แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 21-27 มกราคม 2562

พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 21-27 มกราคม พ.ศ. 2562

ภาคเหนือ - สําหรับผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือน อย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็วและควรเพิ่มความอบอุ่นภายในโรงเรือนเพื่อป้องกันการเจ็บป่วย ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรลดปริมาณอาหาร เนื่องจากอุณหภูมิที่ลดลงจะส่งผลให้สัตว์น้ำกินอาหารได้น้อยลง อาหารที่เหลือจะทําให้น้ำเน่าเสียได้

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ - ระยะนี้จะมีอากาศเย็นถึงหนาว เกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์ควรควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนอย่าให้เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และทําแผงกําบังลมเพื่อป้องกันสัตว์เลี้ยงปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอ และเป็นโรคได้ง่าย เกษตรกรที่ปลูกมะม่วงควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืช เช่น เพลี้ยจักจั่นและเพลี้ยไฟ เป็นต้น

ภาคกลาง - สําหรับพื้นที่เกษตรกรรมที่อยู่นอกเขตชลประทาน เกษตรกรควรวางแผนการใช้น้ำที่เก็บกักไว้อย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งควรใช้เศษวัชพืชคลุมทั่วบริเวณโคนต้นใต้ทรงพุ่ม เพื่อลดการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นในดิน

ภาคตะวันออก - สําหรับไม้ผลที่อยู่ในระยะติดผล เกษตรกรควรดูแลให้น้ำอย่างเพียงพอ เพราะหากได้รับน้ำไม่เพียงพอจะส่งผลให้ติดผลลดลง ผลผลิตมีขนาดเล็ก และคุณภาพต่ำ รวมทั้งควรระวังศัตรูพืชจําพวกแมลงปากดูดเข้าดูดกินน้ำเลี้ยง ทําให้พืชทรุดโทรม ผลผลิตลดลงและด้อยคุณภาพ สําหรับเกษตรกรที่มีแหล่งน้ำเป็นของตนเองควรวางแผนการใช้น้ำให้มีประสิทธิภาพ เพื่อให้มีน้ำใช้ในช่วงแล้ง

ภาคใต้ - ระยะนี้แม้จะมีฝนตก แต่ปริมาณฝนก็ไม่เพียงพอกับความต้องการ เกษตรกรควรให้น้ำแก่พืชตามความเหมาะสม เพื่อไม่ให้พืชชะงักการเจริญเติบโต รวมทั้งคลุมดินบริเวณแปลงปลูกพืชและโคนต้นด้วยวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เช่น ใบไม้ ฟางข้าว และหญ้าแห้ง เพื่อลดการระเหยของน้ำและรักษาความชื้นภายในดิน เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืช จําพวกแมลงปากดูด เช่น เพลี้ยไฟ และไรชนิดต่างๆ ซึ่งจะทําให้พืชชะงักการเจริญเติบโต และสัปดาห์นี้บริเวณอ่าวไทยตอนล่างและทะเลอันดามันจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


อ่านต่อ
วันที่ 22 มกราคม 2562
แจ้งเตือน
โรคพืช
กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนภัย ช่วงวันที่ 16-22 มกราคม 2562

ช่วงอากาศชื้น หมอกลงจัด หรืออาจมีฝนตกในช่วงนี้ มันฝรั่งในระยะเจริญเติบโตทางลำต้นโปรดระวัง โรคใบไหม้ (เชื้อราPhytophthora infestans)

แนวทางป้องกัน

1. หลีกเลี่ยงการปลูกมันฝรั่งในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน ไถพรวนดิน และใส่ปูนขาว ตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก

2. ใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ

3. ปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค

4. อย่าให้น้ำมากเกินไป ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำตอนเย็น

5. หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นที่แสดงอาการโรคควรถอนและนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไซมอกซานิล + แมนโคแซบ 8% + 64%ดับเบิ้ลยูพีอัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ + เมทาแลกซิล-เอ็ม 64% + 4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไอโพรวาลิคาร์บ + โพรพิเนบ 5.5% + 61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน ไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิดเพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค

6. แปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้วให้เก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก

     การจัดการพืชแบบผสมผสาน ทั้งรักษาความอุดมสมบรูณ์ในดินจะช่วยรักษาน้ำในดินไว้ได้มากขึ้น ช่วยให้พืชสามารถทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสมและศัตรูพืชได้มากกว่าต้นพืชที่ไม่ได้รับการจัดการที่ดี


อ่านต่อ
วันที่ 15 มกราคม 2562

ข่าวสาร

ข่าวสาร
ระบบการปลูกพืช
การผลิตพืช
ปลูกดอกกระเจียวหวานอินทรีย์ อาชีพที่คนส่วนใหญ่ไม่เคยรู้จักแต่สร้างรายได้งาม
คุณเมืองชัย ทองลา ได้รวมกลุ่มชาวบ้านจดทะเบียนจัดตั้งเป็น วิสาหกิจชุมชนดอกกระเจียวหวานบ้านโคกนาโก อำเภอป่าติ้ว จังหวัดยโสธร ปัจจุบันมีเนื้อที่ปลูกโดยรวมประมาณ 20 ไร่ ดอกกระเจียวพันธุ์หวาน ซึ่งมีรสเผ็ดร้อน และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ มีสรรพคุณคล้ายคลึงกับพืชในตระกูลข่า และขิง ช่วยขับลม แก้ท้องอืดเฟ้อ แก้มดลูกอ
อ่านต่อ
วันที่ 22 มกราคม 2562
ข่าวสาร
ศัตรูพืช
นักวิจัย ม.เกษตรฯ พบผีเสื้อกลางคืน สกุลใหม่ของโลก
รศ.ดร.นันทศักดิ์ ปิ่นแก้ว ภาควิชากีฏวิทยา คณะเกษตร กำแพงแสน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน พบผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลก และตั้งชื่อว่า “Kasetsarta” ผีเสื้อกลางคืน “สกุลเกษตรศาสตร์ (genus Kasetsartra)” ที่พบนี้เป็นผีเสื้อกลางคืนสกุลใหม่ของโลกซึ่งได้รับการตีพิมพ์เผยแพร่ในวารสาร ZOOTAXA 4532
อ่านต่อ
วันที่ 21 มกราคม 2562
ข่าวสาร
การผลิตสัตว์
ชันโรง สุดยอดแมลงช่วยผสมเกสร เพิ่มผลผลิต เป็นแมลงเศรษฐกิจ สร้างรายได้
ผึ้งที่ว่าผสมเกสรเก่งแล้ว ยังไม่เท่าชันโรง เพราะผึ้งเมื่อเก็บเกสรจากดอกไม้แล้วจะปล่อยฟีโรโมนหรือกลิ่นตัวของมัน ทำให้ผึ้งตัวต่อไปไม่มาตอมหรือเก็บเกสร แต่ชันโรงไม่สนใจถึงใครจะดอมดมเก็บเกสรแล้ว มันยังคงเข้าเก็บเกสรทุกดอกทุกรวง เพราะนิสัยของชันโรงชอบเก็บเกสรเข้ารังถึง 80% ทำให้สามารถช่วยผสมเกสรให้กับพืช
อ่านต่อ
วันที่ 19 มกราคม 2562

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
ขอวิธีกำจัดแมลงหวี่ขาวในขึ้นฉ่ายครับ ระบาดรุนแรงมากครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 21 มกราคม 2562
วิธีป้องกันกำจัด "แมลงหวี่ขาว" 1. ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiana) โดยใช้สารละลายสปอร์ที่ความเข้มข้น 108 สปอร์ต่อมิลลิลิตร พ่นให้ทั่วใบและยอดขึ้นฉ่าย ซึ่งจะได้ผลดีเมื่อใช้กับตัวอ่อนแมลงหวี่ขาววัย 1-2 หรือใช้เชื้อสด อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 40 ลิตร 2. การใช้สารเคมี อิมิดาโคลพริด (โปรวาโด 70% ดับบลิวจี) อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมี โทแซม (แอคทารา 25 ดับบลิวจี 25% ดับบลิวจี) อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน (สตาร์เกิล 10% ดับบลิวพี) อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือปิโตรเลียมออยล์ (เอสเค 99 83.9% อีซี) อัตรา 150 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือบูโพรเฟซิน (นาปาม 25% ดับบลิวพี หรือแอปพลอด 25% ดับบลิวพี) อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไวท์ออยล์ (ไวท์ออยล์ 67% อีซี) อัตรา 150 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หมายเหตุ : เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดแมลง ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง 3. ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน เช่น แตนเบียน Encrasia sp., แมลงช้างปีกใส Chrysopa spp., ด้วงเต่า Coccinella spp. และแมงมุมสกุลไลคอซา (Lycoza sp.) และออกซีออพิส(Oxyopes sp.)
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 19 มกราคม 2562
ถาม-ตอบ
ศัตรูสัตว์
รบกวนสอบถามว่า หนอนชนิดนี้คือหนอนอะไรคะ แล้วมีวิธีกำจัดอย่างไร ก่อนหน้านี้นำขุยมะพร้าวมาฟักไข่จิ้งหรีด แล้วหนอนตัวนี้ฟักออกมาพร้อมกับจิ้งหรีด จากนั้นจำนวนจิ้งหรีดที่เคยผลิตได้จำนวนมากก็ลดลงไปเยอะเลย ตอนนี้เกษตรกรขาดทุนไปเยอะมากแล้วค่ะ รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ (ส่งภาพหนอน และตัวเต็มวัยมาด้วยค่ะ) ข้อมูลเบื้องต้น : ครั้งแรกที่นำขุยมะพร้าวมาใช้ฟักไข่จิ้งหรีดแล้วมีหนอนฟักออกมา คือช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 คิดว่าหนอนโตขึ้นมาเป็นแมลงที่ดูไร้พิษภัยก็เลยไม่ได้กำจัดทิ้ง วันนี้จิ้งหรีดตายกองกันเป็นจำนวนมากเลย แล้วบ่อจิ้งหรีดทุกบ่อก็มีแต่หนอนเต็มไปหมดเลยค่ะ ก่อนหน้านี้ได้ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดด้วยการกวาดคราบและมูลจิ้งหรีดภายในบ่อมารวมๆ กัน แล้วตักใส่กระสอบ หนอนก็ถูกตักออกมาจากบ่อด้วยเป็นจำนวนมาก คิดเองว่า ถ้ามัดปากกระสอบแล้วทิ้งไว้หนอนน่าจะตาย แต่น่าจะคิดผิดค่ะ เพราะพอลองเปิดกระสอบดู ก็พบว่าหนอนยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ลอกคราบกลายเป็นแมลงปีกแข็งตัวสีดำแบบในภาพที่แนบมาเลยค่ะ แล้วแมลงนั้นก็กัดแทะกระสอบจนเป็นรูแล้วบินออกไปผสมพันธุ์กัน และกลับไปวางไข่จำนวนมากในบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดในตอนกลางคืน (ในช่วงกลางวันจะซ่อนตัวอยู่ตามบริเวณต่างๆ ของบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด แต่พอตอนกลางคืนจะออกจากที่ซ่อน แล้วบินออกมาผสมพันธุ์กันบริเวญบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด เหมือนจะลงไปวางไข่ในบ่อจิ้งหรีดด้วยค่ะ)
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 14 มกราคม 2562
ชนิดของแมลงคือ Dermestes maculatus, Coleoptera ชอบกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นศัตรูที่รบกวนการเพาะจิ้งหรีด การจัดการ : คาดว่าตอนนี้เกิดการปนเปื้อนแมลงจากกากมะพร้าว ถ้าใช้สารป้องกันกำจัดแมลง...จิ้งหรีดก็จะตายด้วย เบื้องต้นจึงแนะนำให้แยกกากมะพร้าวที่ปนเปื้อนออกมาทำลายทิ้งก่อนอันดับแรก ต้องรื้อวัสดุที่เลี้ยงออกแล้วเปลี่ยนใหม่ โดยหาแหล่งซื้อวัสดุแหล่งใหม่ที่ไม่มีการปนเปื้อนและเชื่อถือได้ แล้วให้ทำความสะอาดโรงเรือนไม่ให้มีเศษซากที่เป็นอาหารของมันออกทั้งหมด ถ้าบ่อเลี้ยงใส่น้ำได้ หลังจากทำความสะอาดแล้วแนะนำให้แช่ด้วยน้ำปูนขาว ก่อนที่จะปิดโรงเรือนแล้วรมควันด้วยฟอสฟิน ถ้าหากระบบเลี้ยงสามารถปิดได้อย่างสมบูรณ์ หรือใช้ ฟีโพรนิล หรือแอสเซน โดยใช้อัตราครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำข้างขวด การกำจัดด้วยสารเคมีจะมีผลตกค้างในระยะหนึ่ง โดยที่สารเคมีจะสลายตัวภายใน 2 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเลี้ยงรอบใหม่ได้ ปัญหาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย เนื่องจากแมลงพวกนี้ชอบกินผลผลิตพวกปลาแห้ง หรืออาหารแห้ง และที่สำคัญมันสามารถกินซากจิ้งหรีดได้ด้วย ดังนั้นน่าจะต้องกำจัดต้นตอ คือ ตรวจเช็กอาหารก่อน ว่ามีด้วงอยู่ในนั้นหรือไม่ และรีบกำจัดทิ้ง และให้หมั่นตรวจสอบอาหารสำเร็จรูปโดยการสุ่มอาหารมาเช็กด้วย เพราะจากภาพที่ส่งมาจะเห็นว่าโรงเก็บวัสดุเป็นแบบเปิด น่าจะดึงดูดแมลงพวกนี้มาด้วยส่วนหนึ่ง
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 14 มกราคม 2562
ถาม-ตอบ
สวัสดีครับ พอมีข้อมูลของ PSB (Photosynthetic Bacteria) หรือจุลินทรีย์ในกลุ่มสังเคราะห์แสงที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผักและพืชไร่ไหมครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 14 มกราคม 2562
จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosybthetic Bacteria; PSB) เป็นแบคทีเรียที่พบกระจายทั่วไปในธรรมชาติ บทบาทของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีความสำคัญในกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ (CO2 - Assimilation) และการตรึงไนไตรเจน (Nitrogen Fixation) และยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสัตว์ขนาดเล็กจำพวก ปลา กุ้ง หอย และปู สามารถนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้สามารถใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนและน้ำเสียจากการทำปศุสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะเห็นว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาก จึงถูกนำมาใช้ในทางการเกษตรด้วย สำหรับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่นำมาใช้ในการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสีม่วงกลุ่มไม่สะสมกำมะถัน แบคทีเรียชนิดนี้เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสงก็จะเกิดกระบวนการที่ใช้แสง ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่มีแสงก็เปลี่ยนมาใช้อีกกระบวนการที่ไม่ใช้แสงทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้นจึงสามารถใช้ประโยชน์จากการกระบวนการดำรงชีวิตนี้มาใช้ในการบำบัดของเสีย และการบำบัดดิน ส่วนการใช้ประโยชน์ ในประเทศญี่ปุ่นใช้เพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 3 เท่า และทำให้เมล็ดข้าวใหญ่ขึ้น 2 เท่า ทั้งนี้แบคทีเรียยังช่วยปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการดูดซึมสารอาหาร เพราะในระยะข้าวตั้งท้องดินบริเวณรากข้าวจะมีสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้แบคทีเรียในกลุ่มแอนแอโรบิคแบคทีเรียเจริญได้ดี จึงสร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไปยับยั้งกระบวนการสร้างเมตาโบลิซึมของรากข้าว ซึ่งเป็นพิษต่อราก แต่เมื่อนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใส่ลงในดินในระยะเวลาดังกล่าว จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้อยู่ในรูปของสารประกอบซัลเฟอร์ที่ไม่เป็นพิษต่อรากข้าว จึงส่งผลให้รากข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้นข้าวก็แข็งแรงขึ้น ผลผลิตข้าวก็จะมากขึ้นตามไปด้วย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังใช้เป็นอาหารเสริมให้แก่สัตว์ เนื่องจากแบคทีเรียมีโปรตีนที่จำเป็นต่อสัตว์ อีกทั้งแบคทีเรียบางสายพันธุ์ยังผลิตสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งมีสีแดงออกส้ม เมื่อผสมอาหารให้ไก่กินจะช่วยเพิ่มสีให้ไข่แดงของไก่ สารดังกล่าวได้จากธรรมชาติจึงมีความปลอดภัยกว่าสารสังเคราะห์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสีม่วง (Purple Photosynthetic Bacteria) ที่น่าสนใจมี 5 สายพันธุ์ คือ SS3, SS4, FS3, SH5, และ ES16 แต่ในจำนวน 5 สายพันธุ์นี้ SS3 (Rhodobacter capsulatus) มีการเจริญเติบโตดีที่สุด และสามารถผลิตสารเร่งความเจริญเติบโตของพืชได้สูงถึง 2 มิลลิโมลาร์ต่อลิตรหรือมากกว่า สายพันธุ์ SS3 ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศไทยมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อประเทศญี่ปุ่นประกาศใช้จุลินทรีย์ SS3 เป็นวาระแห่งชาติในปี 2010 โดยมุ่งเน้นใน 3 แนวทาง คือ ด้านเกษตร ปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม เมื่อมีผู้นำจุลินทรีย์ SS3 จากญี่ปุ่นเข้ามาในเมืองไทย ก็ได้มีการเพาะขยายพันธุ์กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง หน้าที่หลักของ PSB 1. เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น กรดอะมิโน ,กรดนิวเคลียริค, สารประกอบและโพลีแซคคาไรด์ 2. ทำให้พืชโตเร็วขึ้น โดยใช้กระบวนการเพิ่มแร่ธาตุในดิน เช่น ไมคอริซ่า (Mycorrhiza), อาโซโตแบคเตอร์ (Azotobacter) 3. เป็นตัวทำกระบวนการรีไซเคิลให้กับ คาร์บอน , ไนโตรเจน , และสารประกอบจำพวกซัลเฟอร์ 4. เพิ่มผลผลิตให้แก่พืช 5. ป้องกันมลพิษทางอากาศ และช่วยกำจัดแร่ธาตุเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม 6. ช่วยลดแก๊สกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ในคอกเลี้ยง 7. ช่วยกำจัดของเสียและพิษ เช่น ไฮโดรเจนซันไฟด์, เมอร์แคปตัน, คลอไรด์ และไดอะมายด์ การใช้ประโยชน์ในแวดวงการเกษตร ใช้ในนาข้าว, พืชไร่, ไม้ผล, ไม้ประดับ, ปศุสัตว์ ฯลฯ เพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหลัก ในกรณีใช้ต่อเนื่องยังช่วยลดก๊าชไข่เน่าในดิน ช่วยให้รากพืชขยายและดูดซึมปุ๋ยได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนาข้าว ส่วนในพืชชนิดอื่นๆ ก็เช่นกัน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น นอกจากนี้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังมีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น ไมคอริซ่า, อาโซโตแบคเตอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมาก พืชจึงมีความแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงต่างๆ ได้ดี วิธีขยายเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงใช้เอง 1. กรอกน้ำ เกือบเต็มขวดน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร เหลือพื้นที่ไว้สัก 4-5 นิ้วจากปากขวด 2. ตอกไข่ใส่ภาชนะ (เปลือกไข่ไม่ต้องทิ้ง ตำหรือบดเปลือกไข่ให้ละเอียดแล้วผสมลงไป) ใส่ผงชูรส อัตราส่วน ไข่ 1 ฟอง ต่อผงชูรส 1 ช้อนชา 4. ตักใข่ที่ผสมแล้วใส่ลงไปในขวดน้ำที่เตรียมไว้ในข้อ 1 ขวดละ 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าส่วนผสมให้เข้ากับน้ำ แล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงลงไปขวดละ 100 มิลลิลิตร ปิดฝาขวดให้แน่น 5. นำขวดไปวางเรียงกันในที่ที่มีแสงส่องทั้งวัน หรือใช้ภาชนะใหญ่ใส่น้ำก่อนจะวางเรียงขวด เพราะว่าเชื้ออาจจะตาย เพราะความร้อนที่มากเกินไป 6. เขย่าขวดบ้าง หากมีแก๊สในขวดมากก็เปิดฝาระบายออกได้ รอจนกว่าจะเป็นสีแดงเข้มทั้งขวด จึงจะนำไปใช้ได้ การนำไปใช้ : นาข้าว ใช้ 1 ลิตรต่อไร่ สาดให้ทั่วไร่, สวน ใช้ 50 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลงดินขณะเตรียมปลูก หรือพ่นทางลำต้นและราก ทุกๆ 7-10 วัน, แปลงผักและดอกไม้ ใช้ 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลำต้นและราก ทุกๆ 5-7 วัน และยังสามารถช่วยเร่งให้พืช เช่น มะนาว มะเขือเทศ ส้ม มะม่วง มังคุด เป็นต้น ออกดอกได้อีกด้วย
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 14 มกราคม 2562

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
สารสนเทศ
Thai Journals Online (ThaiJO)
Thai Journals Online (ThaiJO) เป็นระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย เป็นแหล่งรวมวารสารวิชาการที่ผลิตในประเทศไทยทุกสาขาวิชา ทั้งสาขาวิทยาศาสตร์/เทคโนโลยี และมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ศูนย์เทคโนโลยีอิเล็กทรอนิกส์และคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (NECTEC) และศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai-Journal Citation Index Centre : TCI)
โพสต์เมื่อ 16 มกราคม 2562
แหล่งความรู้อื่นๆ
การส่งเสริม
ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
ฐานข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้นานาชนิด
โพสต์เมื่อ 2 พฤษภาคม 2561
แหล่งความรู้อื่นๆ
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร
ฐานข้อมูลสมุนไพร ฐานข้อมูล PHARM (PHARM Database) จัดทำโดยหน่วยบริการและสำนักงานข้อมูลสมุนไพร เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมรายงานการวิจัยด้านต่างๆ และสรรพคุณตามตำรายาไทยของพืชสมุนไพรจำนวน 1,167 ชนิด และพืชชนิดอื่นๆ ในสกุลเดียวกัน การสืบค้นทำได้โดยพิมพ์ชื่อภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ชื่อสกุล (genus) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
โพสต์เมื่อ 2 พฤษภาคม 2561
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู