แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่
- เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังหนอนใยผัก ศัตรูสำคัญพืชตระกูลกะหล่ำ พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต
แจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กะหล่ำดอก บรอกโคลี และพืชในกลุ่มเดียวกัน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ หนอนใยผัก ซึ่งสามารถเข้าทำลายพืชได้ ทุกระยะการเจริญเติบโต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรกอาจส่งผลให้ผลผลิตเสียหายอย่างรุนแรง

ลักษณะการทำลาย
หนอนใยผักวางไข่บนใบพืชทั้งด้านบนและใต้ใบ หนอนมีลำตัวยาวเรียว หัวและปลายแหลม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เมื่อถูกรบกวนจะดิ้นแรงและสร้างใยพยุงตัวขึ้นลงได้ หนอนกัดกินผิวใบจนเกิดรูพรุนคล้ายตาข่าย ก่อนเข้าดักแด้บนใบพืชโดยมีใยบาง ๆ หุ้มติดใบ
แนวทางป้องกันและกำจัด
1. ใช้กับดักแมลง
-
กับดักกาวเหนียวสีเหลือง ติดตั้งทุก 7–10 วัน ช่วยลดประชากรผีเสื้อหนอนใยผัก และลดการใช้สารเคมีได้มากกว่า 50%
-
กับดักแสงไฟ (หลอดสีน้ำเงิน 20 วัตต์) ติดตั้งรอบแปลงผัก ควรดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน
2. ปลูกผักในโรงเรือนตาข่าย
ใช้ตาข่ายไนล่อนขนาด 16 mesh ปิดคลุมอย่างมิดชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันผีเสื้อเพศเมียวางไข่3. ใช้สารชีวภัณฑ์
ใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (สายพันธุ์ aizawai หรือ kurstaki)
อัตรา 100–200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบหนอนระยะเล็ก4. ใช้วิธีเขตกรรม
ไถพรวนดินตากแดด ทำลายซากพืช และปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอน5. ใช้สารฆ่าแมลงอย่างถูกวิธี
เลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพและ สลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อลดการดื้อยา
พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 5 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง และควรสลับกลุ่มสารทุก 14 วัน📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนและแห้ง เพื่อควบคุมหนอนใยผักตั้งแต่ระยะแรก ลดความเสียหายต่อผลผลิต และลดต้นทุนการใช้สารเคมีในระยะยาว
อ่านต่อ -
- เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังไรแดงแอฟริกัน ศัตรูสำคัญพืชตระกูลส้ม
ในช่วงสภาพอากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ ไรแดงแอฟริกัน โดยเฉพาะในระยะ ออกดอก–ติดผลอ่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะการเข้าทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรแดงแอฟริกันจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณ ด้านหน้าใบหรือด้านบนของใบส้ม
ในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบการทำลายที่ ด้านหลังใบและที่ผล ส่งผลให้ใบและผลมีสีเขียวจางลง เนื่องจากสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้ ใบและผลร่วง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมากแนวทางป้องกันกำจัด
1. การเฝ้าระวังและสำรวจแปลง
ควรสำรวจแปลงส้มอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
1.1 ช่วงฤดูแล้ง : ธันวาคม – พฤษภาคม
1.2 ช่วงฝนทิ้งช่วง : กรกฎาคม – สิงหาคม2. การจัดการน้ำในแปลงปลูก
เมื่อเริ่มพบการเข้าทำลาย ให้ให้น้ำติดต่อกันหลายครั้ง เพื่อเพิ่มความชื้นในแปลง ช่วยลดการขยายพันธุ์ของไรแดงแอฟริกัน3. การใช้สารป้องกันกำจัดไร
หากพบการระบาดรุนแรง ใบส้มเริ่มซีดเขียว และเมื่อใช้แว่นขยายพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรจำนวนมาก ให้ใช้สารป้องกันกำจัดไรชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 1.8% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หากยังพบการระบาด ให้พ่นซ้ำอีก 1 ครั้ง ห่างจากครั้งแรกประมาณ 5 วัน❗ ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดไรกลุ่มเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน
ควรสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อป้องกันการดื้อสารของไรแดงแอฟริกัน📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันและกำจัดตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนส้มในระยะยาว
อ่านต่อ - เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคราแป้งในเงาะ พบระบาดมากช่วงอากาศเย็น ลมแรง ในระยะพัฒนาช่อดอก
จากสภาพอากาศในช่วงนี้ที่มีอากาศเย็น ลมแรง และอุณหภูมิลดลงประมาณ 2–4 องศาเซลเซียส
ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกเงาะให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium sp.) โดยเฉพาะในระยะพัฒนาช่อดอก ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคได้มาก และส่งผลกระทบต่อการติดผลและคุณภาพผลผลิต
ลักษณะอาการ
โรคราแป้งมักพบการระบาดในระยะที่เงาะสร้างช่อดอกอ่อนและผลอ่อน สังเกตเห็นผงสีขาวคล้ายแป้งเกาะตามช่อดอกและผล โดยเฉพาะบริเวณร่องขน
ส่งผลให้ช่อดอกติดผลน้อย และหลุดร่วงง่าย ผลมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ บางผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ ในระยะผลโต จะทำให้ขนผลแห้ง แข็ง และผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ เมื่อผลเริ่มสุก บริเวณที่ถูกเชื้อราทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขณะที่ส่วนที่ไม่ถูกทำลายจะมีสีแดงตามปกติแนวทางป้องกันกำจัด
1. การจัดการแปลงปลูก หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลง นำไปเผาทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา
2. การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เมื่อเริ่มพบการระบาด ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ซัลเฟอร์ 80% WP (กำมะถันผงละลายน้ำ) อัตรา 20–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เบโนมิล 50% WP อัตรา 6–10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดพ่นสารอย่างน้อย 15 วันก่อนเก็บเกี่ยวข้อควรระวัง
สำหรับสารกลุ่มซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เนื่องจากอาจทำให้ผลอ่อนเกิดอาการไหม้ได้📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันกำจัดโรคราแป้งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มอัตราการติดผล ลดการสูญเสียผลผลิต และช่วยให้เงาะมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ
อ่านต่อ - 🚨 เตือนผู้ปลูกกาแฟ! ระวังด้วงหนวดยาวกาแฟ
เตือนผู้ปลูกกาแฟ ระวังด้วงหนวดยาวกาแฟ ศัตรูพืชที่เจาะทำลายลำต้น โดยเฉพาะต้นกาแฟอายุ 5 ปีขึ้นไป

🔍 ลักษณะการทำลาย หนอนด้วงเจาะกินเนื้อไม้ในลำต้น
➡️ ใบเหลือง เหี่ยวเฉา ท่อน้ำท่ออาหารเสียหาย
➡️ รุนแรงอาจทำให้ต้นกาแฟยืนต้นตาย✅ แนวทางป้องกันกำจัด
🟢 ตัดกิ่งหรือโค่นต้นที่ถูกทำลายแล้วเผาทำลาย
🟢 ใช้ชีวภัณฑ์ เชื้อราเมตาไรเซียม หรือบิวเวอเรีย พ่นโคนต้น
🟢 พบรูเจาะ ใช้อิมิดาโคลพริด 30 มล./น้ำ 20 ลิตร ฉีดเข้ารู แล้วอุดรู📌 หมั่นสำรวจแปลงและจัดการตั้งแต่เริ่มพบการระบาด
ขอบคุณข้อมูล: ศูนย์ส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตรด้านอารักขาพืช จ.พิษณุโลก
อ่านต่อ - เตือนภัยมอดยาสูบ (Cigarette beetle)

ศัตรูโรงเก็บที่พบบ่อยในยาสูบและสินค้าแห้ง ตัวเล็ก 2.5–3 มม. แต่ทำลายได้รุนแรง
🔍 พืชอาหาร ยาสูบ ธัญพืช สมุนไพร เครื่องเทศแห้ง ใบชา ผลไม้แห้ง อาหารปลา ผ้า เครื่องหนัง กระดาษ และไม้พาเลท
🌍 ตัวเต็มวัยบินเก่ง แพร่กระจายได้ทั่วโลก พบมากในเขตร้อน–อบอุ่น (ไม่เจริญในอากาศต่ำกว่า 4°C)
🛡️ การป้องกัน/กำจัด
✅ ลดความชื้น เพิ่มแสง เปิดให้อากาศถ่ายเท
✅ ทำความสะอาดสม่ำเสมอ
✅ พ่นสเปรย์กำจัดแมลงในจุดอับ มุมห้อง พรม ผ้าม่าน
📌 จัดการสภาพแวดล้อมให้แห้ง โปร่ง สะอาด ช่วยลดมอดได้ดีที่สุด
อ่านต่อ - เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกไทย ระวังการระบาดของเพลี้ยแป้ง

สภาพอากาศขณะนี้มีอากาศเย็นในตอนเช้า และมีฝนตกเล็กน้อยในบางพื้นที่ เอื้อต่อการแพร่ระบาดของ เพลี้ยแป้ง ขอแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกไทย โดยเฉพาะแปลงที่อยู่ในระยะติดผล–เก็บเกี่ยว ให้เฝ้าระวังและเตรียมรับมืออย่างใกล้ชิดเพลี้ยแป้งจะดูดกินน้ำเลี้ยงตามช่อผล หลังใบ กิ่งปาง (กิ่งแขนง) ราก ยอด และลำต้นอ่อน ส่งผลให้ส่วนที่ถูกทำลายเกิดอาการ งอหงิก บิดเบี้ยว หากมีการระบาดรุนแรง อาจทำให้ ช่อผลแห้งและหลุดร่วง ผลผลิตเสียหาย กิ่งปางและยอดแห้งตาย กระทบต่อผลผลิตและรายได้ของเกษตรกรโดยตรง
แนวทางป้องกันกำจัด
1. กรณีพบการระบาดเล็กน้อย ตัดแต่งและทำลายส่วนของพืชที่ถูกเพลี้ยแป้งเข้าทำลาย เพื่อลดการแพร่กระจาย
2. กรณีระบาดรุนแรง พ่นสารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างใดอย่างหนึ่ง
มาลาไทออน 83% EC อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
โพรไทโอฟอส 50% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
ทั้งนี้ ควรพ่นสารให้ถูกวิธี ใช้อุปกรณ์ป้องกันร่างกาย และปฏิบัติตามคำแนะนำบนฉลากอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ - 📢 แจ้งเตือนเกษตรกรชาวสวนปาล์มน้ำมัน เฝ้าระวังการระบาดของหนอนปลอกเล็ก
เตือนเกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมันเฝ้าระวังการระบาดของหนอนปลอกเล็ก ศัตรูพืชสำคัญที่สร้างความเสียหายต่อทางใบปาล์ม หากปล่อยให้ระบาดรุนแรงจะทำให้ต้นปาล์มชะงักการเจริญเติบโต ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก

🐛 ลักษณะการทำลาย หนอนปลอกเล็กจะสร้างปลอกหุ้มตัวและเคลื่อนที่ไปกัดกินผิวใบปาล์ม ทำให้ทางใบเกิดอาการ ทะลุเป็นรู ขาดแหว่ง และแห้งเป็นสีน้ำตาล 🍂
กรณีการระบาดรุนแรง ทางใบอาจแห้งเสียหายทั้งทาง ส่งผลให้ต้นปาล์มไม่สามารถสร้างอาหารได้ตามปกติ
🛡 แนวทางการป้องกันและแก้ไข
1️⃣ ตัดแต่งทางใบ
ตัดทางใบที่ถูกหนอนทำลายและนำไปเผาทำลาย
⚠️ ข้อควรระวัง หากสวนมีการระบาดของ ด้วงแรด ร่วมด้วย ไม่ควรตัดทางใบ เนื่องจากรอยแผลอาจเป็นช่องทางให้ด้วงแรดเข้าทำลายซ้ำ
2️⃣ ใช้ชีววิธี
พ่นเชื้อแบคทีเรีย บีที (Bacillus thuringiensis)
อัตรา 100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร
ควรพ่นในช่วงเช้าหรือเย็น เพื่อหลีกเลี่ยงแสงแดดจัด ⛅️
3️⃣ ใช้สารเคมีเมื่อจำเป็น (กรณีระบาดรุนแรง) เลือกใช้สารชนิดใดชนิดหนึ่ง ตามอัตราต่อน้ำ 20 ลิตร
ฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 5 กรัม
คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร
สไปโนแสด 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตร
ลูเฟนนูรอน 5% EC อัตรา 20 มิลลิลิตร❗️ คำเตือน สารลูเฟนนูรอนมีความเป็นพิษสูงต่อกุ้ง ควรหลีกเลี่ยงการใช้ใกล้แหล่งน้ำหรือบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ
การเฝ้าระวังอย่างสม่ำเสมอและจัดการศัตรูพืชอย่างเหมาะสม จะช่วยลดความเสียหาย รักษาผลผลิต และเพิ่มความยั่งยืนให้สวนปาล์มน้ำมันในระยะยาว 🌱
อ่านต่อ - 🚨 แจ้งเตือนศัตรูพืชในไผ่ : การระบาดของไรศัตรูพืช

ลักษณะการทำลาย
พบทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรศัตรูพืชดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใต้ใบไผ่
- ระยะแรก ใบจะปรากฏจุดประสีขาวเล็ก ๆ ต่อมาจุดจะขยายเป็นแถบหรือจุดสีเขียวอ่อน–เหลืองซีด สลับกับสีเขียวเข้ม ตามแนวเส้นใบ ใบมีอาการด่าง คุณภาพการเจริญเติบโตลดลง หากระบาดรุนแรง อาจทำให้ไผ่ทรุดโทรมและให้ผลผลิตลดลงช่วงเสี่ยงการระบาด
- ฤดูแล้ง หรือช่วงฝนทิ้งช่วง
- แปลงปลูกที่มีวัชพืช โดยเฉพาะพืชตระกูลหญ้าเป็นแหล่งอาศัยของไรแนวทางป้องกันและกำจัด
1. กำจัดวัชพืชและพืชอาศัยของไร โดยเฉพาะพืชตระกูลหญ้าในและรอบแปลงปลูก
2. หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะใต้ใบ
3. เมื่อพบการระบาดรุนแรง ควรควบคุมด้วยสารเคมีที่เหมาะสม เช่น ไพริดาเบน (Pyridaben) เฟนบูทาติน ออกไซด์ (Fenbutatin oxide) 55% สไปโรมีซิเฟน (Spiromesifen) เตตราไดฟอน (Tetradifon) อามีทราซ (Amitraz)📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรใช้สารเคมีตามคำแนะนำบนฉลาก สลับกลุ่มสารเพื่อลดการดื้อยา และหลีกเลี่ยงการพ่นในช่วงที่มีลมแรงหรือแดดจัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม
อ่านต่อ - 📢 ประกาศเตือนภัยการเกษตร เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในสวนมังคุด
ระยะการเจริญเติบโต ช่วงเริ่มออกดอก และติดผลอ่อน สภาพอากาศเสี่ยง แดดแรง อากาศร้อนแห้งกลางวัน / อากาศเย็นตอนกลางคืน
⚠️ ลักษณะการทำลายและผลเสีย
เพลี้ยไฟทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเข้าดูดกินน้ำเลี้ยง ทำให้เกิดความเสียหาย ดังนี้:
ระยะดอก/ผลอ่อน ทำให้ดอกและผลอ่อนหลุดร่วงได้ง่าย
ระยะพัฒนาผล ผลที่รอดจะเสียคุณภาพ ผิวเปลือกขรุขระ เป็นรอยไหม้ที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ราคาตก
ระยะใบอ่อน ยอดชะงักการเจริญเติบโต ใบหงิกงอ แคระแกร็น และเกิดอาการใบไหม้🔍 วิธีสำรวจและเกณฑ์การตัดสินใจควบคุม
เกษตรกรควรหมั่นสำรวจบริเวณดอกและยอดอ่อนอย่างสม่ำเสมอ โดยใช้เกณฑ์ดังนี้:
บนดอก พบเพลี้ยไฟตั้งแต่ 1 ตัวต่อ 4 ดอก ขึ้นไป
บนยอด พบเพลี้ยไฟตั้งแต่ 1 ตัวต่อยอด ขึ้นไป 👉 หากพบถึงเกณฑ์นี้ ให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัดทันที✅ แนวทางป้องกันและแก้ไข
เมื่อพบการระบาดถึงเกณฑ์ที่กำหนด ให้เลือกใช้สารกำจัดแมลงตามอัตราส่วนต่อน้ำ 20 ลิตร ดังนี้
อิมิดาโคลพริด 70% WG อัตรา 3 กรัม
ฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 10 มิลลิลิตร💡 ข้อควรระวังสำคัญ ห้าม! พ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้งโดยไม่สลับตัวยา เนื่องจากเพลี้ยไฟเป็นแมลงที่ปรับตัวเก่งและสร้างความต้านทาน (ดื้อยา) ได้รวดเร็วมาก
ด้วยความปรารถนาดีจาก [ชื่อหน่วยงาน/สวนของคุณ] #เตือนภัยเกษตร #ชาวสวนมังคุด #เพลี้ยไฟ #มังคุดผิวขี้กลาก #ป้องกันแมลงศัตรูพืช
อ่านต่อ - โรคพืชและศัตรูพืชที่มาพร้อมน้ำค้างในฤดูหนาว
สภาพอากาศฤดูหนาว ที่มีแดดแรงในช่วงกลางวัน และมีอากาศเย็น พร้อมน้ำค้างลงจัดในช่วงกลางคืนและเช้ามืด สภาพแวดล้อมเช่นนี้ส่งผลโดยตรงต่อการระบาดของโรคและศัตรูพืชบางชนิด ดังนี้
1. โรคพืชที่มาพร้อมกับน้ำค้างและความชื้นสูง น้ำค้างที่เกาะอยู่บนใบพืชเป็นเวลานานในช่วงเช้า เป็นตัวกลางชั้นดีในการแพร่กระจายและงอกของสปอร์เชื้อรา
เช่น
- โรคราน้ำค้าง (Downy Mildew) ลักษณะพบจุดสีเหลืองหรือน้ำตาลบนหลังใบ และมีผงเชื้อราสีขาวหรือเทาใต้ใบ พืชที่เฝ้าระวัง ได้แก่ พืชตระกูลแตง, ถั่ว, และข้าวโพด
- โรคราแป้ง (Powdery Mildew) ลักษณะพบผงสีขาวคล้ายแป้งเกาะตามใบและกิ่งก้าน ทำให้ใบหงิกงอ พืชที่เฝ้าระวัง ได้แก่ มะม่วง, กุหลาบ, และพืชผักต่าง ๆ
- โรคใบไหม้ (Late Blight) ลักษณะใบมีแผลช่ำน้ำและขยายตัวอย่างรวดเร็วหากมีความชื้นจากน้ำค้างสะสม พืชที่เฝ้าระวัง ได้แก่ มันฝรั่ง และมะเขือเทศ
2. ศัตรูพืชที่ระบาดหนักในหน้าหนาว สภาพอากาศแห้งในตอนกลางวันแต่มีน้ำค้างในตอนเช้า เอื้อต่อแมลงศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น
- เพลี้ยไฟ (Thrips) พฤติกรรมชอบอากาศร้อนแห้ง แต่จะทำลายส่วนอ่อนของพืชได้ดีในช่วงที่พืชกำลังออกดอก ความเสียหายดูดกินน้ำเลี้ยงจนใบหงิกงอ ยอดชะงัก และทำให้ผิวผลไม้ขรุขระ (ผิวขี้กลาก) พืชที่เฝ้าระวัง มังคุด (โดยเฉพาะระยะออกดอก), กล้วยไม้, และพืชตระกูลพริก
- ไรแดง (Spider Mites) ระบาดหนักเมื่อความชื้นสัมพัทธ์ต่ำและแดดจัดในตอนกลางวัน
3. แนวทางป้องกัน
การจัดการควรเน้นการลดความชื้นสะสมและเพิ่มความแข็งแรงให้พืช ดังนี้
การจัดการระยะปลูก ปลูกพืชให้มีระยะห่างที่เหมาะสม เพื่อให้อากาศถ่ายเทได้สะดวกและแสงแดดส่องถึงโคนต้น ช่วยให้น้ำค้างระเหยไวขึ้น
การให้น้ำ ควรให้น้ำในช่วงเช้าเพื่อให้ใบแห้งเร็วขึ้นในช่วงกลางวัน หลีกเลี่ยงการให้น้ำตอนเย็นเพราะจะทำให้ความชื้นค้างคืน
การตรวจพืช หมั่นสำรวจแปลงในช่วงเช้า หากพบส่วนที่เป็นโรคให้ตัดแต่งออกและนำไปทำลายทิ้งทันที
การใช้สารปรับปรุงดินและปุ๋ย ตรวจวัดและปรับค่า pH ดินให้อยู่ในช่วง 5.5 - 6.5 เพื่อให้รากดูดซึมธาตุอาหารได้เต็มที่ พืชจะแข็งแรงทนทานต่อโรค
หลีกเลี่ยงการอัดปุ๋ยไนโตรเจนสูงเกินไปในช่วงที่อากาศปิด เพราะจะทำให้ใบพืชอวบน้ำและติดโรคได้ง่ายขึ้น
การใช้สารป้องกันกำจัด
โรคราหากพบการระบาดให้ใช้สารกลุ่มคอปเปอร์หรือสารชีวภัณฑ์ (เช่น ไตรโคเดอร์มา)
เพลี้ยไฟ ใช้สารตามอัตราแนะนำ เช่น อิมิดาโคลพริด หรือ ฟิโพรนิล และควรสลับกลุ่มสารเพื่อป้องกันแมลงดื้อยา
อ่านต่อ - 📢 แจ้งเตือนเกษตรกร เฝ้าระวังโรคราแป้งในมะขาม ช่วงรอยต่อฤดูฝน-หนาว
กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนผู้ปลูกมะขาม โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังพัฒนาผลและแตกใบอ่อน ให้เตรียมรับมือกับ โรคราแป้ง (Powdery Mildew) ที่เกิดจากเชื้อรา Oidium sp. เนื่องจากสภาพอากาศที่มีความชื้นในดินสูงและเริ่มมีอากาศเย็น ซึ่งเป็นสภาวะที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของเชื้อทางลมได้ดี

🔍 วิธีสังเกตอาการของโรค
ใบและช่อดอกจะพบผงสีขาวคล้ายแป้งปกคลุมยอดอ่อน ใบอ่อน และใบแก่ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ใบร่วงจนเหลือแต่ก้าน ฝักมะขามหากเชื้อเข้าทำลายฝักอ่อน จะทำให้ฝักโตช้า บิดงอ และผิวหยาบกร้านเมื่อฝักแก่✅ แนวทางป้องกันและแก้ไข
1. หมั่นตรวจสวน สำรวจอาการของโรคอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะช่วงที่อากาศเริ่มเย็นและแห้ง
2. ทำลายส่วนที่เป็นโรค หากพบกิ่งหรือใบที่มีผงแป้ง ให้ตัดแต่งและนำไปเผาทำลายทันทีนอกแปลงปลูก
3. การใช้สารเคมี หากเริ่มมีการระบาดในระยะใบอ่อนหรือช่อดอก ให้เลือกพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ดังนี้ (เลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง) คาร์เบนดาซิม 50% WP: อัตรา 10-20 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (พ่นทุก 7 วัน)
ไตรอะดิมีฟอน 25% WP: อัตรา 10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร (พ่นทุก 7 วัน)
4. เกษตรกรควรติดตามสภาพอากาศและเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเพื่อป้องกันผลผลิตเสียหาย
อ่านต่อ - ประกาศเตือนภัยการเกษตร เฝ้าระวังไรแดงในมันสำปะหลัง
ช่วงที่มีอากาศร้อนสลับฝนในบางพื้นที่ เกษตรกรผู้ปลูกมันสำปะหลังควรเฝ้าระวังการระบาดของไรแดงเป็นพิเศษ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อการเจริญเติบโตและการสร้างหัวมัน

3 ไรแดงศัตรูตัวร้ายที่ต้องเฝ้าระวัง
ไรแดงหม่อน ชอบอยู่ ใต้ใบ (ใบแก่และใบเพสลาด) มีเส้นใยคลุม ใบจะเหลืองซีด ลู่ลง และเหี่ยวแห้ง
ไรแดงมันสำปะหลัง ชอบอยู่ หน้าใบ ไม่สร้างเส้นใย ใบจะเกิดจุดประขาวซีด
ไรแมงมุมคันซาวา ชอบอยู่ ใต้ใบ สร้างเส้นใยคลุม ระบาดรุนแรงจะทำให้ใบไหม้ ขาดเป็นรู และร่วงตายทั้งแปลง
แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันและแก้ไข
วิธีการ รายละเอียด การเตรียมการ หลีกเลี่ยงการปลูกในช่วงที่สภาพอากาศแห้งแล้งจัด การตรวจแปลง หมั่นเดินสำรวจบ่อยๆ หากพบใบที่เริ่มมีอาการ ให้เก็บไปทำลายทิ้งทันที วิธีธรรมชาติ อนุรักษ์แมลงมีประโยชน์ เช่น ด้วงเต่าตัวห้ำ และ ไรตัวห้ำ เพื่อช่วยกำจัดไรแดง การใช้สารเคมี เมื่อพบการระบาดรุนแรง (โดยเฉพาะในต้นที่ยังเล็ก) ให้พ่นสารกำจัดไร

คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดไร
เลือกใช้ตัวใดตัวหนึ่งผสมกับ น้ำ 20 ลิตร ดังนี้
เฮกซีไทอะซอกซ์ 1.8% EC (40 มล.)
ทีบูเฟนไพแรด 36% EC (5 - 10 มล.)
ไพริดาเบน 20% WP (10 - 15 กรัม)
ไซฟลูมิโทเฟน 20% EC (10 มล.)
สไปโรมีซิเฟน 24% SC (10 มล.)
เฟนบูทาติน ออกไซด์ 55% SC (10 มล.)ข้อควรระวัง ควรพ่นให้ทั่วทั้ง บนใบและใต้ใบ จำนวน 1 - 2 ครั้ง โดยเว้นระยะห่างกัน 10 วัน
อ่านต่อ - เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังข้าวกระทบหนาว เสี่ยงเมล็ดลีบ-โรคระบาด แนะวิธีรับมือด่วน
กรมส่งเสริมการเกษตร แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกข้าว โดยเฉพาะในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้เฝ้าระวังสถานการณ์ข้าวกระทบหนาวอย่างใกล้ชิด หลังกรมอุตุนิยมวิทยาคาดการณ์อุณหภูมิเดือนธันวาคม 2568 ลดต่ำลงเหลือ 16-19 °C ซึ่งเป็นระดับอันตรายต่อการเจริญเติบโตของข้าว
จากสภาพอากาศที่หนาวเย็นลงอย่างต่อเนื่อง หากอุณหภูมิลดต่ำกว่า 20 °C จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อนาข้าวในระยะต่างๆ ดังนี้
⚠️ ความเสียหายที่ต้องระวัง
ระยะกล้า ต้นข้าวจะแคระแกร็น ใบเหลือง ชะงักหรือหยุดการเจริญเติบโต
ระยะแตกกอ เสี่ยงเกิดการระบาดของโรคใบจุดสีน้ำตาล
ระยะตั้งท้อง-ออกดอก (วิกฤตสุด) หากเจออุณหภูมิ 15-17 °C จะทำให้เกสรตัวผู้เป็นหมัน ผสมเกสรไม่ติด ส่งผลให้เมล็ดลีบ ผลผลิตเสียหายหนัก🛡️ ข้อแนะนำและแนวทางป้องกัน
1. กระตุ้นการเจริญเติบโต พ่นฮอร์โมน NAA หรือไซโตไคนิน อัตรา 50-100 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำทุก 7 วัน เพื่อช่วยให้ข้าวต้านทานความหนาวเย็น
2. จัดการปุ๋ย
- หากพบใบข้าวเหลือง ให้ชะลอการใส่ปุ๋ยทุกชนิด จนกว่าอุณหภูมิจะสูงกว่า 20 °C
- เมื่ออากาศอุ่นขึ้น ให้ใส่ปุ๋ยที่มีธาตุโพแทสเซียมเพื่อเสริมความแข็งแรง
3. รับมือโรคระบาด
- หากพบโรคใบจุดสีน้ำตาล ให้พ่นเชื้อราไตรโคเดอร์มา (1 กก./น้ำ 100 ลิตร)
- หากระบาดรุนแรง (ใบเริ่มแห้งตายจากใบล่าง) ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรค อีดิเฟนฟอส ตามอัตราแนะนำในฉลาก
4. การวางแผนปลูก (สำหรับรอบถัดไป) ควรหลีกเลี่ยงการปลูกช่วงเดือน ก.ย.-พ.ย. เพื่อไม่ให้ข้าวออกดอกช่วงอากาศหนาวจัด หรือเลือกใช้พันธุ์ทนหนาว เช่น พันธุ์ชัยนาท1, กข31, กข41 และ กข43
* ขอให้เกษตรกรหมั่นสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบความผิดปกติให้รีบดำเนินการตามคำแนะนำทันที
กรมส่งเสริมการเกษตร กองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย
อ่านต่อ - เตือน ระวังโรคใบสีส้มในข้าว
โรคใบสีส้มในข้าว เกิดจากเชื้อไวรัส Rice Tungro Bacilliform Virus (RTBV) และ Rice Tungro Spherical Virus (RTSV)

🌾อาการ
- ต้นข้าวเป็นโรคได้ทั้งระยะกล้า แตกกอ ตั้งท้อง หากได้รับเชื้อตอนข้าวอายุอ่อน (ระยะกล้าแตกกอ) ข้าวจะเสียหายมากกว่าได้รับเชื้อตอนข้าว (ระยะตั้งท้อง-ออกรวง) ข้าวเริ่มแสดงอาการตั้งแต่อายุ 15-20 วัน ทั้งนี้ แล้วแต่ข้าวจะได้รับเชื้อระยะใด
- อาการเริ่มต้น ใบข้าวจะเริ่มมีสีเหลืองสลับเขียว ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง เริ่มจากปลายใบเข้าหาโคนใบ ถ้าเป็นรุนแรงในระยะกล้า ต้นข้าวอาจถึงตาย ถ้าอาการแสดงหลังปักดำ เริ่มสังเกตได้ที่ใบเช่นกัน ต้นที่เป็นโรคจะเตี้ย แคระแกร็น ช่วงลำต้นสั้นกว่าปกติมาก ใบใหม่ที่โผล่ออกมามีตำแหน่งต่ำกว่าข้อต่อใบ ถ้าเป็นรุนแรงอาจตายทั้งกอ ถ้าไม่ตาย เมื่อถึงระยะออกรวง ให้รวงเล้ก หรือไม่ออกรวงเลย และออกรวงล่าช้ากว่าปกติ
🌾การแพร่ระบาด เพลี้ยจักจั่นสีเขียวเป็นแมลงพาหนะนำโรค🌾การป้องกันกำจัด
2. กำจัดวัชพืชและพืชอาศัยของเชื้อไวรัสและแมลงพาหะนำโรค
3. ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงพาหะ ได้แก่ ใช้สารฆ่าแมลงในระยะที่แมลงเป็นตัวอ่อน เช่น ไดโนทีฟูเรน หรือ บูโพรเฟซิน หรืออีโทเฟนพรอกซ์ ไม่ควรใช้สารฆ่าแมลงผสมกันหลาย ๆ ชนิด หรือใช้สารฆ่าแมลงผสมสารกำจัดโรคพืชหรือสารกำจัดวัชพืช เพราะอาจทำให้ประสิทธิภาพของสารฆ่าแมลงลดลง
4. ไม่ใช้สารกลุ่มไพรีทรอยสังเคราะห์ เช่น ไซเพอร์มิทริน ไซฮาโลทริน เดลต้ามิทรินอ้างอิงข้อมูล สำนักงานเกษตรอำเภอวังน้ำเย็น จังหวัดสระแก้ว https://www.facebook.com/sanakngan.kes.tr.xaphex.wangnayen/
อ่านต่อ - ประกาศแจ้งเตือนภัย🚨 ระวังโรคใบไหม้ในมันฝรั่ง Late Blight เชื้อรา Phytophthora infestans
สภาพอากาศช่วงนี้ อากาศเย็นในตอนเช้า มีฝนตกบางพื้นที่ ความชื้นสูง และหมอกลงจัด เตือนผู้ปลูกมันฝรั่ง โรคนี้สามารถเกิดได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

✅ อาการของโรค
เริ่มต้นที่ใบล่าง จุดแผลฉ่ำน้ำสีเขียวหม่นคล้ายถูกน้ำร้อนลวก
ลุกลาม แผลขยายใหญ่ กลางแผลแห้งสีน้ำตาล ขอบแผลฉ่ำน้ำสีดำ
อาการใต้ใบ พบละอองน้ำเล็ก ๆ สีขาวใส (สปอร์เชื้อรา)
ผลสุดท้าย ใบไหม้แห้งสีน้ำตาลทั้งต้น
ลำต้น/กิ่ง แผลสีน้ำตาลหรือดำ ทำให้หักพับและแห้งตาย
หัวมันฝรั่ง เน่าเสียเมื่อถูกเชื้อเข้าทำลาย🛡️ แนวทางป้องกัน
1. หลีกเลี่ยงพื้นที่ที่เคยมีการระบาด
2. ไถพลิกดินตากแดด 1–2 สัปดาห์
3. ใช้พันธุ์ปลอดเชื้อ
4. ปรับระยะปลูกให้โปร่ง
5. ไม่ให้น้ำมากเกินไป และหลีกเลี่ยงการให้น้ำตอนเย็น
6. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ⚔️ วิธีแก้ไขเมื่อพบโรค
- ถอนต้นที่เป็นโรครุนแรงและทำลายนอกแปลง
- พ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ ทุก 5 วันตัวอย่างสารและอัตราการใช้
ไดเมโทมอร์ฟ 50% WP (30–40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)
ไซมอกซานิล + ฟามอกซาโดน 30%+22.5% WG (40 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)
ไซมอกซานิล + แมนโคแซบ 8%+64% WP (50–60 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)
เมทาแลกซิล-เอ็ม + แมนโคเซบ 4%+64% WG (40–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)
โพรพิเนบ + ไอโพรวาลิคาร์บ 61.3%+5.5% WP (40–50 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)
โพรพิเนบ + ฟลูโอพิโคไลด์ 66.7%+6% WP (20–30 กรัม/น้ำ 20 ลิตร)สิ่งสำคัญ ควรสลับชนิดสาร อย่าใช้ซ้ำชนิดเดียวกัน เพื่อป้องกันเชื้อราดื้อยา
📝 หลังเก็บเกี่ยว เก็บซากพืชและหัวมันฝรั่งตกค้างไปทำลายนอกแปลง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมเชื้อ
อ่านต่อ - ไทยเดินหน้าพัฒนานวัตกรรมกุ้งคาร์บอนต่ำ นำร่องฉะเชิงเทรา–จันทบุรี เพื่อยกระดับอุตสาหกรรมสู่ความยั่งยืน
อุตสาหกรรมกุ้งทะเลไทยเร่งปรับตัวรับความต้องการตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับสิ่งแวดล้อม โดยกรมประมงร่วมกับ FAO ผลักดันโครงการเพาะเลี้ยงกุ้งคาร์บอนต่ำ และเริ่มต้นนำร่องเกษตรกรต้นแบบ 27 รายในจังหวัดฉะเชิงเทราและจันทบุรีเข้าสู่การรับรอง “คาร์บอนฟุตพรินต์แบบกลุ่ม”
ด้านบริษัทซีพีเอฟ ผู้ผลิตรายใหญ่ ระบุว่าได้พัฒนาระบบเลี้ยงกุ้งยั่งยืนตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ทั้งการใช้วัตถุดิบโปร่งใส พลังงานทดแทน การติดตั้งโซลาร์ในฟาร์ม รวมถึงระบบนำน้ำกลับใช้ใหม่ตามหลัก 3R เพื่อช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ปัจจุบันสินค้ากุ้งกว่า 40 รายการได้รับฉลากคาร์บอนฟุตพรินต์แล้ว
การขับเคลื่อนดังกล่าวนับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความสามารถแข่งขันของกุ้งไทย และสร้างภาพลักษณ์ประเทศในฐานะผู้นำการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมบนเวทีโลก
อ่านต่อ - 🐛 เตือนภัย! หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด ศัตรูพืชตัวร้ายของชาวไร่ข้าวโพด
ช่วงนี้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดควรเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากเข้าสู่ระยะที่ หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด มีแนวโน้มระบาดรุนแรง ศัตรูพืชชนิดนี้สามารถสร้างความเสียหายอย่างหนักต่อผลผลิต หากไม่เฝ้าระวังและควบคุมอย่างทันท่วงที
หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเริ่มทำลายตั้งแต่ระยะต้นอ่อน หลังฟักออกจากไข่ หนอนขนาดเล็กจะกัดกินผิวใบข้าวโพดจนเกิดเป็นรอยสีขาวคล้ายรอยขีด เมื่อเข้าสู่ระยะตัวโต (วัย 3–6) จะเป็นช่วงที่สร้างความเสียหายมากที่สุด เพราะหนอนจะเข้าไปอาศัยและกัดกินบริเวณยอดข้าวโพด ทำให้ใบที่คลี่ออกมาใหม่ขาดเป็นรูพรุน บางครั้งยังเจาะเข้าทำลายถึงฝัก ซึ่งส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างเห็นได้ชัด
เพื่อป้องกันและลดความเสียหาย เกษตรกรควรดำเนินการตามแนวทางต่อไปนี้
1️⃣ สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วง 30 วันแรกหลังปลูก หากพบกลุ่มไข่ (1 กลุ่มอาจฟักเป็นหนอนได้ 100–200 ตัว) ให้รีบเก็บและทำลายทันที เพื่อหยุดการแพร่ระบาดตั้งแต่ต้นทาง
2️⃣ ใช้ชีวภัณฑ์ควบคุมหนอนขนาดเล็ก เช่น เชื้อแบคทีเรีย บีที (Bt) ฉีดพ่นทุก 4–7 วัน ในระยะที่หนอนยังไม่โต เพื่อควบคุมประชากรได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อม
3️⃣ ส่งเสริมศัตรูธรรมชาติในแปลง เช่น แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต หรือแตนเบียน โดยหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีรุนแรง เพื่อให้แมลงเหล่านี้สามารถช่วยควบคุมหนอนได้ตามธรรมชาติ
4️⃣ ไถกลบทำลายเมื่อมีการระบาดรุนแรง หากพบการแพร่กระจายมาก ควรไถกลบเพื่อกำจัดหนอนและดักแด้ที่อาศัยอยู่ในดิน พร้อมพักแปลงอย่างน้อย 2 สัปดาห์ ก่อนปลูกใหม่ เพื่อหยุดวงจรชีวิตของหนอน
5️⃣ ใช้สารเคมีอย่างระมัดระวังและตามคำแนะนำ ในกรณีที่ไม่สามารถควบคุมได้ด้วยวิธีอื่น ให้ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตรอย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้และสิ่งแวดล้อม

หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดอาจเป็นภัยร้ายในแปลง แต่ด้วยการเฝ้าระวังและจัดการอย่างเหมาะสมตั้งแต่ต้น จะช่วยให้เกษตรกรสามารถป้องกันความเสียหายและรักษาผลผลิตข้าวโพดไว้ได้อย่างยั่งยืน 🌽
อ่านต่อ



