แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 133
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่าในแก้วมังกร

    สภาพอากาศในช่วงนี้มีฝนตก และฝนตกหนักถึงหนักมากบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกแก้วมังกรในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต รับมือโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า (เชื้อรา Neoscystalidium dimidiatum) อาการเริ่มแรกที่กิ่ง หรือผลเป็นจุดสีเหลือง จากนั้นจะพัฒนาเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ สีน้ำตาลคล้ายสีสนิมเหล็ก ต่อมาแผลขยายใหญ่ พบจุดเล็ก ๆ สีดำซึ่งเป็นส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราสาเหตุโรคที่บริเวณแผล บริเวณรอบแผลมีสีเหลือง เมื่ออาการรุนแรงแผลจะเน่า โดยถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เนื้อเยื่อตรงแผลหลุดเห็นเป็นรู หรือเว้าแหว่ง สำหรับที่ผล ถ้าอาการรุนแรงจะทำให้กลีบผลไหม้แห้ง และผลเน่าในที่สุด
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. เลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค
    2. ลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เนื่องจากเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดโรคง่ายขึ้น
    3. หมั่นกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้น
    4. งดให้น้ำช่วงบ่ายหรือเย็น ให้เฉพาะช่วงเช้า เพื่อลดความชื้นสะสมในทรงพุ่ม
    5. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบโรคตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคอย่างระมัดระวังให้มีแผลน้อยที่สุด การตัดแต่งกิ่งควรตัดตรงส่วนที่เป็นรอยต่อของข้อระหว่างกิ่ง นำส่วนที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โพรคลอราซ 45% EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 20% + 12.5% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ทุก 5-7 วัน จำนวน 4 ครั้ง และพ่นอีกครั้งในระยะติดดอก โดยพ่นให้ทั่วต้น ทุก 7 วัน จำนวน 3 ครั้ง
    6. ไม่นำเครื่องมือตัดแต่งที่ใช้กับต้นเป็นโรค ไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง
    *** ควรหยุดพ่นสารก่อนการเก็บเกี่ยว อย่างน้อย 15 วัน


    อ่านต่อ
    วันที่ 10 มิถุนายน 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนชาวสวนลองกองระวังโรคราสีชมพู

    โรคราสีชมพู (เชื้อรา Erythricium salmonicolor หรือ Corticium salmonicolor) เป็นปัญหาที่สำคัญในการปลูกลองกอง โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝนที่มีความชื้นสูง เชื้อรานี้สามารถทำให้เกิดความเสียหายแก่กิ่งและลำต้นของต้นลองกอง ทำให้ยอดเหี่ยว ใบเหลืองและร่วง ส่งผลให้กิ่งแห้งตาย

    เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคราสีชมพูในลองกอง สามารถทำตามขั้นตอนดังนี้

    การป้องกัน
    1. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง: การตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่งช่วยลดความชื้นสะสมและเพิ่มการระบายอากา
    2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก: เพื่อลดแหล่งที่อยู่และการแพร่กระจายของเชื้อรา

    การแก้ไขเมื่อพบโรค
    1. ตรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ: ในช่วงฤดูฝนควรตรวจสอบสวนอย่างสม่ำเสมอเพื่อหาสัญญาณของโรค
    2. ตัดกิ่งที่เป็นโรค: หากพบเส้นใยสีขาวหรือสีชมพูอ่อนบนกิ่ง ให้ตัดกิ่งที่เป็นโรคและนำไปทำลายนอกแปลงปลูก
    3. ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช:

    • คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP: ผสมน้ำข้นๆ ทาบริเวณแผลที่ตัด
    • พ่นสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP: อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น โดยเฉพาะบริเวณกิ่งและลำต้น

    การปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้จะช่วยลดความเสี่ยงและความเสียหายจากโรคราสีชมพูในลองกองได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    อ่านต่อ
    วันที่ 7 มิถุนายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนระวังหนอนเจาะลำต้นอ้อย

    ระวังหนอนเจาะลำต้นอ้อย
    ลักษณะตัวเต็มวัย : หนอนเจาะลำต้นอ้อยตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน มีปีกคู่แรกสีทองแดงและปีกคู่หลังสีอ่อนกว่า ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่ม มีลักษณะคล้ายเกล็ดปลา เมื่อหนอนโตเต็มที่จะยาวประมาณ 2 เซนติเมตร ลำตัวสีชมพูและมีจุดดำนูน

    การป้องกันกำจัด
    1. **เชื้อบีที (Bacillus thuringiensis)**:
    - ใช้เชื้อบีทีชนิดน้ำ 60-100 มิลลิลิตร หรือละลายผง 60-80 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
    - ผสมสารจับใบและพ่น 3 ครั้ง ห่างกัน 3-4 วัน
    คำแนะนำเพิ่มเติม
    1. สำรวจไร่และพ่นบีทีเมื่อพบหนอนเล็ก
    2. พ่นหลัง 15:00 น.
    3. ฉีดพ่นให้ครอบคลุมบริเวณที่หนอนกัดกิน
    4. หลีกเลี่ยงการผสมเชื้อบีทีกับสารเคมีอื่น

    การปฏิบัติตามคำแนะนำเหล่านี้จะช่วยลดการระบาดของหนอนเจาะลำต้นอ้อยและเพิ่มประสิทธิภาพในการกำจัดหนอน


    อ่านต่อ
    วันที่ 7 มิถุนายน 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนพี่น้องเกษตรชาวสวนยางระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

    เตือนพี่น้องเกษตรชาวสวนยางว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว ซึ่งโรคที่จะตามมาในช่วงหน้าฝนและส่งผลเสียต่อยางพาราหลัก ๆ ได้แก่ โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. หรือ เชื้อรา Colletotrichum โดยอาการของโรคระยะแรกใบจะเป็นรอยสีเหลืองกลม ต่อมาจะเป็นลักษณะช้ำดำกลมขนาดใหญ่ และเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นแห้งสีน้ำตาลซีด แผลเรียบโครงสร้างเนื้อเยื่อใบที่เป็นแผลแห้งยังคงสมบูรณ์ รอบแผลไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ ใบเหลือง ในสภาพที่เหมาะสมใบร่วงอย่างรวดเร็ว สำหรับใบยางที่ร่วงแห้งอยู่บนพื้นดิน จะเห็นลักษณะแผลกลมซีดขาวขนาดใหญ่ โรคนี้เข้าทำลายใบแก่ทุกช่วงอายุยาง หากเป็นต้นยางเล็กที่เป็นรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม หากพบโรคให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัด ดังนี้ กรณีต้นยางเล็กให้รีบกำจัดใบที่เป็นโรค โดยการเก็บใส่ถุง นำไปเผาในถังปิด และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่ม ไตรอะโซลส์ (Triazoles) เช่น โพรพิโคนาโซล + ไดฟิโนโคนาโซล โพรพิโนโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล หรือคาร์เบนดาซิม อย่างน้อยทุก 15-30 วัน กรณีแปลงยางต้นใหญ่ให้ใช้สารดังกล่าว ฉีดพ่นด้วยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง โดรน หรือแอร์บล๊าส ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน อย่างน้อยทุก 1-1.5 เดือน หมั่นกำจัดวัชพืชในสวนยางให้เตียนโล่งอยู่เสมอเพื่อลดแหล่งแพร่ขยายเชื้อ พร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงสวนยางสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นยางเจริญแข็งแรง หากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมให้ติดต่อ กยท. ในพื้นที่ เพื่อเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการโรคต่อไป


    อ่านต่อ
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคเหี่ยวในสับปะรด
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคราสีชมพูในทุเรียน
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนตกและฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกทุเรียน รับมือโรคราสีชมพู (เชื้อรา Erythricium salmonicolor (Corticium salmonicolor)) พบเส้นใยสีขาวของเชื้อราเจริญคลุมกิ่ง หรือลำต้น ต่อมาเส้นใยเปลี่ยนเป็นสีครีมถึงชมพูอ่อนยึดแน่นกับกิ่ง เมื่อเฉือนดูพบเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล กิ่งที่เป็นโรคยอดจะเหี่ยว ใบเหลืองและร่วงเป็นหย่อม ๆ ต่อมากิ่งจะแห้งตาย
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมและมีทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดดและอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค
    2. ในช่วงฤดูฝนหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค ตัดกิ่งที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หรือหากพบอาการของโรคบนง่ามกิ่ง หรือโคนกิ่งที่มีขนาดใหญ่ หรือบริเวณลำต้นให้ถากแผลบริเวณที่เป็นโรคออก จากนั้นพ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้น โดยเน้นบริเวณกิ่ง และลำต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณแผล
    3. แปลงทุเรียนที่เคยพบโรคระบาดรุนแรง ในช่วงฤดูฝนควรป้องกันการเกิดโรคโดยพ่นด้วยสารดังกล่าว ตามกิ่งก้านที่อยู่ในทรงพุ่มเสมอ
     
     

    อ่านต่อ
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ด้วงแรดมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    พืชผักช่วงฝนตกเฝ้าระวังโรคใบจุดและเน่าเละ
    เตือนให้เกษตรกรปลูกผักเฝ้าระวังโรคใบจุดหรือใบจุดตากบ สาเหตุจากเชื้อรา Cercospora lactucae-sativae ทำลายผลผลิตผักสลัดทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด โดยเริ่มแรกแผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อน ต่อมาแผลขยายใหญ่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลมีสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายตากบ แผลมีหลายขนาดตั้งแต่จุดเล็กถึงจุดใหญ่ ขนาด 1-10 มิลลิเมตร เกิดกระจายทั่วใบ ถ้าอาการรุนแรงแผลจะลามขยายติดกันทำให้ใบไหม้ หากเกิดกับใบอ่อนอาจทำให้เกิดอาการใบหงิกงอ
    วิธีป้องกันกำจัด ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค หรือฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ด โดยแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที และก่อนการปลูกควรไถพรวนดินลึก ๆ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้เศษซากพืชและวัชพืชย่อยสลาย จัดการแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ควรมีอากาศถ่ายเท หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่อพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบโนมิล 50% WP อัตรา 12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีถ้าพบโรคระบาดรุนแรง ให้ปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี
    นอกจากนี้ ผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีผักกาดขาว ผักกาดหัว อาจถูกการทำลายจากโรคเน่าเละ โดยอาการเริ่มแรก แผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็ก ๆ บนใบหรือบริเวณลำต้น ต่อมาแผลจะขยายลุกลามมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อพืชบริเวณแผลจะยุบตัวลง มีเมือกเยิ้มออกมา และมีกลิ่นเหม็นเฉพาะของโรคนี้ หลังจากนั้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคนี้พบระบาดมากในฤดูฝน เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืช ทั้งที่อยู่ในแปลงปลูกและในโรงเก็บ
    การป้องกันกำจัด ให้เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และมีการระบายน้ำที่ดีก่อนปลูกพืชควรไถพรวนดินให้ลึกมากกว่า 20 เซนติเมตรจากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์จะช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก ไม่ควรปลูกพืชแน่นเกินไปเพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงเป็นการลดการระบาดของโรค และระมัดระวังไม่ให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเกิดแผลซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช พร้อมกับควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง ทำให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายได้ง่าย หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอหากพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก ทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรหลังใช้กับต้นที่เป็นโรค นอกจากนี้ หลังการเก็บเกี่ยวควรไถกลบเศษพืชผักทันที และตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วไถกลบอีกครั้งเพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค ในแปลงที่มีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด เป็นต้น

    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนการระบาดของด้วงหนวดยาว
    ด้วงหนวดยาว (Batocera rufomaculata De Geer) ศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้พืชได้เป็นอย่างมาก และเป็นศัตรูพืชที่เกษตรกรมักระบาดในพืชเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น รวมไปถึงในพื้นที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ก็พบปัญหาหนอนของด้วงหนวดยาวเข้าทำลายในต้นลำพู และต้นลำแพน เช่นเดียวกัน
     
    ด้วงหนวดยาว ลักษณะของตัวเต็มวัยจะมีสีน้ำตาล และมีจุดสีส้มหรือสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วปีก เพศผู้มีหนวดยาวกว่าลำตัว เพศเมียหนวดเท่ากับหรือสั้นกว่าลำตัว จับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลากลางคืน โดยใช้ปากที่มีเขี้ยวแข็งแรงขนาดใหญ่กัดเปลือกไม้เพื่อวางไข่แล้วกลบด้วยขุยไม้ชอบวางไข่ซ้ำบนต้นเดิม ไข่คล้ายเมล็ดข้าวสารสีขาวขุ่น หนอนที่ฟักใหม่จะมีสีขาวครีมและตัวหนอนจะกัดกินชอนไชใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกอาจควั่นรอบต้นทำลายท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหาร ทำให้ต้นพืชทรุดโทรมและยืนต้นตายได้ ตัวเต็มวัยมีอายุได้นานกว่า 6 เดือน จึงสามารถพบไข่และหนอนระยะต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมาก
     
     
    วิธีป้องกันและการกำจัดด้วงหนวดยาวเข้ามาทำลายต้นพืช ได้แก่
    1. หมั่นสำรวจการระบาดเข้าทำลายของด้วงหนวดยาว เมื่อพบร่องรอยการทำลายเช่นมีขุยไม้ที่โคนต้นให้ใช้มีดหรือขวานเฉาะหาตัวหนอนมาทำลาย
    2. วางกับดักแสงไฟล่อแมลงตั้งแต่ 19.00 น.เป็นต้นไป และนำด้วงหนวดยาวไปทำลาย
    3. ใช้อวนตาข่ายถี่พันรอบลำต้นป้องกันด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยมาวางไข่
    4. กรณีพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล (Ascend 5 % SC) ฉีดพ่นในอัตราส่วน 80 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

    อ่านต่อ
    วันที่ 25 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    เตือนชาวสวนทุเรียน เฝ้าระวัง 3 โรคทุเรียนในระยะพัฒนาผล
    เตือนชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวัง 3 โรคทุเรียนในระยะพัฒนาผล ให้น้ำใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ พร้อมใช้เชือกโยงกิ่งและผลป้องกันผลร่วงและลำต้นหักโค่น ทุเรียนในภาคตะวันออกจะอยู่ในช่วงระยะพัฒนาของผล และโรคทุเรียนที่พบการระบาดในช่วงนี้มีหลายโรคที่สำคัญ เช่น โรครากเน่าและโคนเน่า โรคราแป้ง และโรคใบจุดใบไหม้ จึงขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ
     
     
    หากพบการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่า ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช หากพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โดยสามารถใช้ตามคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรครากเน่าและโคนเน่า เช่น ฟอสอีทิล–อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    นอกจากนี้ ในช่วงที่อากาศแห้งแล้งและเย็นอาจพบการระบาดของโรคราแป้ง ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไพราโซฟอส 29.4% W/VEC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    ส่วนโรคใบจุดใบไหม้พบได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง แต่จะพบมากในช่วงฤดูแล้ง หากพบอาการของโรคให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    สำหรับการให้น้ำในช่วงเริ่มติดผลได้ 1 สัปดาห์ แนะนำให้ค่อยๆเพิ่มปริมาณการให้น้ำขึ้นเรื่อยๆ และสามารถให้น้ำในอัตราปกติหลังการติดผล 3 สัปดาห์ การให้น้ำต้องให้อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ตลอดช่วงพัฒนาการของผลทุเรียน และให้ใส่ปุ๋ยหลังการตัดแต่งผลครั้งสุดท้ายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผล โดยใส่ปุ๋ยเมื่อผลมีอายุ 7 สัปดาห์ ร่วมกับการพ่นโปแตส เซียมไนเตรต เพื่อควบคุมการแตกใบอ่อน ตัดแต่งผลที่มีพัฒนาการผิดปกติ มีขนาดเล็ก หนามแดง หรือมีโรคแมลงเข้าทำลายให้ตัดทิ้ง และควรมีการโยงกิ่งและผลทุเรียนเพื่อป้องกันการหักโค่นของลำต้นและผลร่วง
    อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชคือ การใช้วิธีแบบผสมผสาน เช่น การทำเขตกรรม ใช้พันธุ์ต้านทานเพื่อลดการเกิดโรค บำรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของพืช กำจัดวัชพืช ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง กำจัดส่วนที่เป็นโรคเพื่อลดประชากรของเชื้อสาเหตุ

    อ่านต่อ
    วันที่ 25 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น เตือนผู้ปลูกมะม่วง ในทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง ตัวเต็มวัยเป็นด้วงหนวดยาว เพศเมียวางไข่ในเวลากลางคืนโดยฝังไว้ใต้เปลือก หนอนจะกัดกินชอนไชตามเปลือกไม้ด้านใน ทำให้เกิดยางไหล หนอนอาจควั่นเปลือกจนรอบลำต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดทำลายเป็นเหตุให้ต้นมะม่วงทรุดโทรม ใบแห้ง และยืนต้นตายได้ สังเกตรอยทำลายได้จากขุยไม้ที่หนอนถ่ายออกมาบริเวณเปลือกลำต้น
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1.หมั่นสำรวจตรวจแปลงสม่ำเสมอ โดยสังเกตรอยแผล ซึ่งเป็นแผลเล็กและชื้น ที่ตัวเต็มวัยทำขึ้นเพื่อการวางไข่ พบให้ทำลายไข่ทิ้ง หรือถ้าพบขุยและการทำลายที่เปลือกไม้ให้ใช้มีดแกะและจับหนอนทำลาย
    2.กำจัดแหล่งขยายพันธุ์โดยตัดต้นที่ถูกทำลายรุนแรง จนไม่สามารถให้ผลผลิตเผาทิ้ง
    3.กำจัดตัวเต็มวัย โดยใช้ไฟส่องจับตัวเต็มวัยตามต้น ในช่วงเวลา 20.00 น. ถึงเช้ามืด หรือใช้ตาข่ายดักปลาตาถี่พันรอบต้นหลายๆทบ เพื่อดักตัวด้วง
    4.กรณีที่มีการระบาดรุนแรง ควรป้องกันการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวโดยใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น อิมิดาคลอพริด 10% เอสเอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะเซทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไธอะมีโทแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่

    อ่านต่อ
    วันที่ 19 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังด้วงแรดมะพร้าวในมะพร้าว

    สภาพอากาศร้อน มีฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกมะพร้าวในระยะยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว รับมือด้วงแรดมะพร้าว ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้ว ๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมาก ๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกร็น รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต


    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่ แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้น ๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลาย ล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงแรดจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้
    2. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต
    3. การใช้สารเคมี
    3.1 ต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบ ๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว
    3.2 ใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน 60% EC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้น ทุก 15-20 วัน ควรใช้ 1-2 ครั้ง ในช่วงระบาด


    อ่านต่อ
    วันที่ 17 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ
    วันที่ 28 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคผลเน่าในสละ
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น ฝนตกบางแห่ง เตือนผู้ปลูกสละในระยะออกดอกและติดผล รับมือโรคผลเน่า เปลือกของผลสละจะมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยสีขาวหรือขาวอมชมพูของเชื้อราเกิดขึ้น เส้นใยจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผล ทำให้เปลือกเปราะ แตก เนื้อสละด้านในเน่า ผลร่วง เมื่อเชื้อราเจริญเต็มที่เส้นใยจะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ผลทะลายอื่น ๆ ได้
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ควรตัดแต่งทางใบที่แก่หมดสภาพ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่างๆ ให้มีการถ่ายเทของอากาศ ไม่ให้มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป
    2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลาย เก็บเผาทำลายเศษซากพืชและผลเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม
    3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล+ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2 เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 7 วัน

    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยเพลี้ยไฟในมะกรูด

    ภาพถ่ายโดย JodMar

     
    สภาพอากาศที่ฝนตกบางพื้นที่ อากาศร้อนในตอนกลางวัน เกษตรกรผู้ปลูกมะกรูดในทุกระยะการเติบโต เฝ้าระวังเพลี้ยไฟศัตรูตัวร้ายของมังคุด
    ลักษณะของเพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดที่มีลักษณะเล็กมาก มีรูปร่างเรียว ลำตัวยาวประมาณเพียง 2 มิลลิเมตร ตัวอ่อนจะไม่มีปีก ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนออกไปทางเหลือง ส่วนตัวเต็มวัยจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลดำ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ทำให้สังเกตได้ยาก
    ลักษณะของมะกรูดเมื่อถูกทำลายโดยเพลี้ยไฟ
    1. ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่าง ๆ ของมะกรูด
    2. เพลี้ยไฟเข้าทำลายตั้งแต่มะกรูดติดผล ภายหลังกลีบดอกร่วงหมด เกิดเป็นรอยแผลบนผิวของมะกรูดเป็นทางสีเทาเงิน
    3. ระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ และใบไหม้
    วิธีป้องกันเพลี้ยไฟ
    1. สำรวจและหมั่นตรวจสอบต้นมะกรูดและสวนเป็นประจำ
    2. หากพบเจอต้นที่ถูกทำลายจนมีความเสียหายจนทรุดโทรม ให้รีบทำลายทิ้งเพื่อตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยไฟ

    อ่านต่อ
    วันที่ 14 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน
    วันที่ 14 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยการเกษตร : เพลี้ยไฟ (Thrips) ในทุเรียน

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน เตือนผู้ปลูกทุเรียนในระยะออกดอก ติดผล รับมือการระบาดของเพลี้ยไฟ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช ในช่วงใบอ่อนหรือยอดอ่อนโดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ เมื่อพืชโตขึ้นก็จะถูกทำลายปลายใบจะเหี่ยวขอบใบจะม้วนเข้าหากลางใบ ใบโค้ง แห้งหงิกงอ และไหม้

    การทำลายในช่วงดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกและก้านดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแคระแกร็น ร่วงได้และในช่วงผลอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หนามเป็นแผลและเกิดอาการปลายหนามแห้ง ผลไม่สมบูรณ์และเคระแกร็น

     

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 มีนาคม 2567
แสดง 1 - 20 จาก 133
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู