แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
ศัตรูพืช
เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังหนอนใยผัก ศัตรูสำคัญพืชตระกูลกะหล่ำ พบได้ทุกระยะการเจริญเติบโต

แจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลกะหล่ำ เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กะหล่ำดอก บรอกโคลี และพืชในกลุ่มเดียวกัน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ หนอนใยผัก ซึ่งสามารถเข้าทำลายพืชได้ ทุกระยะการเจริญเติบโต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรกอาจส่งผลให้ผลผลิตเสียหายอย่างรุนแรง

ลักษณะการทำลาย

หนอนใยผักวางไข่บนใบพืชทั้งด้านบนและใต้ใบ หนอนมีลำตัวยาวเรียว หัวและปลายแหลม เคลื่อนไหวรวดเร็ว เมื่อถูกรบกวนจะดิ้นแรงและสร้างใยพยุงตัวขึ้นลงได้ หนอนกัดกินผิวใบจนเกิดรูพรุนคล้ายตาข่าย ก่อนเข้าดักแด้บนใบพืชโดยมีใยบาง ๆ หุ้มติดใบ

แนวทางป้องกันและกำจัด

1. ใช้กับดักแมลง

  • กับดักกาวเหนียวสีเหลือง ติดตั้งทุก 7–10 วัน ช่วยลดประชากรผีเสื้อหนอนใยผัก และลดการใช้สารเคมีได้มากกว่า 50%

  • กับดักแสงไฟ (หลอดสีน้ำเงิน 20 วัตต์) ติดตั้งรอบแปลงผัก ควรดำเนินการพร้อมกันในพื้นที่เดียวกัน

2. ปลูกผักในโรงเรือนตาข่าย
ใช้ตาข่ายไนล่อนขนาด 16 mesh ปิดคลุมอย่างมิดชิดตลอดเวลา เพื่อป้องกันผีเสื้อเพศเมียวางไข่

3. ใช้สารชีวภัณฑ์
ใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis (สายพันธุ์ aizawai หรือ kurstaki)
อัตรา 100–200 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นเมื่อพบหนอนระยะเล็ก

4. ใช้วิธีเขตกรรม
ไถพรวนดินตากแดด ทำลายซากพืช และปลูกพืชหมุนเวียน เพื่อลดแหล่งสะสมของหนอน

5. ใช้สารฆ่าแมลงอย่างถูกวิธี
เลือกใช้สารที่มีประสิทธิภาพและ สลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อลดการดื้อยา
พ่นเมื่อพบการระบาด ทุก 5 วัน ติดต่อกัน 2 ครั้ง และควรสลับกลุ่มสารทุก 14 วัน

📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
ควรสำรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะในช่วงอากาศร้อนและแห้ง เพื่อควบคุมหนอนใยผักตั้งแต่ระยะแรก ลดความเสียหายต่อผลผลิต และลดต้นทุนการใช้สารเคมีในระยะยาว

 


อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2569
แจ้งเตือน
ศัตรูพืช
เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังไรแดงแอฟริกัน ศัตรูสำคัญพืชตระกูลส้ม

ในช่วงสภาพอากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกพืชตระกูลส้ม เช่น มะนาว มะกรูด ส้มโอ และส้มเขียวหวาน ให้เฝ้าระวังการระบาดของ ไรแดงแอฟริกัน โดยเฉพาะในระยะ ออกดอก–ติดผลอ่อน ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อปริมาณและคุณภาพผลผลิต หากไม่ควบคุมตั้งแต่ระยะแรก

ลักษณะการเข้าทำลาย
ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรแดงแอฟริกันจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณ ด้านหน้าใบหรือด้านบนของใบส้ม
ในกรณีที่มีการระบาดรุนแรง อาจพบการทำลายที่ ด้านหลังใบและที่ผล ส่งผลให้ใบและผลมีสีเขียวจางลง เนื่องจากสูญเสียคลอโรฟิลล์ หากปล่อยทิ้งไว้ อาจทำให้ ใบและผลร่วง ส่งผลให้ผลผลิตลดลงอย่างมาก

แนวทางป้องกันกำจัด
1. การเฝ้าระวังและสำรวจแปลง
ควรสำรวจแปลงส้มอย่างสม่ำเสมออย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง
1.1 ช่วงฤดูแล้ง : ธันวาคม – พฤษภาคม
1.2 ช่วงฝนทิ้งช่วง : กรกฎาคม – สิงหาคม

2. การจัดการน้ำในแปลงปลูก
เมื่อเริ่มพบการเข้าทำลาย ให้ให้น้ำติดต่อกันหลายครั้ง เพื่อเพิ่มความชื้นในแปลง ช่วยลดการขยายพันธุ์ของไรแดงแอฟริกัน

3. การใช้สารป้องกันกำจัดไร
หากพบการระบาดรุนแรง ใบส้มเริ่มซีดเขียว และเมื่อใช้แว่นขยายพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรจำนวนมาก ให้ใช้สารป้องกันกำจัดไรชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น โพรพาร์ไกต์ 30% WP อัตรา 30 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร อะมิทราซ 20% EC อัตรา 30 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร เฮกซีไทอะซอกซ์ 1.8% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หากยังพบการระบาด ให้พ่นซ้ำอีก 1 ครั้ง ห่างจากครั้งแรกประมาณ 5 วัน

ข้อควรระวัง
ไม่ควรใช้สารป้องกันกำจัดไรกลุ่มเดียวกันติดต่อกันเป็นเวลานาน
ควรสลับกลุ่มกลไกการออกฤทธิ์ เพื่อป้องกันการดื้อสารของไรแดงแอฟริกัน

📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันและกำจัดตั้งแต่ระยะแรก จะช่วยลดความเสียหายต่อผลผลิต ลดต้นทุนการผลิต และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการสวนส้มในระยะยาว


อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2569
แจ้งเตือน
โรคพืช
เตือนเกษตรกรเฝ้าระวังโรคราแป้งในเงาะ พบระบาดมากช่วงอากาศเย็น ลมแรง ในระยะพัฒนาช่อดอก

จากสภาพอากาศในช่วงนี้ที่มีอากาศเย็น ลมแรง และอุณหภูมิลดลงประมาณ 2–4 องศาเซลเซียส
ขอแจ้งเตือนผู้ปลูกเงาะให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคราแป้ง (เชื้อรา Oidium sp.) โดยเฉพาะในระยะพัฒนาช่อดอก ซึ่งเป็นช่วงที่พบการระบาดของโรคได้มาก และส่งผลกระทบต่อการติดผลและคุณภาพผลผลิต

ลักษณะอาการ
โรคราแป้งมักพบการระบาดในระยะที่เงาะสร้างช่อดอกอ่อนและผลอ่อน สังเกตเห็นผงสีขาวคล้ายแป้งเกาะตามช่อดอกและผล โดยเฉพาะบริเวณร่องขน
ส่งผลให้ช่อดอกติดผลน้อย และหลุดร่วงง่าย ผลมีขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ บางผลเน่าแห้งติดคาที่ก้านช่อ ในระยะผลโต จะทำให้ขนผลแห้ง แข็ง และผิวผลมีสีคล้ำไม่สม่ำเสมอ เมื่อผลเริ่มสุก บริเวณที่ถูกเชื้อราทำลายจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ขณะที่ส่วนที่ไม่ถูกทำลายจะมีสีแดงตามปกติ

แนวทางป้องกันกำจัด
1. การจัดการแปลงปลูก หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ กำจัดวัชพืช ตัดแต่งกิ่ง และเก็บส่วนที่เป็นโรคออกจากแปลง นำไปเผาทำลาย เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของเชื้อรา
2. การใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เมื่อเริ่มพบการระบาด ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่ง เช่น ซัลเฟอร์ 80% WP (กำมะถันผงละลายน้ำ) อัตรา 20–40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร เบโนมิล 50% WP อัตรา 6–10 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5–7 วัน และควรหยุดพ่นสารอย่างน้อย 15 วันก่อนเก็บเกี่ยว

ข้อควรระวัง
สำหรับสารกลุ่มซัลเฟอร์ ไม่ควรพ่นในสภาพอากาศร้อนหรือมีแดดจัด เนื่องจากอาจทำให้ผลอ่อนเกิดอาการไหม้ได้

📌 คำแนะนำเพิ่มเติม
การป้องกันกำจัดโรคราแป้งตั้งแต่ระยะเริ่มต้น จะช่วยเพิ่มอัตราการติดผล ลดการสูญเสียผลผลิต และช่วยให้เงาะมีคุณภาพดีสม่ำเสมอ


อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2569

ข่าวสาร

ข่าวสาร
ปรับปรุงพันธุ์พืช
มก.กำแพงแสน เปิดตัว สีดาทิพย์ 7 มะเขือเทศส้มตำสีชมพู เก็บได้นาน ทนโรค ตอบโจทย์ตลาดสดและผู้ประกอบการ
ศูนย์วิจัยและพัฒนาพืชผักเขตร้อน (TVRC) ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดตัว มะเขือเทศส้มตำพันธุ์ใหม่ สีดาทิพย์ 7 อย่างเป็นทางการ ชูจุดเด่น อายุการเก็บรักษานานกว่า 7 วัน ทนต่อการขนส่ง และต้านทานโรคสำคัญ ตอบโจทย์ทั้งเกษตรกร แม่ค้า และผู้บริโภค สีดาทิพย์ 7 เป็นมะเขือเทศพันธุ์
อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2569
ข่าวสาร
การอนุรักษ์ธรรมชาติ/ที่ดิน
จุลินทรีย์ในเปลือกไม้ ช่วยกำจัดก๊าซเรือนกระจก เปิดมุมมองใหม่บทบาทต้นไม้ต่อสภาพอากาศโลก
นักวิทยาศาสตร์ค้นพบว่า เปลือกไม้ ซึ่งเคยถูกมองว่าเป็นเพียงส่วนหุ้มป้องกันลำต้น แท้จริงแล้วเป็นที่อยู่อาศัยของ จุลินทรีย์จำนวนมหาศาล ที่มีบทบาทสำคัญในการช่วยลดก๊าซเรือนกระจก และอาจเปลี่ยนความเข้าใจเดิมเกี่ยวกับบทบาทของต้นไม้ต่อการควบคุมสภาพภูมิอากาศโลก งานวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์จาก Southern Cross Univ
อ่านต่อ
วันที่ 12 มกราคม 2569
ข่าวสาร
ปุ๋ย
นักวิจัย NUS เปิดตัวแผ่นแปะเข็มจิ๋ว นวัตกรรมใหม่ ส่งปุ๋ยชีวภาพตรงสู่พืช ลดต้นทุน เพิ่มความยั่งยืนทางการเกษตร
นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยแห่งชาติสิงคโปร์ (NUS) เปิดเผยผลงานวิจัยล่าสุดด้านเทคโนโลยีการเกษตร กับนวัตกรรม แผ่นแปะเข็มจิ๋ว (Microneedle Patches) ที่ออกแบบมาเพื่อส่งปุ๋ยชีวภาพเข้าสู่เนื้อเยื่อพืชโดยตรง ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดูดซึมสารอาหาร และลดการสูญเสียจากการใช้ปุ๋ยแบบเดิม แนวคิดของนวัตกรรมนี้ได้รับแรงบ
อ่านต่อ
วันที่ 6 มกราคม 2569

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เกษตร
ปุ๋ย
ขออนุญาตสอบถามนะคะ หนูเป็นนักเรียนจาก รร.แหลมสิงห์วิทยาคม หนูได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานเรื่องน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกผลไม้เมืองจันท์ ซึ่งหนูเลือกเป็นเปลือกสับปะรด หนูเลยอยากสอบถามว่า พอจะทราบมั้ยคะว่าเปลือกสับปะรดมีประโยชน์หรือมีแร่ธาตุอะไรบ้าง ที่ช่วยในการเจริญเติบโตของพืช
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 5 มกราคม 2569
ตอบ คุณ wimonsiri การนำเปลือกสับปะรดมาทำปุ๋ยชีวภาพจะให้ธาตุอาหารสำคัญแก่พืชหลายชนิด โดยเฉพาะ โพแทสเซียม (K) สูงมาก รองลงมาคือฟอสฟอรัส (P) และแคลเซียม (Ca) รวมถึงวิตามินและแร่ธาตุอื่นๆ เช่น สังกะสี (Zn) ซึ่งช่วยบำรุงให้พืชแข็งแรง ช่วยในการเจริญเติบโต และเพิ่มสารอาหารในดินได้ดี ทั้งนี้ ธาตุอาหารหลักที่พบในเปลือกสับปะรด ได้แก่ - โพแทสเซียม (K) เป็นธาตุอาหารที่มีปริมาณสูงมาก ช่วยให้พืชแข็งแรง ทนทานต่อโรคและสภาพแวดล้อม - ฟอสฟอรัส (P) ช่วยในการเจริญเติบโตของรากและดอก - แคลเซียม (Ca) ช่วยในการสร้างผนังเซลล์ ทำให้พืชแข็งแรง ส่วนธาตุอาหารรองและวิตามิน เช่น สังกะสี (Zn) ซึ่งจำเป็นต่อการสังเคราะห์โปรตีน สารอินทรีย์มีคาร์โบไฮเดรต น้ำตาล และโปรตีนสูง ซึ่งเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์ ประโยชน์เพิ่มเติม ในเปลือกสับปะรดจะมีเอนไซม์ช่วยย่อยสลายอินทรียวัตถุในดิน จุลินทรีย์ที่ได้จากการหมักช่วยปรับปรุงดินและลดโรคพืชบางชนิด
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 5 มกราคม 2569
ถาม-ตอบ
ความผิดปกติของพืช
ปุ๋ย
ต้นพุดพิชญามีอาการอย่างในภาพ ควรแก้ไขอย่างไร
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 15 ธันวาคม 2568
พุดพิชญามีอาการขาดธาตุเหล็ก ลักษณะเด่นที่เห็นชัดในภาพคือ ใบอ่อนเหลืองซีดมาก แต่เส้นใบยังเขียวเข้ม ใบมีขนาดเล็กลง สีไม่สด เป็นหลายต้นในแปลงเดียวกัน บ่งชี้ว่าเป็นปัญหาดิน/สภาพแวดล้อม ไม่ใช่โรคหรือแมลง สาเหตุที่เป็นไปได้ จากการปลูกในแปลงคอนกรีต/ขอบทางเดิน มักพบปัจจัยเหล่านี้ร่วมกัน 1. ดินค่อนข้างเป็นด่าง (ปูน คอนกรีต น้ำปะปา) → รากดูดเหล็กไม่ได้ 2. ดินแน่น ระบายน้ำไม่ดี → รากทำงานผิดปกติ 3. ใส่ปุ๋ย N สูงต่อเนื่อง → กระตุ้นให้ขาดเหล็กชัดขึ้น 🛠️ วิธีแก้ไขที่แนะนำ (ทำตามลำดับนี้ จะเห็นผลเร็ว) 1) แก้เร่งด่วน พ่นธาตุเหล็กทางใบ ใช้เหล็กคีเลตผสมน้ำพ่นทางใบ ทุก 7 วัน จำนวน 2–3 ครั้ง พ่นช่วงเช้าหรือเย็น ใบใหม่จะเริ่มเขียวขึ้นภายใน 7–14 วัน 2) ปรับดินรอบโคน (แก้ระยะกลาง) พรวนดินรอบโคนเบา ๆ ใส่ปุ๋ยคอกเก่าหรือปุ๋ยหมัก แกลบดำ / กาบมะพร้าวสับ หลีกเลี่ยงดินแน่นและน้ำขัง 3) ลดความเป็นด่างของดิน ถ้าใช้น้ำประปา/น้ำบาดาลเป็นประจำ ให้รดน้ำผสมน้ำส้มสายชู 1–2 ช้อนโต๊ะ / น้ำ 20 ลิตร เดือนละ 1 ครั้ง ปรับการใส่ปุ๋ย 1) งดปุ๋ยไนโตรเจนสูงชั่วคราว 2) ใช้ปุ๋ยสูตรสมดุล หรือปุ๋ยไม้ดอก เสริมแมกนีเซียม+แมงกานีส+สังกะสี (Mg + Mn + Zn) เป็นครั้งคราว 🚫 สิ่งที่ไม่ควรทำ 1) ใส่ยูเรียเพิ่ม (อาการจะเหลืองหนักกว่าเดิม) 2) ให้น้ำแฉะ 3) ใส่ปูนหรือวัสดุปูนใกล้โคนต้น
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 15 ธันวาคม 2568
ถาม-ตอบ
ชีวเคมีของพืช
การแปรรูปวัสดุเหลือใช้เกษตร
ขออนุญาตสอบถามนะคะ หนูเป็นนักเรียนจาก รร.แหลมสิงห์วิทยาคม หนูได้รับมอบหมายให้ทำโครงงานเรื่องน้ำหมักชีวภาพจากเปลือกผลไม้เมืองจันท์ ซึ่งหนูเลือกเป็นเปลือกสละ หนูเลยอยากสอบถามว่า พอจะทราบมั้ยคะ ว่าเปลือกสละมีประโยชน์หรือมีแร่ธาตุอะไรบ้าง 
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568
ตอบ คุณ wimonsiri25 เปลือกสละไม่มีคุณสมบัติเป็นธาตุอาหารพืชโดยตรง แต่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปรับปรุงดิน โดยเปลือกสละจะช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุในดินและส่งเสริมจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ ทำให้ดินร่วนซุย ช่วยอุ้มน้ำและปุ๋ย ทำให้พืชได้รับธาตุอาหารจากดินได้ดีขึ้น และไม่มีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์หลักเหมือนผลไม้ทั่วไป แต่ในเปลือกสละมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง มีสารสำคัญหลายชนิด เช่น ฟลาโวนอยด์ ฟีนอลิก กรดแกลลิก และเควอซิทิน ซึ่งช่วยต่อสู้กับอนุมูลอิสระในร่างกาย จากงานวิจัย เรื่อง สภาวะที่เหมาะสมในการสกัดสารประกอบฟีนอลิกด้วยคลื่นไมโครเวฟจากเปลือกสละ ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและการพัฒนาตำรับครีมกันแดดแบบแท่ง (Enhancing microwave-assisted extraction of phenolic compounds from Salacca zalacca fruit peel, assessing antioxidant activity and formulation in sunscreen sticks) คณะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการเกษตร มหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา ระบุว่า เปลือกสละสายพันธุ์สุมาลีมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดี เนื่องจากในเปลือกสละมีปริมาณสารประกอบฟี นอลิกรวมสูงกว่าในส่วนเนื้อสละ (Aralas, Mohamed, & Bakar, 2009; Kanlayavattanakul et al.,2013) และในสารสกัดจากเปลือกสละมีองค์ประกอบทางเคมีที่มีฤทธิ์ทางชีวภาพหลายชนิด ได้แก่กรดแกลลิก (Gallic acid) กรดเฟรุลิก (Ferulic acid) กรดคลอโรจีนิก (Chlorogenic acid) เควอซิทิน (Quercetin) และกรดคาเฟอิก (Caffeic acid) เป็นต้น (Girsang et al., 2019) ซึ่งสารเหล่านี้ออกฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระได้ดี แล้วยังมีรายงานว่า กรดคาเฟอิกที่พบในเปลือกสละออกฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์คอลลาจีเนส (Collagenase) และเอนไซม์อีลาสเตส (Elastase) ซึ่งเป็นเอนไซม์ที่กระตุ้นการสลายของคอลลาเจนและอีลาสตินในชั้นผิวหนัง ซึ่งจะช่วยการชะลอการเหี่ยวย่นของผิวได้ (Girsang et al., 2020) และสารสกัดจากเปลือกสละยังมีฤทธิ์ การยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสอีกด้วย และมีรายงานการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้สละในงานเครื่องสำอาง โดยใช้สารสกัดสละด้วยเอทานอลใช้เป็นสารสำหรับทำให้ผิวขาว เนื่องจากมีฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ไทโรซิเนสในตำรับครีมสามารถลดการเกิดเม็ดสีเมลานินเมื่อทดลองใช้กับผิวหนังผู้ทดสอบได้
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 19 พฤศจิกายน 2568

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
ศัตรูพืช
โรคพืช
วัชพืช
คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568
กรมวิชาการเกษตรเผยแพร่ “คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568” เสริมความปลอดภัยเกษตรกร ลดดื้อยา ยกระดับเกษตรไทยอย่างยั่งยืน กรมวิชาการเกษตร เปิดเผยเอกสารวิชาการ “คำแนะนำการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชจากงานวิจัย ปี 2568” เพื่อเป็นแนวทางให้เกษตรกร นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้อง ใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชอย่างถูกต้อง มีประสิทธิภาพ และปลอดภัยต่อสุขภาพผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม เอกสารฉบับนี้รวบรวมผลการวิจัยล่าสุด ครอบคลุมการใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช แมลง ไร สัตว์ศัตรูพืช และวัชพืชในพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ พร้อมเน้นการจัดการศัตรูพืชตามหลักวิชาการ โดยอ้างอิงการจัดกลุ่มสารตามกลไกการออกฤทธิ์ของ FRAC, IRAC และ HRAC เพื่อชะลอปัญหาการดื้อยาซึ่งเป็นความท้าทายสำคัญของภาคเกษตรในปัจจุบัน นอกจากนี้ ยังให้ความสำคัญกับความปลอดภัยในการทำงาน ตั้งแต่การเลือกอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล การเก็บรักษา การขนส่ง ไปจนถึงการอ่านฉลากและการปฐมพยาบาลเบื้องต้น ตลอดจนแนวทางลดสารตกค้างในผลผลิต ซึ่งมีผลโดยตรงต่อความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและตลาดส่งออก กรมวิชาการเกษตรคาดหวังว่า เอกสารฉบับนี้จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการสนับสนุนการผลิตพืชตามหลัก เกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ลดการใช้สารเคมีเกินความจำเป็น และยกระดับเกษตรไทยสู่ความยั่งยืน ภายใต้การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศในอนาคต
โพสต์เมื่อ 15 ธันวาคม 2568
แหล่งความรู้อื่นๆ
การค้า/การตลาด
สินค้า GI อัตลักษณ์ท้องถิ่นไทย
สินค้า GI คือสินค้าที่มีชื่อเสียงและคุณภาพเฉพาะตัวจากแหล่งผลิตในท้องถิ่น อันเกิดจากภูมิศาสตร์หรือภูมิปัญญาในพื้นที่ มีการจดทะเบียนเพื่อคุ้มครองสิทธิ์และสร้างมูลค่าเพิ่มอย่างยั่งยืนแก่ชุมชน จัดทำโดย สำนักงานมาตรฐานสินค้าเกษตรและอาหารแห่งชาติ (มกอช.)
โพสต์เมื่อ 12 พฤศจิกายน 2568
แหล่งความรู้อื่นๆ
การเพาะเลี้ยง
การเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน
เรียนรู้เทคนิคการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนอย่างถูกวิธี พร้อมรับมือกับความท้าทายจากภาวะโลกร้อน! นำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ การเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอน (Plankton Culture) ซึ่งเป็นอาหารมีชีวิตที่มีความสำคัญต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ เช่น กุ้ง ปลา หอย และสัตว์น้ำวัยอ่อน เนื้อหาอธิบายตั้งแต่ขั้นตอนพื้นฐานไปจนถึงเทคนิคสำคัญในการดูแลคุณภาพน้ำ และการจัดการสิ่งแวดล้อมเพื่อให้แพลงก์ตอนเจริญเติบโตได้ดี โดยเน้นให้ผู้เพาะเลี้ยงเข้าใจถึงปัจจัยที่มีผลต่อการเติบโตของแพลงก์ตอน เช่น ความเข้มแสงและอุณหภูมิ ปริมาณสารอาหารและการควบคุมเชื้อปนเปื้อน วิธีการเก็บเกี่ยวและการใช้ประโยชน์จากแพลงก์ตอนในระบบเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการเพาะเลี้ยงแพลงก์ตอนในยุคการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งส่งผลต่อคุณภาพน้ำและระบบนิเวศทางทะเล พร้อมแนะนำแนวทางการจัดการที่ยั่งยืนเพื่อสนับสนุนอุตสาหกรรมประมงไทย 📌ผู้สนใจสอบถามได้ที่ สถานีวิจัยประมงคลองวาฬ คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร.0-3266-1168 🔍 เหมาะสำหรับผู้สนใจอุตสาหกรรมสัตว์น้ำ งานวิจัย หรือผู้ประกอบการด้านการเพาะเลี้ยงน้ำ
โพสต์เมื่อ 10 พฤศจิกายน 2568
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู