แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 3 จาก 3
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคลำต้นแคงเกอร์ โรคผลแคงเกอร์ หรือโรคผลเน่าจุดสีน้ำตาลในแก้วมังกร

    โรคลำต้นแคงเกอร์ โรคผลแคงเกอร์ (Stem canker, Fruit canker) หรือโรคผลเน่าจุดสีน้ำตาล (Fruit internal brown spot) ในแก้วมังกร ชื่อโรคชื่อหลังนี้มีที่มาจากจุดสีน้ำตาลที่เน่าที่ผลชัดเจนโดยเฉพาะเวลาผ่าที่ผลตรงบริเวณที่ติดเชื้อเพื่อดูการเน่าภายใน สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Neoscytalidium dimidiatum (Penz.) Crous & Slippers อาการบางลักษณะดูคล้ายโรคราสนิม โรคนี้เพิ่งรู้จักกันในหลายประเทศในเอเชีย และผลจากการมี Seminars and Workshops in April 2018 by Food and Fertilizer Technology Center เรื่องแก้วมังกร ครั้งล่าสุดที่กรุงไทเป ไต้หวัน ทำให้เรารู้จักโรคนี้ดียิ่งขึ้น โรคนี้ระบาดได้รวดเร็วในสภาพที่ความชื้นสูงและสร้างความเสียหายรุนแรงแก่แก้วมังกร (Dragon-fruits, Pitaya) ที่ยอดอ่อน ลำต้น และผล

    ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

    อาจเป็นรูปภาพของ 1 คน

    การป้องกันกำจัด
    - ทำความสะอาดสวนเก็บซากพืชที่ตัดทิ้งไว้ไปทำลาย
    - ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคออกทำลาย
    - การตัดแต่งครั้งใหญ่ทุกครั้งหลังการเก็บเกี่ยว
    - การใส่ปุ๋ยหลัก N-P-K ที่เหมาะสมไม่เน้นตัวแรก หรือไนโตรเจน การใช้อาหารเสริมสำหรับธาตุอาหารรอง รวมทั้งการใช้ไตรโครเดอร์มา หลีกเลี่ยงการใช้น้ำที่ไม่สะอาด ระวังอย่าให้ติดดอกติดผลที่มากเกินไปในฤดูฝน
    - พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชโดยใช้สารประกอบทองแดง หรือคอปเปอร์ จากนั้นให้พ่นสารอื่นๆ เช่น อะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล หรือ โปรปิโคนาโซล + ไดฟีโนโคนาโซล หรือ โปรคลอราส ถ้าการระบาดเบาบางอาจจะใช้ ไทแรม หรือแมนโคเซบ ทุก 7 วัน จำนวน 4 ครั้ง และ พ่นอีก 3 ครั้งช่วงดอกบาน ห่างกัน 7 วัน


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 มิถุนายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวัง "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) ระบาดกัดกินต้นข้าว
    "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) แมลงที่กำลังระบาดกัดกินข้าว และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาในตอนนี้
    ด้วงดำ เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญของการปลูกข้าว โดยวิธีหว่านข้าวแห้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี พบมี 2 ชนิดคือ ด้วงดำขนาดตัวใหญ่ Heteronychus lioderes และขนาดตัวเล็ก Alissonotum cribratellum โดยทั้ง 2 ชนิดชอบบินมาเล่นแสงไฟตามบ้านเกษตรกรช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และพฤศจิกายนถึงธันวาคม ชนิดที่พบทำลายข้าวในนาส่วนมากเป็นด้วงดำขนาดตัวใหญ่ เกษตรกรในพื้นที่ระบาดรู้จักในชื่อ ด้วงซัดดัม หรือด้วงซัดดำ  มักพบทำลายข้าวที่หว่านเร็วกว่าปรกติระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และมีฝนทิ้งช่วง 15-45 วันหลังข้าวงอก
    ด้วงดำเป็นแมลงศัตรูข้าวสำคัญของข้าวไร่และข้าวนาน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ นาข้าวที่พบระบาดรุนแรงจากการสำรวจเป็นพื้นที่ที่มีการหว่านข้าวแห้งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และหว่านข้าวเร็วกว่าฤดูปลูกปกติ โดยหว่านข้าวในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณด้วงดำที่พบมาเล่นแสงไฟในกับดักที่ติดตั้งไว้ 
    ลักษณะการทำลาย ของ ด้วงดำ H. lioderes จะกัดกินส่วนอ่อนของต้นข้าวที่ชิดติดกับรากข้าวแต่อยู่ในดิน ที่เรียกว่า Mesocotyl นอกจากต้นข้าวแล้วด้วงชนิดนี้ยังสามารถกัดกินวัชพืชพวกกก และวัชพืชในนาที่ขึ้นปะปนกับข้าวด้วย โดยลักษณะการทำลายจะเหมือนกับในข้าว ต้นข้าวที่ยังเล็กอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะเสียหายมากเนื่องจากต้นกล้าข้าวยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกด้วงชนิดนี้ทำลาย จะเหี่ยวและเแห้งตาย คล้ายอาการเพลี้ยไฟทำลายแต่การแพร่กระจายไม่เหมือน เมื่อถอนต้นข้าวขึ้นมารากข้าวจะหลุดทำให้เข้าใจว่าด้วงชนิดนี้ทำลายรากข้าวด้วย แต่ถ้าใช้วิธีขุดต้นข้าวที่แสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว จะพบว่ารากข้าวไม่ถูกกัดกินแต่อย่างไร ด้วงดำจะเคลื่อนย้ายทำลายข้าวต้นอื่น ๆ โดยการทำโพรงอยู่ใต้ดินในระดับใต้รากข้าว ทำให้เห็นรอยขุยดินเป็นแนว ส่วนใหญ่มักพบตัวเต็มวัยของด้วงดำชนิดนี้ 1 ตัวต่อจุดที่ขุดสำรวจ และพบไข่มีลักษณะกลมสีขาวขุ่นขนาดเท่าเม็ดสาคูขนาดเล็ก 5-6 ฟอง ลักษณะการแพร่กระจายไม่แน่นอน
    อาจเป็นรูปภาพของ กลางแจ้ง
    การป้องกันกำจัด
    1. ควรหว่านข้าวตามฤดูกาล (สิงหาคม) ไม่ควรหว่านช่วงระหว่างปลายเมษายนถึงต้นมิถุนายน เพื่อหลีกเลี่ยงตัวเต็มวัยของด้วงดำที่ฟักออกจากดักแด้ในดินหลังฝนแรกของฤดู
    2. ล่อและทำลายตัวเต็มวัยของด้วงดำ โดยใช้หลอดไฟชนิดแบล็กไลท์ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมใช้ล่อแมลงดานา
    3. สำรวจนาข้าวเมื่อพบตัวเต็มวัยด้วงดำในกับดักแสงไฟปริมาณมากกว่าปกติ
    4. หากพบระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วย เบตาไซฟลูทริน (Betacyfluthrin). สูตร : 2.5 % W/V EC และ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambda-cyhalothrin) 2.5% W/V EC เฉพาะบริเวณที่ข้าวแสดงอาการแห้ง และในนาข้าวมีความชื้น โดยฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    อ่านต่อ
    วันที่ 8 มิถุนายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    มวนมะเขือเทศ มวนที่สำคัญของไทยแต่แทบไม่มีคนรู้จัก
    มวนมะเขือเทศ (Tomato bugEngytatus tenuis (Reuter, 1895): Miridae เคยจัดอยู่ในสกุล Nesidiocornis, Cyrtopeltis เป็นแมลงที่รู้จักกันน้อยมากในประเทศไทย แต่เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญกำลังระบาดอยู่ที่ปากช่อง มีแต่รายงานไว้ในหนังสือมวนที่สำคัญของของประเทศไทย
    ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัยมีลำตัวยาว 3-4 มิลลิเมตร มีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน หัวโต ตาสีดำโต หนวดมีสีดำ โคนของปล้องแรกและโคนกับปลายป้องที่สอง ปล้องที่สาม และปล้องที่สี่สีน้ำตาลแก่ สันหลังอกปล้องแรกคอดตรงด้านหน้าเกือบกึ่งกลางเห็นได้ชัดเจน มีร่องตามยาว ตรงกลางสามเหลี่ยมสันหลังมีด้านทั้งสี่โค้งออกไปเล็กน้อย ปลายสีดำ ปีกมีขอบทางด้านข้างตรงปลายคอเรี่ยมมีจุดข้างละจุดแบะจุดดำเล็กๆอีกข้างละจุดตรงปลายคูเนียสซึ่งมีลักษณะยาวมากกว่ากว้าง แผ่นบางของปีกยื่นเลยลำตัวออกไป ด้านหลังมีขนละเอียดปกคลุม ขายาวปานกลาง ทิเบียมีโคนสีดำ
     
     
    เขตแพร่กระจาย ในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน รัสเซีย อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย พบทำลายมะเขือเทศที่ปากช่อง
    ชีวประวัติ มวนชนิดนี้วางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-10 ฟองตามใบ ยอดและผลของมะเขือเทศ ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 6-10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบ 5 ครั้งและเจริญเป็นตัวเต็มวัยในรยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ตลอดวงจรชีวิตใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน
     
     
    พืชอาหารและการทำลาย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ที่สำคัญคือยาสูลและมะเขือเทศ ทำให้ใบมีลักษณะเป็นจุดสีเหลืองหรือเป็นรูเล็กๆ ส่วนที่ชอบดูดกินมากที่สุดคือส่วนอ่อนของพืช เช่นยอดอ่อน ใบอ่อน ตาอ่อน โดยมากการทำลายจะรุนแรงเมื่อพืชยังเล็กอยู่ในขณะที่มีใบไม่เกิน 10 ใบ ทำให้ใบร่วง เฉาตาย พืชอาศัยอื่น เช่น ฟัก แฟง เช่นเดียวกับชนิด Engytatus modestus ซึ่งพบในอเมริกา
    การป้องกันกำจัด พ่นด้วยสารฆ่าแมลง เช่น คาร์บาริล ฟิโพรนิล หรืออิมิดาโคลพริด เป็นต้น
    *รูปโดย: Todsapon Tongla
    **เอกสารอ้างอิง: มวนที่สำคัญของของประเทศไทย สุธรรม อารีกุล, 2506
    หน้า 45-46 

    อ่านต่อ
    วันที่ 4 มิถุนายน 2564
แสดง 1 - 3 จาก 3
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู