แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
ความผิดปกติของพืช
อาการเปลือกแห้ง หรือหน้ายางตายนึ่ง รักษาให้หายขาดได้จริงหรือไม่

อาจเป็นรูปภาพของ ต้นไม้ และ ข้อความพูดว่า "อาการเปลือกแห้ง ล๊อกแห้ง แห้ง อาการเป ลือก หรือ ยางด ตาย ยางตายนึง นึ่ง ไม่มียารักษาให้หายขาด ยารั าษา ไม่มี ไม่มียารั ษาให้หายขาด ให้ หาย การยาง การยางแห่งประเทศไทย จังหวัดเลย"

 

เรื่องอาการเปลือกแห้งหรือหน้ายางตายนึ่งเป็นประเด็นที่มีการพูดถึงกันมาอย่างต่อเนื่อง และต้องย้ำอีกครั้งว่า อาการดังกล่าวเป็น ความผิดปกติของระบบท่อน้ำยาง ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากเชื้อโรค จึงไม่มียาหรือผลิตภัณฑ์ใดที่สามารถรักษาให้หายขาดได้อย่างแน่นอน

เมื่อเริ่มพบอาการ แนวทางสำคัญคือการหยุดพักกรีดประมาณ 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อให้ต้นยางได้ฟื้นตัว ในบางกรณีต้นยางอาจกลับมาให้น้ำยางได้อีกครั้ง แต่หากอาการพัฒนาเป็นแบบถาวร โอกาสที่จะกลับมากรีดและได้น้ำยางตามปกติแทบไม่มี

สาเหตุที่ต้องนำเรื่องนี้กลับมาพูดอีกครั้ง เพราะยังพบการโฆษณาผลิตภัณฑ์หลายรูปแบบที่กล่าวอ้างว่าสามารถรักษาหน้ายางตายนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นของเหลวผสมน้ำสำหรับทาหรือพ่นบริเวณหน้ากรีด ของเหลวสำหรับราดลงดินรอบต้น สารปรับปรุงดินหรือแร่ธาตุที่นำไปฝังรอบต้น รวมถึงผงผสมน้ำที่ใช้ทาบริเวณเปลือกหรือหน้ากรีดหลังจากขูดเปลือกเก่าออก

สิ่งที่ควรตั้งคำถามคือ หากผลิตภัณฑ์เหล่านี้สามารถรักษาได้จริง เหตุใดวิธีการใช้และหลักการทำงานของแต่ละผลิตภัณฑ์จึงแตกต่างกันอย่างมาก บางชนิดให้นำไปทาที่เปลือก บางชนิดให้ราดลงดิน บางชนิดให้ขุดฝังรอบต้น และบางชนิดให้ขูดเปลือกก่อนทา ทั้งที่ต่างกล่าวอ้างว่าสามารถแก้ปัญหาเดียวกันได้

จากความรู้และประสบการณ์ที่ได้พบเห็นและร่วมทดสอบวิธีการต่าง ๆ มาแล้วหลายรูปแบบ ผลิตภัณฑ์จำนวนมากมักปรากฏขึ้นเพียงช่วงเวลาหนึ่ง ก่อนจะเงียบหายไปเมื่อไม่สามารถพิสูจน์ผลได้อย่างชัดเจน ดังนั้น เกษตรกรจึงควรพิจารณาข้อมูลอย่างรอบคอบ และไม่ควรหลงเชื่อคำโฆษณาที่ขาดหลักฐานทางวิชาการรองรับ

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ อาการเปลือกแห้งหรือหน้ายางตายนึ่ง ยังไม่มีวิธีรักษาให้หายขาด การจัดการที่เหมาะสมจึงควรเน้นการพักกรีด ลดความเครียดของต้นยาง ดูแลความสมบูรณ์ของต้น และหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่อ้างผลเกินจริง

ก่อนตัดสินใจซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์ใด ควรถามให้ชัดเจนว่า มีผลงานวิจัยรองรับหรือไม่ ผ่านการทดสอบจากหน่วยงานที่น่าเชื่อถือหรือไม่ และมีข้อมูลผลการใช้ในระยะยาวหรือไม่ เพราะการกล่าวอ้างว่าสามารถรักษาได้ ไม่ได้หมายความว่าจะรักษาได้จริง


อ่านต่อ
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569
แจ้งเตือน
อุตุนิยมวิทยา
ทรัพยากรน้ำ
จับตา El Niño 2026–2027 เสี่ยงทวีความรุนแรง กระทบอากาศโลก–ไทยต้องเตรียมรับมือภัยแล้ง ร้อนจัด และความเสี่ยงด้านเกษตร

นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศเตือนให้เฝ้าระวังปรากฏการณ์ El Niño รอบใหม่ในช่วงปี 2026–2027 หลังหน่วยงานด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศและแบบจำลองสภาพอากาศประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิโลก ปริมาณฝน ภัยแล้ง พายุ ระบบอาหาร และภาคเกษตรในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย

ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ระบุถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือปรากฏการณ์ El Niño ที่มีแนวโน้มรุนแรง โดยเฉพาะหากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก อาจทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร

ขณะเดียวกัน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า El Niño ปี 2026–2027 มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงพิเศษ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างมีสติ ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” หรือ “ตื่นตัว ไม่ตื่นกลัว” เนื่องจาก El Niño ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่จะค่อย ๆ พัฒนาและส่งผลกระทบตามลำดับเวลา

ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2026 ได้ประกาศภาวะ El Niño อย่างเป็นทางการ และแบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ El Niño มักส่งผลชัดเจนต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก

El Niño เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศและรูปแบบฝนทั่วโลก เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอยู่แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอาจรุนแรงกว่าหลายเหตุการณ์ในอดีต และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่

นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หาก El Niño รอบนี้มีกำลังแรง อาจทำให้ปี 2026 หรือ 2027 เป็นอีกปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงมากในระดับโลก และอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังอาจส่งผลต่อกระแสลมกรดและแนวพายุ ทำให้บางพื้นที่เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางภูมิภาคอาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมเพิ่มขึ้น

ผลกระทบของ El Niño แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ มักมีความเสี่ยงต่อฝนลดลง อากาศร้อนจัด และภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาอาจเผชิญฝนตกหนัก พายุฝน และน้ำท่วม ส่วนแอฟริกาบางภูมิภาคมีความเสี่ยงด้านภัยแล้งและผลผลิตอาหารลดลง ขณะที่ยุโรปยังต้องจับตาคลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบภูมิอากาศ

สำหรับประเทศไทย การจำลองสภาพอากาศจากเหตุการณ์ El Niño ในอดีตชี้ว่า ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ช่วงกลางปี และอาจร้อนจัดมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีถัดไป ขณะที่ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนลดลง

อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยบางช่วงบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันตก ภาคเหนือ หรือภาคใต้ อาจยังมีโอกาสเกิดฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือฝนตกหนักได้ จึงไม่ควรมอง El Niño เพียงด้านภัยแล้งเท่านั้น แต่ควรเตรียมรับมือทั้งสถานการณ์ร้อนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และฝนสุดขั้วเฉพาะพื้นที่ควบคู่กัน

ผลกระทบที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำลดลง ความเสี่ยงต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนและพืชที่ต้องใช้น้ำมาก รวมถึงความเสี่ยงต่อไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังฟอกขาวในบางพื้นที่

การเตรียมรับมือจึงควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสำรองน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร การปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ การส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศและแผนที่ความเสี่ยงเพื่อประเมินพื้นที่เปราะบาง ตลอดจนการเฝ้าระวังไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด

ในภาคเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตล่วงหน้า โดยพิจารณาปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ ลดการเพาะปลูกพืชใช้น้ำมากในพื้นที่เสี่ยง ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยแล้งหรือสภาพอากาศแปรปรวน

ขณะเดียวกัน ภาคสาธารณสุขควรเตรียมระบบเตือนภัยและแผนดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด รวมถึงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการขาดแคลนน้ำสะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำจำกัด

แม้ระดับความรุนแรงของ El Niño 2026–2027 ยังต้องติดตามจากข้อมูลและแบบจำลองภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณในขณะนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยและหลายประเทศควรเตรียมมาตรการล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบต่อระบบน้ำ ภาคเกษตร ระบบอาหาร เศรษฐกิจ พลังงาน ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชน หากปรากฏการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027

สิ่งสำคัญคือการสื่อสารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว รับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเตรียมพร้อมรับมือทุกฉากทัศน์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงจาก El Niño ครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

El Niño ปี 2026–2027 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 และอาจส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความเสี่ยงด้านอาหาร สำหรับประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอุณหภูมิสูง ฝนลดลง น้ำต้นทุนลดลง ผลกระทบต่อภาคเกษตร ไฟป่า PM2.5 สุขภาพจากความร้อน และระบบนิเวศทางทะเล โดยควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ ปรับแผนเพาะปลูก และติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก”


อ่านต่อ
วันที่ 25 มิถุนายน 2569
แจ้งเตือน
โรคพืช
ความผิดปกติของพืช
โลจิสติกส์ผลิตผลจากพืช
เตือนโรคพืชในมังคุดหลังการเก็บเกี่ยว
วันที่ 22 มิถุนายน 2569

ข่าวสาร

ข่าวสาร
ทรัพยากรน้ำ
ชลประทาน
นักวิชาการไทย–เนเธอร์แลนด์ ถ่ายทอดแนวคิดชลประทานแห่งอนาคต ในงาน THAICID-NWIKS 2026
เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2569 รองศาสตราจารย์ ดร.พรรณพิมพ์ พุทธรักษา มะเปี่ยม อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมทรัพยากรน้ำ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และ Prof. Dr. Thom Bogaard จาก Department of Water Management, Faculty of Civil Engineering and Geosciences มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีเดลฟต์ ประเทศเนเธ
อ่านต่อ
วันที่ 13 กรกฎาคม 2569
ข่าวสาร
วนศาสตร์
การอนุรักษ์ธรรมชาติ/ที่ดิน
การบริหาร/ธุรกิจเกษตร
🌳 ลูกนนทรีร่วมสร้างมรดกสีเขียวให้ปราจีนบุรี
ลูกนนทรีปราจีนบุรีเปิดปฐมฤกษ์ปลูกยางนา–ทองกวาว 5,000 ต้น สร้างมรดกสีเขียว สู่ถนนต้นไม้สวยคู่เมืองปราจีนบุรี ชมรมนิสิตเก่ามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จังหวัดปราจีนบุรี ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวนศาสตร์ และภาคีเครือข่าย เปิดโครงการ KU สานสายใย ร่วมใจเพื่อถนนต้นไม้สวย ปราจีนบุรี อย่างเป็นทางการ เมื่
อ่านต่อ
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569
ข่าวสาร
การแปรรูปผลิตผลเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร
กยท. หนุนพัฒนาราวกันชนลูกกลิ้งยางพารา ลดนำเข้าอุปกรณ์ต่างประเทศ เพิ่มการใช้ยางในประเทศ 21 ตันต่อกิโลเมตร
การยางแห่งประเทศไทย หรือ กยท. เดินหน้าสนับสนุนการวิจัยและพัฒนานวัตกรรมยางพารา เพื่อยกระดับการใช้ยางธรรมชาติในประเทศสู่ผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยสนับสนุนงบประมาณจากกองทุนพัฒนายางพารา ตามมาตรา 49 (4) วงเงินรวมกว่า 14.6 ล้านบาท ให้แก่สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย หรือ วว. ตั้งแต่ป
อ่านต่อ
วันที่ 6 กรกฎาคม 2569

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
อนุกรมวิธานพืช
ต้นนี้คือต้นอะไร หน้าฝนออกดอกเยอะเลยค่ะ ดอกคล้ายต้องติ่งแต่เล็กกว่า ต้นขึ้นเรียบไปกับพื้น ถ้าจะนำมาปลูกเป็นไม้คลุมดินได้หรือไม่ เป็นวัชพืชมั้ยคะ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 29 มิถุนายน 2569
ต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก ลำต้นมีขนสาก ใบออกเป็นคู่ตรงข้าม ดอกสีม่วงรูปกรวย ปลายดอกแยกเป็น 5 กลีบ พบได้ตามพื้นที่โล่งหรือพื้นที่ชื้นพอเหมาะ เป็นพืชที่สังเกตได้ง่ายจากดอกสีม่วงและลักษณะลำต้นที่ทอดเลื้อยหรือเอนตามพื้นดิน ต้อยติ่งเลื้อยมีชื่อวิทยาศาสตร์ Ruellia prostrata Poir วงศ์ ACANTHACEAE ต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกขนาดเล็ก อายุหลายปี ลำต้นสูงประมาณ 10–40 เซนติเมตร ลำต้นมีลักษณะเป็นเหลี่ยม สีเขียว และมีขนสากปกคลุม มักพบขึ้นตามพื้นที่โล่งหรือบริเวณที่มีความชื้นพอเหมาะ ใบเป็นใบเดี่ยว ออกตรงข้ามกันเป็นคู่ ลักษณะใบค่อนข้างรีหรือคล้ายรูปไข่ ปลายใบแหลม โคนใบเรียว ขอบใบมีขนเล็กน้อย ใบค่อนข้างหนา ผิวใบเรียบ แต่บริเวณเส้นกลางใบอาจมีขนสั้น ๆ และมองเห็นเส้นใบได้ชัด โดยเฉพาะด้านท้องใบ ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายยอดและซอกใบ ดอกมีสีม่วง รูปทรงคล้ายกรวย โคนดอกแคบและปลายดอกบานกว้าง ปลายกลีบดอกแยกเป็น 5 กลีบ กลีบกลางมีสีม่วงเข้มกว่าส่วนอื่น ทำให้ดอกดูโดดเด่นและสังเกตได้ง่าย ผลมีลักษณะเป็นรูปรี ปลายแหลม เมื่อแก่จะมีเมล็ดขนาดเล็กอยู่ภายใน เมล็ดมีลักษณะค่อนข้างกลมแบนและมีขนสั้น ๆ โดยรวมแล้ว ต้อยติ่งเลื้อยเป็นพืชขนาดเล็กที่มีจุดเด่นคือดอกสีม่วง ใบออกเป็นคู่ตรงข้าม และลำต้นมีขนสาก เหมาะสำหรับใช้เป็นข้อมูลแนะนำพรรณไม้ในรูปแบบที่เข้าใจง่ายสำหรับประชาชนทั่วไป ปลูกเป็นไม้คลุมดินได้ แต่ไม่แนะนำให้ปลูกแบบปล่อยอิสระค่ะ เพราะต้อยติ่งเลื้อยเป็นไม้ล้มลุกอายุหลายปี ลำต้นเอนหรือเลื้อยได้ และขยายพันธุ์ได้ทั้งจากเมล็ดและกิ่ง/ลำต้นปักชำ จึงมีโอกาสลามออกนอกพื้นที่ปลูกได้ โดยเฉพาะบริเวณดินชื้น พื้นที่โล่ง สนามหญ้า หรือพื้นที่ถูกรบกวนบ่อย ๆ สามารถนำมาปลูกเป็นไม้คลุมดินได้ในแปลงควบคุม เช่น กระบะปลูก แปลงขอบปูน หรือพื้นที่ที่มีขอบกั้นชัดเจน แต่ถ้าปลูกคลุมดินในสวนเปิดควรระวัง เพราะอาจกระจายตัวและกลายเป็นพืชขึ้นแทรกพืชอื่นได้ มีโอกาสระบาดได้ระดับปานกลาง โดยเฉพาะเมื่อปล่อยให้ติดเมล็ด เพราะข้อมูลวัชพืช ระบุว่า Ruellia prostrata พบในสนามหญ้าและพื้นที่ถูกรบกวน ขยายพันธุ์ได้ด้วยเมล็ดและกิ่งปักชำ และอาจเป็นวัชพืชรุกรานได้ ถ้ายังต้นเล็กและพื้นที่ไม่กว้างการกำจัดทำได้ไม่ยาก สามารถถอนทั้งต้นพร้อมรากได้ แต่ถ้าปล่อยให้ขึ้นหนาแน่น ออกดอกติดเมล็ด หรือมีเศษลำต้นเหลืออยู่อาจงอกซ้ำ และต้องกำจัดหลายรอบ ควรถอนก่อนติดเมล็ด และเก็บเศษต้นออกจากพื้นที่ จัดได้ว่าเป็นพืชที่มีศักยภาพเป็นวัชพืชมากกว่าจะเป็นไม้ประดับคลุมดินที่ปลอดภัย 100% เพราะขึ้นได้ในหลายพื้นที่และขยายพันธุ์ง่าย แต่ในบางพื้นที่อาจยังไม่ถูกจัดเป็นวัชพืชร้ายแรง ขึ้นอยู่กับบริบทของพื้นที่ปลูก
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 29 มิถุนายน 2569
ถาม-ตอบ
อนุกรมวิธานสัตว์
แมลงนูน กินูน มีกี่ชื่อครับ ชื่อสามัญ ชื่อทางวิทยาศาสตร์ ขอบคุณมากๆ ครับ
กูรูเกษตรศาสตร์
ตอบเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569
แมงอีนูน แมงนูน แมลงกินูน เป็นชื่อท้องถิ่น ซึ่งครอบคลุมจำนวนชนิดเยอะมาก ซึ่งข้อมูลอย่างเป็นทางการในประเทศไทยยังน้อย และไม่สามารถตอบได้ครบถ้วนทุกชนิด หลัก ๆ จะมี 2 วงศ์ย่อย คือ วงศ์ Melolonthinae (กลุ่มแมลงนูนหลวงและแมลงนูนแดง เป็นต้น) และวงศ์ Rutelinae (แมลงกินูนดำ แมลงกินูนเขียว เป็นต้น)
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569
ถาม-ตอบ
การผลิตพืช
สนใจจุลินทรีย์ย่อยสลายตอซังข้าวครับ เรานำไปต่อเชื้อได้ไหมครับ หรือต้องขออนุญาตหน่วยงานใดหรือไม่ครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569
ตอบ คุณ Pornchai Kgi (จาก FB : Thai National AGRIS Centre) สามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ พด.17 สารชีวภาพย่อยสลายตอซังพืชได้ผ่านเพจเฟซบุ๊ก กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน กรมพัฒนาที่ดิน หรือโทร. 0-2579-0679 **เกษตรกรสามารถต่อเชื้อเพื่อใช้ประโยชน์ทางการเกษตรได้ค่ะ ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติม รบกวนสอบถาม ทางกองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน นะคะ และเท่าที่ทราบ สาร พด.17 จำนวน 1 ซอง ละลายในน้ำ 50–100 ลิตร ใช้สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ ใช้เวลาย่อยสลาย 7 วัน แต่ ณ ปัจจุบัน มีความต้องการ พด. 17 จำนวนมากจนบางพื้นที่ขาดแคลน ทั้งนี้เกษตรกรสามารใช้ พด.2 ทดแทนได้ แต่จะใช้ระยะเวลาย่อยสลายนานกว่า ที่ประมาณ 14 วัน
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 29 พฤษภาคม 2569

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
อนุกรมวิธานพืช
การผลิตพืช
รายงานการศึกษา สถานการณ์และโอกาสทางการตลาดสมุนไพรเป้าหมาย: กระชายดำ บัวบก และกะเพรา
หนังสือ “รายงานการศึกษา สถานการณ์และโอกาสทางการตลาดสมุนไพรเป้าหมาย: กระชายดำ บัวบก และกะเพรา” โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ สวทช. รายงานที่รวบรวมข้อมูลสถานการณ์การเพาะปลูก มูลค่าตลาด ความต้องการของอุตสาหกรรม และโอกาสการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากสมุนไพรไทย สู่ผลิตภัณฑ์สุขภาพ ความงาม อาหารเสริม และอาหารแห่งอนาคต เหมาะสำหรับผู้ประกอบการ นักวิจัย และผู้สนใจที่ต้องการต่อยอดสมุนไพรไทยให้เกิดมูลค่าเพิ่มและก้าวสู่เชิงพาณิชย์อย่างยั่งยืน
โพสต์เมื่อ 3 กรกฎาคม 2569
แหล่งความรู้อื่นๆ
วิจัยเกษตร
หนังสือผลงานวิจัย สวทช. สู่เชิงพาณิชย์ ปีงบประมาณ 2564
หนังสือ “ผลงานวิจัย สวทช. สู่เชิงพาณิชย์ ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564” จัดทำโดยสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ หรือ สวทช. กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นเอกสารเผยแพร่ที่รวบรวมผลงานวิจัยและนวัตกรรมของ สวทช. ที่ได้รับการพัฒนาจนมีศักยภาพในการนำไปใช้ประโยชน์จริง และสามารถถ่ายทอดสู่ภาคธุรกิจหรือเชิงพาณิชย์ได้แล้ว หนังสือเล่มนี้พิมพ์ครั้งที่ 1 จำนวน 500 เล่ม มีความยาว 71 หน้า และมี ISBN 978-616-584-058-3 เนื้อหาภายในเล่มครอบคลุมผลงานหลากหลายสาขา ได้แก่ เกษตรและอาหาร สมุนไพรและเวชสำอาง การแพทย์ พลังงานและสิ่งแวดล้อม อุตสาหกรรม สิ่งทอ และผลงานด้านอื่น ๆ ตัวอย่างผลงานที่น่าสนใจ เช่น ชีวภัณฑ์จากรา Beauveria bassiana และ Metarhizium sp. สำหรับควบคุมแมลงศัตรูพืช มัยคอโปรตีนเพื่อเป็นแหล่งโปรตีนทดแทนเนื้อสัตว์ พริกพันธุ์อัคนีพิโรธ ข้าวโพดลูกผสมข้าวเหนียวหวาน เทคโนโลยีการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับโควิด-19 อุปกรณ์ทางการแพทย์ แพลตฟอร์มดิจิทัล ซอฟต์แวร์ภาษาไทย และนวัตกรรมด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม
โพสต์เมื่อ 3 กรกฎาคม 2569
แหล่งความรู้อื่นๆ
ศัตรูพืช
กับดักชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้
ไบโอเทค สวทช. พัฒนา กับดักชีวภัณฑ์กำจัดแมลงวันผลไม้แบบ “ดักและปล่อย” เปลี่ยนแมลงวันให้เป็นพาหะแพร่เชื้อราแมลงกำจัดพวกเดียวกัน ใช้เชื้อรา Beauveria bassiana และ Metarhizium anisopliae ทำให้แมลงวันผลไม้ป่วยและตายภายใน 3–7 วัน กำจัดได้ทั้งแมลงวันตัวผู้ และแมลงวันตัวเมียซึ่งเป็นตัวการวางไข่และสร้างความเสียหายต่อผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ชีวภัณฑ์ออกฤทธิ์จำเพาะต่อแมลงวันผลไม้ ปลอดภัย ไม่ก่อให้เกิดการดื้อยา และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผลทดสอบภาคสนามกำจัดแมลงวันผลไม้ได้ 85–90% พร้อมช่วยลดต้นทุนสารเคมี ถุงห่อผลไม้ และแรงงานได้ประมาณ 1,000 บาทต่อไร่ต่อเดือน
โพสต์เมื่อ 3 กรกฎาคม 2569
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู