แจ้งเตือน
แจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กะหล่ำดอก บรอกโคลี และพืชในกลุ่มเดียวกัน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ หนอนใยผัก ซึ่งสามารถเข้าทำลายพืชได้ ทุกระยะการเจริญเติบโต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรกอาจส่งผลให้ผลผลิตเสียหายอย่างรุนแรง

ลักษณะการทำลาย
หนอนใยผักวางไข่บนใบพืชทั้งด้านบนและใต้ใบ หนอนมีลำตัวยาวเรียว หัวและปลายแหลม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เมื่อถูกรบกวนจะดิ้นแรงและสร้างใยพยุงตัวขึ้นลงได้ หนอนกัดกินผิวใบจนเกิดรูพรุนคล้ายตาข่าย ก่อนเข้าดักแด้บนใบพืชโดยมีใยบาง ๆ หุ้มติดใบ
แนวทางป้องกันและกำจัด
1. ใช้กับดักแมลง
-
กับดักกาวเหนียวสีเหลือง ติดตั้งทุก 7–10 วัน ช่วยลดประชากรผีเสื้อหนอนใยผัก และลดการใช้สารเคมีได้มากกว่า 50%
-
กับดักแสงไฟ (หลอดสีน้ำเงิน 20 วัตต์) ติดตั้งรอบแปลงผัก ควรดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน
2. ปลูกผักในโรงเรือนตาข่าย
ใช้ตาข่ายไนล่อนขนาด 16 mesh ปิดคลุมอย่างมิดชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันผีเสื้อเพศเมียวางไข่
3. ใช้สารชีวภัณฑ์
ใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (สายพันธุ์ aizawai หรือ kurstaki)
อัตรา 100–200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบหนอนระยะเล็ก
4. ใช้วิธีเขตกรรม
ไถพรวนดินตากแดด ทำลายซากพืช และปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอน
5. ใช้สารฆ่าแมลงอย่างถูกวิธี
เลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพและ สลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อลดการดื้อยา
พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 5 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง และควรสลับกลุ่มสารทุก 14 วัน
📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนและแห้ง เพื่อควบคุมหนอนใยผักตั้งแต่ระยะแรก ลดความเสียหายต่อผลผลิต และลดต้นทุนการใช้สารเคมีในระยะยาว
อ่านต่อ
ในช่วงสภาพอากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ ไรแดงแอฟริกัน โดยเฉพาะในระยะ ออกดอก–ติดผลอ่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะการเข้าทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรแดงแอฟริกันจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณ ด้านหน้าใบหรือด้านบนของใบส้ม
ในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบการทำลายที่ ด้านหลังใบและที่ผล ส่งผลให้ใบและผลมีสีเขียวจางลง เนื่องจากสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้ ใบและผลร่วง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก
แนวทางป้องกันกำจัด
1. การเฝ้าระวังและสำรวจแปลง
ควรสำรวจแปลงส้มอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
1.1 ช่วงฤดูแล้ง : ธันวาคม – พฤษภาคม
1.2 ช่วงฝนทิ้งช่วง : กรกฎาคม – สิงหาคม
2. การจัดการน้ำในแปลงปลูก
เมื่อเริ่มพบการเข้าทำลาย ให้ให้น้ำติดต่อกันหลายครั้ง เพื่อเพิ่มความชื้นในแปลง ช่วยลดการขยายพันธุ์ของไรแดงแอฟริกัน
3. การใช้สารป้องกันกำจัดไร
หากพบการระบาดรุนแรง ใบส้มเริ่มซีดเขียว และเมื่อใช้แว่นขยายพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรจำนวนมาก ให้ใช้สารป้องกันกำจัดไรชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 1.8% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หากยังพบการระบาด ให้พ่นซ้ำอีก 1 ครั้ง ห่างจากครั้งแรกประมาณ 5 วัน
❗ ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดไรกลุ่มเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน
ควรสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อป้องกันการดื้อสารของไรแดงแอฟริกัน
📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันและกำจัดตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนส้มในระยะยาว
อ่านต่อ
จากสภาพอากาศในช่วงนี้ที่มีอากาศเย็น ลมแรง และอุณหภูมิลดลงประมาณ 2–4 องศาเซลเซียส
ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกเงาะให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium sp.) โดยเฉพาะในระยะพัฒนาช่อดอก ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคได้มาก และส่งผลกระทบต่อการติดผลและคุณภาพผลผลิต

ลักษณะอาการ
โรคราแป้งมักพบการระบาดในระยะที่เงาะสร้างช่อดอกอ่อนและผลอ่อน สังเกตเห็นผงสีขาวคล้ายแป้งเกาะตามช่อดอกและผล โดยเฉพาะบริเวณร่องขน
ส่งผลให้ช่อดอกติดผลน้อย และหลุดร่วงง่าย ผลมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ บางผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ ในระยะผลโต จะทำให้ขนผลแห้ง แข็ง และผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ เมื่อผลเริ่มสุก บริเวณที่ถูกเชื้อราทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขณะที่ส่วนที่ไม่ถูกทำลายจะมีสีแดงตามปกติ
แนวทางป้องกันกำจัด
1. การจัดการแปลงปลูก หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลง นำไปเผาทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา
2. การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เมื่อเริ่มพบการระบาด ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ซัลเฟอร์ 80% WP (กำมะถันผงละลายน้ำ) อัตรา 20–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เบโนมิล 50% WP อัตรา 6–10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดพ่นสารอย่างน้อย 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว
ข้อควรระวัง
สำหรับสารกลุ่มซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เนื่องจากอาจทำให้ผลอ่อนเกิดอาการไหม้ได้
📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันกำจัดโรคราแป้งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มอัตราการติดผล ลดการสูญเสียผลผลิต และช่วยให้เงาะมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ
อ่านต่อ
ข่าวสาร
อ่านต่อ
อ่านต่อ
อ่านต่อ
ถาม-ตอบ
อ่านต่อ
อ่านต่อ
อ่านต่อ
