แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
โรคพืช
⚠️ เตือนเกษตรกรผู้ปลูกลำไย ระวังโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน

ช่วงนี้หลายพื้นที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีความชื้นสูง เกษตรกรผู้ปลูกลำไยควรเฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้และผลเน่า หรือโรคราน้ำฝน ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Phytophthora capsici โดยเฉพาะในระยะติดผล เนื่องจากสภาพอากาศชื้นและฝนตกชุกเป็นปัจจัยสำคัญที่เอื้อต่อการแพร่ระบาดของโรค หากปล่อยให้ระบาดรุนแรงอาจสร้างความเสียหายต่อผลผลิตและคุณภาพลำไยได้อย่างมาก

อาการของโรคสามารถพบได้ทั้งที่ใบ กิ่ง ยอด และผลลำไย โดยในส่วนของใบอ่อน กิ่งอ่อน และยอดอ่อน จะเริ่มมีอาการไหม้เป็นสีน้ำตาลเข้ม และมักพบเส้นใยสีขาวของเชื้อราปกคลุมบริเวณที่เกิดโรค ต่อมาส่วนที่เป็นโรคจะแห้งอย่างรวดเร็ว หากเกิดการระบาดรุนแรง อาจทำให้ใบและยอดไหม้ทั้งต้นได้

ส่วนอาการที่ผล จะพบว่าเปลือกผลและขั้วผลมีสีน้ำตาลเข้ม เมื่อผลยังแก่ไม่เต็มที่จะเกิดอาการแตกและเน่า พร้อมมีเส้นใยสีขาวฟูของเชื้อราปกคลุม และทำให้ผลร่วงในที่สุด ส่งผลโดยตรงต่อคุณภาพและปริมาณผลผลิต

แนวทางการป้องกัน 
เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงฝนตกชุก หากพบต้นหรือส่วนของพืชที่แสดงอาการของโรค ควรตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค พร้อมเก็บเศษพืชและใบที่ร่วงหล่นออกจากแปลงเพื่อนำไปทำลายนอกพื้นที่ปลูก จากนั้นพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 50–60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 68% WG อัตรา 30–50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดใช้สารก่อนเก็บเกี่ยวอย่างน้อย 15 วัน

นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดเครื่องมือที่ใช้ตัดแต่งกิ่งทุกครั้งก่อนนำไปใช้กับต้นปกติ เพื่อป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อโรค และหลังการเก็บเกี่ยว ควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้อากาศถ่ายเทและแสงแดดส่องถึง ช่วยลดความชื้นภายในทรงพุ่ม ซึ่งเป็นการลดสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการระบาดของเชื้อราได้อย่างมีประสิทธิภาพ


อ่านต่อ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
แจ้งเตือน
ศัตรูพืช
📢 เตือนภัยทางการเกษตร : การระบาดของด้วงงวงในกล้วยช่วงอากาศร้อน

เนื่องจากในช่วงนี้สภาพอากาศร้อน ส่งผลให้เกิดการระบาดของศัตรูพืชในแปลงปลูกกล้วย โดยเฉพาะ “ด้วงงวง” ซึ่งเป็นแมลงศัตรูสำคัญที่ทำลายต้นกล้วยอย่างรุนแรง เกษตรกรผู้ปลูกกล้วยควรเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

🔴 ชนิดของด้วงงวงที่พบระบาด

1. ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนจะอาศัยอยู่ภายในเหง้าใต้ดิน กัดกินทำลายระบบลำเลียงน้ำและอาหาร ทำให้ต้นกล้วยชะงักการเจริญเติบโต และอาจยืนต้นตายได้ แม้มีหนอนเพียงเล็กน้อยก็สามารถสร้างความเสียหายรุนแรงได้
2. ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่บริเวณกาบกล้วย ตัวหนอนเจาะเข้าไปในลำต้น ทำให้เกิดรูพรุนทั่วลำต้น ส่งผลให้ต้นหัก เหี่ยว และตาย โดยเฉพาะในระยะใกล้ออกปลีจะทำให้เครือหักเสียหาย

⚠️ แนวทางป้องกัน
- รักษาความสะอาดแปลงปลูก กำจัดเศษซากต้นกล้วย โดยตัดเป็นชิ้นเล็กและผึ่งให้แห้ง เพื่อลดแหล่งอาศัยของแมลง
- ใช้หน่อพันธุ์ที่สะอาด ปราศจากแมลง และหลังขุดต้องนำออกจากแปลงทันที พร้อมกลบดินบริเวณหลุมเดิม
- ทำกับดักล่อแมลง โดยใช้ต้นกล้วยหั่นท่อน วางคว่ำใกล้โคนต้น ตรวจสอบและทำลายแมลงทุก 3–4 วัน
- สามารถใช้ชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราเมธาไรเซียม เพื่อควบคุมแมลง
- กรณีระบาดรุนแรง ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น ฟิโพรนิล ตามอัตราที่แนะนำ โดยราดบริเวณโคนต้นและรอบโคนต้น

📌 ข้อแนะนำเพิ่มเติม
ควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อน ซึ่งเป็นช่วงที่แมลงแพร่ระบาดได้รวดเร็ว หากพบการระบาดควรดำเนินการควบคุมทันที

 


อ่านต่อ
วันที่ 8 เมษายน 2569

ข่าวสาร

ข่าวสาร
เปิดประสบการณ์สร้างป่าในขวด กับกิจกรรม SCIKU COURSE: Mini Forest in a Bottle เรียนรู้ระบบนิเวศผ่านงานสร้างสรรค์สุดพิเศษ
คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขอเชิญชวนผู้สนใจเข้าร่วมกิจกรรมเชิงสร้างสรรค์ SCIKU COURSE: Mini Forest in a Bottle สวนขวดพร้อมเรียนรู้ระบบนิเวศในขวดเดียว กิจกรรมเวิร์กชอปที่จะพาผู้เข้าร่วมเรียนรู้หลักการของระบบนิเวศ ธรรมชาติ และการออกแบบสวนขวด (Terrarium) ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ถ่ายทอดทั้งคว
อ่านต่อ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
ข่าวสาร
การเพาะเลี้ยง
การศึกษา
มก.เปิดอบรมฟรี หลักสูตรการเพาะและอนุบาลปลานิลแปลงเพศ
สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม กำแพงแสน ขอเชิญผู้สนใจเข้าร่วมอบรมออนไลน์ฟรี หลักสูตร การเพาะและอนุบาลปลานิลแปลงเพศ เพื่อส่งเสริมองค์ความรู้ด้านการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและพัฒนาอาชีพด้านการประมงให้แก่เกษตรกร นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทั่วไปที่สนใจ โดยผู้เข้าอบรมสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเองผ่านระบบออนไลน์ สะดวกท
อ่านต่อ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569
ข่าวสาร
การค้า/การตลาด
ไทยเดินหน้ามหกรรมพืชสวนโลก อุดรฯ–โคราช ยกระดับเวทีเกษตรและสิ่งแวดล้อมสู่สากล
เดินหน้าขับเคลื่อนการจัดงานมหกรรมพืชสวนโลกจังหวัดนครราชสีมา พ.ศ. 2572 อย่างเต็มรูปแบบ พร้อมบูรณาการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ระบบคมนาคม และสิ่งอำนวยความสะดวก เพื่อรองรับมาตรฐานใหม่ขององค์การนิทรรศการโลก (BIE) ที่มุ่งยกระดับการจัดงาน World Expo ให้มีความเข้มข้น โปร่งใส และได้มาตรฐานในทุกมิติ ในการประชุมค
อ่านต่อ
วันที่ 15 พฤษภาคม 2569

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
การเกษตรทั่วไป
ขอสอบถามเกี่ยวกับการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางค่ะ ปัจจุบัน มีสวนยางพาราปลูกอยู่ที่จังหวัดน่านจำนวนประมาณ 900 ต้น อายุประมาณ 3 ปีเศษ แต่ยังไม่เคยขึ้นทะเบียนเกษตรกรมาก่อน ขณะนี้พักอาศัยอยู่ที่อยุธยา ซึ่งอยู่ไกลจากพื้นที่สวนยาง จึงอยากสอบถามว่า สามารถดำเนินการขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางแบบออนไลน์ได้หรือไม่ และในกรณีนี้จำเป็นต้องเดินทางไปดำเนินการที่กรุงเทพฯ หรือสามารถติดต่อได้ที่ไหนคะ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569
สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้ค่ะ โดยติดต่อการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ คือ จังหวัดน่าน ไม่จำเป็นต้องไปกรุงเทพฯ สามารถขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยางได้ แม้พื้นที่สวนยางจะอยู่คนละจังหวัดกับทะเบียนบ้าน โดยต้องดำเนินการขึ้นทะเบียนกับการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ในพื้นที่ที่สวนยางตั้งอยู่ เอกสารที่ควรเตรียม ได้แก่ • บัตรประชาชน • ทะเบียนบ้าน • เอกสารสิทธิ์ที่ดิน เช่น โฉนด สปก. หรือ นส.3 • พิกัดหรือแผนที่แปลงสวนยาง • เอกสารเพิ่มเติมกรณีเช่าที่ดิน หรือดำเนินการแทนผู้อื่น กรณีอยู่ไกลและพักอาศัยที่อยุธยา แนะนำให้โทรสอบถาม กยท. จังหวัดน่านก่อน เพราะบางขั้นตอนสามารถส่งเอกสารออนไลน์หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ สวนยางอายุ 3 ปีกว่า จำนวน 900 ต้น สามารถขึ้นทะเบียนได้ แม้ยังไม่เปิดกรีด และแม้ไม่เคยขึ้นทะเบียนมาก่อนค่ะ หากปลูกยางพาราอยู่ในจังหวัดน่าน สามารถติดต่อขึ้นทะเบียนเกษตรกรชาวสวนยาง หรือสอบถามสิทธิ์ต่าง ๆ ได้ที่ การยางแห่งประเทศไทยจังหวัดน่าน (กยท. จ.น่าน) 📍 ที่ตั้ง: เลขที่ 2 หมู่ 4 ถนนน่าน–พะเยา ตำบลไชยสถาน อำเภอเมืองน่าน จังหวัดน่าน ☎️ โทร. 0-5471-1224 หรือ 0-5471-1225 🕘 วันจันทร์–ศุกร์ เวลา 08.30–16.30 น. 🌐 Facebook: https://www.facebook.com/Raotnan/ แนะนำให้โทรสอบถามเจ้าหน้าที่ก่อนเดินทาง เพราะบางกรณีสามารถส่งเอกสารเบื้องต้นออนไลน์ นัดตรวจแปลง หรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นดำเนินการแทนได้ หากอยู่ไกล ควรปักหมุดแปลงสวนยางใน Google Maps ไว้ล่วงหน้า เพื่อความสะดวกในการตรวจสอบพิกัดแปลงของเจ้าหน้าที่ค่ะ
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 15 พฤษภาคม 2569
ถาม-ตอบ
ระบบการปลูกพืช
การปรับปรุงดิน
สวัสดีค่ะ เป้าหมายอยากทำสวนโกโก้ เงื่อนไขคืออยู่ กทม. ไม่ค่อยได้กลับบ้านที่ขอนแก่น หลัก ๆ จ้างญาติพี่น้องไปทำไร่ให้ ปัญหาคือมีที่ดินประมาณ 12 ไร่ แต่ไม่มีความรู้ว่าจะทำยังไงดี ถ้าไม่มีเวลาดูแล อาจจะยังไม่ทำสวนโกโก้ แต่ปลูกไม้ใหญ่ที่ไม่ต้องดูแลมากแทน ไม่รู้จะปลูกพันธุ์อะไร อยากได้คำแนะนำ ทั้งนี้ได้แนบแผนที่ดิน และผลตรวจดินมาด้วย แผนการคือ ช่วงเดือนพฤษภาคม 2569 จะเริ่มหว่านเมล็ดปอเทือง ตอนนี้ยังมีอ้อยตอสองที่โดนวัวมากินน่าจะต้องไถกลบ แล้วปรับสภาพดิน ก่อนหว่านปอเทือง
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 8 พฤษภาคม 2569
จากผลวิเคราะห์พบว่าสภาพดินปัจจุบันจัดอยู่ในกลุ่มดินร่วนปนทราย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องความชื้นต่ำ และมีความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารหลัก (N-P-K) รวมถึงธาตุอาหารรองในระดับต่ำมาก นอกจากนี้ดินยังมีค่าความเป็นกรดจัด ซึ่งหากเริ่มต้นปลูกพืชที่ต้องการการดูแลสูงอย่างโกโก้ในทันที โอกาสที่จะประสบความสำเร็จจะมีน้อยมาก แผนการดำเนินงานที่น่าจะพอเป็นไปได้ แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 การฟื้นฟูโครงสร้างดิน (เดือนพฤษภาคม 2569) ในช่วงเริ่มต้นนี้ต้องมุ่งเน้นไปที่การปรับปรุงดิน คือแก้กรด และเติมอินทรียวัตถุ เพื่อวางรากฐานให้พืชมีชีวิตรอดได้ในระยะยาว - การปรับปรุงค่าความเป็นกรด ควรปรับสภาพดินด้วยการใส่ปูนตามคำแนะนำ โดยเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น ปูนขาว (122-243 กก./ไร่) หรือปูนโดโลไมท์ (170-340 กก./ไร่) การใส่ปูนจะช่วยปลดปล่อยธาตุอาหารพืชที่ถูกตรึงไว้เพื่อให้พืชนำไปใช้ได้ - การเพิ่มความสมบูรณ์ หลังจากใส่ปูนแล้ว แนะนำให้หว่านปอเทืองเพื่อเพิ่มอินทรียวัตถุและไนโตรเจนให้แก่ดินทรายที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ระยะที่ 2 ช่วงเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม 2569 เนื่องจากคุณทำงานที่กรุงเทพฯ และใช้การจ้างดูแลเป็นหลัก การเลือกปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ จึงเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ที่สุด เพราะไม้กลุ่มนี้มีความทนทานและต้องการการดูแลต่ำ หลังจากผ่านปีแรกไปแล้ว พันธุ์ไม้แนะนำ เน้นไม้ที่ทนกรดและเติบโตได้ดีในดินทราย เช่น พะยูง และประดู่ป่า ยูคาลิปตัส ซึ่งเป็นพืชทนแล้ง ส่วนในพื้นที่ที่มีความชื้นหรือใกล้แหล่งน้ำสามารถเลือกปลูกยางนา มะฮอกกานี หรือไม้ตะเคียนได้ เพื่อสร้างมูลค่าไม้ในอนาคต เทคนิคการปลูก ควรใช้เทคนิคการกักเก็บความชื้นด้วยการใช้สารอุ้มน้ำ (Polymer) รองก้นหลุม ร่วมกับการคลุมโคนต้นด้วยวัสดุคลุมดิน เช่น ฟางข้าวหนา ๆ เพื่อป้องกันการระเหยของน้ำในดินทราย ระยะที่ 3 การสร้างรายได้หมุนเวียน (ปีที่ 1-3) ในระหว่างที่ไม้หลักกำลังเติบโต คุณสามารถสร้างรายได้ระยะสั้นด้วยการจ้างปลูกพืชเสริมรายได้ในช่องว่างระหว่างแถวไม้ป่า พืชแนะนำ ควรเลือกพืชที่ทนแล้งและดูแลง่าย เช่น มันสำปะหลัง ซึ่งเป็นพืชเดิมในพื้นที่และญาติพี่น้องมีความชำนาญในการจัดการอยู่แล้ว หรือสับปะรด ซึ่งเป็นพืชที่ชอบดินทรายและเติบโตได้ดีในภาวะดินเป็นกรดเล็กน้อย ด้วยเงื่อนไขที่คุณแจ้งมา ถ้าอยากทำจริงอาจต้องใช้เวลาในการปรับปรุงดินพอสมควร อาจจะต้องปลูกไม้ป่าเศรษฐกิจ เป็นโครงสร้างหลักไปก่อน ในอนาคตพื้นที่ของคุณจะกลายเป็นสินทรัพย์ที่เติบโตเองได้ในขณะที่คุณทำงานอยู่ที่ กทม.ในช่วงนี้ ทั้งนี้ ลองศึกษาคู่มือการปลูกไม้เศรษฐกิจโตเร็ว ประกอบการตัดสินใจนะคะ 
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 8 พฤษภาคม 2569
ถาม-ตอบ
ศัตรูพืช
โรคพืช
สว้สดีครับ ขอสอบถามว่า ลูกมังคุดผิวลายเป็นแผ่น เกิดจากแมลง/หนอนอะไร และขอวิธีกำจัด เพื่อนบ้านบอกว่าเป็นแมลงเต่าสีเหลือง ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 6 พฤษภาคม 2569
ตอบคุณ Worapot ได้ส่งภาพและคลิปให้ทาง คลินิกสุขภาพพืช มก.กพส. ช่วยวิเคราะห์สาเหตุและแนวทางป้องกัน ทางผู้เชี่ยวชาญแจ้งว่า มีโอกาสเป็นไปได้ทั้งเพลี้ยไฟและเชื้อราค่ะ ต้องดูสภาพในแปลงว่าเป็นยังไงบ้าง ควรป้องกันตั้งแต่ระยะติดดอก ถ้าเป็นที่ผลแล้วคงต้องเก็บออก ทางคลินิกสุขภาพพืช มก.กพส. แนะนำว่า ปีหน้าคงต้องเตรียมรับมือตั้งแต่ก่อนติดผล 1 ควบคุมเพลี้ยไฟ 2 ป้องกันเชื้อราด้วยบาซิลลัส ส่วนแนวทางป้องกัน เพลี้ยไฟ ทำลายมังคุดมี 2 ชนิด คือ Scirtothrips dorsaris Hood ส่วนใหญ่พบที่ใบ และ Scirtothrip soligochaetus Karny พบที่ดอกของมังคุด ลำตัวมีสีเหลืองหรือน้ำตาลอ่อน ขนาด 0.7-0.8 มิลลิเมตร กว้าง 0.075 มิลลิเมตร เคลื่อนไหวได้เร็ว ไข่มีขนาดเล็กมากฝังตัวอยู่ในเนื้อเยื่อพืช ใช้เวลาฟัก ประมาณ 6-9 วัน การสืบพันธุ์มีทั้งใช้เพศและไม่ใช้เพศ การป้องกันกำจัดต้องหมั่นตรวจดูแปลงมังคุดระยะ แตกใบอ่อน ออกดอก และติดผล โดยเคาะใบอ่อนบนกระดาษขาว หากพบจำนวนเพลี้ยไฟมากกว่า 1 ตัวต่อ 1 ใบหรือยอด ควรใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืชฉีดพ่น เช่น อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 10 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโปรนิล 5% EC อัตรา 50 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% EC อัตรา 50 มิลลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 10 วัน ส่วนเชื้อรา การป้องกันกำจัดให้พ่นด้วยสารเคมี เช่น คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ แมนโคเซบ คาร์เบนดาซิม หรือ เบนโนมิล เป็นต้น
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 6 พฤษภาคม 2569

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
ศัตรูพืช
โรคพืช
วัชพืช
คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568
กรมวิชาการเกษตรเผยแพร่ “คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568” เสริมความปลอดภัยเกษตรกร ลดดื้อยา ยกระดับเกษตรไทยอย่างยั่งยืน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยเอกสารวิชาการ “คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568” เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เอกสารฉบับนี้รวบรวมผลการวิจัยล่าสุด ครอบคลุมการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช แมลง ไร สัตว์ศัตรูพืช และวัชพืชในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ พร้อมเน้นการจัดการศัตรูพืชตามหลักวิชาการ โดยอ้างอิงการจัดกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ของ FRAC, IRAC และ HRAC เพื่อชะลอปัญหาการดื้อยาซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน ตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การเก็บรักษา การขนส่ง ไปจนถึงการอ่านฉลากและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนแนวทางลดสารตกค้างในผลผลิต ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดส่งออก กรมวิชาการเกษตรคาดหวังว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการผลิตพืชตามหลัก เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ลดการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น และยกระดับเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต
โพสต์เมื่อ 15 ธันวาคม 2568
แหล่งความรู้อื่นๆ
การค้า/การตลาด
สินค้า GI อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย
สินค้า GI คือสินค้าที่มีชื่อเสียงและคุณภาพเฉพาะตัวจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น อันเกิดจากภูมิศาสตร์หรือภูมิปัญญาในพื้นที่ มีการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิ์และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน จัดทำโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
โพสต์เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568
แหล่งความรู้อื่นๆ
การเพาะเลี้ยง
การเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน
เรียนรู้เทคนิคการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนอย่างถูกวิธี พร้อมรับมือกับความท้าทายจากภาวะโลกร้อน! นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ การเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน (Plankton Culture) ซึ่งเป็นอาหารมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา หอย และสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื้อหาอธิบายตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐานไปจนถึงเทคนิคสำคัญในการดูแลคุณภาพน้ำ และการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตได้ดี โดยเน้นให้ผู้เพาะเลี้ยงเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของแพลงก์ตอน เช่น ความเข้มแสงและอุณหภูมิ ปริมาณสารอาหารและการควบคุมเชื้อปนเปื้อน วิธีการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์จากแพลงก์ตอนในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศทางทะเล พร้อมแนะนำแนวทางการจัดการที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมประมงไทย 📌ผู้สนใจสอบถามได้ที่ สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.0-3266-1168 🔍 เหมาะสำหรับผู้สนใจอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ งานวิจัย หรือผู้ประกอบการด้านการเพาะเลี้ยงน้ำ
โพสต์เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู