แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 20
หน้า
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร วันที่ 30 มีนาคม - 5 เมษายน 2563

    คาดหมายลักษณะอากาศ

    • ช่วงวันที่ 30-31 มี.ค.63 บริเวณประเทศจะมีอากาศร้อนโดยทั่วไป กับมีอากาศร้อนจัดหลายพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางกับมีฟ้าหลัวในตอนกลางวัน
    • ส่วนในช่วงวันที่ 1-5 เม.ย.63 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและมีลมกระโชกแรง รวมทั้งอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ในบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง ส าหรับภาคใต้จะมีฝนเพิ่มขึ้น

    คำเตือน ช่วงวันที่ 1-5 เม.ย. บริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกได้บางพื้นที่ เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายที่จะส่งผลกระทบต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมทั้งหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้ง ใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรงไว้ด้วย

    คำแนะนำสำหรับเกษตรกร อ่านเพิ่มเติมได้ที่…https://www.tmd.go.th/programs/uploads/Tmddocuments/agromet-0957.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 31 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    พืชตระกูลกะหล่ำระวังหนอนใยผัก & อ้อยระวังด้วงหนวดยาวอ้อย

    กรมวิชาการเกษตร แจ้งเตือนภัย 1-7 เมษายน 2563 อากาศร้อน พืชตระกูลกะหล่ำ (เช่น คะน้า กะหล่ำปลี ผักกาดขาว กะหล่ำดอก บรอกโคลี กวางตุ้ง ฯลฯ) ทุกระยะการเจริญเติบโต ระวังหนอนใยผัก ส่วนอากาศแห้งแล้ง และบางพื้นที่มีฝนตก อ้อยในระยะปลูกใหม่ และระยะอ้อยแตกกอ ระวังด้วงหนวดยาวอ้อย

    ข้อสังเกตลักษณะ/ อาการที่อาจพบ แนวทางป้องกัน/แก้ไข อ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://at.doa.go.th/ew/pdf/232_apr63_1.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 31 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกรระวัง เพลี้ยอ่อน-แมลงหวี่ขาว ในพริก

    สภาพอากาศร้อนตลอดวัน และมีแดดแรงในระยะนี้ กรมวิชาการเกษต เตือนเกษตรกรผู้ปลูกพริกให้เฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยอ่อน และแมลงหวี่ขาว มักพบการเข้าทำลายในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิตพริก สำหรับเพลี้ยอ่อน จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ใบและยอดอ่อนหงิกงอ บิดเบี้ยวเป็นคลื่น ส่งผลทำให้ต้นพริกชะงักการเจริญเติบโต และยังเป็นพาหะนำเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคใบด่างในพริก ซึ่งจะระบาดในช่วงอากาศแห้งแล้ง

    เกษตรกรควรใช้วิธีเขตกรรมในการกำจัดวัชพืชในแปลงไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก หากพบเพลี้ยอ่อนมีความหนาแน่น 10-20 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่ใบทั้งต้นจากจำนวน 10 เปอร์เซ็นต์ของต้นทั้งหมด ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอีโทเฟนพร็อกซ์ 20% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และควรพ่นสารอย่างใดอย่างหนึ่ง

    ส่วนแมลงหวี่ขาว มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน และยังเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากเชื้อไวรัส ทำให้ใบพริกหงิกซีดด่าง หรือใบหงิกเหลือง ยอดไม่เจริญ และต้นพริกไม่สมบูรณ์ ผลพริกที่ได้ไม่มีคุณภาพ หากพบให้ใช้สารฆ่าแมลงใช้สารฆ่าแมลงอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยสามารถพ่นซ้ำ ได้ตามการระบาด


    อ่านต่อ
    วันที่ 30 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    ประเทศไทยตอนบนระวังพายุฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 1 - 4 เมษายน 2563
    ประกาศกรมอุตุนิยมวิทยา
    "พายุฤดูร้อนบริเวณประเทศไทยตอนบน (มีผลกระทบตั้งแต่วันที่ 1 - 4 เมษายน 2563)"

    ฉบับที่ 1 ลงวันที่ 30 มีนาคม 2563
         ในช่วงวันที่ 1- 4 เมษายน 2563 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีลักษณะของพายุฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้ กับมีลูกเห็บตกบางพื้นที่ในภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก และภาคกลาง โดยภาคตะวันออกเฉียงเหนือจะได้รับผลกระทบก่อน ส่วนภาคอื่นๆ จะได้รับผลกระทบในระยะต่อไป ขอให้ประชาชนบริเวณประเทศไทยตอนบนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงที่จะเกิดขึ้น โดยหลีกเลี่ยงการอยู่ในที่โล่งแจ้งใต้ต้นไม้ใหญ่ สิ่งปลูกสร้าง และป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง สำหรับเกษตรกรควรเตรียมการป้องกันและระวังความเสียหายที่จะเกิดต่อผลผลิตทางการเกษตรไว้ด้วย

     

            ทั้งนี้เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือและทะเลจีนใต้ ประกอบกับมีลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้พัดนำความชื้นจากทะเลจีนใต้เข้ามาปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด ส่งผลทำให้ประเทศไทยตอนบนมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น

     

            ประชาชนสามารถติดตามข้อมูลที่เว็บไซต์กรมอุตุนิยมวิทยา http://www.tmd.go.th หรือสายด่วนพยากรณ์อากาศ 1182 ได้ตลอด 24 ชั่วโมง

     

           

            ประกาศ ณ วันที่ 30 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลา 11.00 น.

            กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกประกาศฉบับต่อไป ในวันที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2563 เวลา 05.00 น.

     

           

           


    อ่านต่อ
    วันที่ 30 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    กรมวิชาการฯ แนะปราบเพลี้ยแป้งในมะม่วงหิมพานต์

    ช่วงนี้ต้นมะม่วงหิมพานต์เริ่มเข้าสู่ระยะพัฒนาผล กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงหิมพานต์เฝ้าระวังในช่วงที่มีสภาพอากาศร้อน และมีแดดจัดในเวลากลางวัน ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยแป้ง จะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากผลอ่อน ทำให้เมล็ดและผลปลอมไม่เจริญ แคระแกร็น เมล็ดลีบหรืออาจทำให้ผลอ่อนร่วงหล่นได้ กรณีที่มีเพลี้ยแป้งปริมาณมาก มักพบเพลี้ยแป้งเกาะเป็นกระจุกที่ลำต้น และอยู่ร่วมกันกับมด โดยมีมดเป็นพาหะนำเพลี้ยแป้งเคลื่อนย้ายไปตามส่วนต่างๆ ของต้นมะม่วงหิมพานต์ ซึ่งมดอาศัยน้ำหวานจากเพลี้ยแป้งที่ถ่ายออกมา เกษตรกรควรหมั่นสำรวจผลอ่อนมะม่วงหิมพานต์อย่างสม่ำเสมอ หากพบกลุ่มเพลี้ยแป้งเป็นปุยสีขาวเกิดขึ้น ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงพิริมิฟอส–เมทิล 50% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นป้องกันกำจัด 2-3 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน เพราะตัวอ่อนเพลี้ยแป้งหลบอยู่ใต้ท้องตัวเต็มวัยเพศเมียอาจยังไม่ตายจากการพ่นครั้งแรก หลีกเลี่ยง การพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 26 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ร้อนปนฝนให้ระวังแมลงวันผลไม้ในมะม่วง

    ระยะนี้เข้าสู่ช่วงที่ต้นมะม่วงพัฒนาผล กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่อากาศร้อน และมีฝนตกเล็กน้อยบางพื้นที่ ให้สังเกตการเข้าทำลายของแมลงวันผลไม้ มักพบแมลงวันผลไม้เพศเมียใช้อวัยวะแทงเข้าไปวางไข่ในผลมะม่วง พบรอยช้ำใต้ผิวเปลือก ตัวหนอนจะฟักจากไข่และอาศัยชอนไชอยู่ภายในผล ทำให้ผลเน่าเสียและร่วงหล่นลงพื้น เมื่อตัวหนอนโตขึ้นจะเจาะรูออกมาจากผลมะม่วงเพื่อเข้าดักแด้ในดิน และกลายเป็นแมลงวันผลไม้ตัวเต็มวัย ส่วนผลที่หนอนเจาะเป็นรูจะมีน้ำไหลเยิ้ม ผลเละ เน่าเสีย และร่วงหล่น ผลที่ถูกทำลายมักมีโรคและแมลงชนิดอื่นๆ เข้าทำลายซ้ำ

    เกษตรกรควรหมั่นทำความสะอาดแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเก็บผลที่เน่าเสียออกจากแปลงและนำไปฝังกลบให้หน้าดินหนาอย่างน้อย 15 เซนติเมตร จากนั้น ให้ห่อผลด้วยถุงกระดาษสีน้ำตาลหรือถุงกระดาษที่ภายใน เคลือบด้วยกระดาษคาร์บอน โดยเริ่มห่อเมื่อมะม่วงติดผลได้ประมาณ 60 วัน และใช้กับดักที่ภายในแขวนก้อนสำลีชุบสารเมทธิลยูจินอลผสมสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี ในอัตรา 4 :1 นำไปแขวนไว้ในทรงพุ่มที่ระดับความสูง 1-1.5 เมตร จำนวน 1 กับดักต่อพื้นที่ 1 ไร่ ให้เกษตรกรหมั่นสังเกตปริมาณแมลงวันผลไม้ในกับดักทุกสัปดาห์ เพื่อเป็นตัวชี้วัดปริมาณแมลงวันผลไม้ในแปลงปลูก

    หากพบระบาดมาก ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไตรอะโซฟอส 40% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 5 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่น 1-2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน และพ่นด้วยเหยื่อพิษที่ประกอบด้วยยีสต์โปรตีน อัตรา 200 มิลลิลิตรผสมกับสารฆ่าแมลงมาลาไทออน 83% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรในน้ำ 5 ลิตร โดยพ่นเป็นแถบ แถวละ 1 แถบ หรือถ้าพ่นแถวละ 2 แถบ ให้พ่นแถวเว้นแถว ขนาดกว้างแถบละ 30 เซนติเมตร ในเวลาเช้าตรู่ และควรเริ่มพ่นก่อนทำการเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 เดือน


    อ่านต่อ
    วันที่ 12 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือน! เกษตรกรปลูกมันเทศระวังด้วงงวงมันเทศระบาด

    ด้วงงวงมันเทศเป็นแมลงศัตรูมันเทศที่สำคัญที่สุด ที่ทำลายส่วนเถา และหัวมันเทศ พบระบาดทั่วทุกภาคของประเทศไทยและในเขตร้อนทั่วทุกแห่งในโลก ที่มีการปลูกมันเทศ ทำให้มันเทศลงหัวน้อย หัวมีคุณภาพต่ำ มีกลิ่นเหม็น และมีรสขม ไม่เป็นที่ต้องการของผู้บริโภค

    ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

    ลักษณะ เป็นแมลงปีกแข็งขนาดเล็ก ส่วนปีกสีน้ำเงินดำ คอสีน้ำตาลแดง ส่วนหัวยาวยื่นออกคล้ายงวง ชอบเล่นไฟในเวลากลางคืน วางไข่ตามโคนต้นมันเทศ จากไข่เจริญเป็นตัวหนอนสีขาว หัวสีน้ำตาล เจาะเข้าไปในเถาและหัวมันเทศแล้วเจริญเติบโตเป็นดักแด้และตัวเต็มวัย

    การทำลาย ตัวเต็มวัยจะกัดกินเถามันเทศ ตัวอ่อนอยู่ภายในหัวมัน ทำให้มันเทศชะงักการเจริญเติบโต ลงหัวน้อย และหัวมันเทศมีกลิ่นเหม็น รสขม ตลอดทั้งยังเป็นช่องทางให้เชื้อจุลินทรีย์ในดินเข้าทำลายรอยแผล และทำให้หัว มันเทศเน่าได้ในที่สุด แมลงชนิดนี้จะระบาดมากในเขตที่ปลูกมันเทศติดต่อกันหลายปี

    การป้องกันกำจัด มีหลายวิธี ดังนี้
    1. ควรคัดเลือกปลูกมันเทศเฉพาะพันธุ์ที่มีอายุการเก็บเกี่ยวสั้นเพื่อหลีกเลี่ยงการเข้าทำลายของด้วงงวงมันเทศ เช่น พันธุ์ พจ.115-1 พันธุ์ พจ.106-35 พันธุ์ พจ.223-6 พันธุ์ต่อเผือก พันธุ์อีดก เป็นต้น
    2. ไม่ควรปลูกมันเทศซ้ำที่เดิม หรือปลูกมันเทศติดต่อกันเป็นเวลานานหลายปี ซึ่งถ้าจำเป็นต้องปลูกซ้ำที่เดิมควรมีการปลูกพืชชนิดอื่น เช่น พืชตระกูลถั่ว ข้าว ข้าวโพด หมุนเวียนบ้าง
    3. ในแหล่งที่ปลูกมันเทศในเขตชลประทานที่สามารถปล่อยน้ำเข้าแปลง มันเทศได้ เช่น การปลูกมันเทศหลังนา หรือการปลูกมันเทศเป็นสวนยกร่อง ควรมีการปล่อยน้ำเข้าแปลงก่อนปลูกและหลังปลูกทุก 20-30 วันต่อครั้ง จะสามารถทำลายไข่ ตัวอ่อน และตัวแก่ของด้วงงวงมันเทศได้โดยไม่ต้องใช้สารเคมี
    4. ในการปลูกมันเทศช่วงฤดูแล้งไม่ควรปล่อยในแปลงมันเทศมีดินแตกระแหง เพราะช่องว่างของดินดังกล่าวจะเป็นช่องทางให้แมลงศัตรูเข้าทำลายหัวมันเทศได้ง่าย ขึ้น ฉะนั้น ควรรดน้ำมันเทศในฤดูแล้งเป็นระยะเพื่อไม่ให้ดินแตกระแหง และถ้าเป็นไปได้ควรมีการพรวนดินข้างแปลง หรือบริเวณทางเดินขึ้นมากลบหลังแปลงจะช่วยลดการทำลายของด้วงงวงมันเทศได้
    5. จุ่มยอดพันธุ์มันเทศก่อนปลูกนาน 5 นาที ด้วยสารฟิโปรนิล อัตรา 30 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร
    6. เมื่อถึงอายุการเก็บเกี่ยวมันเทศแล้ว ควรดำเนินการเก็บเกี่ยวได้เลย ซึ่งถ้าขุดมันเทศล่าช้ากว่าปกติ อาจจะทำให้แมลงศัตรูดังกล่าวเข้าทำลายหัวมันเทศเสียหายได้
    7. หลังจากขุดเก็บเกี่ยวมันเทศแล้ว ควรไถแปลงมันเทศทันที ไม่ควรปล่อยให้มีเศษหัวและเถามันเทศที่ถูกด้วงงวงมันเทศทำลายไว้ในแปลง เพราะจะเป็นแหล่งสะสมด้วงงวงมันเทศ ซึ่งจะเป็นตัวทำลายมันเทศที่จะปลูกใหม่ในฤดูต่อไป ตลอดทั้งอาจเข้าทำลายมันเทศแปลงอื่นๆ ที่ปลูกภายหลังที่ยังไม่เก็บเกี่ยวผลผลิตอีกด้วย
    8. พ่นสารป้องกันกำจัดด้วงงวงมันเทศ โดยทำการพ่นสารทุกๆ 7-10 วัน หรือเมื่อพบการระบาด โดยใช้สาร ฟิโปรนิล อัตรา 30-50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร หรือ คลอไพรีพอส 50 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร โดยหยุดพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืชก่อนเก็บผลผลิต 2-3 สัปดาห์


    อ่านต่อ
    วันที่ 12 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    มะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรคโนส

    อากาศร้อน และมีฝนตกในบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกมะปรางและมะยงชิดให้ระวังโรคแอนแทรคโนส มักพบเชื้อราสาเหตุโรคเข้าทำลายพืชได้ทุกระยะการเจริญเติบโต ใบ พบแผลรูปร่างไม่แน่นอน ขอบแผลชัดเจนสีน้ำตาลเข้ม กลางแผลสีน้ำตาลอ่อนบางใสกว่าเนื้อใบรอบๆ กรณีมีความชื้นสูง แผลจะเพิ่มจำนวนขยายใหญ่อย่างรวดเร็วติดต่อกันทั้งใบ ทำให้ใบบิดเบี้ยวหรือไหม้แห้ง หากรุนแรงถึงระยะออกดอก เชื้อราสาเหตุโรคจะเข้าทำลายช่อดอก โดยเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลดำกระจายบนก้านดอก ทำให้ดอกเหี่ยวและหลุดร่วงไม่ติดผล ผลอ่อน จะพบเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำและ ร่วงหล่น เชื้อราสาเหตุโรคจะแฝงอยู่ที่ผลอ่อนโดยไม่แสดงอาการของโรค แต่จะแสดงอาการเมื่อผลแก่ โดยพบจุดแผลสีดำเล็กๆ ต่อมาแผลขยายลุกลามและบริเวณแผลอาจพบรอยแตก ทำให้ผลเน่าในที่สุด

    เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบพืชเริ่มมีอาการของโรคให้ตัดแต่งกิ่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค และกำจัดวัชพืชรอบโคนต้น เพื่อลดความชื้นในทรงพุ่ม จากนั้น ให้ควบคุมปริมาณธาตุอาหารให้เหมาะสม ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป ภายหลังเก็บเกี่ยวผลผลิตเรียบร้อยแล้ว เกษตรกรควรตัดแต่งกิ่งให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยเฉพาะกิ่งที่เป็นโรค และเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป

    สำหรับแหล่งปลูกที่พบการระบาดของโรคเป็นประจำ จะพบในช่วงแตกใบอ่อน เริ่มแทงช่อดอก และหลังติดผลอ่อน เกษตรกรควรพ่นในช่วงติดผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน 25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน หากมีสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเกิดโรค คือ มีฝนตกและอากาศร้อนชื้น ควรพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชดังกล่าว เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรหยุดพ่นสารก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตไม่น้อยกว่า 15 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืชในระยะดอกบาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อแมลงช่วยผสมเกสรของพืช


    อ่านต่อ
    วันที่ 12 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เฝ้าระวังเพลี้ยไฟในมะม่วง

    ระยะนี้อากาศร้อนและแล้ง กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังสังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟมักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทำลายโดยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อและดูดกินน้ำเลี้ยงจาก เซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก ช่อดอกมะม่วงโดยเฉพาะฐานรองดอก และขั้วผลอ่อน กรณีที่ไม่ระบาดรุนแรง จะพบแผลชัดเจนเป็นวงใกล้ขั้วผลมีสีเทาเงินเกือบดำหรือผลบิดเบี้ยว

    หากระบาดรุนแรง ผิวของผลมะม่วงจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมีราคาต่ำลง การทำลายในระยะติดดอก จะส่งผลให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือติดผลน้อย ส่วนอาการบนยอดอ่อน จะส่งผลทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็กๆ สำหรับใบที่ขนาดโตแล้วเพลี้ยไฟมักลงทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ ถ้าเป็นการทำลายยอดจะรุนแรง ส่งผลทำให้ยอดแห้งไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก การทำลายที่ตา ช่อดอกบิดเบี้ยว หงิกงอ หรือติดผลน้อย และผลเล็กๆ ที่ถูกเพลี้ยไฟทำลายอาจร่วงหล่นได้

    เมื่อพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยไฟทำลายนำไปเผาทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะเพลี้ยไฟจะอยู่เป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง แลมบ์ดา–ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยให้พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงในระยะติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอกและระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร) กรณีพบเพลี้ยไฟระบาดรุนแรง อาจจำเป็นต้องพ่นซ้ำในระยะก่อน ดอกบาน หลีกเลี่ยง การพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร


    อ่านต่อ
    วันที่ 5 มีนาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    ศัตรูพืช
    จี้ตื่นตัวเฝ้าระวัง “หนอนชอนใบมะเขือเทศ” โผล่ไทย ภาคเกษตรและอุตสาหกรรมกระทบหนัก

    กรมวิชาการเกษตร ส่งสัญญาณหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศจ่อชายแดนไทยแล้ว สั่งด่านตรวจพืชเอ็กซเรย์สินค้านำเข้าจากเพื่อนบ้านเข้มข้น พร้อมติดกับดักฟีโรโมนทุกด่านดักจับตามช่องทางผ่านชายแดน อุดทุกช่องทางระบาด กระตุ้นทุกภาคส่วนร่วมเฝ้าระวัง ย้ำหากพบเสียหายหนักทั้งภาคเกษตร อุตสาหกรรมผลิตซอส   ผลผลิตไม่เพียงพอต้องพึ่งนำเข้า  

    นางสาวเสริมสุข  สลักเพ็ชร์  อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงฤดูปลูกมะเขือเทศรอบใหม่ขอแจ้งเตือนให้เกษตรกร โรงเรือนผลิตกล้ามะเขือเทศ และจุดรวบรวมผลผลิตและตลาด เฝ้าระวังและติดตามการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเพิ่มมากขึ้น  เนื่องจากสถานการณ์ล่าสุดได้รับรายงานการระบาดของศัตรูพืชร้ายแรงชนิดนี้ในประเทศเพื่อนบ้านและพื้นที่การระบาดดังกล่าวอยู่ใกล้ชายแดนประเทศไทยมากขึ้น  โดยเฉพาะจังหวัดตาก เชียงใหม่ และแม่ฮ่องสอน ซึ่งเป็นพื้นที่ปลูกมะเขือเทศที่สำคัญของไทยที่เสี่ยงต่อการระบาด ต้องเฝ้าระวังมากขึ้นเป็นพิเศษ  นอกจากนี้ยังต้องติดตามเฝ้าระวังแหล่งปลูกมะเขือเทศของไทยที่ผลิตเพื่อบริโภคสดและเข้าโรงงานในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งแหล่งผลิตเพื่อทำเมล็ดพันธุ์ใช้ในประเทศและส่งออกด้วย

    ทั้งนี้ ได้กำชับให้เจ้าหน้าที่ด่านตรวจพืช กรมวิชาการเกษตร เพิ่มความเข้มงวดตรวจสอบสินค้าที่นำเข้าตามแนวชายแดน โดยตรวจพืชต้องสงสัยที่มีโอกาสเป็นแหล่งอาศัยของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ พืชอาศัยและผลิตผลพืชที่นำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านโดยต้องสุ่มตรวจให้ละเอียด เพื่อป้องกันศัตรูพืชชนิดนี้ติดปนเปื้อนเข้ามา เช่น ไข่ของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ ซึ่งมีลักษณะเป็นฟองเดี่ยวขนาดเล็กบนใบพืช  หนอนหรือรอยทำลายบนใบพืช ดักแด้ที่อาจติดมากับวัสดุปลูก รวมทั้งต้องหมั่นตรวจกับดักฟีโรโมนที่ได้สั่งการให้สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร นำไปติดตั้งไว้บริเวณช่องทางผ่านชายแดนจำนวน 48 ด่านทั่วประเทศอย่างต่อเนื่อง  

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวว่า  สำหรับเกษตรกรแนะนำให้ใช้ต้นกล้ามะเขือเทศและวัสดุปลูกที่ปลอดจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ และตรวจหาการทำลายโดยสำรวจร่องรอยการทำลายบนใบมะเขือเทศ ผล ดอก และยอด หรือดักจับผีเสื้อโดยใช้กับดักฟีโรโมนดักจับตัวเต็มวัยเพศผู้เพื่อลดประชากรผีเสื้อหนอนชอนใบมะเขือเทศ จำนวน 6-8 กับดักต่อไร่ อย่างไรก็ตาม แม้ในขณะนี้จะยังไม่พบการระบาดของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ กรมวิชาการเกษตรได้จัดทำคำแนะนำการป้องกันกำจัดศัตรูพืชร้ายแรงชนิดนี้ไว้พร้อมแล้ว  โดยหากตรวจพบผีเสื้อหรือการทำลายของหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศแนะนำให้ใช้สารชีวภัณฑ์เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส สายพันธุ์เคอร์สตากี้  อัตรา 80 กรัม / น้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4 - 7 วัน เมื่อพบการระบาดในระยะเริ่มต้นหรือระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต 

    ส่วนการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ได้แก่  อีมาเมกติน เบนโซเอต อัตรา 20 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร คลอแรนทรานิลิโพรล อัตรา 20 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร สไปนีโทแรม อัตรา 20 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร  อินดอกซาคาร์บ อัตรา 30 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร ลูเฟนนูรอน อัตรา 30 มิลลิลิตร / น้ำ 20 ลิตร  โดยพ่นสารกำจัดแมลงทุก 4-7 วัน ติดต่อกัน 2-3 ครั้ง และใช้กลุ่มสารสลับกันอย่างน้อย 2 กลุ่ม ใน 1 รอบวงจรชีวิตคือ 30 วัน และเว้นระยะไม่ใช้สารกลุ่มเดิมในรอบวงจรชีวิตถัดไป  เพื่อลดการสร้างความต้านทานต่อสารกำจัดแมลง  

    ในภาพอาจจะมี อาหาร

    อธิบดีกรมวิชาการเกษตร  กล่าวต่อไปว่า  หนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นแมลงศัตรูพืชสำคัญสร้างความเสียหายต่อพืชเศรษฐกิจในหลายประเทศ  หากพบเข้ามาแพร่ระบาดในประเทศจะส่งผลกระทบให้ปริมาณผลผลิตลดลง คุณภาพไม่ได้มาตรฐานไม่เป็นที่ต้องการของตลาด หรือหากระบาดมากจะทำให้ผลผลิตเสียหายเกือบ 100% ผลผลิตมะเขือเทศลดลง ราคาสินค้าเพิ่มสูงขึ้น รวมทั้งกระทบต่ออุตสาหกรรมโรงงานผลิตซอสมะเขือเทศอาจต้องมีการนำเข้าผลมะเขือเทศ  

    นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดผลกระทบด้านการค้าระหว่างประเทศ เนื่องจากหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศเป็นศัตรูพืชกักกันของประเทศไทยและอีกหลายประเทศ หากเกิดการระบาดจะส่งผลให้การเจรจาการค้ากับประเทศคู่ค้าประสบปัญหามากขึ้น   หรืออาจไม่สามารถส่งออกผลผลิตมะเขือเทศในรูปผลสดได้เลย จึงขอความร่วมมือให้ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันเฝ้าระวัง โดยหากพบแมลงศัตรูพืชที่มีลักษณะคล้ายหนอนผีเสื้อชอนใบมะเขือเทศ สามารถแจ้งได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช โทร.สายด่วน 06 1415 2517


    อ่านต่อ
    วันที่ 27 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังการระบาดของ "หนอนเจาะดอกมะลิ"

    กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกร ผู้ปลูกมะลิเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะดอกมะลิ โดยจะพบการเข้าทำลายระยะที่ต้นมะลิออกดอก มักพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่สีเหลืองเป็นฟองเดี่ยวๆ ตามกลีบดอก ก้านกลีบเลี้ยง ใต้ใบ หรือรอยยอดอ่อน เมื่อตัวอ่อนหนอนฟักออกมาจากไข่จะเข้าทำลายดอกมะลิระยะดอกตูมที่มีขนาดเล็ก โดยหนอนจะเจาะเข้าไปกัดกินอยู่ภายในดอกมะลิ ซึ่งเกษตรกรสามารถสังเกตลักษณะอาการของดอกมะลิเป็นรอยช้ำ จะเห็นมูลของหนอนเป็นขุยอยู่ภายใต้ดอก สีของดอกมะลิจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีน้ำตาลแห้ง เหี่ยวแห้ง และร่วงหล่น กรณีต้นมะลิไม่มีดอก หนอนจะเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อน หากมีการระบาดรุนแรง จะทำให้เกษตรกรไม่สามารถเก็บดอกมะลิขายได้
    แนวทางป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ หากพบการเข้าทำลายของหนอนให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดให้เกษตรกรพ่นสารทุก 4 วัน และไม่ควรพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะดอกมะลิสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้ กรณีแหล่งที่หนอนเจาะดอกมะลิต้านทานสารเคมีให้ใช้อัตราส่วนของสารเคมีที่สูงขึ้น ให้เกษตรกรพิจารณาเลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ ไม่ให้เข้าทำลายผลผลิตให้เสียหายได้ตามความเหมาะสม สำหรับ สารฆ่าแมลงคลอร์ไพริฟอส ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ


    อ่านต่อ
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกรสวนพริกระวังเพลี้ยไฟพริกระบาด

    พริกในระยะพัฒนาทางด้านลำต้น - เก็บเกี่ยวผลผลิตระวังเพลี้ยไฟพริกโดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยง จากยอด ใบอ่อน ตาดอก และดอก ทำให้ใบ หรือยอดอ่อนหงิก ขอบใบหงิกหรือม้วนขึ้นด้านบน ถ้าเข้าทำลายระยะพริกออกดอก จะทำให้ดอกพริกร่วงไม่ติดผล การทำลายในระยะผล จะทำให้รูปทรงของผลบิดงอ ถ้าการระบาดรุนแรงพืชจะชะงักการเจริญเติบโต หรือแห้งตายในที่สุด

    ในภาพอาจจะมี ต้นพืช และ สถานที่กลางแจ้ง

    📌 วิธีการป้องกันกำจัด
    1. สุ่มสำรวจพริก 100 ยอด ต่อไร่ ทุกสัปดาห์ โดยเคาะลงบนแผ่นพลาสติกสีดำ และทำการป้องกันกำจัดเมื่อพบเพลี้ยไฟพริกเฉลี่ยมากกว่า 5 ตัวต่อยอด ในขั้นต้นควรเพิ่มความชื้นโดยการให้น้ำ อย่าปล่อยให้พืชขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ และเพลี้ยไฟพริกจะระบาดอย่างรวดเร็ว
    2. ใช้สารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด
    - แหล่งปลูกใหม่ พ่นด้วยคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด
    - แหล่งปลูกเดิม พ่นด้วยฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออิมิดาโคลพริด 10% เอสเอล อัตรา 20-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด ขณะพ่นสารควรปรับหัวฉีดให้เป็นฝอยที่สุด และพ่นให้ทั่วตามส่วนต่าง ๆ ของพืชที่เพลี้ยไฟพริกอาศัยอยู่ กรณีระบาดรุนแรง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสภาพอากาศแห้งแล้ง ควรใช้ปุ๋ยทางใบ เพื่อช่วยให้ต้นพริกฟื้นตัวจากอาการใบหงิกได้ดีและเร็วยิ่งขึ้น


    อ่านต่อ
    วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเฝ้าระวังด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย และด้วงงวงเจาะต้นกล้วยระบาด

    เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกล้วยเฝ้าระวังด้วงงวง 2 ชนิด ได้แก่ ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ศัตรูกล้วยตัวร้าย ที่สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกล้วยระบาด

    ไม่มีคำอธิบายรูปภาพ

    ด้วงทั้ง 2 ชนิดนี้ สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกล้วย ทั้งกล้วยน้ำว้า กล้วยหอม และทุกกล้วยมีสิทธิ์ทั้งหมด ให้สังเกตการเข้าทำลาย
    ด้วงงวงเจาะเหง้ากล้วย จะพบตัวหนอนเจาะชอนไชกัดกินทำลายระบบส่งน้ำและอาหารของเหง้ากล้วยที่อยู่ในระดับพื้นดินโคนต้นไปเลี้ยงลำต้นขาดตอนชะงักไป ไม่สามารถมองเห็นร่องรอยการทำลายของหนอนได้ชัด หากรุนแรงมาก หนอน 5 ตัวต่อ 1 เหง้ากล้วยจะสามารถทำให้ต้นกล้วยตายได้ กรณีมีแมลงติดมากับหน่อกล้วยปลูกใหม่ หน่อใหม่จะตายก่อนจะให้เครือ
    ด้วงงวงเจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยจะมาวางไข่บริเวณกาบกล้วย ในส่วนลำต้นเหนือพื้นดินขึ้นไปถึงกลางต้น หนอนจะเจาะกัดกินเข้าไปทีละน้อยจนถึงไส้กลางต้น จะเห็นรอบต้นมีรูพรุนไปทั่ว ทำให้ต้นกล้วยตาย หากเข้าทำลายในระยะใกล้ออกปลีถึงตกเครือ เครือจะหักพับกลางต้นหรือเหี่ยวเฉายืนต้นตาย
    วิธีป้องกัน
    1.ให้เกษตรกรหมั่นรักษาความสะอาดและกำจัดเศษวัสดุต้นกล้วยในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ต้นกล้วยที่ตัดเครือแล้วให้นำมาตัดเป็นชิ้นเล็กวางกระจายหงายรอยตัดขึ้น เพื่อให้แห้งเร็ว และไม่เป็นที่หลบอาศัยและแหล่งอาหารของตัวเต็มวัย
    2.ในการปลูกกล้วยใหม่ควรเลือกหน่อกล้วยปราศจากแมลงหากไม่แน่ใจให้จุ่ม สารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีขุดหน่อกล้วยหรือตัดต้นแล้ว ให้นำออกจากแปลงปลูกในทันที และใช้ดินกลบหลุมที่ขุดด้วยทุกครั้ง...ไม่ควรทิ้งไว้ข้ามคืนคาหลุมหรือในแปลง เพื่อป้องกันตัวเต็มวัยวางไข่ในต้นหรือเหง้าเดิมตรงรอบแผล
    3.ใช้กับดัก โดยใช้ต้นที่ตัดเครือแล้วมาหั่นเป็นท่อนยาว 30 ซม. ผ่าครึ่งตามยาว และนำมาวางคว่ำรอยผ่าลงดินบริเวณใกล้โคนต้น วางท่อนกล้วยกับดักในสวน 1 ท่อน ต่อระยะห่าง 10 ม. เพื่อล่อตัวเต็มวัยให้เข้ามาวางไข่ในกับดัก หมั่นจับตัวเต็มวัยในกับดักมาทำลาย และควรเปลี่ยนท่อนกับดักบ่อยๆ เพราะท่อนกล้วยเก่าจะเหี่ยวมีประสิทธิภาพลดลง
    4.ให้ใช้สารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 ซม. และราดรอบโคนต้นรัศมี 30 ซม. จะช่วยป้องกันการเข้าวางไข่ กำจัดหนอน และตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนบริเวณโคนต้นกล้วยได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังเพลี้ยไฟบุกสวนมังคุด

    กลางคืนมีอากาศเย็น ส่วนกลางวันอากาศร้อนในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรชาวสวนมังคุดเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไฟ มักพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมังคุดเริ่มออกดอกถึงระยะติดผลอ่อน โดยจะพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟเข้าทำลายดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช สำหรับการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะออกดอกและติดผลอ่อน อาจทำให้ดอกและผลอ่อนมังคุดร่วง ส่วนผลอ่อนมังคุดที่ไม่ร่วงเมื่อมีการพัฒนาผลโตขึ้น จะเห็นรอยทำลายของเพลี้ยไฟชัดเจน เนื่องจากผิวเปลือกมังคุดจะมีลักษณะขรุขระที่เรียกว่า ผิวขี้กลาก ทำให้ผลผลิตมังคุดมีคุณภาพต่ำ การเข้าทำลายของเพลี้ยไฟในระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน จะส่งผลทำให้ต้นมังคุดชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ ใบไหม้ และต้นมังคุดขาดความสมบูรณ์

    แนวทางในการป้องกันและแก้ไขการระบาดของเพลี้ยไฟ ให้เกษตรกรสำรวจการระบาดของเพลี้ยไฟบนใบอ่อน ดอก และยอดอ่อน หากพบเพลี้ยไฟจำนวนมากกว่าหรือเท่ากับ 1 ตัวต่อ 4 ดอก (0.25 ตัวต่อดอก) หรือ 1 ตัวต่อยอดหรือผลอ่อน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัดอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสาร อะซีทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร และไม่ควรพ่นสารชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้เพลี้ยไฟสามารถต้านทานสารฆ่าแมลงได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนภัยช่วงวันที่ 12-18 กุมภาพันธ์ 2563

    อากาศเย็นตอนกลางคืน และเช้า ช่วงกลางวันอากาศร้อน มังคุดในระยะผลอ่อน/ดอกบาน ระวังเพลี้ยไฟ ทุเรียนในระยะผลอ่อน/ดอกบาน ระวังหนอนเจาะผล โรครากเน่าโคนเน่า มีฝนตกบางพื้นที่ (ภาคใต้) ปาล์มน้ำมันในระยะระยะต้นกล้า ระวังโรคใบไหม้ อากาศแห้งแล้งอ้อยในระยะแตกกอของอ้อยปลูกใหม่และอ้อยตอ ระวังหนอนกออ้อย ข้อสังเกตลักษณะและอาการที่อาจพบ รวมถึงแนวทางป้องกัน/แก้ไข อ่านเพิ่มเติมที่ http://at.doa.go.th/ew/pdf/225_feb63_2.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    อารักขาพืช
    เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลืองในกระเจี๊ยบเขียว

    กลางวันอากาศร้อนแดดแรง กลางคืนอากาศเย็นอุณหภูมิลดต่ำลงในช่วงนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกกระเจี๊ยบเขียวให้เฝ้าระวังโรคเส้นใบเหลือง ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช อาการเริ่มแรกจะพบใบกระเจี๊ยบเขียวด่าง เส้นใบมีสีเหลือง ยอดเหลือง ใบและยอดม้วนงอ ต้นเตี้ยแคระแกร็น ฝักมีสีเหลือง ติดฝักน้อยและฝักไม่สมบูรณ์

    สำหรับในแปลงปลูกกระเจี๊ยบเขียวที่มีการระบาดของโรค ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ ถ้าพบต้นที่เป็นโรค ให้ถอนแล้วนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที และกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูก โดยเฉพาะวัชพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อไวรัสสาเหตุโรค เช่น สาบแร้งสาบกา กะเม็ง หญ้าขน ลำโพง โทงเทง และขี้กาขาว เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อไวรัสและแมลงพาหะ กรณีพบโรค เชื้อไวรัสสาเหตุโรคพืชยังไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่สามารถป้องกันการระบาดของโรคได้ด้วยการกำจัดแมลงหวี่ขาวยาสูบที่เป็นพาหะนำโรค โดยใช้สารฆ่าแมลงบูโพรเฟซิน 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 3 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร

    หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชไปทำลายนอกแปลงปลูก และไม่ปลูกกระเจี๊ยบเขียวซ้ำที่เดิม เกษตรกรควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน 

    หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของเชื้อไวรัสใกล้แปลงปลูกกระเจี๊ยบเขียว อาทิ พืชตระกูลแตง เช่น แตงกวา ฟักทอง มะระ และบวบ พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และถั่วแขก พืชตระกูลมะเขือ เช่น มะเขือเทศ มะเขือเปราะ มะเขือยาว พริก และยาสูบ และพืชชนิดอื่น ได้แก่ งา กะเพราขาว ตำลึง ฝ้าย หงอนไก่ บานไม่รู้โรย และทานตะวัน จากนั้น ให้เกษตรกรเลือกใช้กระเจี๊ยบเขียวพันธุ์ต้านทานโรค ได้แก่ พันธุ์ OK 9701 และพันธุ์พิจิตร 1


    อ่านต่อ
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกพริกเฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม

    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร แนะเกษตรกรปลูกพริกเฝ้าระวังหนอนกระทู้หอม หนอนเมื่อฟักออกจากไข่จะกัดกินผิวใบบริเวณส่วนต่างๆ ของพริกเป็นกลุ่ม และความเสียหายจะรุนแรงในระยะหนอนวัย ๓ ซึ่งจะแยกย้ายกัดกินทุกส่วนของพืช เช่น ใบ ดอก และผลพริก หากปริมาณหนอนมากความเสียหายจะรุนแรง ผลผลิตเสียหายและคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด


    วิธีการป้องกันกำจัด
    1. วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดิน และการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อฆ่าดักแด้ เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์
    2. วิธีกล เช่น เก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย จะช่วยลดการระบาดลงได้
    3. ใช้สารจุลินทรีย์ เช่น เชื้อไวรัส (นิวคลีโอโพลิฮีโดรไวรัส) หนอนกระทู้หอม เช่น DOA BIO V1 (กรมวิชาการเกษตร) หรือใช้เชื้อแบคทีเรีย Bacillus thuringiensis subsp. aizawai หรือ Bacillus thuringiensis subsp. kurstaki ควรใช้ในระยะที่มีการระบาดน้อย หนอนมีขนาดเล็ก และพ่นในช่วงเวลาเย็น หากระบาดมากให้ใช้สารฆ่าแมลง
    4. สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น คลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทอกซีฟีโนไซด์ 24% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำตามการระบาด ควรพ่นเมื่อหนอนมีขนาดเล็ก
    *ควรพ่นสลับกลุ่มสาร เพื่อหลีกเลี่ยงแมลงสร้างความต้านทาน


    อ่านต่อ
    วันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2563
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    คาดหมายอากาศเพื่อการเกษตรช่วงฤดูร้อน เดือนกุมภาพันธ์ - พฤษภาคม 2563

    ฤดูร้อนของประเทศไทยปีนี้คาดว่า จะเริ่มช้ากว่าปกติเล็กน้อย (ประมาณต้นสัปดาห์ที่ 4 ของเดือน
    กุมภาพันธ์) และจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนพฤษภาคม ลักษณะอากาศจะร้อนอบอ้าวเกือบทั่วไป โดยบริเวณประเทศไทยตอนบนจะมีอุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยสูงกว่าค่าปกติประมาณ 0.5 องศาเซลเซียส (ค่าปกติ 35.4 องศาเซลเซียส) อยู่ที่ประมาณ 36 องศาเซลเซียส และจะต่ํากว่าปีที่แล้ว (พ.ศ. 2562 อุณหภูมิสูงสุดเฉลี่ยช่วงฤดูร้อน 36.7 องศาเซลเซียส) ส่วนปริมาณฝนรวมเฉลี่ยจะน้อยกว่าค่าปกติ
    ข้อควรระวัง ในช่วงฤดูร้อนมักจะเกิดพายุฤดูร้อนในหลายพื้นที่ โดยจะมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง
    และอาจมีลูกเห็บตกในบางแห่ง ซึ่งสภาวะดังกล่าวอาจก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สิน ตลอดจนผลผลิตทางการเกษตรได้ ส่วนปริมาณฝนที่ตกนั้น จะมีไม่เพียงพอกับความต้องการในหลายพื้นที่ ทั้งด้านอุปโภค บริโภค รวมทั้งด้านเกษตรกรรม โดยเฉพาะพื้นที่แล้งซ้ําซากนอกเขตชลประทาน เกษตรกรจึงควรใช้น้ําอย่างประหยัดและเกิดประโยชน์สูงสุด และเตรียมการป้องกันสภาวะดังกล่าวด้วย 

    ผลกระทบต่อการเกษตรด้านต่าง ๆ รวมถึงคาดการณ์อุณหภูมิและปริมาณฝน สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmd.go.th/programs/uploads/Tmddocuments/agromet-0885.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 31 มกราคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    แนะเฝ้าระวังเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

    นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า ในช่วงนี้กำลังเข้าสู่ฤดูร้อน เริ่มพบการทำลายของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล แต่ไม่ถึงกับระบาดและทำความเสียหายกับผลผลิต โดยเฉพาะในแถบภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง โดยปัจจัยที่มีผลต่อการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล คือสภาพอากาศร้อน อุณหภูมิสูง ในนาข้าวมีน้ำขังตลอดเวลาทำให้เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลสามารถเพิ่มจำนวนได้มาก และการปลูกข้าวหนาแน่น ใช้ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง ใช้พันธุ์ข้าวไม่ต้านทาน และใช้สารเคมีมากเกินความจำเป็น ทำให้ศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลหายไป ดังนั้น เมื่อข้าวเริ่มแตกกอ เกษตรกรต้องหมั่นคอยตรวจแปลงนาด้วย โดยสังเกตที่โคนกอข้าวที่มีระดับน้ำขัง จะพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ใช้ปากเจาะดูดกินน้ำเลี้ยงต้นข้าว ให้เกษตรกรเฝ้าระวัง หมั่นเดินสำรวจแปลงนาอย่างสม่ำเสมอ หากพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลไม่เกิน 5 ตัวต่อจุดไม่ต้องกังวล ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนอัตราสูง และรักษาศัตรูธรรมชาติในแปลงเพราะจะช่วยควบคุมเพลี้ยกระโดดสี น้ำตาลได้ ถ้าพบว่าในแต่ละจุดมีมากกว่า 10 ตัว ขึ้นไป ให้ใช้กับดักแสงไฟ เพื่อล่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลตัวเต็มวัยมาทำลายก่อนที่มันจะวางไข่ หรือใช้วิธีไขน้ำออกจากแปลงนา หรือจะใช้เชื้อราบิวเวอเรีย หรือสารสกัดสะเดาพ่น โดยเมื่อฉีดพ่นเชื้อราบิวเวอเรีย แนะนำให้พ่นช่วงเย็นแดดไม่แรง สปอร์จะงอกและเส้นใยจะเจริญเติบโตในตัวเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทำให้เป็นโรคตาย ส่วนการใช้สารสกัดสะเดาสามารถยับยั้งการลอกคราบและการวางไข่ของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 29 มกราคม 2563
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    เตือนเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยไฟพริก

    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังเพลี้ยไฟพริกช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น แห้งแล้ง และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก ช่อดอกมะม่วงโดยเฉพาะฐานรองดอก และขั้วผลอ่อน

    ระยะต้นมะม่วงเริ่มเข้าสู่ช่วงที่ดอกพัฒนาเป็นผล แนะเกษตรกรชาวสวนมะม่วงเฝ้าระวังช่วงที่มีสภาพอากาศเย็น แห้งแล้ง และอุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ให้สังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟพริก มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยใช้ปากเขี่ยเนื้อเยื่อ และดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชบริเวณใบอ่อน ยอดอ่อน ตุ่มตาใบ ตุ่มตาดอก ช่อดอกมะม่วงโดยเฉพาะฐานรองดอก และขั้วผลอ่อน ทำให้เซลล์บริเวณนั้นถูกทำลาย กรณีที่ระบาดไม่รุนแรง จะพบแผลเป็นวงสีเทาเงินเกือบดำชัดเจนใกล้ขั้วผล หรือผลบิดเบี้ยว หากระบาดรุนแรง ผิวของผลมะม่วงจะเป็นสีดำเกือบทั้งหมด ทำให้ผลผลิตมีราคาต่ำลง

    ส่วนการเข้าทำลายในระยะติดดอก จะทำให้ช่อดอกหงิกงอ ดอกร่วงไม่ติดผล หรือทำให้ติดผลน้อย การเข้าทำลายบนยอดอ่อน จะทำให้ใบที่แตกใหม่แคระแกร็น ขอบใบและปลายใบไหม้ ใบอาจร่วงตั้งแต่ยังเล็ก สำหรับใบที่มีขนาดโตแล้ว มักพบการเข้าทำลายตามขอบใบ ทำให้ใบม้วนงอและปลายใบไหม้ การเข้าทำลายที่ยอด จะมีความรุนแรงจนทำให้ยอดแห้ง ไม่แทงช่อใบหรือช่อดอก การเข้าทำลายที่ตา ช่อดอกบิดเบี้ยว หงิกงอ หรือติดผลน้อย ผลเล็กๆ ที่ถูกเพลี้ยไฟพริกทำลายอาจร่วงหล่นได้

    หากพบการระบาดไม่มาก ให้เกษตรกรตัดส่วนที่เพลี้ยระบาดไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูก เพราะเพลี้ยไฟพริกจะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มบริเวณส่วนยอดอ่อนของพืช กรณีระบาดรุนแรง ให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเฟนโพรพาทริน 10% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อช่วยให้การพ่นสารฆ่าแมลงมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้น เกษตรกรควรพ่นในระยะที่มะม่วงติดดอกอย่างน้อย 2 ครั้ง คือ ระยะเริ่มแทงช่อดอก และระยะเริ่มติดผลขนาดมะเขือพวง (ประมาณ 0.5-1.0 เซนติเมตร) หากปีใดระบาดรุนแรงให้พ่นซ้ำก่อนระยะดอกบาน หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงในระยะดอกบาน เพราะอาจเป็นอันตรายต่อแมลงผสมเกสร

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 7 มกราคม 2563
แสดง 1 - 20 จาก 20
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู