แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 384
หน้า
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนไรแดงแอฟริกันระบาดในทุเรียน

    ช่วงอากาศเย็นตอนเช้า–กลางคืน โดยเฉพาะระยะทุเรียนออกดอก–ติดผล เสี่ยงการระบาดของไรแดงแอฟริกัน

    - ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณหน้าใบ ทำให้ใบซีด ไม่เขียวเป็นมัน มีคราบคล้ายผงฝุ่นสีขาว
    - หากระบาดรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ใบร่วง ชะงักการเจริญเติบโต กระทบการออกดอกและติดผล
    - มักพบหนาแน่นบริเวณทรงพุ่มด้านนอกที่โดนแดด ยอดพุ่ม ด้านเหนือลม ขอบแปลง และด้านติดถนน โดยเฉพาะช่วงแห้งแล้ง ลมแรง ฝนทิ้งช่วง

    แนวทางป้องกัน
    1. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ (เดือน ต.ค.–ม.ค.) ใช้แว่นขยาย 10 เท่าส่องหน้าใบ โดยเฉพาะช่วงลมแรง/ฝนทิ้งช่วง
    2. เมื่อพบระบาด ใช้สารป้องกันกำจัดไรตามคำแนะนำ เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มล./น้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 2% EC อัตรา 40 มล./น้ำ 20 ลิตร พ่นทั้งต้น เน้นบริเวณยอด และพ่นซ้ำตามความจำเป็น

    ข้อควรระวัง ไม่ควรใช้สารชนิดเดิมซ้ำต่อเนื่อง ควรสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และใช้เมื่อจำเป็นเท่านั้น


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนกินใต้ผิวเปลือกในลองกอง
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนถึงร้อนจัดกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน มีฝนตกและลมแรงในบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกลองกอง ในระยะ ระยะติดผลอ่อน รับมือหนอนกินใต้ผิวเปลือก หนอนกัดกินทำลายอยู่ใต้ผิวเปลือก ลึกระหว่าง 2 - 8 มิลลิเมตร ตามกิ่งและลำต้น ทำให้ต้นเป็นปุ่มปม เมื่อหนอนระบาดมาก จะทำให้กิ่งแห้งและตาย ถ้าหนอนกัดกินตาดอกจะทำให้ตาดอกถูกทำลายและผลผลิตลดลง
     
    แนวทางป้องกันกำจัด ใช้ไส้เดือนฝอย (Steinernema carpocapsae) อัตรา 50 ล้านตัวต่อน้ำ 20 ลิตร 1 ต้น ใช้น้ำ 2-3 ลิตร พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 15 วัน ควรพ่นไส้เดือนฝอยในตอนเย็น (หลังเวลา 17.00 น.) เพื่อหลีกเลี่ยงแสงอาทิตย์ ในกรณีมีอากาศแห้งแล้ง ควรพ่นน้ำเปล่าให้ความชุ่มชื้นก่อนพ่นไส้เดือนฝอย

    อ่านต่อ
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ระวังเพลี้ยไฟพริกในทุเรียน
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ (ภาคใต้) เตือนผู้ปลูกทุเรียน ในระยะ พัฒนาผล เตรียมต้น (ระยะการเจริญทางใบ) รับมือเพลี้ยไฟพริกทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยและดูดกินน้ำเลี้ยงส่วนอ่อนต่าง ๆ ของพืช มีผลทำให้ใบอ่อนหรือยอดอ่อนชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น ใบโค้ง แห้งหงิกงอ และไหม้ การทำลายในช่วงดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกและก้านดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแคระแกร็น และร่วงได้ และในช่วงผลอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หนามเป็นแผลและเกิดอาการปลายหนามแห้ง ผลไม่สมบูรณ์และแคระแกร็น เพลี้ยไฟจะระบาดรุนแรงในช่วงแล้ง ระหว่างเดือนธันวาคม – พฤษภาคม ซึ่งตรงกับระยะที่ต้นทุเรียนออกดอกติดผล เพลี้ยไฟมีอาหารอย่างอุดมสมบูรณ์ สามารถเพิ่มปริมาณได้มาก
    แนวทางป้องกัน
    1. สำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟในระยะแตกใบอ่อน ดอก และผลอ่อน หากพบเพลี้ยไฟระบาดเล็กน้อยให้ตัดส่วนที่ถูกทำลายทิ้ง
    2. เมื่อพบเพลี้ยไฟระบาดรุนแรง ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบเพลี้ยไฟเฉลี่ยมากกว่า 1 ตัวต่อยอด ช่อ หรือผล และไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งซ้ำติดต่อกันหลายครั้ง เพราะทำให้เพลี้ยไฟสร้างความต้านทานได้

    อ่านต่อ
    วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังแมลงค่อมทองในพืชตระกูลส้ม
     
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น เตือนผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม (เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน) ในระยะ แตกใบอ่อน รับมือแมลงค่อมทอง กัดกินใบอ่อนและยอดอ่อนหากทำลายมากจะกินใบอ่อนจนเหลือแต่ก้านใบ
    แนวทางป้องกัน
    1. เขย่าต้นหรือกิ่งและเก็บตัวแมลงไปทำลาย
    2.ป้องกันกำจัดโดยพ่นสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

    อ่านต่อ
    วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    🚩 ประกาศเตือน! ชาวไร่อ้อยระวังหนอนกอบุกช่วงอากาศร้อน

    อากาศร้อนช่วงนี้ อ้อยระยะ "แตกกอ" เสี่ยงถูกหนอนกอ 3 ชนิด (ลายจุดเล็ก, สีขาว, สีชมพู) เข้าทำลาย จนยอดแห้งตาย แตกยอดพุ่ม และทำให้ผลผลิตลดลงถึง 5-40%

    🔍 วิธีสังเกตอาการ
    - ยอดแห้งตาย หนอนเจาะโคนหรือยอดเข้าไปกัดกินจุดเจริญเติบโต
    - ใบหงิกงอ/รูพรุน พบรอยเจาะใบยอดที่ยังม้วนอยู่
    - แตกยอดพุ่ม เมื่อลำต้นถูกทำลาย อ้อยจะแตกตาข้างแทน ทำให้เสียคุณภาพ

    5 แนวทางป้องกัน
    1. ให้น้ำช่วย: ในเขตชลประทาน ควรให้น้ำสม่ำเสมอเพื่อให้อ้อยแตกหน่อใหม่ชดเชย
    2. ใช้แตนเบียนไข่: ปล่อย ไตรโครแกรมมา 30,000 ตัว/ไร่ (2-3 ครั้ง) เมื่อพบกลุ่มไข่หนอน
    3. ใช้แมลงหางหนีบ: ปล่อย 500 ตัว/ไร่ กระจายให้ชิดกอ (ห้ามปล่อยพร้อมแตนเบียนเพราะจะกินกันเอง)
    4. สารเคมีระยะเริ่มระบาด: หากยอดเหี่ยวถึง 10% ให้พ่น เดลทาเมทริน 3% EC ทุก 14 วัน
    5. สารเคมีระยะระบาดหนัก: หากยอดเหี่ยวเกิน 10% ให้เลือกใช้ อินดอกซาคาร์บ, คลอแรนทรานิลิโพรล หรือ ลูเฟนนูรอน ตามอัตราที่กำหนด

    ⚠️ ข้อควรระวัง: หากเลือกใช้วิธีปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ (แตนเบียน/แมลงหางหนีบ) ควรหลีกเลี่ยงการพ่นสารเคมี เพื่อรักษาตัวห้ำตัวเบียนให้ช่วยคุมแปลงนานๆ ครับ


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    🚨 แจ้งเตือนภัยทางการเกษตร ระวังเพลี้ยแป้งระบาดในสวนฝรั่ง

    📍 ช่วงเฝ้าระวัง: อากาศเย็น มีหมอกในตอนเช้า
    📍 ระยะเสี่ยง: ทุกระยะการเจริญเติบโตของฝรั่ง

    🔎 ลักษณะการเข้าทำลาย
    - เพลี้ยแป้งทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย ดูดกินน้ำเลี้ยงจากกิ่ง ช่อดอก ผลอ่อน และผลแก่
    - มีมดเป็นพาหะช่วยพาไปตามส่วนต่าง ๆ ของพืช
    - ทำให้ต้นแคระแกร็น ชะงักการเจริญเติบโต หากระบาดรุนแรง อาจกระทบคุณภาพและปริมาณผลผลิต

    ⚠ ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
    ✔ สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
    ✔ ตรวจบริเวณยอดอ่อน ซอกกิ่ง ใต้ใบ และผล

    ✅ แนวทางป้องกันกำจัด
    - กรณีพบระบาดเล็กน้อย ตัดส่วนของพืชที่พบเพลี้ยแป้งไปทำลายนอกแปลง
    - กรณีพบการระบาดมาก สามารถเลือกใช้สารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
    อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 2–5 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    ไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 20 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    ไทอะมีทอกแซม 25% WG อัตรา 2 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    ไวต์ออยล์ 67% EC อัตรา 100 มล./น้ำ 20 ลิตร
    📌 ควรพ่นติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน
    📌 ใช้สารตามคำแนะนำบนฉลาก และสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา

    📢 ขอให้เกษตรกรติดตามสถานการณ์ศัตรูพืชในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง
    การควบคุมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยลดความเสียหายและรักษาคุณภาพผลผลิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ


    อ่านต่อ
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    โรคหัวเน่าหรือโรคราเมล็ดผักกาดของมันสำปะหลัง
    สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Sclerotium sp. เชื้อสาเหตุเป็นเชื้อราอาศัยอยู่ในดิน เข้ามักพบเข้าทำลายร่วมกับโรคโคนเน่าหัวเน่าจากเชื้อรา Phytophthora ทำให้ต้นเโคนเน่า ใบเหลือง เหี่ยว ยืนต้นตาย และหัวเน่าเสียหาย
    การป้องกันแก้ไข
    - หมั่นสํารวจตรวจถ้าพบต้นแสดงอาการเป็นโรคให้รีบถอนทิ้ง อย่าปล่อยให้เชื้อสร้างเม็ด sclerotia
    - การควบคุมโดยชีววิธี เช่น ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา แอสเพอร์เรียลลัม หรือ บาซิลลัส ซับทิลิส มาราดในบริเวณที่พบอาการโรค
    - การพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์บ๊อกซิน (carboxin) อีไตรไดอะโซล (etridiazole) เป็นต้น
    - การไถดินตากแดดหลายครั้งก่อนปลูก

    อ่านต่อ
    วันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    ⚠️ เตือนเกษตรกรสวนองุ่น ระวัง “เพลี้ยไฟ–โรคราน้ำค้าง” ระบาดช่วงอากาศชื้นสลับร้อน
    1) เพลี้ยไฟ บุกช่วงออกดอก–ติดผล

    ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงที่ *ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล เกิดแผลสีน้ำตาลใกล้ขั้วช่อ ดอก ใบ และผล เกิดสะเก็ดแผลตามช่อผล เมื่อผลโต แผลแตก เป็นช่องให้โรคอื่นเข้าทำลายซ้ำ ช่อหรือยอดที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น มักพบมากบริเวณใต้ลม และขอบแปลง
    📌 หลีกเลี่ยงปลูกใกล้สวนมะม่วง เพราะเพลี้ยไฟปลิวตามลมได้ง่าย

    ✅ แนวทางป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ
    1. ตัดแต่งกิ่ง ยอดอ่อน ตายอด และตาข้างอย่างสม่ำเสมอ
    2. สำรวจแปลงบ่อยช่วงออกดอก หากพบระบาด พ่นสารฆ่าแมลง เช่น
    ฟิโพรนิล 5% SC** อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
    อิมิดาโคลพริด 10% SL** อัตรา 10 มล./น้ำ 20 ลิตร
    👉 ควบคุมได้นานประมาณ 5 วัน
    👉 พ่นเฉพาะจุดที่พบ เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

    2) โรคราน้ำค้าง ระบาดดีในสภาพความชื้นสูง

    อาการบนใบ - แผลสีเหลืองอ่อน ตอนเช้าใต้ใบพบเชื้อราสีขาวฟู ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ใบเหลือง แห้ง ร่วง
    อาการที่ยอด เถาอ่อน มือเกาะ - พบเชื้อราสีขาว ยอดหดสั้น เถาและมือเกาะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้ง
    อาการที่ช่อดอกและผลอ่อน - เชื้อราสีขาวขึ้น ดอกร่วง ช่อดอกเน่า ผลอ่อนร่วง

    ✅ แนวทางป้องกัน
    1. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ
    2. ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง อากาศถ่ายเทดี
    3. เก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกพื้นที่
    4. หลีกเลี่ยงตัดแต่งกิ่งช่วงอากาศชื้นจัดหรือฝนตกชุก
    5. ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไป เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ

    📢 ข้อควรเน้นย้ำ
    ✔ สำรวจแปลงอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1–2 ครั้ง
    ✔ ควบคุมตั้งแต่เริ่มพบอาการ จะลดความเสียหายได้มาก
    ✔ ใช้สารเคมีตามคำแนะนำบนฉลาก และสลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : โรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง



    ในช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่อง และมีอากาศเย็นในตอนเช้า สภาพแวดล้อมดังกล่าวเหมาะสมต่อการระบาดของโรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง จึงขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลแตงทุกระยะการเจริญเติบโต ให้เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

    สาเหตุจากเชื้อรา Pseudoperonospora cubensis

    🔎 พืชที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค
    แตงกวา แตงร้าน แตงโม แตงไทย เมล่อน แคนตาลูป ซูกินี ฟักทอง ฟักเขียว ฟักแม้ว มะระจีน และบวบ
    🔬 ลักษณะอาการของโรค
    - เริ่มพบอาการที่ใบล่างก่อน แล้วลุกลามขึ้นสู่ใบด้านบน
    - ใบมีแผลฉ่ำน้ำ รูปเหลี่ยมตามแนวเส้นใบ
    - แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และเมื่อความชื้นสูงจะพบขุยสีขาว–เทาใต้ใบ
    - แผลขยายเป็นสีน้ำตาลเข้มหรือเทาดำ
    - หากรุนแรง ใบเหลือง แห้งตายทั้งต้น
    - ส่งผลให้ติดผลน้อย ผลเล็ก คุณภาพลดลง
    - หากเกิดในระยะผลอ่อน อาจทำให้ผลลีบและบิดเบี้ยว

    🛡 แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ใช้เมล็ดพันธุ์คุณภาพดี ปราศจากโรค
    2. ก่อนปลูก แช่เมล็ดในน้ำอุ่น 50°C นาน 20–30 นาที หรือคลุกเมล็ดด้วยสารเมทาแลกซิล 35% DS อัตรา 7 กรัมต่อเมล็ด 1 กิโลกรัม
    3. หลีกเลี่ยงการปลูกระยะชิดเกินไป เพื่อลดความชื้นสะสม
    4. กำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพื่อให้อากาศถ่ายเท
    5. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบการระบาดให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำ พ่นให้ทั่วทั้งด้านบนและใต้ใบ ทุก 5–7 วัน
    * ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP
    * แมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม
    * ไซมอกซานิล + แมนโคเซบ
    * แมนโคเซบ + วาลิฟีนาเลท
    6. หลีกเลี่ยงการให้น้ำช่วงเย็นในแปลงที่เริ่มพบโรค
    7. หลังเก็บเกี่ยว ให้เก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลง และหมุนเวียนปลูกพืชชนิดอื่นแทน

    📌 ขอให้เกษตรกรเฝ้าระวังและจัดการแปลงปลูกอย่างใกล้ชิด เพื่อลดความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพสินค้า

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : ระวังโรคใบจุดในทุเรียน

    เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบจุด ซึ่งพบได้ทั่วไปในแปลงปลูก โดยเฉพาะในต้นทุเรียนระยะต้นเล็กและในแปลงเพาะชำ แม้โรคนี้มักไม่ก่อความเสียหายรุนแรงต่อต้นทุเรียนที่โตและให้ผลผลิตแล้ว แต่หากมีการสะสมของโรคต่อเนื่อง อาจส่งผลกระทบต่อผลผลิต และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคผลเน่าหลังการเก็บเกี่ยวได้

    🔎 ลักษณะอาการ
    1. เริ่มพบจุดขนาดเล็ก รูปร่างกลมหรือรี ขนาดประมาณ 1 มิลลิเมตร
    2. ลักษณะคล้ายหัวเข็มหมุด ตรงกลางสีขาวถึงน้ำตาล
    3. ขอบแผลมีสีเหลืองกระจายทั่วใบ หากอาการรุนแรง แผลขยายใหญ่ขึ้น ใบเหลืองทั่วทั้งใบ ส่งผลต่อประสิทธิภาพการสังเคราะห์แสง ทำให้ต้นอ่อนแอ เมื่อนำใบส่องใต้กล้อง จะพบจุดสีดำนูนกลมกระจายบริเวณเนื้อเยื่อสีน้ำตาล

    🛡 แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม
    2. หากพบใบที่เป็นโรค ให้ตัดออกและนำไปทำลายนอกแปลงทันที
    3. กรณีพบการระบาดรุนแรง ให้พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น เบโนมิล (Benomyl) คาร์เบนดาซิม (Carbendazim) โดยปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด

    📌 ขอให้เกษตรกรตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่มีความชื้นสูง เพื่อป้องกันการสะสมของโรคและลดผลกระทบต่อผลผลิตในระยะยาว


    อ่านต่อ
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️ ประกาศเตือนภัยทางการเกษตร : ระวังโรคราแป้งในถั่วลันเตา

    ช่วงนี้หลายพื้นที่มีสภาพอากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า อากาศร้อนในตอนกลางวัน ซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของ โรคราแป้ง สาเหตุจากเชื้อรา Oidium sp. เตือนเกษตรกรผู้ปลูกถั่วลันเตาทุกระยะการเจริญเติบโตให้เฝ้าระวังและตรวจแปลงอย่างใกล้ชิด

    🔎 ลักษณะอาการของโรค
    - พบได้ทุกส่วนของพืช เริ่มแสดงอาการที่ใบ โดยเฉพาะใบล่างของต้น
    - พบผงสีขาวคล้ายแป้ง กระจายเป็นหย่อม ๆ ทั้งด้านบนและใต้ใบ หากรุนแรง เชื้อราจะลุกลามทั่วต้น ทำให้ต้นดูขาวทั้งต้น ใบและส่วนต่าง ๆ บิดเบี้ยว ใบเหลือง ไหม้ และร่วงก่อนกำหนด
    - หากเกิดในระยะออกดอก จะทำให้ต้นแคระแกร็น ติดฝักน้อย ฝักบิดเบี้ยว เมล็ดลีบเล็ก คุณภาพลดลง

    🛡 แนวทางป้องกันและแก้ไข
    1. ไม่ปลูกพืชแน่นเกินไป และกำจัดวัชพืชสม่ำเสมอ เพื่อให้อากาศถ่ายเทดี
    2. ตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการ ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ซัลเฟอร์ 80% WP อัตรา 30–40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เฮกซะโคนาโซล 5% SC อัตรา 20–30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    พ่นทุก 5–7 วัน ตามคำแนะนำบนฉลาก
    ⚠️ ข้อควรระวัง ไม่ควรพ่นสารซัลเฟอร์ในสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เพราะอาจทำให้ใบไหม้ได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 11 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนภัย ระวังโรคเหี่ยวของสับปะรด🍍


    ลักษณะอาการ
    🍍ปลายใบแห้ง เป็นสีน้ำตาล หรือสีม่วงแดงลามจากปลายใบเข้าสู่เนื้อใบ ขอบใบลู่ หรือม้วนเข้าหาด้านใต้ใบ ต่อมาใบแห้งคล้ายขาดน้ำ
    🍍ระยะสุดท้ายใบจะแห้งเหี่ยวทั้งกอและรากสั้นแตกแขนงน้อย รากส่วนใหญ่เน่าแห้งตาย

    การแพร่ระบาด
    🍍การนำหน่อพันธุ์หรือจุกจากต้นที่เป็นโรคไปปลูก
    🍍เพลี้ยแป้งเป็นแมลงพาหะนำโรค มดเป็นตัวพาเพลี้ยแป้งให้แพร่กระจายจากที่หนึ่งไปยังอีกที่หนึ่ง

    การป้องกันการระบาดของโรค
    🍍ไม่มีสารเคมีชนิดใดที่ควบคุมกำจัดไวรัสหลังจากเข้าไปแพร่กระจายในต้นพืชได้

    การเตรียมแปลงและหน่อพันธุ์
    1. จัดสภาพแวดล้อมไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยของมดและเพลี้ยแป้ง
    2. การเตรียมดิน ควรไถพรวนดินหลาย ๆ ครั้ง ตากดินอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพื่อลดปริมาณเพลี้ยแป้งและศัตรูชนิดอื่นที่อยู่ในดิน
    3. ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาดปราศจากเพลี้ยแป้งและโรคเหี่ยว
    4. แช่หน่อพันธุ์ เพื่อกำจัดเพลี้ยแป้งที่ติดมากับหน่อพันธุ์ และสามารถป้องกันการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้งได้ประมาณ 1 เดือน ด้วยสารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

    ระหว่างปลูก
    1. สำรวจแปลงปลูกสับปะรดอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละครั้ง
    2. กำจัดต้นเป็นโรค เมื่อพบทันทีโดยการถอนไปทำลายนอกแปลง
    3. กำจัดเพลี้ยแป้งเฉพาะจุดที่พบ โดยใช้สารเคมี ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร

    หลังเก็บเกี่ยว
    🍍กำจัดตอเก่าและเศษซากพืชหลังเก็บเกี่ยวผลผลิต


    อ่านต่อ
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ⚠️ เทคโนโลยีสยบโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน

    เตือนเกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนให้เฝ้าระวังโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน ซึ่งเป็นโรคที่รุนแรงและสร้างความเสียหายสูงสุดในทุเรียน สามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของต้น ทำให้ต้นทรุดโทรม เจริญเติบโตผิดปกติ ผลผลิตลดลง และอาจทำให้ทุเรียนยืนต้นตาย โดยเฉพาะสวนที่มีสภาพดินชื้น น้ำท่วมขัง และระบบระบายน้ำไม่ดี

    🔍 แนวทางป้องกันและควบคุมโรคแบบผสมผสาน
    1️. การจัดการแปลงและสภาพแวดล้อม
    - วิเคราะห์พื้นที่ปลูกและปรับการเขตกรรมให้เหมาะสม
    - ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง แสงแดดส่องถึงพื้นดิน
    - ขุดร่องระบายน้ำ ไม่ให้น้ำท่วมขังบริเวณโคนต้น
    - วิเคราะห์ดินและปรับปรุงธาตุอาหารให้ต้นทุเรียนแข็งแรง
    - กรณีดินเป็นกรด แนะนำปรับปรุงด้วยปูนขาวตามค่าวิเคราะห์ดิน
    2️. การฟื้นฟูระบบรากและควบคุมเชื้อสาเหตุโรค
    กรณีพบอาการรากเน่าหรือเน่าคอดิน ราดสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม ตามอัตราที่ฉลากแนะนำ ให้ทั่วบริเวณโคนต้น
    หลังการราดสารอย่างน้อย 7 วัน ใช้สูตรผสมราดดิน ดังนี้
    - เชื้อราไตรโคเดอร์มา (เชื้อสด) 100 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    - กรดฮิวมิค 100 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
    - ปุ๋ยเกล็ดสูตร 15-30-15 หรือ 20-20-20 อัตรา 50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร
    - ราดให้ทั่วบริเวณรอบทรงพุ่มทุก 2 เดือน
    - รักษาแผลบริเวณโคนต้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันการเข้าทำลายซ้ำของเชื้อโรค
    3️. การเสริมภูมิคุ้มกันและป้องกันการระบาดสำหรับต้นที่โทรม
    - กระตุ้นภูมิคุ้มกันพืชด้วยสารฟอสฟอรัส แอซิด ตามอัตราที่แนะนำบนฉลาก
    - เพิ่มปริมาณจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในดิน เพื่อลดเชื้อราไฟทอปธอร่า
    - สำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการผิดปกติให้ดำเนินการควบคุมทันที

    การวิเคราะห์พื้นที่และการปรับสภาพแวดล้อมไม่ให้เหมาะต่อการเกิดโรค คือปัจจัยสำคัญที่สุดในการควบคุมโรครากเน่าโคนเน่าทุเรียน โดยการป้องกันก่อนเกิดโรคเป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืนที่สุด ขอให้เกษตรกรปฏิบัติตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด เพื่อรักษาสุขภาพต้นทุเรียนและคุณภาพผลผลิตอย่างยั่งยืน 

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ⚠️ แจ้งเตือนภัยการเกษตร ระวังการระบาดของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน

    ช่วงนี้สภาพอากาศแห้งแล้ง เอื้อต่อการระบาดของ เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน แจ้งเตือนผู้ปลูกทุเรียน โดยเฉพาะสวนที่อยู่ในระยะ ออกดอกและแตกใบอ่อน ให้เฝ้าระวังการเข้าทำลายของศัตรูพืชชนิดนี้อย่างใกล้ชิด

    ลักษณะการเข้าทำลายและอาการที่พบ
    - ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจาก ใบอ่อน
    - ใบอ่อนปรากฏ จุดสีเหลือง เจริญเติบโตช้า
    - เมื่อระบาดรุนแรง ใบจะ หงิกงอ บิดเบี้ยว
    - หากเข้าทำลายในระยะที่ใบยังไม่คลี่ จะทำให้ใบ แห้งและร่วง
    - ตัวอ่อนขับสารเหนียวสีขาวปกคลุมใบ เป็นสาเหตุให้เกิด เชื้อราดำ ตามมา ส่งผลกระทบต่อการสังเคราะห์แสงของพืช

    แนวทางป้องกันและแก้ไข
    1️⃣ การจัดการช่วงแตกใบอ่อน เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนจะเข้าทำลายเฉพาะใบอ่อนที่ยังไม่โตเต็มที่
    - ควรพ่นสารฆ่าแมลง เมื่อทุเรียนส่วนใหญ่ในสวนแตกใบอ่อนพร้อมกัน
    - ต้นที่แตกใบอ่อนไม่พร้อม ควรพ่นเฉพาะต้น
    แนวทางนี้ช่วยลดการใช้สารเคมี เปิดโอกาสให้ศัตรูธรรมชาติเข้าควบคุมเพลี้ย เป็นการอนุรักษ์ระบบนิเวศในสวนทุเรียน
    2️⃣ การบังคับให้แตกใบอ่อนพร้อมกัน สามารถกระตุ้นการแตกใบอ่อนโดยพ่นยูเรียสูตร 46-0-0 อัตรา 200 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร วิธีนี้ช่วยลดช่วงเวลาที่เพลี้ยไก่แจ้เข้าทำลาย และลดความจำเป็นในการใช้สารเคมี
    โดยปกติทุเรียนควรมีใบอ่อนที่สมบูรณ์ 2–3 ชุดต่อปี เพื่อให้ต้นแข็งแรงและพร้อมให้ผลผลิตที่มีคุณภาพ
    3️⃣ การใช้สารเคมีเมื่อระบาดรุนแรง ในกรณีพบการระบาดมาก สามารถใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพ ดังนี้
    - แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
    - คาร์บาริล 85% WP อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7–10 วัน ในช่วงระยะแตกใบอ่อน
    ⚠️ ควรใช้สารตามคำแนะนำอย่างเคร่งครัด และหลีกเลี่ยงการใช้ซ้ำต่อเนื่องเพื่อลดความเสี่ยงการดื้อยา

    📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
    - หมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงแตกใบอ่อน
    - ใช้การจัดการแบบผสมผสาน (IPM) ร่วมกับการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ
    - ปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยในการใช้สารเคมีทุกครั้ง


    อ่านต่อ
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคสัตว์
    เลี้ยงนกอย่างไรให้ปลอดภัย ทำความรู้จัก...โรคไข้นกแก้ว (Parrot Fever) และการป้องกันความเสี่ยงต่อสุขภาพ

    การเลี้ยงนกสวยงาม โดยเฉพาะนกแก้วและนกในกลุ่มนกปากขอ เป็นกิจกรรมที่ได้รับความนิยมอย่างมาก ทั้งในฐานะสัตว์เลี้ยงและงานอดิเรก อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ผู้เลี้ยงนกควรตระหนักคือ นกสามารถเป็นพาหะของโรคบางชนิดที่ติดต่อสู่คนได้ หากดูแลไม่ถูกสุขลักษณะ หนึ่งในโรคที่สำคัญคือ โรคไข้นกแก้ว (Parrot Fever หรือ Psittacosis)

    โรคไข้นกแก้ว คืออะไร
    โรคไข้นกแก้ว เป็นโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่พบได้ในนกหลายชนิด โดยเฉพาะนกแก้ว นกหงส์หยก นกค็อกคาเทล และนกเลี้ยงอื่น ๆ นกที่ติดเชื้ออาจไม่แสดงอาการป่วยชัดเจน แต่สามารถแพร่เชื้อออกมากับมูล น้ำมูก น้ำลาย หรือฝุ่นจากขนนกได้

    คนสามารถติดเชื้อได้จาก
    - การสูดดมฝุ่นจากมูลนกแห้ง
    - การทำความสะอาดกรงโดยไม่ป้องกัน
    - การสัมผัสนกใกล้ใบหน้า หรือจูบปากนก

    อาการที่อาจพบในคน ผู้ที่ติดเชื้ออาจมีอาการคล้ายไข้หวัดหรือปอดอักเสบ เช่น ไข้สูง หนาวสั่น ไอ เจ็บหน้าอก หายใจลำบาก ปวดศีรษะ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ในบางราย หากไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงได้ โดยเฉพาะผู้สูงอายุ เด็กเล็ก หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ

    การเลี้ยงนกไม่ใช่เรื่องอันตราย หากผู้เลี้ยงมีความรู้และปฏิบัติอย่างถูกต้อง โดยมีข้อแนะนำดังนี้
    2. ขณะทำความสะอาด ควรหลีกเลี่ยงการกวาดฝุ่นแห้ง และอาจสวมหน้ากากป้องกัน
    3. ล้างมือทุกครั้งหลังสัมผัสนกหรืออุปกรณ์
    4. ไม่ควรนำนกมาใกล้ใบหน้า ปาก หรือจมูก
    5. จัดสถานที่เลี้ยงให้มีการระบายอากาศที่ดี
    6. หากนกมีอาการผิดปกติ เช่น ซึม ไม่กินอาหาร ควรแยกและปรึกษาสัตวแพทย์

    เมื่อไรควรไปพบแพทย์ หากผู้เลี้ยงหรือคนในบ้านมีอาการไข้ ไอ หรือหายใจลำบาก และมีประวัติใกล้ชิดกับนก ควรแจ้งแพทย์ให้ทราบว่า มีการเลี้ยงนกหรือสัมผัสนกเป็นประจำ เพื่อช่วยในการวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้อง

    📌การเลี้ยงนกเป็นกิจกรรมที่สร้างความสุข แต่ควรควบคู่กับความรู้ด้านสุขอนามัยและความปลอดภัย ไข้จากนกเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ หากผู้เลี้ยงใส่ใจเรื่องความสะอาด การจัดการฟาร์มหรือกรงเลี้ยงที่เหมาะสม และเฝ้าระวังสุขภาพทั้งของนกและผู้เลี้ยงอยู่เสมอ

    เลี้ยงนกอย่างมีความรู้ = ปลอดภัยทั้งคนและสัตว์เลี้ยง

    รับชมการสัมภาษณ์ออกอากาศสด นายสัตวแพทย์เกษตร สุเตชะ จากศูนย์วิจัยและนวัตกรรมทางสัตวแพทย์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ประเด็น ต้องระวัง! เลี้ยงนกแก้วเสี่ยงติดโรคไข้นกแก้ว (Psittacosis หรือ Parrot fever) รับชมได้ทาง https://www.youtube.com/watch?v=8UXKT46sO2o


    อ่านต่อ
    วันที่ 29 มกราคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    ระวังโรคและแมลงศัตรูพืชในกุหลาบ ช่วงระยะออกดอก

    กุหลาบเป็นไม้ดอกเศรษฐกิจที่มีความสวยงามและสร้างมูลค่าทางการตลาดสูง อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่กุหลาบอยู่ในระยะออกดอก มักเป็นช่วงที่เสี่ยงต่อการเข้าทำลายของโรคและแมลงศัตรูพืช ซึ่งหากไม่ได้รับการจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพดอก รูปร่าง และผลผลิตโดยรวม โรคและแมลงศัตรูที่สำคัญในระยะนี้ ได้แก่ โรคราแป้ง และ หนอนเจาะสมอฝ้าย

    โรคราแป้งเป็นโรคที่พบได้บ่อยในแปลงปลูกกุหลาบ โดยเฉพาะในสภาพอากาศที่มีความชื้นสูง อาการเริ่มแรกจะพบแผลจุดสีแดงบนผิวใบ จากนั้นจะปรากฏผงสีขาวคล้ายแป้งเป็นหย่อม ๆ ทั้งด้านบนและใต้ใบ เมื่อการระบาดรุนแรง เชื้อราจะลุกลามไปยังใบอ่อน ก้านใบ กิ่ง ก้านดอก ดอก และลำต้น ทำให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชบิดเบี้ยว เสียรูปทรง ใบจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง สีน้ำตาล แห้งกรอบ และร่วงในที่สุด ส่งผลให้ต้นกุหลาบอ่อนแอและคุณภาพดอกลดลงอย่างชัดเจน

    การป้องกันและลดการระบาดของโรคราแป้งควรเริ่มจากการจัดการแปลงปลูกอย่างเหมาะสม เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลายนอกพื้นที่ปลูก เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อราและลดความชื้นในแปลง ซึ่งจะช่วยทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการแพร่ระบาดของโรค ในกรณีที่เริ่มพบการระบาด สามารถใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืชตามคำแนะนำและอัตราที่เหมาะสม โดยควรหลีกเลี่ยงการใช้สารกลุ่มซัลเฟอร์ เนื่องจากอาจทำให้กุหลาบเกิดอาการใบไหม้และกระทบต่อคุณภาพพืชได้

    นอกจากโรคแล้ว แมลงศัตรูพืชที่สำคัญในกุหลาบอีกชนิดหนึ่งคือ หนอนเจาะสมอฝ้าย ซึ่งมักเข้าทำลายโดยการเจาะเข้าไปกัดกินภายในดอก ทำให้ดอกกุหลาบเสียรูป ไม่สมบูรณ์ และไม่สามารถจำหน่ายได้ การจัดการหนอนชนิดนี้ควรเน้นการควบคุมตั้งแต่ระยะเริ่มต้น โดยใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis ซึ่งเป็นวิธีชีวภาพที่ปลอดภัยต่อผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม หากพบการระบาดรุนแรง อาจจำเป็นต้องใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพตามคำแนะนำ พร้อมทั้งควรสลับกลุ่มสารเพื่อป้องกันการดื้อยา

    การเฝ้าระวัง ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้วิธีป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างเหมาะสมตามหลักวิชาการเกษตร จะช่วยให้กุหลาบเจริญเติบโตแข็งแรง ให้ดอกสวย มีคุณภาพ และลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจของเกษตรกรได้อย่างยั่งยืน


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มกราคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนผู้ปลูกมะพร้าว เฝ้าระวังหนอนหัวดำมะพร้าวในช่วงอากาศชื้น

    ในช่วงที่สภาพอากาศมีเมฆมากและมีฝนตกในบางพื้นที่ เป็นสภาวะที่เอื้อต่อการระบาดของหนอนหัวดำมะพร้าว ศัตรูพืชสำคัญของมะพร้าว ซึ่งสามารถเข้าทำลายได้ทั้งในระยะที่มะพร้าวยังไม่ให้ผลผลิตและระยะที่ให้ผลผลิตแล้ว หากไม่มีการเฝ้าระวังและจัดการอย่างเหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อความสมบูรณ์ของต้นและผลผลิตในระยะยาว

    หนอนหัวดำมะพร้าวจะเข้าทำลายโดยแทะกินผิวใบมะพร้าวบริเวณใต้ทางใบ จากนั้นจะถักใยผสมกับมูลที่ถ่ายออกมาสร้างเป็นอุโมงค์ยาวคลุมลำตัวตามแนวใบ หนอนจะอาศัยอยู่ภายในอุโมงค์ดังกล่าวและกัดกินผิวใบอย่างต่อเนื่อง โดยทั่วไปมักเริ่มทำลายใบแก่ก่อน หากการระบาดรุนแรง หนอนสามารถลุกลามไปทำลายก้านทางใบ จั่น และผลมะพร้าวได้

    ในกรณีที่มีการเข้าทำลายหลายทางใบ หนอนจะถักใยดึงใบมะพร้าวมาเรียงติดกันเป็นแพ เมื่อหนอนโตเต็มที่แล้วจะถักใยหุ้มลำตัวเพื่อเข้าดักแด้ภายในอุโมงค์ ดักแด้มีสีน้ำตาลเข้ม โดยดักแด้เพศผู้จะมีขนาดเล็กกว่าเพศเมียเล็กน้อย ผีเสื้อที่ผสมพันธุ์แล้วจะวางไข่บนเส้นใยหรือซากใบที่ถูกทำลาย ตัวหนอนที่ฟักออกจากไข่มักอาศัยรวมกันเป็นกลุ่มในช่วง 1–2 วันแรก ก่อนจะเริ่มกัดกินใบ ทำให้มักพบหนอนหลายขนาดอยู่บนใบเดียวกัน หากการทำลายรุนแรงและต่อเนื่อง อาจทำให้ต้นมะพร้าวทรุดโทรมหรือยืนต้นตายในที่สุด

    แนวทางการป้องกันและกำจัดหนอนหัวดำมะพร้าว
    1. วิธีเขตกรรมและวิธีกล
    ควรตัดใบมะพร้าวที่พบการเข้าทำลายของหนอนหัวดำมะพร้าวและนำไปเผาทำลายนอกแปลงทันที เพื่อลดแหล่งสะสมของศัตรูพืช รวมทั้งหลีกเลี่ยงการเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มจากพื้นที่ที่มีการระบาด
    2. การใช้ชีววิธี
    แนะนำการใช้แตนเบียนที่จำเพาะต่อหนอนหัวดำมะพร้าว เช่น แตนเบียนโกนีโอซัส นีแฟนติดิส (Goniozus nephantidis) โดยปล่อยในช่วงเย็นหรือพลบค่ำ อัตรา 200 ตัวต่อไร่ต่อครั้ง ให้กระจายทั่วแปลง เดือนละครั้ง หากสามารถปล่อยในปริมาณมาก จะช่วยให้ควบคุมการระบาดได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
    3. การใช้สารเคมี
    กรณีมะพร้าวต้นสูงมากกว่า 12 เมตร สามารถใช้สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี ฉีดเข้าลำต้นตามวิธีและอัตราที่กำหนด วิธีนี้ให้ผลควบคุมได้นานกว่า 3 เดือน และสามารถช่วยป้องกันศัตรูมะพร้าวชนิดอื่นได้ด้วย
    ข้อควรระวัง ไม่แนะนำให้ใช้กับมะพร้าวน้ำหอม มะพร้าวกะทิ และมะพร้าวที่ใช้ทำน้ำตาล

    กรณีมะพร้าวต้นเล็กหรือสวนที่มีการระบาดรุนแรง สามารถพ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชตามอัตราที่แนะนำให้ทั่วทรงพุ่มบริเวณใต้ใบ โดยควรใช้เครื่องพ่นที่มีแรงดันเหมาะสม และปฏิบัติตามคำแนะนำด้านความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด หากมีแผนปล่อยแตนเบียน ควรพ่นสารเคมีก่อนอย่างน้อย 2 สัปดาห์

    การเฝ้าระวังแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ และเลือกใช้วิธีการจัดการศัตรูพืชแบบผสมผสาน จะช่วยลดความรุนแรงของการระบาด ป้องกันการสูญเสียผลผลิต และรักษาความสมบูรณ์ของสวนมะพร้าวได้อย่างยั่งยืน

     

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มกราคม 2569
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    📢 ประกาศแจ้งเตือนภัยทางการเกษตร เฝ้าระวังโรคราแป้งเงาะระบาด


    ขณะนี้สภาพอากาศเข้าสู่ช่วงกลางวันแห้งแล้ง กลางคืนอากาศเย็นและมีน้ำค้างจัด ซึ่งเป็นสภาวะที่เหมาะสมอย่างยิ่งต่อการแพร่ระบาดของโรคราแป้ง (Powdery mildew) โดยเฉพาะในสวนเงาะที่กำลังอยู่ในระยะออกดอกและติดผลอ่อน

    รู้จักศัตรูพืช เชื้อรา Oidium sp.
    ลักษณะอาการ พบผงสีขาวคล้ายฝุ่นแป้งเกาะคลุมตามช่อดอกและผิวผล เชื้อราจะแทงรากดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้ดอกแห้งดำและหลุดร่วง หากระบาดในระยะผลโต จะทำให้ขนเงาะกุด สั้น เกรียน (เงาะรา) ผิวผลดำ เสียคุณภาพ และถูกกดราคาอย่างหนัก การแพร่กระจาย สปอร์แพร่กระจายไปกับลมได้รวดเร็วและเป็นวงกว้าง

    🛡️ แนวทางการป้องกันและกำจัด
    เกษตรกรควรเลือกวิธีจัดการตามระบบการผลิตของตนเอง ดังนี้
    🌱 วิถีเกษตรอินทรีย
    1. ทำความสะอาดสวน หมั่นสำรวจหากพบส่วนที่เป็นโรค ให้รีบตัดแต่ง กิ่ง ใบ หรือเก็บผลที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลายนอกแปลงทันที เพื่อตัดวงจรการแพร่เชื้อ
    2. ใช้กำมะถันผงพ่น อัตรา 30-50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
    ข้อแนะนำ ควรพ่นในช่วงเช้าที่อากาศไม่ร้อนจัด พ่นให้เปียกโชกจนถึงโคนขนเพื่อให้ตัวยาทำงานได้เต็มประสิทธิภาพ

    🍎 วิถีเกษตรปลอดภัย (GAP)
    เลือกใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราตามคำแนะนำ และสลับกลุ่มสารเพื่อป้องกันการดื้อยา
    กลุ่มสารที่แนะนำ กำมะถันผง, เบโนมิล, คาร์เบนดาซิม, โพรพิเนบ, ไตรคีมอร์ฟ หรือ ทีบูโคนาโซล+ไตรฟลอกซีสโตรบิน ผสมตามอัตราส่วนที่ระบุบนฉลากอย่างเคร่งครัด และหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวตามระยะเวลาที่กำหนด
    💡 ข้อควรระวัง การพ่นกำมะถันในช่วงที่อากาศร้อนจัด (อุณหภูมิสูงกว่า 35°C) อาจทำให้เกิดอาการใบไหม้หรือผลไหม้ได้ ควรตรวจสอบสภาพอากาศก่อนดำเนินการ

     

     

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 27 มกราคม 2569
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    🐛หนอนกระทู้คอรวง (RICE EAR-CUTTING CATERPILLAR)

    ชื่อวิทยาศาสตร์ Mythimna separata (Walker)
    วงศ์ Noctuidae
    อันดับ Lepidoptera
    ชื่อสามัญอื่น หนอนกระทู้ควายพระอินทร์
    🐛หนอนกระทู้คอรวง Mythimna separata (Walker) ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกคู่หน้าสีน้ำตาลอ่อน แทรกสีน้ำตาลแดง ปีกกว้างประมาณ 4.5-5 เซนติเมตร วางไข่เป็นกลุ่มตามกาบใบและลำต้นหรือฐานของใบที่ม้วน ไข่ไม่มีขนปกคลุม วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ละประมาณ 100 ฟอง ระยะไข่นาน 6-8 วัน หนอนที่ฟักออกมาใหม่กัดกินใบหญ้าอ่อน จนอายุประมาณ 15 วัน จึงเริ่มกัดกินใบและรวงข้าว ระยะหนอนประมาณ 25-30 วัน หนอนมีขนาดค่อนข้างใหญ่กว้างประมาณ 3.5-4 มิลลิเมตร ยาวประมาณ 2.8 มิลลิเมตร ลำตัวสีน้ำตาลอ่อน หนอนเข้าดักแด้ที่โคนกอข้าวหรือตามรอยแตกของดิน ดักแด้มีสีน้ำตาลแดง ระยะดักแด้ 10-12 วัน
    🐛ลักษณะการทำลาย
    หนอนกระทู้คอรวง ชอบกัดกินส่วนคอรวงหรือระแง้ของรวงข้าวที่กำลังจะสุก (Ripening stage) ทำให้คอรวงขาด สามารถทำลายรวงข้าวได้มากถึง 80% โดยลักษณะการทำลายคล้ายหนอนกระทู้กล้า มักเข้าทำลายต้นข้าวช่วงกลางคืนหรือตอนพลบค่ำถึงเช้าตรู่ กลางวันอาศัยตามใบหรือโคนต้นข้าวหรือวัชพืชตระกูลหญ้า หนอนจะกัดกินต้นข้าวทุกวันจนกระทั่งเข้าดักแด้ พบระบาดมากหลังน้ำท่วมหรือฝนตกหนักหลังผ่านช่วงแล้งที่ยาวนานแล้วตามด้วยฝนตกหนัก การทำลายจะเสียหายรุนแรง จนชาวนาเรียกกันว่า หนอนกระทู้ควายพระอินทร์

    การป้องกันกำจัด
    🐛กำจัดวัชพืชรอบ ๆ แปลงนา
    🐛เมื่อมีการระบาดรุนแรง หากตรวจนับพบใบข้าวถูกทำลายกอหรือจุดละ 5 กอ หรือ 5 รวง จากข้าว 20 กอ หรือจุดสุ่มนับ ให้ใช้สารตามคำแนะนำ


    ที่มา กองวิจัยและพัฒนาข้าว กรมการข้าว
    จัดทำโดย : สำนักงานเกษตรอำเภอวัฒนานคร จังหวัดสระแก้ว

    อ่านต่อ
    วันที่ 26 มกราคม 2569
แสดง 1 - 20 จาก 384
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู