แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
โรคพืช
โรคเหี่ยวของโหระพา (Fusarium wilt of sweet basil)
 โรคเหี่ยวของโหระพา (Fusarium wilt of sweet basil) พบรายงานเกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum ทำให้โหระพามีอาการใบเหลืองที่ส่วนยอดแล้วจากนั้นต้นจะเหี่ยวเป็นสีน้าตาล เมื่อผ่าลำต้นตามยาวพบเนื้อเยื่อท่อลำเลียงเน่าเป็นสีนำ้ตาลเริ่มพบเห็นชัดเจนบริเวณส่วนโคนต้น และรากเน่าเสียหายถอดปลอกเป็นสีน้ำตาลดำ
การจัดการโรค
- ถอนต้นที่เป็นโรคออกทิ้งนอกแปลง
- การปรับค่า pH ของดินไม่ให้เป็กรด
- ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง
- การไถดินตากแดดนานๆ ในกรณีที่จะเตรียมแปลงใหม่
- การสลับพื้นที่ให้แปลงได้พัก หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เช่น พืชตระกูลถั่ว
- การป้องกันด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มาหรือเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส เป็นต้น
อ้างอิงข้อมูล

อ่านต่อ
วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564
แจ้งเตือน
โรคสัตว์
เตือน! เฝ้าระวังไข้หวัดนกระบาดหนักหลายประเทศในยุโรป-เอเชีย

กรมปศุสัตว์แจ้งเตือนเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกระบาดหลายประเทศในยุโรป-เอเชีย
นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในหลายประเทศของเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และในหลายประเทศของยุโรป เช่น นอร์เวย์ เบลเยียม ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเด็นที่นำมาเป็นข้อจำกัดทางการค้า อีกทั้งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 4,122 จุด รวมถึงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบในสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 กอปรกับประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้

อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเน้นย้ำว่า การป้องกันที่ดีถือเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ทั้งในคนและสัตว์จากการที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วประเทศจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการต้องสงสัยเหมือนนิยามโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

ที่สำคัญ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 06 3225 6888 หรือแจ้งผ่าน Application: DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา


อ่านต่อ
วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564
แจ้งเตือน
อุตุนิยมวิทยา
เตือนลานีญาแรงดับเบิล ฤทธิ์เร่งฝนกระหน่ำ

ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายปลายฤดูฝนปีนี้ “ทั่วทุกภูมิภาค” คงมีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี จากผลพวง “ปรากฏการณ์ลานีญาดีดตัวกลับเพิ่มกำลังแรงขึ้นระลอกใหม่” ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาแล้วยังเจอ “อิทธิพลพายุเขตร้อน” เคลื่อนเข้ามาสลายตัวใกล้ หรือเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงด้วย

“หลายพื้นที่ฝนตกหนักและหนักมากบางแห่ง” ที่เป็นไปตามคาดปีนี้ปริมาณฝนมามากกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาสาโทชาวบ้านเสียหายเดือดร้อน

สิ่งน่ากังวลกว่านั้น คือ “เดือน ต.ค.นี้ที่เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวแต่สภาพอากาศกลับแปรปรวนจากลานีญาเร่งกำลังปรับเพิ่มขึ้นอีกนี้” ส่งผลให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้ง กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร บอกว่า เดือน ก.ย.-กลางเดือน ต.ค. 2564 ปริมาณฝนจะมีมากกว่าปกติ เพราะอิทธิพลลานีญาแผลงฤทธิ์ปรับเร่งกำลังแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก

สอดคล้องกับ International Research Institute for Climate Society ม.โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ผลเพิ่มเติมจากต้นเดือน ส.ค. “สภาพอากาศไทยปรับอยู่เฟสกลาง (ENSO–Neutral)” คงที่ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าลานีญากลับปรับตัวเพิ่มกำลังมากกว่าเดิมโอกาสเกิดขึ้น 70-80% ในเดือน ก.ย. 2564-เดือน ก.พ. 2565 กลายเป็น “ลานีญาดับเบิลรอบสอง” ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวมากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้ไปถึงกลางเดือน ต.ค. ดังนั้น หลายพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ “เขื่อนหลักภาคเหนือ” ก็มีแนวโน้มรับน้ำเพิ่มอีก

แต่หลังเดือน ต.ค.ไปแล้ว “ปริมาณฝนจะลดลง” โดยเฉพาะเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ต้องเตรียมรับสถานการณ์น้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่วน “ภาคเหนือตอนบน” มีแนวโน้มเผชิญ “อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปกติ” ที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 2564 ลากยาวไปถึง มี.ค. 2565

บ่งชี้ปีนี้อากาศไม่น่าหนาวกว่าค่าปกติ ส่งสัญญาณฝุ่นพิษ PM 2.5 จะรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว...ส่วน “ภาคใต้” ตั้งแต่เดือน ต.ค.ของทุกปีเป็น “ช่วงฤดูฝนอยู่แล้วแต่ต้องมาเจอลานีญาดับเบิล” สิ่งนี้ก็น่าจะทำให้ฝนตกชุกหนาแน่นหลายพื้นที่ และหนักมากกว่าปกติบางแห่ง มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่เราพูดกันนี้นับเป็นปรากฏการณ์ไม่ปกติที่เกิดจากปัจจัยลานีญาแผ่อิทธิพลเกื้อหนุนให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ท่วมเดิมซ้ำซากแล้วยังจะขยายไปพื้นที่ที่ไม่เคยมีน้ำท่วมอีก เหตุนี้จำเป็นต้องระวังเตรียมตัวกันด้วย”

โชคดีว่า “แม้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาดับเบิล” ถ้าพูดถึงสถานการณ์ความรุนแรงระดับปริมาณน้ำท่วมแต่ละพื้นที่ไม่น่าต่างจากปีที่แล้วนัก เพราะตามที่ดู “กำลังลานีญา” ยังคงอยู่ระดับเฟสปานกลางมาตลอด รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า แต่สิ่งที่ต้องระวังน่าจะเป็นเรื่อง “ขยายพื้นที่เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม” โดยเฉพาะในจังหวัดเสี่ยงเกิดน้ำท่วมสูงต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด อีสานตอนบน เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ตาก ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ตราด และภาคกลาง

ประเด็นนี้มีสาเหตุจาก “ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นตัวกระตุ้นหย่อมความกดอากาศต่ำ ยกระดับความรุนแรงให้ปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พืชผลการเกษตร อันเป็นผลกระทบใกล้ตัวผู้คนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีพายุเกิดขึ้นก็สร้างความเสียหายได้แล้ว

ตอกย้ำพยากรณ์อากาศในอนาคต “พายุเขตร้อน” มีโอกาสก่อตัว เคลื่อนเข้าในไทยน้อยลง แต่ที่ผ่านมาแต่ละครั้งมักมีระดับความรุนแรงทวีคูณ สร้างความเสียหายระดับสูงมาก ถัดมา...“สภาพอากาศปี 2565” เท่าที่ติดตาม “ลานีญารอบ 2” จะลากยาวถึงเดือน ก.พ.แล้วจะลดกำลังลงมาอยู่ “เฟสกลาง” นับเป็นเรื่องดีที่สภาพอากาศคงปกติ สิ่งนี้ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย

ทั้งอิทธิพลนี้มีผลต่อ “โอกาสเกิดเอลนีโญก็น้อย” ถือเป็นเรื่องดี “เกษตรไทยพักเบรกภัยแล้ง” แต่ถ้าเกิดภัยแล้งจริงมักส่งผลกระทบน้อย เพราะสภาพพื้นดินคงความชุ่มชื้นรับน้ำสะสมมาอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งกังวลน่าจะอยู่ที่เดือน มี.ค.-เม.ย.2565 “บริเวณลุ่มเจ้าพระยา” จะมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พื้นที่นี้ต้องเจอ “ภัยแล้ง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องขาดแคลนน้ำปลูกข้าวนาปรังได้

เหตุนี้ถ้า “เกษตรกร” ฝืนธรรมชาติยังมีการเพาะปลูกอยู่อีก “โอกาสเจ๊งมีสูง” เพราะภูมิประเทศบ้านเรามัก “เพาะปลูกแบบข้าวนาน้ำฝน” ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเป็นหลัก อีกทั้งช่วงหลังมานี้ “สภาพอากาศเปลี่ยนไปมากจนทำให้ฝนตกใต้เขื่อน” ไม่สามารถเก็บไว้ได้ต้องปล่อยลงทะเลเปล่าประโยชน์มหาศาล

สาเหตุหลักมาจาก “ป่าไม้ถูกทำลาย” กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพ ธรรมชาติใกล้บริเวณเขื่อนไม่มีฉนวนพลังดึงดูดฝนตกลงหลังเขื่อนดังเคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นแม้ “ปะเทศไทย” สร้างเขื่อนเพิ่มมากเพียงใดก็ไม่สามารถมีน้ำเพียงพอต่อการกักเก็บได้ เพราะฝนไม่ตกลงเขื่อนจากป่าถูกทำลายนี้ โดยเฉพาะการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว จ.จันทบุรี แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมเขตอีอีซี ที่เป็นการรุกล้ำทำลายป่าต้นน้ำตามธรรมชาติอาจไม่มีฝนลงอ่างเหมือนเดิม

ในช่วงโค้งสุดท้ายฤดูฝนนี้คงต้องลุ้นว่า “เดือน ก.ย.–ต.ค.2564 ฝนที่มากนี้จะมีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่ภาคเหนือมากหรือน้อยเพียงใด” หากได้น้ำมากเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็อุ่นใจได้ ฉะนั้น “การปลูกข้าวนาปรังมักใช้น้ำมาก” ต้องไม่ผูกอนาคตไว้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปไม่มีฝนตกต้องตรงตามฤดูกาลมาหลายปีนี้ จนทำให้ชาวนาเป็นกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมากมาย

ปัจจัยสำคัญมาจาก “นโยบายรัฐบาล” มักให้การช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวที่รับความเสียหายแล้ว “ได้เงินเยียวยา” กลายเป็นความเคยชิน จนไม่พัฒนายกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกที่ดี ดังนั้น “ภาครัฐ” ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เน้นส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้แล้ว

ด้วยการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยปรับ เช่น พื้นที่ใดขาดแคลนน้ำ “เกษตรกรฝืนปลูกข้าว” เกิดความเสียหายต้องไม่ได้รับการเยียวยา ยกเว้น “ผู้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย” ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วยังต้องส่งเสริมหาตลาดรองรับให้ด้วย แต่ที่ผ่านมา “นโยบายรัฐฉุดรั้งเกษตรกร” ไม่ปรับเปลี่ยนจนเป็นคอขวดอยู่

สุดท้าย “เกษตรกร” ตกเป็นกลุ่มเปราะบางไม่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเพราะผลผลิตเสียหายก็ยังได้เงินชดเชยดังเดิม ทำให้การแก้ปัญหาไม่ยั่งยืนเสียงบประมาณมหาศาลไม่มีวันสิ้นสุด

การเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีของนานาชาติ “ไทย” ถูกจัดว่าเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก มีโอกาสเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง วาตภัยรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น และมีขีดความสามารถรับมือภัยพิบัติอยู่ที่ 39 จาก 48 ประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยธรรมชาติมักเสียหายค่อนข้างรุนแรง

เช่นนี้แล้ว “ไทย” ถือว่ามีความเปราะบางมากจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ตอนนี้เรามีโอกาส “ทุกภาคส่วนควรร่วมมือร่วมใจกัน” ระดมสรรพกําลังและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคตให้พร้อมดีกว่าพากันไปแก้ภายหลังอันเกิดความเสียหายแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียไปก็ได้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนแล้ว “หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชน” ต้องปรับตัวเตรียมรับมือกันให้ดีก่อนจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ


อ่านต่อ
วันที่ 30 กันยายน 2564

ข่าวสาร

ข่าวสาร
อนุกรมวิธานพืช
กล้วยไม้ด่าง ที่แอร์ออร์คิดส์ ซูเปอร์มาร์เกตกล้วยไม้แห่งแรกของเมืองไทย
กระแสไม้ใบด่างมาแรง วันนี้มีกล้วยไม้ด่างออกมาอวดโฉมให้หลายคนได้ชื่นชมกันแล้ว เป็นกล้วยไม้ด่างที่มีแค่ที่แอร์ออร์คิดส์ซุปเปอร์มาร์เกตกล้วยไม้ ต.นราภิรมย์ อ.บางเลน จ.นครปฐม เพียงสวนเดียวเท่านั้น “กล้วยไม้ด่างนี้เป็นกล้วยไม้สายพันธุ์หวาย เพิ่งจะออกมาอวดโฉมให้นักท่องเที่ยวได้ไม่ถึงเดือน หลังจากที่สวนเรา
อ่านต่อ
วันที่ 2 ธันวาคม 2564
ข่าวสาร
บอนกระดาด vs บอนหูช้าง ไม้ใบประดับเมืองร้อน ราคารุ่ง-พุ่งแรง ยุคโควิด-19
บอนกระดาด vs บอนหูช้าง...ไม้ใบประดับเมืองร้อน ราคารุ่ง-พุ่งแรง ยุคโควิด-19 สกุลอโลคาเซีย (Alocasia) 📍 บอนกระดาด เป็นไม้ใบประดับใบเลี้ยงเดี่ยว มีถิ่นกำเนิดในในเอเชียเขตร้อน และกึ่งเขตร้อน โดยเฉพาะในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น พม่า ไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย ฯลฯ มักพบตามป่าดิบเขา ป่าดิบชื้นในที่ชื้น ม
อ่านต่อ
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564
ข่าวสาร
ชีวเคมีของพืช
พืชกระท่อม คุณประโยชน์ที่มากกว่าแค่เสพติด
พืชกระท่อม คุณประโยชน์ที่มากกว่าแค่เสพติด ถึงพืชกระท่อมจะถูกปลดล็อกเพื่อการใช้ประโยชน์ทางยาและอาหาร แต่มีข้อยกเว้นให้ยังคงถือเป็นการกระทำผิดตามกฎหมาย นั่นคือการนำไปใช้ผสมกับสิ่งเสพติดชนิดอื่น การจำหน่ายน้ำต้มในสถานศึกษาและบริเวณใกล้เคียง รวมถึงการจำหน่ายผลิตภัณฑ์อาหารที่มีส่วนผสมของกระท่อมแก่ผู้ม
อ่านต่อ
วันที่ 30 พฤศจิกายน 2564

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
ปุ๋ย
สวัสดีครับ อยากใคร่สอบถามในวันที่ฟ้าปิดแต่ฝนไม่ตกสามารถพ่นปุ๋ยน้ำได้หรือไม่ และประสิทธิภาพที่พืชจะนำไปใช้มากน้อยเพียงใดครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564
ตอบ คุณสมพงษ์ จันทร์*** พ่นได้ค่ะ ส่วนประสิทธิภาพให้พิจารณาดังนี้ การแพร่ของปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาที่มีแสงแดด แต่ควรให้ปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ เช่น ช่วงเช้า ช่วงเย็น และหลังฝนตก เพราะช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนมาก พืชจะเปิดปากใบกว้างที่สุด ทำให้การดูดซึมทำได้เร็ว และพืชนำสารอาหารไปใช้ในกิจกรรมสังเคราะห์แสงได้ทันที หากเป็นช่วงที่แดดจัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการใบไหม้ ส่วนในเวลากลางคืนพืชสามารถดูดซึมปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบได้เพียงแต่ประสิทธิภาพจะลดลงค่ะ
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564
ถาม-ตอบ
การผลิตพืช
อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกผัก เน้นการปลูกแบบสวนแนวตั้ง ไม่ทราบพอมีข้อมูลแนะนำบ้างมั้ยครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564
ตอบ คุณบุญสม คุณา** ข้อพิจารณาเกี่ยวกับพื้นที่ในการทำสวนผักแนวตั้ง ประกอบด้วย 1. มีผนังเดิมที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรอยแตกร้าว และมีโครงสร้างรองรับ บางระบบที่เป็นวัสดุผนังในตัวด้วย ต้องสำรวจว่ามีคานรองรับ 2. ผนังเดิมควรมีระบบกันซึม หรืออย่างน้อยที่สุดฉาบปูนผสมน้ำยากันซึม หรือปูกระเบื้องยาแนวผสมน้ำยากันซึม 3. อาจใช้ตะแกรงเหล็กฉีกหรือลวดกรงไก่รองบนผิวผนัง ให้ไม้เลื้อยยึดบนลวดแทน โดยทิ้งช่องว่างประมาณ 5-10 ชม. จะช่วยให้ผนังระบายความร้อนได้ดีด้วย 4. พื้นที่ตั้งของสวนแนวตั้งควรอยู่ในบริเวณที่สามารถดูแลรักษาได้ทั่วถึง สวนแนวตั้งมักออกแบบให้อยู่บนผนังภายนอกหรือภายใน หากมีความสูงในระยะที่ทำงานได้ก็จะสะดวกในการทำงานเพราะอาจต้องมีการเปลี่ยนต้นไม้ สวนแนวตั้งหลายแห่งที่ติดตั้งในพื้นที่อาคารมีความสูง ไม่มีระบบรองรับ ต้องตั้งนั่งร้านขึ้นไปเปลี่ยนต้นไม้ทุกเดือน ในที่สุดก็ต้องรื้อทิ้งไปทำเป็นอย่างอื่นแทนในที่สุด 5. ระเบียงทางเดินปลูกไม้เลื้อยเป็นวิธีที่ง่าย ๆ ต่อการดูแลรักษา และเป็นผนังเขียวที่ยั่งยืน ผักเลื้อยมีหลายชนิด ได้แก่ บวบ มะระ แตงกวา ถั่วฝักยาว อัญชัน ผักปลัง สามารถเข้าถึงและดูแลรักษาได้ง่าย 6. อยู่ใกล้ระบบน้ำ แหล่งน้ำ ที่เก็บน้ำ ระบบตั้งเวลารดน้ำอาจใช้ร่วมกับระบบปั๊มน้ำ จึงอาจต้องการระบบไฟด้วย น้ำฝนและน้ำใช้แล้วควรนำมาพิจารณาใช้รดต้นไม้เพื่อการประหยัดน้ำด้วย 7. มีผนังเติมที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรอยแตกร้าว และมีโครงสร้างรองรับ บางระบบที่เป็นวัสดุผนังในตัวด้วย ต้องสำรวจว่ามีคานรองรับ 8. ผนังเดิมควรมีระบบกันซึม หรืออย่างน้อยที่สุดฉาบปูนผสมน้ำยากันซึม 9. อาจใช้ตะแกรงเหล็กฉีกหรือลวตกรงไก่ รองบนผิวผนัง ให้ไม้เลื้อยยึดบนลวดแทน โดยทิ้งช่องว่างประมาณ 5-10 ชม. จะช่วยให้ผนังระบายความร้อนได้ดีด้วย ทั้งนี้สวนผักแนวตั้งมีหลายรูปแบบแบบ อาทิ สวนผักเลื้อย กระถางแขวน บล็อกปลูกต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คู่มือเกษตรบนอาคาร จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้ ในบทที่ 4 หน้า 62-72 ค่ะ
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564
ถาม-ตอบ
การเงิน/สินเชื่อ
ไม่มีสมุดเล่มเขียวค่ะอยากรู้เลขบัตรเกษตรกร
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2564
สามารถโทร.สอบถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือสอบถามไปทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2564

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
ปรับปรุงพันธุ์พืช
ข้าวสรรพสี
ข้อมูลงานวิจัยเกี่ยวกับการปรับปรุงพันธุ์ข้าวสรรพสี Rainboe rice และประโยชน์ของแอนโทไซยานินในข้าวสรรพสี วิจัยโดย ศ. ดร. อภิชาติ วรรณวิจิตร ศูนย์วิทยาศาสตร์ข้าว มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน จัดทำโดย สถาบันวิจัยและพัฒนาแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
โพสต์เมื่อ 18 พฤศจิกายน 2564
แหล่งความรู้อื่นๆ
การศึกษา
สถาบันเทคโนโลยีจิตรลดา สาขาวิชาเกษตรนวัต Innovative Agriculture
การเรียนรู้เกษตรกรรมสมัยใหม่ มีการบูรณาการเทคโนโลยีสารสนเทศ เทคโนโลยีชีวภาพ และเทคโนโลยีทางการเกษตรที่ทันสมัยเข้ากับเกษตรกรรมแบบดั้งเดิม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเพาะปลูก การผลิตสัตว์ การปรับปรุงพันธุ์สัตว์ เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีคุณภาพและได้มาตรฐานสากล โดยมีการใช้เทคโนโลยีที่มีความแม่นยำสูง เข้ามาควบคุมดูแลและเก็บรวบรวมข้อมูลพื้นฐานภายในฟาร์ม เพื่อให้สามารถนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น
โพสต์เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2564
แหล่งความรู้อื่นๆ
สารสนเทศ
แอปพลิเคชัน ใบไม้ รีคัลท์
เป็นแอปพลิเคชันตัวช่วยสำหรับเกษตร โดยให้ข้อมูลในด้านต่างๆ เช่น คำแนะนำการเพาะปลูก ข้อมูลอากาศและปริมาณน้ำฝนรายแปลงอย่างแม่นยำ ทั้งสภาพ ณ ปัจจุบัน รายวัน รายสัปดาห์ รายเดือน และสามารถพยากรณ์ล่วงหน้าสูงสุดได้ถึง 9 เดือน ข้อมูลภาพถ่ายดาวเทียมรายแปลง ทำให้รู้ว่าในแปลงปลูกมีการเจริญเติบโตงอกงามดี หรือมีปัญหาใด ๆ เป็นต้น ทำให้เกษตรกรที่ใช้แอปพลิเคชันนี้สามารถเพิ่มผลผลิตเละลดความเสี่ยงจากสภาพอากาศที่แปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภัยแล้ง หรือน้ำท่วม ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของภาคการเกษตรไทยได้มากขึ้น สำหรับท่านที่สนใจใช้งานแอปพลิเคชั่น 'ใบไม้ รีคัลท์' นั้น สามารถดาวน์โหลดได้จากช่องทางดังนี้ แอนดรอย https://go.onelink.me/IGIK/ricultth00 ios ใช้งานผ่าน www.ricult.com/th หรือ ผ่านไลน์ “@ricult”
โพสต์เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2564
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู