แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
อุตุนิยมวิทยา
พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 22 - 28 มกราคม พ.ศ. 2564

การคาดหมายลักษณะอากาศ ช่วงวันที่ 22-24 ม.ค. บริเวณความกดอากาศสูงที่ปกคลุมประเทศไทยตอนบนจะมีกำลังอ่อนทำให้บริเวณดังกล่าวอุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังอ่อนลง ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังอ่อน ส่วนในช่วงวันที่ 25-28 ม.ค. บริเวณความกดอากาศสูงกำลังปานกลางจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ สำหรับมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือที่พัดปกคลุมอ่าวไทยและภาคใต้จะมีกำลังแรงขึ้น ทำให้คลื่นลมบริเวณอ่าวไทยมีกำลังปานกลาง โดยอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร

คำเตือน ในช่วงนี้บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอากาศเย็นถึงหนาว เกษตรกรควรรักษาสุขภาพให้แข็งแรงเพื่อป้องกันความเจ็บป่วย สำหรับในช่วงวันที่ 22-24 ม.ค. บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีหมอกหนาในบางพื้นที่ เกษตรควรเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนา ส่วนในวันที่ 25-28 ม.ค. บริเวณอ่าวไทยตอนล่างทะเลจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ

คำแนะนำสำหรับการเกษตร
ภาคเหนือ 
อากาศเย็นถึงหนาวตลอดช่วง กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 13-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยอากาศหนาวถึงหนาวจัด อุณหภูมิต่ำสุด 5-12 องศาเซลเซียส ในช่วงวันที่ 22-24 ม.ค. ลมอ่อน ส่วนในช่วงวันที่ 25-28 ม.ค. ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 6-9 ชม. ระยะนี้จะมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีความชื้นสูงในตอนเช้า เกษตรกรควรระวังและป้องกันหนอนกระทู้ผักในถั่วเหลือง นอกจากนี้ควรระวังการเกิดอัคคีภัยในช่วงที่มีอากาศแห้ง

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อากาศเย็นถึงหนาวตลอดช่วง กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 13-18 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 8-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70 % ความยาวนานแสงแดด 7-10 ชม. ในช่วงนี้จะมีอากาศเย็นถึงหนาว เกษตรกรควรเพิ่มความอบอุ่นให้แก่สัตว์เลี้ยงอย่างเพียงพอ เพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงหนาวเย็น จนอ่อนแอ และเป็นโรคได้ง่าย นอกจากนี้ควรวางแผนการใช้น้ำทางด้านการเกษตรให้มีประสิทธิภาพ

ภาคกลาง อากาศเย็นตลอดช่วง กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70 % ความยาวนานแสงแดด 7-10 ชม. ในช่วงนี้จะมีอากาศเย็น ทำให้สัตว์น้ำกินอาหารได้น้อยลง เกษตรกรควรให้ปริมาณอาหารแก่สัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ควรกำจัดวัชพืช ดูแลสวนให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก และเก็บเศษซากพืชต่างๆ แล้วนำไปกำจัด เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งอาศัยหรือหลบซ่อนของสัตว์มีพิษ

ภาคตะวันออก อากาศเย็นตลอดช่วง กับมีหมอกในตอนเช้าและมีหมอกหนาในบางพื้นที่ อุณหภูมิจะสูงขึ้น 2-4 องศาเซลเซียส โดยในช่วงวันที่ 24-25 ม.ค. มีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 17-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-33 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 % ความยาวนานแสงแดด 6-9 ชม. ในช่วงนี้จะมีอากาศเย็น เกษตรกรควรระวังและป้องกันเพลี้ยไฟในมะม่วงหิมพานต์ นอกจากนี้ควรคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชด้วยเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรเพื่อลดการระเหยของน้ำ

ภาคใต้ฝั่งตะวันออก ในช่วงวันที่ 22-24 ม.ค. มีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-35 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร ส่วนในวันที่ 25-28 ม.ค. มีฝนร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 20-35 กม./ชม. อ่าวไทยตอนล่างทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-33 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 75-85 % ความยาวนานแสงแดด 5-8 ชม.
ภาคใต้ฝั่งตะวันตก มีฝนร้อยละ 10 ของพื้นที่ตลอดช่วง ลมตะวันออกเฉียงเหนือ ความเร็ว 15-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูง 1-2 เมตร อุณหภูมิต่ำสุด 22-25 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80 %

ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนองบางแห่งส่วนมากทางตอนล่างของภาค เกษตรกรควรระวังและป้องกันด้วงแรดและด้วงงวงในมะพร้าว สำหรับพื้นที่ซึ่งมีฝนตกติดต่อกันทำให้ดินและอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรควรระวังและป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อราในไม้ผลและพืชผัก


อ่านต่อ
วันที่ 22 มกราคม 2564
แจ้งเตือน
ศัตรูพืช
เตือนภัยการเกษตร : ระวังหนอนกระทู้หอมในหอมแดง, หอมหัวใหญ่

สภาพอากาศในช่วงนี้แดดแรง ลมแรง และอากาศแห้งในตอนกลางวัน อากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงในตอนกลางคืน เตือนผู้ปลูกหอมแดง, หอมหัวใหญ่ ในระยะ พัฒนาหัว รับมือหนอนกระทู้หอม
การเข้าทำลาย : หนอนกระทู้หอมเจาะเข้าไปอาศัยในใบหอม กัดกินเนื้อเยื่อใบหอมทำให้ใบมีสีขาว และกัดกินไปถึงหัวหอมทำให้ไม่สามารถเก็บผลผลิตได้
แนวทางป้องกัน/แก้ไข
1. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายเพื่อช่วยลดการระบาด
2. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ นิวคลีโอโพลีฮีโดรไวรัส (เอ็นพีวีหนอนกระทู้หอม) อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
3. สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น โทลเฟนไพแร็ด 16% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออินดอกซาคาร์บ 15% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสไปนีโทแรม 12% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อ 1 ตารางเมตร โดยการสุ่มนับแบบทแยงมุม 25 จุดต่อไร่ พ่นสารจนกว่าการทำลายจะลดลงต่ำกว่า 10%


อ่านต่อ
วันที่ 15 มกราคม 2564
แจ้งเตือน
ศัตรูพืช
เตือนภัยการเกษตร : ระวังเพลี้ยไฟในมะม่วงหิมพานต์

สภาพอากาศในช่วงนี้แดดแรง ลมแรง และอากาศแห้งในตอนกลางวัน อากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงในตอนกลางคืน เตือนผู้ปลูกมะม่วงหิมพานต์ ในระยะแทงช่อดอก-พัฒนาผล รับมือเพลี้ยไฟ

การเข้าทำลาย : จะทำลายมะม่วงหิมพานต์ช่วงแตกยอดอ่อน ช่อดอก และผลอ่อน โดยดูดกินน้ำเลี้ยงทำให้ยอดอ่อนหงิกงอหรือแห้งตาย กรณีระบาดรุนแรงจะทำให้ช่อดอกไหม้เป็นสีดำและไม่ติดผล ถ้าติดผลแล้วจะทำให้ผลร่วง

แนวทางป้องกันแก้ไข
เมื่อพบการระบาด ช่วงเริ่มแทงช่อดอกหรือก่อนดอกบาน ทำการพ่นสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์บาริล 85% WP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร


อ่านต่อ
วันที่ 15 มกราคม 2564

ข่าวสาร

ข่าวสาร
การผลิตพืช
การตัดแต่งกิ่งมะม่วง ให้มีพุ่มต้นแบบต่าง ๆ
ในไม้ผลขนาดใหญ่โดยทั่วไป เช่น มะม่วง มะขาม ทุเรียน ลิ้นจี่ ลำไย ฯลฯ มีการตัดแต่งเลี้ยงพุ่มต้นออกเป็น 3 แบบ 1. แบบมีกิ่งนำ (Leader type) แบบนี้จะมีรูปทรงคล้ายพีระมิดหรือทรงสีเหลี่ยม โดยต้นไม้ผลนั้นจะมีกิ่งนำหรือยอดเดิมตั้งอยู่โดยไม่มีการตัดแต่ง และจะเลี้ยงกิ่งแขนงแตกจากลำต้นในระดับต่างๆ กัน ขึ้นไปจาก
อ่านต่อ
วันที่ 26 มกราคม 2564
ข่าวสาร
ชีวเคมีของพืช
ถั่วฝักยาว บำรุงสายตาและมากประโยชน์
"ถั่วฝักยาว" เป็นพืชล้มลุกตระกูลเดียวกับถั่วต่าง ๆ อย่าง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง ถั่วแปบ มีลักษณะพิเศษที่ทำให้แตกต่างจากถั่วชนิดอื่นอย่างชัดเจน ด้วยฝักสีเขียวที่ยาว โดยคนไทยนิยมนำไปประกอบอาหารหลากหลายประเภท ทั้ง ผัด แกง ตำแทนมะละกอ และใช้เป็นส่วนผสมของอาหารอื่น ๆ แต่ที่นิยมที่สุดคือนำมากินสด
อ่านต่อ
วันที่ 21 มกราคม 2564
ข่าวสาร
เศรษฐศาสตร์การพัฒนา
การค้าระหว่างประเทศ
เวียดนามน็อกไทย โค่นข้าวหอมมะลิ
ส่งออกข้าวไทย ปี 64 คาดทำได้ 6.5 ล้านตัน เวียดนามลุ้นหมัดเด็ด ส่งข้าวหอม ST25 โค่นหอมมะลิไทยตกบัลลังก์แชมป์ ดีเดย์ส่งคร็อปใหม่ตีตลาดโลก มี.ค.นี้ ชี้ผลผลิตต่อไร่สูงกว่าหอมมะลิไทยเท่าตัว แถมราคาถูกกว่าอื้อ นักวิชาการจี้รัฐ-เอกชนเลียนโมเดลเวียดนามพัฒนาสายพันธุ์ข้าวส่งออก ก่อนอันดับโลกกู่ไม่กลับ อดีตจนถ
อ่านต่อ
วันที่ 21 มกราคม 2564

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
ศัตรูพืช
โรคพืช
สอบถามครับ มะเขือพวงอายุประมาณ 2 เดือน มีอาการดังในภาพ เกิดจากอะไรครับ แก้ไขอย่างไร
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 21 มกราคม 2564
ตอบ คุณสมชาย 2 รูปแรก อาการคล้ายโดนแมลงศัตรูพืชเข้าทำลาย ลองสังเกตบริเวณใบทั้งบนในและใต้ใบว่ามีแมลง เช่น เพลี้ยแป้งสีขาวๆ หรือเพลี้ยไฟสีดำขนาดเล็กเกาะอยู่บ้างมั้ยคะ เริ่มแรกเพลี้ยแป้งจะทำให้เกิดอาการใบหยิกหด ต่อมาใบและยอดอ่อนหยิกและหด ข้อสั้นและอวบหญ่มีสีเขียวเข้ม ไม่เจริญต่อไป หรือบางครั้งอาจมีแมลงเข้าทำลายร่วมกันหลายชนิด การป้องกันกำจัดควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดประเภทดูดซึม สำหรับป้องกันกำจัดแมลง เช่น คาร์โบซัลแฟน, ฟิโปรนิล, อะบาแมคติน เป็นต้นค่ะ ส่วนรูปสุดท้าย อาการคล้ายเป็นโรคแอนแทรคโนสซึ่งเกิดจากเชื้อรา อาการจะเป็นแผลวงกลมสีน้ำตาล ซึ่งจะขยายใหญ่ขึ้นจนทำให้แผลเน่า และกิ่งแห้งตาย บนแผลมีเชื้อราขึ้นเป็นตุ่มเล็ก ๆ สีดำขนาดเล็กกว่าหัวเข็มหมุด ขึ้นเรียงเป็นวงกลมซ้อนกันหลายชั้น เนื้อเยื่อบริเวณแผลยุบต่ำลงเล็กน้อย การป้องกันกำจัดทำได้โดยพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อราเป็นครั้งแรก และตัดแต่งกิ่งและผลที่เป็นโรคแล้วนำไปเผาทำลายนอกแปลง เพื่อป้องกันการระบาดไปต้นอื่น
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 21 มกราคม 2564
ถาม-ตอบ
ระบบการปลูกพืช
มลพิษ
กำลังพัฒนาที่นาเป็นสวนผสม โดยยกคันขุดร่อง ที่ดินมีคลองชลประทานผ่านหน้าพื้นที่ และด้านหลังเป็นคลองผันน้ำออก อยากทำเกษตรอินทรีย์ แต่น้ำที่ได้รับมาเป็นปลายน้ำที่มีเกษตรกรเจ้าอื่นใช้สารเคมีมาก่อนแล้ว และรอบด้านเป็นนาและสวนที่ใช้สารเคมี เราจะแก้ไขอย่างไรกับสารเคมีที่มากับน้ำและผ่านร่องสวนเรา และเราก็จำเป็นต้องใช้น้ำนี้ค่ะ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 19 มกราคม 2564
การป้องกันมลพิษ การปนเปื้อน และการปะปนในระดับฟาร์ม เกษตรกรผู้ผลิตเกษตรอินทรีย์จะต้องมีมาตรการในการป้องกันมิให้ดินและผลผลิตเกษตรอินทรีย์ปนเปื้อนจากมลพิษ และสารเคมีสังเคราะห์ทางการเกษตรที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในระบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งรวมถึงโลหะหนัก และมลพิษจากโรงงานอุตสาหกรรมและชุมชน รวมทั้งมีมาตรการในการลดการปนเปื้อน โดยที่มาตรฐานเกษตรอินทรีย์แต่ละแห่งจะมีข้อกำหนดเกี่ยวกับการจัดการแนวกันชน (Buffer zone) ที่แตกต่างกัน โดยอาจมีการกำหนดทั้งระยะห่างระหว่างแปลงเกษตรอินทรีย์กับแปลงเกษตรเคมี หรือการปลูกพืช หรือการจัดทำสิ่งปลูกสร้างที่เป็นแนวป้องกันการปนเปื้อน ในพื้นที่แนวกันชนที่แตกต่างกันได้ โดยทั่วไปจะมีการกำหนดเกณฑ์แนวกันชนขั้นต่ำไว้ในมาตรฐาน ซึ่งหน่วยงานรับรองอาจจะพิจารณาให้เกษตรกรต้องมีการจัดการแนวกันชนเพิ่มเติมจากข้อกำหนดขั้นต่ำ โดยการพิจารณาจากสภาพความเป็นจริงของฟาร์มแต่ละแห่ง หลักการผลิตพืชอินทรีย์ 1. พื้นที่ที่จะทำการเกษตรนั้นต้องไม่เคยทำการเกษตรเคมีมาไม่น้อยกว่า 3 ปี 2. พื้นที่ควรมีลักษณะค่อนข้างดอนและโล่งแจ้ง 3. พื้นที่ต้องอยู่ห่างจากโรงงานอุตสาหกรรม 4. พื้นที่ควรอยู่ห่างจากแปลงที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี 5. พื้นที่ห่างจากถนนหลวงหลัก 6. พื้นที่มีแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษ จะเห็นว่าจากเงื่อนไข ข้อ 6. พื้นที่มีแหล่งน้ำที่ปลอดสารพิษ และ 4. พื้นที่ควรอยู่ห่างจากแปลงที่ใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมี ซึ่งอาจจะต้องปรับสภาพให้มีความเหมาะสมกับระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์ ซึ่งการปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ควรเริ่มจากการมีแผนการปรับเปลี่ยนที่ชัดเจน โดยแผนการปรับเปลี่ยนดังกล่าวจะต้องสอดคล้องกับข้อกำหนดของมาตรฐาน โดยอาจจะปรับเปลี่ยนฟาร์มทั้งหมดเข้าสู่เกษตรอินทรีย์พร้อมกัน หรือค่อยๆ ปรับเปลี่ยนบางส่วนของฟาร์มเข้าสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ก็ได้ แต่ทั้งนี้ แผนการปรับเปลี่ยนจะต้องระบุถึงขั้นตอนและระยะเวลาในการปรับเปลี่ยนฟาร์มทั้งหมดเข้าสู่เกษตรอินทรีย์ รวมทั้งการจัดแยกระบบการผลิตแบบเกษตรอินทรีย์และไม่ใช่เกษตรอินทรีย์ออกจากกัน ซึ่งในแต่ละมาตรฐานอาจกำหนดระยะเวลาของการปรับเปลี่ยนแตกต่างกันไป ซึ่งในช่วงระยะปรับเปลี่ยนนี้อาจใช้เวลา 12 – 36 เดือนขึ้นอยู่กับมาตรฐาน โดยระบบมาตรฐานที่ให้บริการรับรองการเพาะปลูกพืชในปัจจุบัน ได้แก่ - IFOAM Program (IFOAM-Accredited) - EU Program (EU organic regulations) - U.S.-Canada Program (COR and NOP-equivalent) ทั้งนี้สามารถศึกษามาตรฐานและข้อกำหนดได้จากข้อมูลเพิ่มเติม : มาตรฐานเกษตรอินทรีย์และข้อกำหนด และสามารถรับคำปรึกษาและติดต่อได้ที่ สำนักงานมาตรฐานเกษตรอินทรีย์ บริษัท เอซีทีออร์แกนิค เลขที่ 2 ซอยงามวงศ์วาน 23 แยก 2/5 ตำบลบางเขน อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี 11000 โทร. 0 2952 6677, 0 2580 0934 และ 086 892 3162 วันจันทร์-ศุกร์ เวลา 09.00-17.00 น. E-mail: info@actorganic-cert.or.th
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 19 มกราคม 2564
ถาม-ตอบ
การผลิตพืช
การปรับปรุงดิน
ปุ๋ย
วิธีเตรียมดินลงปลูก ดูแลบำรุงพริก ปลูกแล้วรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างไรครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 18 มกราคม 2564
พริกขี้หนูสามารถปลูกได้ดีในดินแทบทุกชนิด แต่ดินที่เหมาะสมที่สุดคือ ดินร่วนปนทราย ที่มีการระบายน้ำได้ดีนะคะ การเพาะเมล็ด วัสดุเพาะ ใช้ดิน : ปุ๋ยคอกเก่า : ขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 2:1:1 การเพาะเมล็ดเพื่อปลูก เริ่มต้นด้วยการห่อเมล็ดพันธุ์ในถุงผ้าและแช่ในน้ำทิ้งไว้ 1 คืน ในน้ำควรใส่ยาป้องกันราลงไปด้วย เมื่อผ่าน 1 จากนั้นให้นำเมล็ดพันธุ์พริกไปล้างผ่านน้ำไหลอย่างน้อย 30 นาที เก็บถุงผ้าไว้ในที่ร่มและชื้นอีก 2-3 วัน เมื่อเมล็ดงอกตุ่มเป็นรากสีขาวเล็กจึงนำไปเพาะลงถุงชำที่มีวัสดุเพาะข้างต้น โดยช่วงนี้ต้องรดน้ำสม่ำเสมอวันละ 1-2 ครั้ง เช้าและบ่าย จนต้นกล้าขึ้นใบจริง 3-4 ใบ ค่อยย้ายลงแปลงปลูก หรือย้ายลงกระถางต่อไป (แต่ถ้าไม่ต้องการเพาะเป็นต้นกล้า เมื่อเห็นว่าเมล็ดเริ่มแตกตุ่มราก สามารถนำไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ได้) *ช่วงย้ายปลูกที่ดีคือ ตอนเย็นที่มีแสงอาทิตย์อ่อน เพราะจะทำให้ต้นกล้าตั้งตัวได้เร็วกว่าในช่วงที่มีแสงแดด วิธีเตรียมดินปลูกพริก ควรขุดหรือไถดินให้ลึกประมาณ 15 ซม. ตากดิน 5-7 วัน ใส่ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกที่สลายตัวแล้วประมาณ 20 กก ต่อเนื้อที่ 5 ตารางเมตร พรวนย่อยผิวหน้าดินให้ละเอียด เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดินแปลงเพาะควรใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 อัตรา 400-500 กรัม พรวนกลบลงในดิน รอบแปลงเพาะ ควรใช้สารเคมี เช่น ออลดรินโรยเพื่อป้องกันมด แมลง เข้าไปทำลายเมล็ดพันธุ์ที่เริ่มงอก การใส่ปุ๋ย หลังปลูกแล้ว 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 อัตรา 1 ช้อนแกง ด้วยวิธีโรยห่างโคนต้นประมาณ 1 คืบ พร้อมกลบดินและรดน้ำตาม หมั่นกำจัดวัชพืชให้แปลงสะอาดอยู่เสมอ พอพริกเริ่มโตจะใส่ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 ด้วยการหว่าน 15 วันต่อ 1 ครั้ง หรือหากไม่ต้องการใช้ปุ๋ยเคมี สามารถใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนได้ การให้น้ำ ควรรดน้ำทุกวัน เพื่อทำให้ต้นพริกแตกกิ่งแขนงดี ต้นหนา ลูกดก ต้นไม่หยุดชะงัก การเก็บเกี่ยวผลผลิต พริกจะเริ่มออกดอกหลังจากย้ายปลูกแล้ว 60-70 วัน และเก็บเกี่ยวผลผลิตได้เมื่อมีอายุ 90-100 วัน โดยสามารถเก็บได้นานประมาณ 6 เดือน
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 15 มกราคม 2564

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
การเกษตรทั่วไป
สู้โควิดแบบไทย ๆ
หนังสือ สู้โควิดแบบไทย ๆ โดย... ศ.นพ.วีระศักดิ์ จงสู่วิวัฒน์วงศ์ ประธานหลักสูตร สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ ม.อ. และที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข บทความจากประสบการณ์ การวิเคราะห์สถานการณ์ตามหลักระบาดวิทยา และเทียบเคียงกับประวัติศาสตร์ทางสาธารณสุขของไทยและสากล จัดทำโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาสุขภาพภาคใต้ (วพส.) สาขาวิชาระบาดวิทยา คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (ม.อ.) ร่วมกับ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) สามารถอ่าน หรือดาวน์โหลดได้แล้ว ที่ 🚆- ฉบับภาษาไทย https://bit.ly/3q38Jlg 🚆- ฉบับภาษาอังกฤษ https://bit.ly/2JXAFb6
โพสต์เมื่อ 14 มกราคม 2564
แหล่งความรู้อื่นๆ
โรคพืช
คู่มือการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช
เอกสารวิชาการ คู่มือการเลือกใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช โดย กลุ่มวิจัยโรคพืช สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร
โพสต์เมื่อ 25 ธันวาคม 2563
แหล่งความรู้อื่นๆ
โลจิสติกส์ผลิตผลจากพืช
การปนเปื้อนอาหาร
การจัดการหลังเก็บเกี่ยว “พริก” ลดสารพิษอะฟลาทอกซิน
การจัดการหลังเก็บเกี่ยว “พริก” ลดสารพิษอะฟลาทอกซิน ข้อมูลโดย : รศ.ดร.สังคม เตชะวงค์เสถียร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น
โพสต์เมื่อ 25 ธันวาคม 2563
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู