกษตรทุกครั้งหลังใช้งาน
    9. ในพื้นที่ที่มีการระบาดรุนแรง ควรปลูกพืชหมุนเวียน เช่น อ้อย ข้าวโพด หรือพืชตระกูลถั่ว

    🚨 แนวทางปฏิบัติเมื่อพบการระบาดรุนแรง
    หากพบการระบาดมากกว่าร้อยละ 50 ของพื้นที่ ควรไถกลบทำลาย และตากดิน
    หากพบการระบาดร้อยละ 30–50
    • อายุ 1–3 เดือน ควรไถทิ้งและตากดิน
    • อายุ 4–7 เดือน ควรใส่ปูนขาวและเร่งเก็บเกี่ยว
    • อายุ 8 เดือนขึ้นไป ควรเร่งเก็บเกี่ยวทันที

    📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
    เกษตรกรควรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะหลังฝนตก เพื่อสามารถควบคุมการระบาดได้อย่างทันท่วงที

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 เมษายน 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกร ระวังแมลงวันผลไม้ระบาดในพริกช่วงอากาศร้อน

    ในช่วงที่สภาพอากาศร้อนจัด หน่วยงานด้านการเกษตรแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของ “แมลงวันผลไม้” ซึ่งมักพบในระยะที่พริกกำลังติดผล โดยเฉพาะช่วงที่ผลเริ่มเปลี่ยนสีไปจนถึงระยะสุก

    แมลงวันผลไม้ตัวเต็มวัยจะวางไข่ในผลพริก เมื่อไข่ฟักเป็นหนอนจะกัดกินและชอนไชอยู่ภายในผล ทำให้ผลพริกเกิดอาการเน่าและร่วงหล่นลงพื้น เมื่อหนอนเจริญเติบโตเต็มที่ จะเจาะออกจากผลและเข้าดักแด้ในดิน ส่งผลให้เกิดการระบาดต่อเนื่องในแปลงปลูก

    แนวทางป้องกันกำจัด

    เพื่อควบคุมและลดความเสียหายจากแมลงวันผลไม้ เกษตรกรสามารถดำเนินการได้ดังนี้
    1. จัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม
    เก็บผลพริกที่ร่วงหล่นไปทำลาย เช่น การเผา เพื่อลดแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง

    2. การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช ใช้น้ำมันปิโตรเลียม (สเปรย์ออยล์ 83.9% EC) อัตรา 60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรพ่นให้ทั่วบริเวณผลพริกทุก 5–7 วัน เริ่มพ่นตั้งแต่ระยะติดผล และหยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 5–7 วัน

    3. การใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น มาลาไทออน 83% EC อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ใช้ตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยและประสิทธิภาพในการควบคุมศัตรูพืช

    ข้อควรระวัง

    การระบาดของแมลงวันผลไม้สามารถส่งผลกระทบต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิตได้อย่างมาก หากไม่มีการจัดการที่เหมาะสม จึงควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะในช่วงสภาพอากาศร้อนที่เอื้อต่อการขยายพันธุ์ของแมลง


    อ่านต่อ
    วันที่ 3 เมษายน 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนห่อใบงาระบาด

    ข้อแนะนำเพิ่มเติมเพื่อประสิทธิภาพสูงสุด
    การพ่นสาร ควรพ่นให้ละอองสารเข้าไปสัมผัสกับใบที่ห่อตัวอยู่ให้ได้มากที่สุด เพราะหนอนมักจะหลบซ่อนตัวอยู่ข้างในใบที่มันชักใยดึงเข้าหากัน
    ช่วงเวลาที่เหมาะสม การพ่นในช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นที่มีลมอสงบ จะช่วยให้ละอองสารเกาะติดใบได้ดีและลดการระเหยจากแดดจัด
    การปลูกซ่อม หากพบการระบาดในระยะต้นอ่อนจนต้นตาย ควรรีบปลูกซ่อมทันทีเพื่อให้ต้นงาในแปลงมีอายุใกล้เคียงกัน จัดการง่ายขึ้น
    สลับกลุ่มสาร หากจำเป็นต้องพ่นซ้ำบ่อยครั้ง ควรเลือกสลับกลุ่มสารเคมีเพื่อป้องกันไม่ให้หนอนเกิดอาการดื้อยา


    อ่านต่อ
    วันที่ 27 มีนาคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนไรแดงแอฟริกันระบาดในทุเรียน

    ช่วงอากาศเย็นตอนเช้า–กลางคืน โดยเฉพาะระยะทุเรียนออกดอก–ติดผล เสี่ยงการระบาดของไรแดงแอฟริกัน

    - ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ทำให้ใบซีด ไม่เขียวเป็นมัน มีคราบคล้ายผงฝุ่นสีขาว
    - หากระบาดรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ใบร่วง ชะงักการเจริญเติบโต กระทบการออกดอกและติดผล
    - มักพบหนาแน่นบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่โดนแดด ยอดพุ่ม ด้านเหนือลม ขอบแปลง และด้านติดถนน โดยเฉพาะช่วงแห้งแล้ง ลมแรง ฝนทิ้งช่วง

    แนวทางป้องกัน
    1. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ (เดือน ต.ค.–ม.ค.) ใช้แว่นขยาย 10 เท่าส่องหน้าใบ โดยเฉพาะช่วงลมแรง/ฝนทิ้งช่วง
    2. เมื่อพบระบาด ใช้สารป้องกันกำจัดไรตามคำแนะนำ เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มล./น้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร พ่นทั้งต้น เน้นบริเวณยอด และพ่นซ้ำตามความจำเป็น

    ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้สารชนิดเดิมซ้ำต่อเนื่อง ควรสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนกินใต้ผิวเปลือกในลองกอง
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน มีฝนตกและลมแรงในบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกลองกอง ในระยะ ระยะติดผลอ่อน รับมือหนอนกินใต้ผิวเปลือก หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกระหว่าง 2 - 8 มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลง
     
    แนวทางป้องกันกำจัด ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 50 ล้านตัวต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ต้น ใช้น้ำ 2-3 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน ควรพ่นไส้เดือนฝอยในตอนเย็น (หลังเวลา 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย

    อ่านต่อ
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
แสดง 1 - 20 จาก 404
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู