แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 13 จาก 13
หน้า
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนเจาะผลมะเขือ

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศเย็น ความชื้นสูงในตอนเช้าและกลางคืน กลางวันอากาศร้อนอบอ้าว เตือนผู้ปลูกมะเขือ ในระยะเก็บผลผลิต รับมือหนอนเจาะผลมะเขือ ระยะเจริญเติบโตหนอนเจาะผลมะเขือทำความเสียหายแก่ยอดมะเขือ โดยตัวหนอนเจาะเข้าไปกินภายในลำต้นสูงจากยอดประมาณ 10 เซนติเมตร ทำให้ยอดเหี่ยวเวลาแดดจัด ระยะติดผลหนอนจะเจาะเข้าไปกินภายในผล

    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. หมั่นสำรวจตรวจแปลง และเก็บยอดหรือผลที่ถูกทำลายทิ้ง
    2. ถ้าพบยอดเหี่ยว 3-5 เปอร์เซ็นต์ หรือผลอ่อนถูกทำลาย 5-10 เปอร์เซ็นต์ พ่นสาร เบตาไซฟลูทริน 2.5% อีซี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    *เลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสารติดต่อกันอย่างน้อย 2-3 ครั้ง ห่างกัน 1 สัปดาห์


    อ่านต่อ
    วันที่ 20 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    การประมง/การเพาะเลี้ยง
    กรมประมงเตือนเกษตรกร สังเกตสัตว์น้ำป่วยช่วงเปลี่ยนฤดู

    กรมประมง แจ้งเตือนเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ควรหมั่นสังเกตและดูแลสัตว์น้ำในช่วงฤดูหนาวอย่างใกล้ชิด หากพบมีสัตว์น้ำป่วยหรืออาการผิดปกติสามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืดในพื้นที่ใกล้บ้าน
    โดยควรปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้
    1.เกษตรกรควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หรือควรงดเว้นการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว
    2.ควรมีบ่อพักน้ำใช้เพื่อใช้ในฟาร์มได้เพียงพอตลอดฤดูกาลโดยเฉพาะในช่วงฤดูหนาว
    3.เลือกชนิดปลาที่จะเลี้ยงให้เหมาะสมกับฤดูกาล โดยในช่วงฤดูหนาว ควรเลือกปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ดที่สำคัญ ควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาอย่างสม่ำเสมอ
    4.ควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15% เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้าหากมีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ และมีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้ อาจมีการเสริมวิตามินซีในอาหาร 1-2% โดยน้ำหนักจะช่วยเสริมสร้างความแข็งแรง ต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้
    5.ควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา60-100 กิโลกรัมต่อบ่อขนาด 1 ไร่ หรือนำเกลือแกงมาละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อประมาณ 100-150 กิโลกรัมต่อไร่
    6.หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรือมีอาการผิดปกติ ควรแยกออกไปเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักอาจทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง ทั้งนี้ หากกรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีความผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที
    7.หากไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำได้ ในช่วงระหว่างการเลี้ยง ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร
    8.หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสียโดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อให้ใช้เกลือสาดบริเวณดังกล่าว ประมาณ200-300 กิโลกรัมต่อบ่อ ขนาด 1 ไร่
    9.หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา
    10.เมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม (อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น) และพบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ไม่มีอาการป่วย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสม และให้อาหารปลาได้ตามปกติ


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    ปุ๋ย
    เตือนอย่านำซากสุกรที่เป็นโรคตายไปทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ

    นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหหรณ์ ได้ลงพื้นที่ จ.นครปฐม ร่วมกับปศุสัตว์จังหวัด ปศุสัตว์อำเภอ สำนักวิจัยพัฒนาการเกษตรเขตที่ 5 และศูนย์วิจัยพัฒนาการเกษตร จ.นครปฐม กรมวิชาการเกษตร ติดตามการควบคุมการเฝ้าระวังสถานการณ์การระบาดของโรคอหิวาต์แอฟริกาในสุกร และเน้นย้ำบูรณาการการทำงานร่วมหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงได้สร้างความเข้าใจต่อพี่น้องเกษตรกรไม่ให้นำซากสัตว์ตายไปทำปุ๋ยและน้ำหมักชีวภาพ โดยได้เน้นย้ำถึงขั้นตอนการปฏิบัติและระเบียบ ข้อห้ามตาม พ.ร.บ.โรคระบาดสัตว์ และ พ.ร.บ.ปุ๋ย รวมถึงมาตรฐานขององค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE)

    จึงขอให้พี่น้องเกษตรกรอย่าหลงเชื่อ การนำซากสุกรที่เป็นโรคตายไปทำปุ๋ยหมักและน้ำหมักชีวภาพ และหากพบซากสัตว์ตายผิดปกติให้แจ้งทางปศุสัตว์จังหวัดเข้ามาดำเนินการโดยเร็ว เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรค ASF ซึ่งมีความทนทานสามารถมีชีวิตอยู่ในธรรมชาติได้นานซึ่งเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อสุขภาพของมนุษย์และสัตว์




    อ่านต่อ
    วันที่ 18 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ "ฝนฟ้าคะนองบริเวณภาคเหนือตอนบน" ฉบับที่ 5

    กรมอุตุนิยมวิทยาออกประกาศ "ฝนฟ้าคะนองบริเวณภาคเหนือตอนบน" ฉบับที่ 5 ระบุว่า คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกที่ปกคลุมด้านตะวันออกของภาคเหนือตอนบนของประเทศไทยได้เคลื่อนเข้าสู่ประเทศลาว และประเทศเวียดนามตอนบนแล้ว ในขณะที่ลมตะวันตกและลมตะวันออกเฉียงใต้พัดเข้าหากันบริเวณภาคเหนือตอนบน ลักษณะเช่นนี้ทำให้ภาคเหนือตอนบนมีฝนฟ้าคะนองบางแห่ง ขอให้เกษตรกรยังคงเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

    ทั้งนี้ ขอให้ประชาชนติดตามประกาศจากกรมอุตุนิยมวิทยา และสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือที่ 0 2399 4012-13 และ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 17-23 มกราคม พ.ศ. 2565

    การคาดหมายลักษณะอากาศ
    ช่วงวันที่ 18-19 ม.ค. 2565 บริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นปกคลุมภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมีลมตะวันตกพัดปกคลุมบริเวณดังกล่าว ทําให้อุณหภูมิจะลดลง 1-3 องศาเซลเซียส โดยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีลมแรง ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก มีอากาศเย็นในตอนเช้ากับมีลมแรง

    ส่วนช่วงวันที่ 20-23 ม.ค. คลื่นกระแสลมฝ่ายตะวันตกเคลื่อนผ่านภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน และภาคกลางตอนบน ในขณะที่มีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนําความชื้นจากอ่าวไทยและทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ภาคกลางตอนล่างภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบกับบริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนและทะเลจีนใต้จะมีกําลังอ่อนลง ลักษณะเชนนี้ทําให้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีฝนฟ้าคะนองกับมีลมกระโชกแรงบางแห่งสําหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือกําลังอ่อนพัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้ตลอดช่วง ทําให้มีฝนเล็กน้อยบางแห่ง ส่วนมากทางตอนล่างของภาค รวมทั้งทําให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีกําลังอ่อนลง

    คําเตือน สัปดาห์นี้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นถึงหนาว เกษตรกรควรดูแลรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย
    คําแนะนําสําหรับการเกษตร อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://www.tmd.go.th/programs/uploads/Tmddocuments/agromet-1675.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังเพลี้ยแป้งในลำไย

    สภาพอากาศในช่วงนี้เตือนผู้ปลูกลำไยในระยะติดผลรับมือเพลี้ยแป้ง การรับมือและข้อปฏิบัติในการดูแลทำได้ดังนี้
    - ทำการระบายน้ำออกจากโคนต้นโดยเร็ว
    - หลีกเลี่ยงการกระทำที่อาจทำให้รากหรือลำต้นเกิดแผล ซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ง่ายขึ้น
    - เมื่อน้ำลดแต่ดินยังเปียกหรือหมาด ไม่ควรเดินย่ำ ควรรอให้หน้าดินแห้งก่อน
    - เมื่อดินแห้งควรปรับโครงสร้างของดินให้โปร่งโดยการใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก ในพื้นที่ที่มีปัญหาของโรครากและโคนเน่าที่เกิดจากเชื้อรา หลังน้ำลดแล้วหากพืชยังมีชีวิตอยู่ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำ

    แนวทางป้องกันกำจัด
    - หมั่นสำรวจแปลงทุกสัปดาห์ หากพบไม่มากให้ตัดส่วนที่พบไปเผาทำลาย
    - พ่นสารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ
    คาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือปิโตรเลียม
    สเปรย์ออยล์ 83.9 % อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยเลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง และควรพ่นสารติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 17 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    เตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 12 – 25 มกราคม 2565
    อากาศเย็นและมีความชื้นสูงในตอนกลางคืนและเช้า อากาศร้อนในตอนกลางวัน เกษตรกรควรเฝ้าระวัง
     1. เกษตรกรผู้ปลูกพริก ควรเฝ้าระวังแมลงวันทองพริก พบการระบาดในระยะเก็บเกี่ยว เพลี้ยไฟพริก และ ไรขาวพริก พบการระบาดในทุกระยะการเจริญเติบโต
     2. เกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตง (เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ) ควรเฝ้าระวังโรคราน้ำค้าง (เชื้อรา Pseudoperonospora cubensis) พบการระบาดในทุกระยะการเจริญเติบโต
     3. เกษตรกรผู้ปลูกมะขาม ควรเฝ้าระวัง หนอนเจาะฝัก พบการระบาดในระยะการพัฒนาผล
     4. เกษตรกรผู้ปลูกมะม่วง ควรเฝ้าระวัง โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium mangiferae) พบการระบาดในระยะออกดอก - ติดผลอ่อน
     5. เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบ ควรเฝ้าระวัง โรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium sp.) พบการระบาดในทุกระยะการเจริญเติบโต
     6. เกษตรกรผู้ปลูกถั่วเขียว ควรเฝ้าระวัง หนอนกระทู้ผัก และหนอนม้วนใบ พบการระบาดในระยะเจริญเติบโตทางด้านลำต้น
     7. เกษตรกรผู้ปลูกอ้อย ควรเฝ้าระวัง ด้วงหนวดยาวอ้อย พบการระบาดในระยะอ้อยปลูกใหม่ และระยะอ้อยแตกกอ
     
    แนวทางป้องกันกำจัด อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://at.doa.go.th/ew/backoffice/upload/293jan652.pdf

    อ่านต่อ
    วันที่ 13 มกราคม 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคสัตว์
    เตือนเกษตรกร สังเกตกุ้งแวนนาไม เฝ้าระวัง...โรคขี้ขาว

    ด้วยสภาพอากาศประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงอย่างฉับพลัน บางพื้นที่อากาศหนาวในตอนเช้า ร้อนในตอนกลางวัน บางพื้นที่มีฝนตกชุก ส่งผลกระทบต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยเฉพาะกุ้งขาวแวนนาไม ที่มักจะพบอาการขี้ขาวในบ่อดินระบบเปิดที่มีการเลี้ยงอย่างหนาแน่น เปลี่ยนถ่ายน้ำน้อย

    นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง แนะให้เกษตรกรสังเกตอาการขี้ขาวได้จากตัวของกุ้งแวนนาไม ในส่วนของลำไส้จะมีสีขาวหรืออาหารไม่เต็มลำไส้ และพบขี้ขาวลอยอยู่บนผิวน้ำจำนวนมาก กุ้งกินอาหารน้อยลง เปลือกบาง โตช้า ขนาดตัวเริ่มแตกต่าง และจะทยอยตายลงเรื่อยๆ เป็นอาการที่สามารถพบได้ช่วงอายุตั้งแต่ 1 เดือนไปจนกระทั่งใกล้จับขาย

    “ระยะนี้จึงขอให้ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งขาวแวนนาไมเฝ้าระวัง ป้องกันและรักษาอาการขี้ขาว การเตรียมบ่อ ควรมีการกำจัดเลน และตากบ่อ ฆ่าเชื้อ เตรียมน้ำใช้ที่ดี รวมถึงปล่อยกุ้งในปริมาณที่เหมาะสม หมั่นตรวจสุขภาพกุ้งอยู่เสมอ หากพบอาการผิดปกติ ให้รีบหาสาเหตุและแก้ไขตามสาเหตุที่พบทันที ควบคุมคุณภาพและให้อาหารในปริมาณที่เหมาะสม หากพบกุ้งกินอาหารน้อยลง ให้ลดปริมาณอาหาร หรือสับเปลี่ยนยี่ห้ออาหารบ้าง ควบคู่ไปกับการควบคุมคุณภาพน้ำให้เหมาะสม เช่น ลดปริมาณแอมโมเนีย ไนไตรต์ ควบคุมปริมาณแพลงก์ตอน ด้วยการเปลี่ยนถ่ายน้ำ เพิ่มการให้อากาศ ลดปริมาณสารอินทรีย์ในบ่อ โดยเติมเชื้อจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการบำบัดคุณภาพน้ำ”

    รองอธิบดีกรมประมงแนะอีกว่า ตลอดเวลาของการเลี้ยงควรมีการตรวจสอบปริมาณแบคทีเรียในน้ำ หากพบว่ามีปริมาณมากกว่าค่ามาตรฐาน ให้ใช้สารฆ่าเชื้อ เช่น โพวิโดน ไอโอดีน เป็นต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อแบคทีเรียในน้ำ รวมทั้งใช้สมุนไพรในการลดการติดเชื้อและการอักเสบของลำไส้ อย่างข่า ขมิ้นชัน กล้วย กระเทียม บดผสมลงไปในอาหารให้กุ้งกิน

    “ที่สำคัญไม่ควรใช้ยาที่ผิดวัตถุประสงค์ อย่างยาม่วง หรือ เยนเชียนไวโอเลต หรือ คริสตัลไวโอเลต ที่ใช้รักษาโรคในคน แม้จะได้รับการขึ้นทะเบียนกับ อ.ย. ก็ตาม แต่การนำยาม่วงมาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำเพื่อการบริโภค โดยเฉพาะอาการขี้ขาวที่พบในกุ้งขาวนั้น ยังไม่มีงานวิจัยรองรับถึงประสิทธิภาพการรักษา เนื่องจากอาการขี้ขาวมีสาเหตุที่ซับซ้อน ยังไม่สามารถบ่งชี้ได้ชัดเจนว่ามีสาเหตุสำคัญจากอะไรกันแน่ จึงขอแจ้งเตือนให้เกษตรกรไม่ควรนำมายาม่วงมาใช้ในการรักษาโรคสัตว์น้ำที่นำมาบริโภค เพราะอาจจะส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค และการค้าสัตว์น้ำระหว่างประเทศได้”

    เกษตรกรสามารถขอรับคำปรึกษาและคำแนะนำได้ที่ สำนักงานประมงอำเภอ สำนักงานประมงจังหวัดทุกแห่งทั่วประเทศ หรือ โทร. 0 2562 0600-15 หากต้องการส่งสัตว์น้ำตรวจวินิจฉัยโรค ติดต่อสอบถามข้อมูลได้ที่ กองวิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ 0 2561 5412 หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาสุขภาพสัตว์น้ำ สงขลา 0 7433 5244-5 เว็บไซต์ https://www4.fisheries.go.th/local/index.php/main/personel/1272 หรือ Line ID : 443kvkee


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 ธันวาคม 2564
  • แจ้งเตือน
    การประมง/การเพาะเลี้ยง
    โรคสัตว์
    กรมประมงเตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคระบาดในช่วงฤดูหนาว

    นายเฉลิมชัย สุวรรณรักษ์ รองอธิบดีกรมประมง ให้คำแนะนำเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำ ด้วยขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูหนาว ทำให้สัตว์น้ำกินอาหารน้อยลง ภูมิต้านทานต่ำ สุขภาพอ่อนแอ เอื้อต่อการเกิดโรคระบาดได้ง่าย

    “เพื่อเป็นการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงและป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการควบคุมโรคระบาดในช่วงฤดูหนาว อย่าง โรคอียูเอส หรือ “โรคแผลเน่าเปื่อย” โรคตัวด่าง และโรคเคเอชวี เป็นต้น กรมประมงจึงขอให้เกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ปฏิบัติตามคำแนะนำ ดังนี้ ควรวางแผนระยะเวลาการเลี้ยงปลาให้อยู่ในช่วงที่เหมาะสม หรือควรงดเว้นการเลี้ยงปลาในช่วงฤดูหนาว ควรมีบ่อพักน้ำเพื่อใช้ในฟาร์มได้เพียงพอตลอดฤดูกาล โดย เฉพาะในช่วงฤดูหนาว”

    สำหรับชนิดของปลาที่จะนำมาเลี้ยงในฤดูหนาว รองอธิบดีกรมประมงบอกว่า ควรเลือกปลาที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคระบาดน้อย เช่น ปลานิล ปลาจีน และปลาไม่มีเกล็ด ที่สำคัญ ควรลดความหนาแน่นของปลาที่ปล่อยลงเลี้ยงและหมั่นเอาใจใส่ ตรวจสุขภาพปลาอย่างสม่ำเสมอ รวมทั้งควบคุมปริมาณการให้อาหารอย่างเหมาะสม ลดปริมาณอาหารที่จะให้ลง 10-15% เนื่องจากช่วงอุณหภูมิต่ำปลาจะกินอาหารน้อยลง ถ้าหากมีปริมาณอาหารเหลือจะสะสมตามพื้นบ่อ ส่งผลให้น้ำเน่าเสีย เกิดก๊าซพิษ และมีผลกระทบต่อสุขภาพปลา ทั้งนี้อาจมีการเสริมวิตามินซีในอาหาร 1-2% โดยน้ำหนัก จะช่วยเสริมสร้างความต้านทานโรคและลดความเครียดของปลาได้

    นายเฉลิมชัย แนะอีกว่า ในช่วงฤดูหนาวเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์น้ำต้องควบคุมคุณภาพน้ำในบ่อ โดยใช้ปูนขาวในอัตรา 60-100 กก.ต่อบ่อขนาด 1 ไร่ หรือนำเกลือแกง 100-150 กก.มาละลายน้ำสาดให้ทั่วบ่อ ขนาด 1 ไร่ หากพบมีปลาที่เลี้ยงป่วยหรือมีอาการผิดปกติ ควรแยกออกไปเลี้ยงและรักษาต่างหาก กรณีป่วยหนักอาจทำลายทิ้งเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคในวงกว้าง

    “หากเกิดกรณีปลาในแหล่งน้ำธรรมชาติมีความผิดปกติ ให้รีบปิดทางน้ำเข้าและหยุดการเติมน้ำจากธรรมชาติเข้ามาในบ่อทันที ถ้าไม่สามารถเปลี่ยนถ่ายน้ำในช่วงระหว่างการเลี้ยงได้ ให้ควบคุมปริมาณการให้อาหาร หากพบว่าน้ำในบ่อเริ่มเน่าเสีย โดยสังเกตว่ามีก๊าซผุดขึ้นมาจากพื้นบ่อ ให้ใช้เกลือสาดบริเวณนั้น 200-300 กก.ต่อบ่อขนาด 1 ไร่ หากพบปลาตายในบ่อเลี้ยงให้กำจัดโดยการฝังหรือเผา และเมื่ออากาศเริ่มเข้าสู่สภาวะที่เหมาะสม อุณหภูมิของน้ำสูงขึ้น พบว่าปลาในธรรมชาติเป็นปกติ ไม่มีอาการป่วย ควรเปลี่ยนถ่ายน้ำตามความเหมาะสมและให้อาหารปลาได้ตามปกติ”

    ทั้งนี้ เกษตรกรสามารถแจ้งหรือขอรับคำปรึกษาได้ที่ สำนักงานประมงจังหวัด หรือศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่ง/น้ำจืด ในพื้นที่ใกล้บ้าน หรือ โทร.0 2579 4122 Facebook Page : https://web.facebook.com/AAHRDD/ และ Line ID : 443KVKEE


    อ่านต่อ
    วันที่ 2 ธันวาคม 2564
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนเกษตรกรที่ปลูกสตรอว์เบอร์รี่ระวังโรคราแป้ง และโรคแอนแทรคโนส

    แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รี่ เนื่องจากในระยะนี้มีอากาศเย็น อุณหภูมิลดต่ำลงและช่วงเช้ามักมีน้ำค้าง จึงขอให้เฝ้าระวังการระบาดของ 2 โรค คือ โรคราแป้ง และโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอเบอร์รี่

    สำหรับโรคราแป้งจะพบเชื้อรามีลักษณะเป็นผงสีขาวคล้ายผงแป้งขึ้นกระจัดกระจายตามส่วนต่าง ๆ ของพืช เมื่ออาการรุนแรงจะทำให้เกิดแผลใต้ใบสตรอว์เบอร์รี่เปลี่ยนเป็นสีม่วง และใบบิดม้วนขึ้น ถ้าเป็นที่ผลจะทำให้ผลมีขนาดเล็กและสีไม่สม่ำเสมอกันต้องหมั่นดูแล หากพบโรคให้รีบเก็บใบหรือส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สารเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน

    ส่วนโรคแอนแทรคโนส มักพบอาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามตามความยาวสายไหล หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า สามารถพบอาการของโรคได้ที่ใบ ก้านใบ โคนต้นและรากได้อีกด้วย การป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช สารฟลูโอไพแรม+สารไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบ พ่นฝอย ควรให้แบบระบบน้ำหยด และหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอเบอร์รี่แล้ว ให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก และเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค


    อ่านต่อ
    วันที่ 2 ธันวาคม 2564
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    เตือนลานีญาแรงดับเบิล ฤทธิ์เร่งฝนกระหน่ำ

    ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายปลายฤดูฝนปีนี้ “ทั่วทุกภูมิภาค” คงมีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี จากผลพวง “ปรากฏการณ์ลานีญาดีดตัวกลับเพิ่มกำลังแรงขึ้นระลอกใหม่” ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาแล้วยังเจอ “อิทธิพลพายุเขตร้อน” เคลื่อนเข้ามาสลายตัวใกล้ หรือเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงด้วย

    “หลายพื้นที่ฝนตกหนักและหนักมากบางแห่ง” ที่เป็นไปตามคาดปีนี้ปริมาณฝนมามากกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาสาโทชาวบ้านเสียหายเดือดร้อน

    สิ่งน่ากังวลกว่านั้น คือ “เดือน ต.ค.นี้ที่เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวแต่สภาพอากาศกลับแปรปรวนจากลานีญาเร่งกำลังปรับเพิ่มขึ้นอีกนี้” ส่งผลให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้ง กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด

    รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร บอกว่า เดือน ก.ย.-กลางเดือน ต.ค. 2564 ปริมาณฝนจะมีมากกว่าปกติ เพราะอิทธิพลลานีญาแผลงฤทธิ์ปรับเร่งกำลังแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก

    สอดคล้องกับ International Research Institute for Climate Society ม.โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ผลเพิ่มเติมจากต้นเดือน ส.ค. “สภาพอากาศไทยปรับอยู่เฟสกลาง (ENSO–Neutral)” คงที่ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าลานีญากลับปรับตัวเพิ่มกำลังมากกว่าเดิมโอกาสเกิดขึ้น 70-80% ในเดือน ก.ย. 2564-เดือน ก.พ. 2565 กลายเป็น “ลานีญาดับเบิลรอบสอง” ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวมากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้ไปถึงกลางเดือน ต.ค. ดังนั้น หลายพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ “เขื่อนหลักภาคเหนือ” ก็มีแนวโน้มรับน้ำเพิ่มอีก

    แต่หลังเดือน ต.ค.ไปแล้ว “ปริมาณฝนจะลดลง” โดยเฉพาะเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ต้องเตรียมรับสถานการณ์น้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่วน “ภาคเหนือตอนบน” มีแนวโน้มเผชิญ “อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปกติ” ที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 2564 ลากยาวไปถึง มี.ค. 2565

    บ่งชี้ปีนี้อากาศไม่น่าหนาวกว่าค่าปกติ ส่งสัญญาณฝุ่นพิษ PM 2.5 จะรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว...ส่วน “ภาคใต้” ตั้งแต่เดือน ต.ค.ของทุกปีเป็น “ช่วงฤดูฝนอยู่แล้วแต่ต้องมาเจอลานีญาดับเบิล” สิ่งนี้ก็น่าจะทำให้ฝนตกชุกหนาแน่นหลายพื้นที่ และหนักมากกว่าปกติบางแห่ง มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

    “สิ่งที่เราพูดกันนี้นับเป็นปรากฏการณ์ไม่ปกติที่เกิดจากปัจจัยลานีญาแผ่อิทธิพลเกื้อหนุนให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ท่วมเดิมซ้ำซากแล้วยังจะขยายไปพื้นที่ที่ไม่เคยมีน้ำท่วมอีก เหตุนี้จำเป็นต้องระวังเตรียมตัวกันด้วย”

    โชคดีว่า “แม้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาดับเบิล” ถ้าพูดถึงสถานการณ์ความรุนแรงระดับปริมาณน้ำท่วมแต่ละพื้นที่ไม่น่าต่างจากปีที่แล้วนัก เพราะตามที่ดู “กำลังลานีญา” ยังคงอยู่ระดับเฟสปานกลางมาตลอด รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า แต่สิ่งที่ต้องระวังน่าจะเป็นเรื่อง “ขยายพื้นที่เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม” โดยเฉพาะในจังหวัดเสี่ยงเกิดน้ำท่วมสูงต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด อีสานตอนบน เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ตาก ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ตราด และภาคกลาง

    ประเด็นนี้มีสาเหตุจาก “ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นตัวกระตุ้นหย่อมความกดอากาศต่ำ ยกระดับความรุนแรงให้ปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พืชผลการเกษตร อันเป็นผลกระทบใกล้ตัวผู้คนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีพายุเกิดขึ้นก็สร้างความเสียหายได้แล้ว

    ตอกย้ำพยากรณ์อากาศในอนาคต “พายุเขตร้อน” มีโอกาสก่อตัว เคลื่อนเข้าในไทยน้อยลง แต่ที่ผ่านมาแต่ละครั้งมักมีระดับความรุนแรงทวีคูณ สร้างความเสียหายระดับสูงมาก ถัดมา...“สภาพอากาศปี 2565” เท่าที่ติดตาม “ลานีญารอบ 2” จะลากยาวถึงเดือน ก.พ.แล้วจะลดกำลังลงมาอยู่ “เฟสกลาง” นับเป็นเรื่องดีที่สภาพอากาศคงปกติ สิ่งนี้ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย

    ทั้งอิทธิพลนี้มีผลต่อ “โอกาสเกิดเอลนีโญก็น้อย” ถือเป็นเรื่องดี “เกษตรไทยพักเบรกภัยแล้ง” แต่ถ้าเกิดภัยแล้งจริงมักส่งผลกระทบน้อย เพราะสภาพพื้นดินคงความชุ่มชื้นรับน้ำสะสมมาอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งกังวลน่าจะอยู่ที่เดือน มี.ค.-เม.ย.2565 “บริเวณลุ่มเจ้าพระยา” จะมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พื้นที่นี้ต้องเจอ “ภัยแล้ง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องขาดแคลนน้ำปลูกข้าวนาปรังได้

    เหตุนี้ถ้า “เกษตรกร” ฝืนธรรมชาติยังมีการเพาะปลูกอยู่อีก “โอกาสเจ๊งมีสูง” เพราะภูมิประเทศบ้านเรามัก “เพาะปลูกแบบข้าวนาน้ำฝน” ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเป็นหลัก อีกทั้งช่วงหลังมานี้ “สภาพอากาศเปลี่ยนไปมากจนทำให้ฝนตกใต้เขื่อน” ไม่สามารถเก็บไว้ได้ต้องปล่อยลงทะเลเปล่าประโยชน์มหาศาล

    สาเหตุหลักมาจาก “ป่าไม้ถูกทำลาย” กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพ ธรรมชาติใกล้บริเวณเขื่อนไม่มีฉนวนพลังดึงดูดฝนตกลงหลังเขื่อนดังเคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นแม้ “ปะเทศไทย” สร้างเขื่อนเพิ่มมากเพียงใดก็ไม่สามารถมีน้ำเพียงพอต่อการกักเก็บได้ เพราะฝนไม่ตกลงเขื่อนจากป่าถูกทำลายนี้ โดยเฉพาะการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว จ.จันทบุรี แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมเขตอีอีซี ที่เป็นการรุกล้ำทำลายป่าต้นน้ำตามธรรมชาติอาจไม่มีฝนลงอ่างเหมือนเดิม

    ในช่วงโค้งสุดท้ายฤดูฝนนี้คงต้องลุ้นว่า “เดือน ก.ย.–ต.ค.2564 ฝนที่มากนี้จะมีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่ภาคเหนือมากหรือน้อยเพียงใด” หากได้น้ำมากเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็อุ่นใจได้ ฉะนั้น “การปลูกข้าวนาปรังมักใช้น้ำมาก” ต้องไม่ผูกอนาคตไว้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปไม่มีฝนตกต้องตรงตามฤดูกาลมาหลายปีนี้ จนทำให้ชาวนาเป็นกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมากมาย

    ปัจจัยสำคัญมาจาก “นโยบายรัฐบาล” มักให้การช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวที่รับความเสียหายแล้ว “ได้เงินเยียวยา” กลายเป็นความเคยชิน จนไม่พัฒนายกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกที่ดี ดังนั้น “ภาครัฐ” ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เน้นส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้แล้ว

    ด้วยการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยปรับ เช่น พื้นที่ใดขาดแคลนน้ำ “เกษตรกรฝืนปลูกข้าว” เกิดความเสียหายต้องไม่ได้รับการเยียวยา ยกเว้น “ผู้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย” ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วยังต้องส่งเสริมหาตลาดรองรับให้ด้วย แต่ที่ผ่านมา “นโยบายรัฐฉุดรั้งเกษตรกร” ไม่ปรับเปลี่ยนจนเป็นคอขวดอยู่

    สุดท้าย “เกษตรกร” ตกเป็นกลุ่มเปราะบางไม่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเพราะผลผลิตเสียหายก็ยังได้เงินชดเชยดังเดิม ทำให้การแก้ปัญหาไม่ยั่งยืนเสียงบประมาณมหาศาลไม่มีวันสิ้นสุด

    การเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีของนานาชาติ “ไทย” ถูกจัดว่าเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก มีโอกาสเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง วาตภัยรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น และมีขีดความสามารถรับมือภัยพิบัติอยู่ที่ 39 จาก 48 ประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยธรรมชาติมักเสียหายค่อนข้างรุนแรง

    เช่นนี้แล้ว “ไทย” ถือว่ามีความเปราะบางมากจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ตอนนี้เรามีโอกาส “ทุกภาคส่วนควรร่วมมือร่วมใจกัน” ระดมสรรพกําลังและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคตให้พร้อมดีกว่าพากันไปแก้ภายหลังอันเกิดความเสียหายแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียไปก็ได้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนแล้ว “หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชน” ต้องปรับตัวเตรียมรับมือกันให้ดีก่อนจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ


    อ่านต่อ
    วันที่ 30 กันยายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวัง "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) ระบาดกัดกินต้นข้าว
    "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) แมลงที่กำลังระบาดกัดกินข้าว และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาในตอนนี้
    ด้วงดำ เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญของการปลูกข้าว โดยวิธีหว่านข้าวแห้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี พบมี 2 ชนิดคือ ด้วงดำขนาดตัวใหญ่ Heteronychus lioderes และขนาดตัวเล็ก Alissonotum cribratellum โดยทั้ง 2 ชนิดชอบบินมาเล่นแสงไฟตามบ้านเกษตรกรช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และพฤศจิกายนถึงธันวาคม ชนิดที่พบทำลายข้าวในนาส่วนมากเป็นด้วงดำขนาดตัวใหญ่ เกษตรกรในพื้นที่ระบาดรู้จักในชื่อ ด้วงซัดดัม หรือด้วงซัดดำ  มักพบทำลายข้าวที่หว่านเร็วกว่าปรกติระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และมีฝนทิ้งช่วง 15-45 วันหลังข้าวงอก
    ด้วงดำเป็นแมลงศัตรูข้าวสำคัญของข้าวไร่และข้าวนาน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ นาข้าวที่พบระบาดรุนแรงจากการสำรวจเป็นพื้นที่ที่มีการหว่านข้าวแห้งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และหว่านข้าวเร็วกว่าฤดูปลูกปกติ โดยหว่านข้าวในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณด้วงดำที่พบมาเล่นแสงไฟในกับดักที่ติดตั้งไว้ 
    ลักษณะการทำลาย ของ ด้วงดำ H. lioderes จะกัดกินส่วนอ่อนของต้นข้าวที่ชิดติดกับรากข้าวแต่อยู่ในดิน ที่เรียกว่า Mesocotyl นอกจากต้นข้าวแล้วด้วงชนิดนี้ยังสามารถกัดกินวัชพืชพวกกก และวัชพืชในนาที่ขึ้นปะปนกับข้าวด้วย โดยลักษณะการทำลายจะเหมือนกับในข้าว ต้นข้าวที่ยังเล็กอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะเสียหายมากเนื่องจากต้นกล้าข้าวยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกด้วงชนิดนี้ทำลาย จะเหี่ยวและเแห้งตาย คล้ายอาการเพลี้ยไฟทำลายแต่การแพร่กระจายไม่เหมือน เมื่อถอนต้นข้าวขึ้นมารากข้าวจะหลุดทำให้เข้าใจว่าด้วงชนิดนี้ทำลายรากข้าวด้วย แต่ถ้าใช้วิธีขุดต้นข้าวที่แสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว จะพบว่ารากข้าวไม่ถูกกัดกินแต่อย่างไร ด้วงดำจะเคลื่อนย้ายทำลายข้าวต้นอื่น ๆ โดยการทำโพรงอยู่ใต้ดินในระดับใต้รากข้าว ทำให้เห็นรอยขุยดินเป็นแนว ส่วนใหญ่มักพบตัวเต็มวัยของด้วงดำชนิดนี้ 1 ตัวต่อจุดที่ขุดสำรวจ และพบไข่มีลักษณะกลมสีขาวขุ่นขนาดเท่าเม็ดสาคูขนาดเล็ก 5-6 ฟอง ลักษณะการแพร่กระจายไม่แน่นอน
    อาจเป็นรูปภาพของ กลางแจ้ง
    การป้องกันกำจัด
    1. ควรหว่านข้าวตามฤดูกาล (สิงหาคม) ไม่ควรหว่านช่วงระหว่างปลายเมษายนถึงต้นมิถุนายน เพื่อหลีกเลี่ยงตัวเต็มวัยของด้วงดำที่ฟักออกจากดักแด้ในดินหลังฝนแรกของฤดู
    2. ล่อและทำลายตัวเต็มวัยของด้วงดำ โดยใช้หลอดไฟชนิดแบล็กไลท์ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมใช้ล่อแมลงดานา
    3. สำรวจนาข้าวเมื่อพบตัวเต็มวัยด้วงดำในกับดักแสงไฟปริมาณมากกว่าปกติ
    4. หากพบระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วย เบตาไซฟลูทริน (Betacyfluthrin). สูตร : 2.5 % W/V EC และ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambda-cyhalothrin) 2.5% W/V EC เฉพาะบริเวณที่ข้าวแสดงอาการแห้ง และในนาข้าวมีความชื้น โดยฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    อ่านต่อ
    วันที่ 8 มิถุนายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    มวนมะเขือเทศ มวนที่สำคัญของไทยแต่แทบไม่มีคนรู้จัก
    มวนมะเขือเทศ (Tomato bugEngytatus tenuis (Reuter, 1895): Miridae เคยจัดอยู่ในสกุล Nesidiocornis, Cyrtopeltis เป็นแมลงที่รู้จักกันน้อยมากในประเทศไทย แต่เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญกำลังระบาดอยู่ที่ปากช่อง มีแต่รายงานไว้ในหนังสือมวนที่สำคัญของของประเทศไทย
    ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัยมีลำตัวยาว 3-4 มิลลิเมตร มีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน หัวโต ตาสีดำโต หนวดมีสีดำ โคนของปล้องแรกและโคนกับปลายป้องที่สอง ปล้องที่สาม และปล้องที่สี่สีน้ำตาลแก่ สันหลังอกปล้องแรกคอดตรงด้านหน้าเกือบกึ่งกลางเห็นได้ชัดเจน มีร่องตามยาว ตรงกลางสามเหลี่ยมสันหลังมีด้านทั้งสี่โค้งออกไปเล็กน้อย ปลายสีดำ ปีกมีขอบทางด้านข้างตรงปลายคอเรี่ยมมีจุดข้างละจุดแบะจุดดำเล็กๆอีกข้างละจุดตรงปลายคูเนียสซึ่งมีลักษณะยาวมากกว่ากว้าง แผ่นบางของปีกยื่นเลยลำตัวออกไป ด้านหลังมีขนละเอียดปกคลุม ขายาวปานกลาง ทิเบียมีโคนสีดำ
     
     
    เขตแพร่กระจาย ในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน รัสเซีย อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย พบทำลายมะเขือเทศที่ปากช่อง
    ชีวประวัติ มวนชนิดนี้วางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-10 ฟองตามใบ ยอดและผลของมะเขือเทศ ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 6-10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบ 5 ครั้งและเจริญเป็นตัวเต็มวัยในรยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ตลอดวงจรชีวิตใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน
     
     
    พืชอาหารและการทำลาย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ที่สำคัญคือยาสูลและมะเขือเทศ ทำให้ใบมีลักษณะเป็นจุดสีเหลืองหรือเป็นรูเล็กๆ ส่วนที่ชอบดูดกินมากที่สุดคือส่วนอ่อนของพืช เช่นยอดอ่อน ใบอ่อน ตาอ่อน โดยมากการทำลายจะรุนแรงเมื่อพืชยังเล็กอยู่ในขณะที่มีใบไม่เกิน 10 ใบ ทำให้ใบร่วง เฉาตาย พืชอาศัยอื่น เช่น ฟัก แฟง เช่นเดียวกับชนิด Engytatus modestus ซึ่งพบในอเมริกา
    การป้องกันกำจัด พ่นด้วยสารฆ่าแมลง เช่น คาร์บาริล ฟิโพรนิล หรืออิมิดาโคลพริด เป็นต้น
    *รูปโดย: Todsapon Tongla
    **เอกสารอ้างอิง: มวนที่สำคัญของของประเทศไทย สุธรรม อารีกุล, 2506
    หน้า 45-46 

    อ่านต่อ
    วันที่ 4 มิถุนายน 2564
แสดง 1 - 13 จาก 13
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู