แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
เตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 11-17 กรกฎาคม 2561

สภาพอากาศ ฝนตกปานกลางถึงหนักมาก ส่งผลให้

1.มะนาว  ทุกระยะการเจริญเติบโต ระวัง หนอนชอนใบส้ม 

ผีเสื้อตัวเต็มวัยจะวางไข่ใต้เนื้อเยื่อใบใกล้เส้นกลางใบ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะกัดกินและชอนไชอยู่ในระหว่างผิวใบ หนอนจะทำลายด้านใต้ใบมากกว่าบนใบ รอยทำลายสังเกตได้ง่ายตั้งแต่เริ่มทำลาย โดยเห็นเป็นเส้นทางสีขาวเรียวยาวในระยะเริ่มแรกและขยายใหญ่ขึ้นเป็นทางคดเคี้ยวไปมา ใบมีลักษณะบิดงอลง ทางด้านที่มีหนอนทำลายนอกจากทำลายใบแล้ว ถ้ามีการระบาดมากหนอนจะเข้าทำลายกิ่งอ่อน และผลอ่อนด้วยรอยแผลที่เกิดจากการทำลายจะเป็นช่องทางให้เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv. citri ซึ่งทำให้เกิดโรคแคงเกอร์รุนแรงขึ้น

2.พืชตระกูลส้ม(เช่น ส้มโอ ส้มเขียวหวาน มะนาว และ มะกรูด)  ทุกระยะการเจริญเติบโต ระวัง โรคแคงเกอร์ (เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas axonopodis pv.citri)

อาการบนใบ เริ่มแรกเป็นจุดฉ่ำน้ำต่อมาจะขยายใหญ่ขึ้น เห็นเป็นแผลจุดนูนสีเหลืองอ่อน ลักษณะฟูคล้ายฟองน้ำจากนั้นแผลจะเปลี่ยนเป็นเนื้อเยื่อแข็งสีน้ำตาลเข้ม ตรงกลางแผลยุบตัว ขอบแผลยกตัวขึ้น บริเวณรอบๆ แผลปรากฏวงสีเหลืองล้อมรอบ แผลจุดนูนสีน้ำตาลพบทั้งผิวใบด้านบนและด้านล่าง โดยเห็นชัดเจน
บนผิวใบด้านล่าง แผลเกิดได้ทั้งบนใบและก้านใบ ทำให้ใบเหลืองร่วงก่อนกำหนด

อาการบนกิ่ง ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่ไม่มีวงสีเหลืองล้อมรอบแผล ต่อมาแผลจะแตก แข็งเป็นสีน้ำตาลขยายรอบกิ่งหรือตามความยาวกิ่ง รูปร่างแผลไม่แน่นอน

อาการบนผล ลักษณะคล้ายอาการบนใบ แต่จะเกิดเป็นแผลเดี่ยวๆ มีลักษณะกลมฝังลึกลงไปในผิว แผลจะขยายเป็นสะเก็ดใหญ่ รูปร่างไม่แน่นอน มีวงสีเหลืองล้อมรอบบางครั้งพบผลปริแตกตามรอยแผลหากเกิดโรคในระยะผลอ่อนจะทำให้ผลผลิตไม่ได้คุณภาพ และถ้าอาการรุนแรงจะทำให้ผลร่วงฃ

3.สละ  ระยะเก็บเกี่ยว ระวัง โรคผลเน่า(เชื้อรา Marasmius palmivorus)

เปลือกผลสละมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยของเชื้อราสีขาว หรือขาวอมชมพูเส้นใยของเชื้อราจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผลทำให้เปลือกเปราะแตก เนื้อด้านในเน่า และผลร่วงในที่สุด เส้นใยเชื้อราที่พบบนผลที่เป็นโรค เมื่อเจริญเต็มที่จะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกเห็ดบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ทะลายผลอื่นๆและต้นอื่น


อ่านต่อ
วันที่ 12 กรกฎาคม 2561
แจ้งเตือน
เกษตรจังหวัดตรัง เตือนเกษตรผู้ปลูกพริก ต้องหมั่นสำรวจการเข้าทำลายของแมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ
นายสมชาย บริพันธุ์ เกษตรจังหวัดตรัง เปิดเผยว่า ระยะนี้เกษตรผู้ปลูกพริก ต้องหมั่นสำรวจการเข้าทำลายของแมลงหวี่ขาว เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ หากพบการเข้าทำลาย กลุ่มอารักขาพืช สำนักงานเกษตรจังหวัดตรัง ขอแนะนำให้ควบคุมโดยการใช้เชื้อราบิวเวอเรีย และเชื้อราเมตาโรเดียม เกษตรกรบางพื้นที่อาจพบการเข้าทำลายของแมลงวันพริกได้และเกษตรกรควรเก็บผลพริกที่ถูกทำลายใส่ถุงพลาสติกแล้วมัดปากถุงให้แน่น นำไปทิ้งนอกแปลงปลูก พร้อมทั้งฉีดไวท์ออยล์ เพื่อลดปริมาณการวางไข่ของแมลงวันพริก และคลุกเชื้อราเมตาไรเซียม 250 กิโลกรัมต่อปุ๋ยหมัก 20 กิโลกรัม ใส่รอบโคนต้นเพื่อช่วยกำจัดดักแด้ของแมลงวันพริกที่อยู่ในดิน
ทั้งนี้ เกษตรกรควรใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา เพื่อป้องกันโรคเน่าโคนเน่าและโรคเหี่ยวเหลือง ไว้ตั้งแต่ฤดูปลูกโดยการผสมกับรำและปุ๋ยหมักหว่านรอบทรงพุ่ม เพื่อควบคุมโรคที่เข้าทำลายระบบรากพริกพร้อมทั้งฉีดแคลเซียมโบรอนเพื่อเสริมสร้างความแข็งแรงความต้านทานต่อโรคให้แก่พริกและฉีดธาตุสังกะสี เพื่อให้พริกปรุงอาหารได้ดีขึ้น นอกจากนี้ยังต้องหมั่นรักษาความสะอาดในแปลง เพื่อลดแหล่งแพร่กระจายของโรค

อ่านต่อ
วันที่ 2 กรกฎาคม 2561
แจ้งเตือน
เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ เตือนภัยการเกษตรหนอนแมลงวันสภาพแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้น
นายดนัย ปัญจพิทยากุล เกษตรจังหวัดสมุทรปราการ กล่าวว่า จังหวัดสมุทรปราการขอเตือนภัยการเกษตรหนอนแมลงวันสภาพแวดล้อมที่อาจจะเกิดขึ้น หนอนแมลงวันจะกัดกินเส้นใยเห็ดทำให้เส้นใยไม่เจริญ ถ้าระบาดรุนแรงก้อนเห็ดยุบตัวได้ นอกจากนี้ในเห็ดระยะออกดอก หนอนแมลงวันยังสามารถเจาะเข้าไปทำลายส่วนโคนต้นและหมวกดอก ทำให้ดอกเน่าเสียและเป็นโรคได้ การป้องกันกำจัด คือ
1.เตรียมโรงเรือน โดยทำความสะอาดเพื่อฆ่าแมลงและเชื้อโรคสะสม ด้วยสารคลอรอกซ์ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือมาลาไทออน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นบริเวณพื้นฝาผนังและหลังคาโรงเรือนให้ทั่ว ควรปิดโรงเรือนให้มิดชิด และทิ้งไว้อย่างน้อย 7-10 วัน
2.เลือกซื้อหัวเชื้อพันธุ์เห็ดหรือถุงก้อนเชื้อเห็ดจากแหล่งผลิตที่ไม่มีประวัติการระบาดทำลายของแมลงวันศัตรูเห็ดมาก่อน
3.หากไม่ทราบแหล่งที่มาหรือประวัติของถุงก้อนเชื้อเห็ด ในขณะที่เส้นใยเห็ดเดินมากกว่า 25 เปอร์เซ็นต์ หรือก่อนเปิดคอก ควรที่จะทำการป้องกันโดยการพ่นสารคาร์บาริล อัตรา 40-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นเฉพาะที่จุกสำลีเท่านั้น
4.ก่อนนำเข้าเปิดดอกในโรงเรือน ควรคัดทิ้งถุงก้อนเชื้อเห็ดที่แสดงลักษณะถูกทำลายจากศัตรูพืช หรือไม่แน่ใจควรแยกกองไว้ต่างหาก
5.ติดตั้งกับดักกาวเหนียวสีเหลืองชนิดแบนหรือทรงกระบอกชนิดใดชนิดหนึ่ง จำนวน 6-8 ตัว/โรงเรือน (ขนาด 8x20 เมตร) โดยติดตั้งระหว่างชั้นเห็ดและมีระดับสูงจากพื้นโรงเรือนประมาณ 1.5-1.8 เมตร ที่สำคัญควรติดตั้งในที่ ๆ ไม่เป็น อุปสรรคขัดขวางการเข้าไปปฏิบัติงาน ไม่ถูกน้ำบ่อย ถ้าเป็นไปได้ควรติดตั้งใกล้มุมมืด เพราะตัวแก่ของแมลงชอบเกาะ อาศัยอยู่ เปลี่ยนหรือนำกับดักมาล้างด้วยน้ำมันเบนซินและทากาวเหนียวใหม่ทุก 10-15 วัน ตลอดฤดูการผลิต หรือ พิจารณาว่าหากมีแมลงติดเต็มแล้วก็ควรนำมาเปลี่ยนหรือทากาวเหนียวซ้ำอีก ก็จะเพิ่มประสิทธิภาพการดักจับและจะลดปริมาณของแมลงที่จะทำลายเห็ดได้
6.หากพบตัวแก่ของแมลงเกาะตามมุมโรงเรือน หรือฝาผนัง มุมอับและพิจารณาแล้วว่าเป็นต้องพ่นสารจำกัดให้พ่นด้วยมาลาไทออน อัตรา 20 มิลลิลิตร 20 ลิตร หรือไดอะชินอน อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นตามพื้น มุมโรงเรือน หรือพื้นที่ๆ แมลงเกาะอยู่ แต่ห้ามพ่นบนลงเห็ดโดยตรง ซึ่งนอกจากจะเกิดพิษตกค้างในดอกเห็ดแล้ว ยังอาจจะทำให้ดอกเห็ดเกิดอาการผิดปกติจนส่งขายในตลาดได้
7.เมื่อเสร็จสิ้นรุ่นของดอกเห็ดแล้วให้นำถุงก้อนเชื้อเห็ดออกผึ่งแดดนอกโรงเรียน ก้อนเชื้อที่พบการทำลายของหนอนแมลงวันควรทำการฝังหรือเผาทิ้ง เพื่อทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ และมิให้แพร่กระจายเข้าสู่โรงเรือนเพาะเห็ดข้างเคียงต่อไป

อ่านต่อ
วันที่ 2 กรกฎาคม 2561

ข่าวสาร

ข่าวสาร
สศก. เผยราคามันสำปะหลัง ยังติดลมบนสดใส ย้ำเกษตรกรอย่าขุดมันสำปะหลังอ่อน เผยผลผลิตออกตลาดรอบสุดท้าย (ส.ค.-ก.ย.)
นางสาวกัญญรัตน์ เกียรติสุภา ประชาสัมพันธ์จังหวัดสมุทรปราการ ได้รับแจ้งจากสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ถึง สถานการณ์การผลิตมันสำปะหลัง ปี 2560/2561 (ตุลาคม 2560 ถึง กันยายน 2561 ข้อมูล ณ มีนาคม 2561) คาดว่ามีเนื้อที่เก็บเกี่ยว 7.87 ล้านไร่ ผลผลิต 27.24 ล้านตัน ผลผลิตต่อไร่ 3,
อ่านต่อ
วันที่ 27 มิถุนายน 2561
ข่าวสาร
รายงานพิเศษ: เฝ้าระวังศัตรูพืชอุบัติใหม่หรืออุบัติซ้ำ
ศัตรูพืชเป็นปัญหาหลักของเกษตรกรผู้ปลูกพืชมาโดยตลอดซึ่งไม่เพียงเป็นศัตรูพืชที่พบเป็นประจำหรือมีการระบาดซ้ำอยู่บ่อยครั้งแล้วยังต้องมีการเตรียมพร้อมรับมือกับศัตรูพืชอุบัติใหม่หรือชนิดใหม่ที่ไม่เคยพบมาก่อนด้วยนางจิระนุช ชาญณรงค์กุล ผู้อำนวยการกองส่งเสริมการอารักขาพืชและจัดการดินปุ๋ย กรมส่งเสริมการเกษตรก
อ่านต่อ
วันที่ 20 มิถุนายน 2561
ข่าวสาร
ลำไยยักษ์พันธุ์ "จัมโบ้" ผลใหญ่ เมล็ดลีบ ติดผลดี
ลำไยยักษ์พันธุ์ “จัมโบ้” ลำไยสายพันธุ์ใหม่ ที่กรมวิชาการเกษตรได้มีหนังสือรับรองพันธุ์ขึ้นทะเบียนกรมวิชาการเกษตรลำไยอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ได้จากการกลายพันธุ์มาจากการเพาะเมล็ด เป็นพันธุ์ที่เหมาะต่อการบริโภคสด ผลมีขนาดใหญ่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 4 เซนติเมตร ขนาดผลใหญ่กว่าลำไยเกรด A ที่ส่งขายต่างประเทศถึง
อ่านต่อ
วันที่ 18 มิถุนายน 2561

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
ขอข้อมูลต้นหยี
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
ชื่อสามัญ Velvet Tamarind ชื่อวิทยาศาสตร์ Dialium cochinchinense, Dialium indum linn. ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE, CAESALHINIACKAE ชื่ออื่นๆ เขลง กาหยี นางดำ หยี เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานเป็นร้อยปี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในรัฐซาบาห์และซาราวักของประเทศมาเลเซีย และพบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในอีกหลายประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย เป็นผลไม้พื้นเมืองทางภาคใต้ของไทย มักเจริญเติบโตอยู่ตามเชิงเขา ที่ดอนในป่าในแถบจังหวัด สงขลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ลักษณะลำต้นของหยีมีขนาดสูงใหญ่คล้ายต้นพิกุล เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่ เรียงสลับกันเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่งประมาณ 5-7 ใบ ปลายใบและโคนใบแหลม แผ่นใบและขอบใบเรียบ ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 5 ซม. ยาวประมาณ 15 ซม. ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กบริเวณปลายกิ่ง เป็นพวงสีขาว ผล ลักษณะผลเป็นรูปทรงกลมรี ผลอ่อนจะมีเปลือกสีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีดำ ผลที่โตเต็มที่จะมีขนาดความกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. ภายในผลมีเนื้อสีน้ำตาล รสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย มักให้ผลผลิตเมื่อมีอายุได้ประมาณ 15 ปี และให้ผลผลิตได้มากที่สุดเมื่อมีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป เมล็ด ภายในเนื้อผลสีน้ำตาล จะมีเมล็ดสีเทาอมดำรูปทรงกลมแบนอยู่เพียง 1 เมล็ด ซึ่งมีขนาดเล็กมาก การขยายพันธุ์ สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด วิธีการปลูก ต้นหยีสามารถเจริญเติบโตได้ดีตามสภาพสิ่งแวดล้อมทั่วไปในธรรมชาติ ก่อนนำเมล็ดไปเพาะปลูก ควรนำไปแช่น้ำให้นานพอที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากเปลือกเมล็ดจะแข็งมาก ต้นกล้าจะเจริญงอกงามขึ้นมาหลังจากทำการเพาะไปประมาณ 2 เดือน ในระยะนี้ให้ทำการย้ายไปปลูกได้ การเก็บเกี่ยว ต้นหยีจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้หลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 15-17 ปี และให้ผลผลิตได้มากที่สุดเมื่อมีอายุต้นได้ประมาณ 30 ปีขึ้นไป การเก็บเกี่ยวก็ต้องใช้วิธีตัดลงมาทั้งกิ่ง เนื่องจากมีต้นที่สูงใหญ่ไม่สะดวกที่จะเก็บเกี่ยวเฉพาะผลได้ และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี กว่าต้นจะแตกกิ่งก้านที่สมบูรณ์ขึ้นใหม่ และให้ผลผลิตในครั้งต่อไปได้ หลังจากตัดกิ่งที่มีผลลงมาแล้ว ก็ให้เด็ดผลออกจากก้านแล้วนำไปผึ่งแดด เมื่อกระเทาะเปลือกออกแล้วก็ใช้รับประทานได้ หากต้องการให้เก็บไว้ได้นานๆ ก็นำไปผึ่งแดดอีกครั้ง หรือจะนำไปแปรรูปเป็นลูกหยีกวน ฉาบ ทรงเครื่อง หรือน้ำผลไม้ เป็นต้น ประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยนิยมรับประทานผลลูกหยีแบบสดๆ แต่มักจะนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ทำให้มีรสชาติที่ชวนรับประทานมากยิ่งขึ้น และเป็นการถนอมอาหารเอาไว้ใช้ได้เป็นเวลานาน เมื่อนำไปจำหน่ายก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี ในเนื้อผลของลูกหยีจะประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย มีวิตามินซีสูง และยังมีกรดอินทรีย์ที่จำเป็นต่อร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยทำให้ชุ่มคอ สดชื่น กระปรี้กระเปร่า บรรเทาอาการไอ ลูกหยีเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างหายาก อาจไม่ค่อยพบเห็นวางขายตามตลาดทั่วไปมากนัก แต่ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากลูกหยีออกมาจำหน่ายอย่างมากมายเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
ถาม-ตอบ
แฟนชอบทำเกี่ยวกับเห็ด แนะนำได้ไหม
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
อบรมเกี่ยวกับการเพาะเห็ด http://kapi.ku.ac.th/wp-content/uploads/2017/12/KAPI61C9.pdf
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
ถาม-ตอบ
อยากปลูกไม้ยืนต้นแซมระหว่างมะเขือพวง ควรปลูกอะไรดี
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
การปลูกพืชแซม คือ ระบบการปลูกพืชที่มากกว่า 1 ชนิด บนแปลงเดียวกันและเวลาเดียวกัน การปลูกพืชแซมมีข้อดีมากมายสำหรับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง เช่น ช่วยลดความเสี่ยงที่พืชใดพืชหนึ่งเสียหาย มีพืชอาหารหลายชนิด และมีอาหารบริโภคหรือขายเพื่อสร้างรายได้ตลอดปี การปลูกพืชแซมจะช่วยให้ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินและแรงงานอย่างคุ้มค่า และอาจจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช นอกจากนี้ พืชแซมอาจช่วยตรึงไนโตรเจนและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่หน้าดิน และความเร็วของการเจริญเติบโตของพืชแซมจะช่วยคลุมดินและป้องกันฝนไม่ให้ตกกระทบดินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน อย่างไรก็ตามการปลูกพืชแซมจะต้องระมัดระวังเรื่องการจัดการปัญหาการแข่งขันแย่งแสง น้ำ และธาตุอาหารกับพืชหลัก ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด จึงมักจะใช้วิธีการปรับระยะปลูก รูปแบบการปลูกพืชหลักและพืชแซม ปรับระยะเวลาปลูก และให้ปุ๋ยให้เพียงพอทั้งพืชหลักและพืชแซม โดยทั่วไปเกษตรกรจะใช้ระบบการปลูกพืชแซมในกรณีที่มีพื้นที่จำกัดและมีแรงงานเพียงพอ แต่จะไม่ใช้ในกรณีเกษตรกรรายใหญ่และขาดแคลนแรงงาน พืชตระกูลมะเขือ ไม่ควรปลูกร่วมกับ มะละกอและกล้วย เนื่องจากมีแมลงศัตรูพืชจำพวกเพลี้ย ไร เหมือนกัน จึงไม่ควรปลูกร่วมกันในแปลง อาจปลูกมะนาว หรือฝรั่ง
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
การส่งเสริม
ฐานข้อมูลพันธุ์ไม้ องค์การสวนพฤกษศาสตร์
ฐานข้อมูลเกี่ยวกับพรรณไม้นานาชนิด
โพสต์เมื่อ 2 พฤษภาคม 2561
แหล่งความรู้อื่นๆ
สำนักงานข้อมูลสมุนไพร
ฐานข้อมูลสมุนไพร ฐานข้อมูล PHARM (PHARM Database) จัดทำโดยหน่วยบริการและสำนักงานข้อมูลสมุนไพร เป็นฐานข้อมูลที่รวบรวมรายงานการวิจัยด้านต่างๆ และสรรพคุณตามตำรายาไทยของพืชสมุนไพรจำนวน 1,167 ชนิด และพืชชนิดอื่นๆ ในสกุลเดียวกัน การสืบค้นทำได้โดยพิมพ์ชื่อภาษาไทยหรือภาษาอังกฤษ ชื่อสกุล (genus) หรือชื่อวิทยาศาสตร์ของพืช หรือฤทธิ์ทางเภสัชวิทยา
โพสต์เมื่อ 2 พฤษภาคม 2561
แหล่งความรู้อื่นๆ
การเกษตรทั่วไป
การส่งเสริม
มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ
มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ จะดำเนินการรณรงค์ ส่งเสริม และสนับสนุนให้ชุมชนพึ่งตนเองให้ได้ โดยพึ่งพาอาศัยกัน มีความสามัคคีกันและดำรงอยู่อย่างพอเพียงภายใต้พระราชดำริเรื่องเศรษฐกิจพอเพียง
โพสต์เมื่อ 26 เมษายน 2561
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู