แจ้งเตือน

แจ้งเตือน
อุตุนิยมวิทยา
พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร 15 - 21 มกราคม 2563
การคาดหมายลักษณะอากาศ ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค. 63 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า บริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 5-14 องศาเซลเซียส  ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง สำหรับภาคใต้ยังคงมีฝนน้อย ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.63 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส สำหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-12 องศาเซลเซียส  ส่วนภาคกลาง ภาคตะวันออก รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑลมีฝนฟ้าคะนองเพิ่มขึ้น สำหรับภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มขึ้นเล็กน้อย ส่วนบริเวณอ่าวไทยตอนล่างมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร
คำเตือน ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค. บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีหมอกในตอนเช้ากับมีหมอกหนาบางพื้นที่ เกษตรกรควรเพิ่มความระมัดระวังขณะสัญจรผ่านบริเวณที่หมอกไว้ด้วย ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค. ชาวเรือและชาวประมงบริเวณอ่าวไทยตอนล่างควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือ
คำแนะนำสำหรับเกษตรกร
ภาคเหนือ
 
          วันที่ 15-16 ม.ค.63 อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า อุณหภูมิต่ำสุด 12-22 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 29-36 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 5-14 องศาเซลเซียส  ลมใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม.
          ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.63 อากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 11-20 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 28-35 องศาเซลเซียส บริเวณยอดดอยมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 3-12 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 %
          อากาศเย็นถึงหนาวกับมีหมอกในตอนเช้า เกษตรกรควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย รวมทั้งควรเพิ่มความระมัดระวังในขณะสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำควรดูแลปริมาณน้ำให้เหมะสมกับจำนวนสัตว์น้ำ หากปริมาณน้ำมีน้อยจะทำให้สัตว์น้ำอยู่อย่างแออัด ส่งผลให้สัตว์น้ำอ่อนแอ และเป็นโรคได้ง่าย 
ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ
          ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค.63  อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า  อุณหภูมิต่ำสุด 17-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-34 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 11-15 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-25 กม./ชม.
          ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.63 อากาศเย็นถึงหนาว และอุณหภูมิลดลง 1-2 องศาเซลเซียส อุณหภูมิต่ำสุด 15-21 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-33 องศาเซลเซียส บริเวณยอดภูมีอากาศหนาว อุณหภูมิต่ำสุด 9-14 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-25 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
          ระยะนี้อากาศเปลี่ยนแปลง และมีหมอกในตอนเช้า เกษตรกรควรดูแลสุขภาพให้แข็งแรง เพื่อป้องกันการเจ็บป่วย รวมทั้งควรเพิ่มความระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกหนาไว้ด้วย นอกจากนี้ควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคราน้ำค้างในพืชตระกูลแตง และโรคใบไหม้ในมะเขือเทศ เป็นต้น สำหรับเกษตรกรที่ต้องการปลูกพืชรอบใหม่ ควรเลือกปลูกพืชที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นและใช้น้ำน้อย  
ภาคกลาง
          ช่วงวันที่ 15-16 ม.ค.63 อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 33-35 องศาเซลเซียส ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.63 อากาศเย็นในตอนเช้า อุณหภูมิจะลดลงเล็กน้อย โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 21-23 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-20 กม./ชม. ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
          อากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูด เช่น เพลี้ยจักจั่นมะม่วง เป็นต้น นอกจากนี้เกษตรควรหลีกเลี่ยงการเผาเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตร เพราะควันไฟจะทำให้บดบังการมองเห็น จนอาจเป็นสาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุบนท้องถนน และยังทำให้เกิดมลพิษในอากาศ
ภาคตะวันออก
          ช่วงวันที่ 15-17 ม.ค.63 อากาศเย็นกับมีหมอกในตอนเช้า โดยมีฝนเล็กน้อยบางแห่ง อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 31-34 องศาเซลเซียส      
          ส่วนในช่วงวันที่ 18-21 ม.ค.63  อากาศเย็นในตอนเช้า โดยมีฝนฟ้าคะนองร้อยละ 10 ของพื้นที่ อุณหภูมิต่ำสุด 22-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออกเฉียงใต้ ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 60-70%
          จากสภาพอากาศที่มีแดดจัดในตอนกลางวัน ทำให้ปริมาณการระเหยของน้ำบริเวณผิวดินมีมาก เกษตรกรควรนำเศษวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาคลุมบริเวณแปลงปลูกหรือบริเวณโคนต้นพืช เพื่อชะลอการระเหยของน้ำ และยังเป็นการรักษาอุณหภูมิดิน รวมทั้งควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกปากดูดในพืชไร่ ไม้ผลไว้ด้วย
ภาคใต้          
          ฝั่งตะวันออกในช่วงวันที่ 15-16 ม.ค.63  มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10 ของพื้นที่ ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นประมาณ 1 เมตร  ส่วนในช่วงวันที่ 17-21 ม.ค.63  มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 20-40 ของพื้นที่ ส่วนมากทางตอนล่างของภาค อุณหภูมิต่ำสุด 20-24 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 30-34 องศาเซลเซียส ตั้งแต่จังหวัดสุราษฎร์ธานีขึ้นมา ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร  ตั้งแต่จังหวัดนครศรีธรรมราชลงไป ลมตะวันออก ความเร็ว 15-35 กม/ชม. ทะเลมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 70-80%
          ฝั่งตะวันตก มีฝนฟ้าคะนอง ร้อยละ 10-20 ของพื้นที่ ตลอดช่วง อุณหภูมิต่ำสุด 22-26 องศาเซลเซียส อุณหภูมิสูงสุด 32-35 องศาเซลเซียส ลมตะวันออก ความเร็ว 10-30 กม./ชม. ทะเลมีคลื่นต่ำกว่า 1 เมตร ห่างฝั่งคลื่นสูงประมาณ 1 เมตร ความชื้นสัมพัทธ์ 65-75 %
          ทางตอนบนของภาค อากาศร้อนและแห้งในตอนกลางวัน เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกเพลี้ยและไรในไม้ผล ส่วนทางตอนล่างของภาค มีฝนตกและหยุดสลับกัน เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของศัตรูพืชจำพวกหนอนในพืชไร่ และไม้ผลไว้ด้วย นอกจากนี้ควรกักเก็บน้ำเอาไว้ เพื่อจะได้มีน้ำใช้ทางการเกษตรในช่วงแล้ง 

อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2563
แจ้งเตือน
อารักขาพืช
โรคพืช
เตือนภัยการเกษตร : โรคใบไหม้มะเขือเทศ

จากสภาพอากาศเย็น มีหมอกในตอนเช้า และมีความชื้นสูงระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกมะเขือเทศเฝ้าระวังโรคใบไหม้ ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของมะเขือเทศ เริ่มแรกจะพบอาการของโรคที่ใบล่างก่อน และด้านบนใบพบแผลฉ่ำน้ำสีเขียวหม่นคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลจะขยายใหญ่ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาล บริเวณขอบแผลฉ่ำน้ำมีสีดำ เมื่อพลิกดูด้านใต้ใบบริเวณตรงกันจะพบส่วนของเชื้อราสาเหตุโรคสีขาว และแผลจะลุกลามออกไปทำให้ใบไหม้แห้งเป็นสีน้ำตาลในที่สุด หากสภาพแวดล้อมเหมาะสมมีความชื้นสูง หรือในสภาพที่มีหมอกลงจัด โรคจะลุกลามอย่างรวดเร็ว นอกจากนี้จะพบอาการโรคที่ส่วนของลำต้น กิ่ง และผล หากเกิดแผลที่ลำต้นหรือโคนกิ่ง จะทำให้ส่วนยอดแสดงอาการเหี่ยวเฉา เนื่องจากพืชไม่สามารถลำเลียงน้ำและอาหารได้ ต่อมากิ่งหรือต้นจะแห้งตาย หากโรคเข้าทำลายที่ผลจะทำให้ผลเน่า   
       เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซมอกซานิล+แมนโคแซบ 8%+64% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ+เมทาแลกซิล-เอ็ม 64%+4% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไอโพรวาลิคาร์บ+โพรพิเนบ 5.5%+61.3% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วทั้งบนใบและใต้ใบ ทุก 5-7 วัน และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน ควรใช้สลับชนิด เพื่อป้องกันการดื้อยาของเชื้อราสาเหตุโรค
       สำหรับในแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้น ให้ไถพรวนดินและตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ และใส่ปูนขาวเพื่อจะช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก อีกทั้งควรปรับระยะปลูกไม่ให้แน่นเกินไป กรณีปลูกมะเขือเทศแบบยกค้าง ควรตัดแต่งใบล่างให้โปร่ง เพื่อลดการแพร่ระบาดของโรค ส่วนต้นที่เป็นโรครุนแรง ควรถอนนำไปทำลายนอกแปลง เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งแพร่ระบาดของโรค หลีกเลี่ยง การปลูกมะเขือเทศในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน งดการให้น้ำ ในตอนเย็น และไม่ให้น้ำมากเกินไป ส่วนเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรเมื่อใช้ในแปลงที่มีการระบาดแล้ว ควรนำมาทำความสะอาดด้วยการล้างและผึ่งแดดให้แห้งก่อนนำกลับไปใช้ในแปลงทุกครั้ง


อ่านต่อ
วันที่ 16 มกราคม 2563
แจ้งเตือน
อุตุนิยมวิทยา
พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 13-19 มกราคม 2563

การคาดหมายลักษณะอากาศ ช่วงวันที่ 13-14 ม.ค. 63 ภาคเหนือยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว และภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีอากาศเย็น สําหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัด ส่วนภาคตะวันออก ภาคกลาง รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีฝนฟ้าคะนองบางแห่งทางตอนล่างของภาค ส่วนในช่วงวันที่ 15-16 ม.ค. 63 บริเวณประเทศไทยตอนบนมีอุณหภูมิเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย กับมีหมอกในตอนเช้า สําหรับภาคใต้ยังคงมีฝนน้อย

       และในช่วงวันที่ 17-19 ม.ค. 63 ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือยังคงมีอากาศเย็นถึงหนาว อุณหภูมิจะลดลง 1-2 องศาเซลเซียส สําหรับบริเวณยอดดอยและยอดภูจะมีอากาศหนาวถึงหนาวจัดและมีน้ำค้างแข็งบางพื้นที่ สําหรับในตอนกลางวันมีแสงแดดจัด ส่วนภาคใต้ตอนล่างมีฝนเพิ่มมากขึ้น

คําเตือน วันที่ 13-16 ม.ค. 63 บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีหมอกในตอนเช้า เกษตรกรควรระมัดระวังในการสัญจรผ่านบริเวณที่มีหมอกไว้ด้วย

คําแนะนําสําหรับการเกษตร สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmd.go.th/programs/uploads/Tmddocuments/agromet-0863.pdf


อ่านต่อ
วันที่ 14 มกราคม 2563

ข่าวสาร

ข่าวสาร
ปุ๋ย
การบริหารรัฐกิจ
หั่นราคาปุ๋ยสูงสุด 800 บาท
นายเฉลิมชัย ศรีอ่อน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า 4 สมาคมการค้าปัจจัยการผลิตทางการเกษตร ได้แก่ สมาคมการค้าปุ๋ยและธุรกิจการเกษตรไทย สมาคมการค้าผู้ผลิตปุ๋ยไทย สมาคมธุรกิจปุ๋ยอินทรีย์และปุ๋ยชีวภาพไทย และสมาคมคนไทยธุรกิจเกษตร ได้ให้ความร่วมมือในการช่วยเหลือเกษตรกรและลดต้นทุนปัจจัยการผลิต
อ่านต่อ
วันที่ 17 มกราคม 2563
ข่าวสาร
ทรัพยากรน้ำ
ภัยแล้งลามใต้ ทะเลสาบเค็ม
ภาวะฝนที่ทิ้งช่วงยาวนาน และปริมาณฝนน้อยกว่าปกติในช่วงฤดูฝนที่ผ่านมา ทำให้น้ำในทะเลสาบสงขลามีค่าความเค็มสูงกว่ามาตรฐานปกตินานกว่า 1 เดือน จนไม่สามารถนำมาใช้ในภาคการเกษตร พื้นที่คาบสมุทรสทิงพระได้รับความเดือดร้อนอย่างรุนแรง เพราะถือเป็นแหล่งน้ำจืดหลักหล่อเลี้ยงนาข้าวในทุ่งระโนด จนเสี่ยงที่จะเกิดความเส
อ่านต่อ
วันที่ 17 มกราคม 2563
ข่าวสาร
การผลิตพืช
แนะวิธีดูแล มะยงชิด-มะปรางหวาน ช่วงออกผล
หากเอ่ยถึงผลไม้ที่จัดอยู่ในประเภทคนซื้อไม่ค่อยได้กิน และคนกินส่วนใหญ่มักไม่ค่อยได้ซื้อ เป็นของฝากมอบแด่ผู้ใหญ่และผู้ที่เคารพนับถือ นั่นก็คือ "มะยงชิด" พื้นที่การปลูกมะปรางหรือมะยงชิดที่เหมาะสมนั้น ควรเป็นแหล่งที่มีฤดูฝนสลับฤดูแล้ง (หนาว และร้อน) ที่เด่นชัด เพราะช่วงแล้งจะมีความสำคัญต่อการอ
อ่านต่อ
วันที่ 17 มกราคม 2563

ถาม-ตอบ

ถาม-ตอบ
ศัตรูพืช
เรียนถาม...ใบต้นมะเดื่อญี่ปุ่นเป็นโรคอะไรครับ (ตามภาพ) มีฝ้าขาว ๆ คล้ายสำลีละเอียด และจุดดำ ๆ เยอะมาก คล้ายไข่แมลง? โปรดแนะนำวิธีแก้ไขด้วยครับ ขอบคุณครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 17 มกราคม 2563
ตอบ คุณ SaaN (ti) ได้ส่งภาพไปสอบถามที่ คลินิกสุขภาพพืชที่ มก. กพส. แจ้งมาว่าน่าจะเป็นกลุ่มแมลง แต่ยังไม่แน่ใจชนิด แนะนำให้ลองตัดแต่งและพ่นสารกำจัดแมลง จะเป็นสารกลุ่มชีวภาพหรือเคมีภัณฑ์ก็ได้
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 17 มกราคม 2563
ถาม-ตอบ
การเกษตรทั่วไป
ขอข้อมูลพื้นฐานของปอเทือง เช่น ประโยชน์ แหล่งปลูก แหล่งรับเมล็ดด้วยค่ะ เนื่องจากจะใช้ปลูกภายในสถาบันการศึกษา จึงจะขอข้อมูลเพื่อประกอบการปลูก และนำเสนอผู้บริหารค่ะ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 17 มกราคม 2563
ตอบคำถาม คุณ po_poun การใช้ประโยชน์ : ปอเทืองเป็นพืชตระกูลถั่วที่ให้น้ำหนักสดต่อไร่ 2 -5 ตัน/ไร่ เมื่อไถกลบจะปลดปล่อยธาตุอาหาร โดยเฉพาะไนโตรเจนในปริมาณสูง นิยมปลูกเป็นปุ๋ยพืชสดเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุอาหารให้กับดิน โดยเฉพาะ ในการปลูกพืชในระบบเกษตรอินทรีย์ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพพื้นที่ดอน โดยปลูกในรูปแบบของพืชหมุนเวียน โดยหว่านหรือโรยเมล็ดก่อนการปลูกหลัก เช่น ข้าว ข้าวโพด มันสำปะหลัง อ้อย หรืออาจปลูกในรูปแบบของพืชแซม โดยปลูกระหว่างแถวพืชหลัก เช่น ระหว่างแถว อ้อย มันสำปะหลัง แล้วไถ/สับกลบเมื่อปอเทืองอายุประมาณ 50 – 60 วัน ในขณะที่ดินยังมีความชื้นแล้วทิ้งไว้ 7 – 10 วัน ปลูกหลังจากพืชหลัก ประโยชน์ปอเทือง 1. ใช้ปลูกเพื่อไถกลบเป็นปุ๋ยพืชสด เนื่องจากเป็นพืชตระกูลถั่วที่มีไนโตรเจนสูง รวมถึงสารอาหารอื่นด้วย 2. ใช้ปลูกเป็นพืชคลุมดิน ป้องกันหน้าดินพังทลาย 3. ใช้ปลูกเป็นพืชอาหารสำหรับเลี้ยงโค กระบือ รวมถึงดอก และใบที่นำมาเลี้ยงหมูได้เช่นกัน 4. ใช้ปลูกเพื่อนำดอกมารับประทาน ทั้งรับประทานสด หรือลวกจิ้มน้ำพริก รวมถึงใช้ประกอบอาหารหลายเมนู อาทิ แกงอ่อม แกงเลียง ต้มยำ เป็นต้น 5. ลำต้นใช้สำหรับเป็นวัตถุดิบในการผลิตกระดาษ 6. เปลือกลำต้นสามารถดึงลอกเป็นเส้นได้ และจัดเป็นเส้นใยที่มีความเหนียวสูง สามารถใช้เป็นวัตถุดิบในการผลิตเชือก ด้าย และอวน เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีคุณค่าทางโภชนาการดังนี้ เมล็ดปอเทือง * โปรตีน 30-35% * ไขมัน 12.6% – linolenic acid 4.6% – linoleic acid 46.8% – oleic acid 28.3% – saturated acids 20.3% * ความชื้น 8.6% * แป้ง 41.1% * เยื่อใย 8.1% * เถ้า 3.3% ลำต้น และใบ * โปรตีน 14.2% * เยื่อใยหยาบ 33.3% * คาร์โบเดรท 38.6% * ไขมัน 2.5% * เถ้า 8.0% * แคลเซียม 0.73-2.08% * ฟอสฟอรัส 0.19-0.51% คุณค่าทางโภชนาการอาหารสัตว์ของปอเทืองที่อายุต่าง ๆ ด้วยการตัดสูง 30 เซนติเมตรจากพื้นดิน (100 กรัม) องค์ประกอบทางเคมี อายุ 30 วัน อายุ 40 วัน อายุ 50 วัน (ตามไฟล์แนบ : คุณค่าทางโภชนาการอาหารสัตว์ของปอเทือง) ***อ้างอิงข้อมูลจาก https://puechkaset.com/%E0%B8%9B%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87/ ทั้งนี้ การเตรียมดินและการปลูกปอเทือง มี 2 วิธี คือ 1) ปลูกโดยไม่ต้องเตรียมดิน ซึ่งทำโดยก่อนการเก็บเกี่ยวข้าว ใช้เมล็ดพันธุ์ปอเทืองหว่าน 1–2 วัน จึงใช้รถเก็บเกี่ยวข้าว วิธีนี้จะสูญเสียเมล็ดพันธุ์มากจากการกลบของฟางข้าว หรือหลังการเก็บเกี่ยวข้าวใช้เมล็ดปอเทืองหว่านตามร่องรถเกี่ยวข้าวแล้วกระจายฟางข้าวให้ทั่วแปลง หรือจะเก็บฟางข้าวไว้เลี้ยงสัตว์ก็ได้ วิธีนี้จะได้ใช้พื้นที่มากขึ้น 2) การปลูกโดยการเตรียมดินทำได้โดยใช้รถไถขณะดินมีความชื้นอยู่ แล้วหว่านเมล็ดปอเทือง จะคราดกลบหรือไม่ก็ได้ ถ้าคราดกลบจะงอกได้สม่ำเสมอและเจริญเติบโตดี หรือ ปลูกโรยเป็นแถว ระหว่างแถว 80 – 100 ซม. หรือปลูกเป็นหลุม ใช้ระยะปลูก 50x100 หลุม ๆ ละ 1–3 ต้น อัตราเมล็ดที่ใช้ปลูก : การปลูกแบบหว่านเพื่อไถกลบใช้เมล็ดประมาณ 3–5 กิโลกรัมต่อไร่ ปลูกเป็นหลุมใช้เมล็ด 2 – 4 กิโลกรัมต่อไร่ การดูแลรักษา : หลังการหว่านเมล็ดพันธุ์ปอเทืองแล้วประมาณ 3–5 วัน จะงอกโดยอาศัยความชื้นที่มีอยู่ในดิน ไม่ต้องให้น้ำ วัชพืชจะทำการถอนเพื่อจัดระยะปลูกเมื่ออายุ 2 – 3 สัปดาห์ ต้องพรวนดินกลบโค่นและกำจัดวัชพืช ใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 20–30 กิโลกรัมต่อไร่ พ่นยากำจัดเชื้อรา และแมลงศัตรูพืชเมื่ออายุ 50–60 วัน ดอกเริ่มบานจากข้างล่างก่อน หลังดอกร่วงโรยจะติดฝักจากข้างล่างก่อนเช่นเดียวกัน ฝักจะแก่เก็บเกี่ยวได้เมื่ออายุ 120–130 วัน การเก็บเกี่ยวผลผลิต: มี 2 วิธี คือ ใช้รถเกี่ยวข้าวเก็บเกี่ยว แต่ไม่เป็นที่นิยมเนื่องจากไม่คุ้มกับการลงทุนเพราะลำต้นของมันมีความแข็งจะทำให้เกิดความเสียหายต่อเครื่องจักรได้ และสำหรับเกษตรกรจะได้ผลผลิตค่อนข้างต่ำจึงไม่คุ้มต่อการลงทุน และอีกวิธีคือการใช้เคียวเกี่ยวผึ่งแดดไว้ 3–4 แดด นำมาใส่กระสอบแล้วทุบให้ฝักแตก หรือนำมากองบนผ้าใบ บนตาข่าย บนลานแล้วใช้รถย่ำในบริเวณแปลงนาได้เลย ผลผลิตเฉลี่ย 80-120 กิโลกรัมต่อไร่ ราคาเฉลี่ย 20 – 25 บาทต่อกิโลกรัม หรือศึกษาได้จากโบรชัวร์การปลูกปอเทืองเพื่อผลิตเมล็ดพันธุ์ (ในส่วนของข้อมูลเพิ่มเติม) โดยสามารถติดต่อขอรับเมล็ดพันธุ์ปอเทือง ได้ที่ กรมพัฒนาที่ดิน สํานักงานพัฒนาที่ดินเขต หรือสถานีพัฒนาที่ดินใกล้บ้าน โดยใช้แบบฟอร์ม http://www.ldd.go.th/www/files/75567.pdf ส่วนของแหล่งปลูก เป็นข้อมูลพื้นที่ปลูกปอเทือง ฤดูกาลปี 2561/62 ของกรมส่งเสริมการเกษตรค่ะ (คลิกอ่านได้จากไฟล์แนบ : ข้อมูล พท.ปลูกปอเทือง)
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 17 มกราคม 2563
ถาม-ตอบ
ปุ๋ย
ขอสอบถามเรื่องการให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำครับ : ต้องใช้ปุ๋ยเม็ด (ผสมเองจากยูเรีย+DAP+MOP) สูตร 15-5-25 จำนวนกี่กิโลกรัม เพื่อที่จะนำมาละลายในน้ำ 200 ลิตรสำหรับรดพืชผักสวนครัวโดยตรง ขอบคุณครับ
นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
ตอบเมื่อ 13 มกราคม 2563
โดยปกติพืชผักประเภทที่กินใบจะเน้นการเจริญเติบโต และใช้ไนโตรเจนสูงเป็นหลัก ถ้าปุ๋ย 15-5-25 จะเหมาะสำหรับพืชผักประเภทกินผล เช่น ถั่วต่าง ๆ มะเขือ พริก โดยจะใส่ในช่วงที่เริ่มให้ผลผลิต เพื่อไม่ให้ต้นโทรมและออกผล ผลิตได้ยาวนานขึ้น ส่วนปริมาณขึ้นอยู่กับชนิดของพืช ถ้าเป็นระบบน้ำหยด เน้นให้น้อยๆ แต่ได้กินทุกวัน มีประโยชน์กว่าให้เยอะ ๆ นาน ๆ ครั้ง เพราะยูเรียระเหยไวมาก โดยการให้ปุ๋ยนี้ไปกับระบบน้ำหยดจะสูญเสียน้อยกว่าระบบมินิสปริงเกลอร์ ปกติจะใช้ปุ๋ยประมาณ 0.5 -1 กรัมต่อต้นต่อวัน ถ้าต้นใหญ่ก็ประมาณวันละ 1 กรัม ทั้งนี้ ได้ส่งข้อมูลไปสอบถามเพิ่มเติมยัง ภาควิชาปฐพีวิทยา กำแพงแสน แจ้งว่า ปุ๋ยเคมีเชิงผสม ถ้าต้องการสูตร 15-5-25 โดยใช้ยูเรีย ไดแอมโมเนียมฟอสเฟต และโพแทสเซียมคลอไรด์ เป็นวัตถุดิบ จะต้องมีสารเติมน้ำหนัก (Filler) แต่ถ้าไม่ใส่สารเติมน้ำหนักจะได้ปุ๋ยผสม สูตร 12-4-20 แทน ซึ่งถ้าพิจารณาจากความสามารถในการละลายน้ำได้ (Solubility) ของแม่ปุ๋ย จะสามารถผลิตปุ๋ยได้จากการละลาย ยูเรีย 48.30 กก. ผสมกับไดแอมโมเนียมฟอสเฟต 18.48 กก. และ โพแทสเซียมคลอไรด์อีก 71.00 กก. ละลายในน้ำ 200 ลิตร จะได้สารละลายปุ๋ยเข้มข้น ในการเจือจางให้เหมาะสมกับพืช ต้องมีการคำนวณปริมาณน้ำที่พืชต้องการ ควบคู่ไปกับปริมาณปุ๋ยที่พืชต้องการ และความเข้มข้นที่รากพืชทนได้ร่วมด้วย ข้อมูลที่มีอยู่ ณ ปัจจุบันยังไม่สามารถตอบได้ทั้งหมดค่ะ
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 12 มกราคม 2563

คลังความรู้

แหล่งความรู้อื่นๆ
วิจัยเกษตร
ผลงานวิจัยเรื่องเต็มการประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 14 (ส่วนที่ 2)
ผลงานวิจัยเรื่องเต็ม การประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 14 : The 14th National Plant Protection Conference ระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. 62 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี Link 1 : https://issuu.com/ppc14th/docs/1 Link 2 : https://issuu.com/ppc14th/docs/2
โพสต์เมื่อ 15 มกราคม 2563
แหล่งความรู้อื่นๆ
วิจัยเกษตร
ผลงานวิจัยเรื่องเต็มการประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 14 (ส่วนที่ 1)
ผลงานวิจัยเรื่องเต็ม การประชุมวิชาการอารักขาพืชแห่งชาติ ครั้งที่ 14 : The 14th National Plant Protection Conference ระหว่างวันที่ 12-14 พ.ย. 62 ณ โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี Link 1 : https://issuu.com/ppc14th/docs/1 Link 2 : https://issuu.com/ppc14th/docs/2
โพสต์เมื่อ 15 มกราคม 2563
แหล่งความรู้อื่นๆ
วิจัยเกษตร
ห้องปฏิบัติการ ดีเอ็นเอเทคโนโลยี : DNATEC
ห้องปฏิบัติการ ดีเอ็นเอเทคโนโลยี : DNATEC ให้บริการตรวจความบริสุทธิ์ของข้าว (ตรวจการปลอมปน) ชุดสำเร็จสำหรับเก็บตัวอย่าง (DNA Preservation Matrix) ชุดสำเร็จสำหรับสกัดดีเอ็นเอ (DNA Trap) การตรวจวิเคราะห์จีเอ็มโอ (GMOs Testing Service) การสกัดสารพันธุกรรม (DNA Extraction) PCR Reactions Polyacrylamide Gel Electrophoresis (4.5 %, denature, max 100 wells per gel) Agarose Gel Electrophoresis งานลายพิมพ์ดีเอ็นเอ (DNA Fingerprint) งานพิสูจน์สารพันธุกรรม (DNA Diagnosis)
โพสต์เมื่อ 10 มกราคม 2563
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู