แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 10 จาก 10
หน้า
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือนภัย ข้าวโพด ระวังโรคราน้ำค้าง ถั่วเหลืองระวังหนอนกระทู้ผัก หนอนม้วนใบและมวนถั่วเหลือง

    ช่วงวันที่ 23-29 กันยายน 2563 มีฝนตกและฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรแจ้งเตือน ข้าวโพดในระยะเริ่มปลูกถึงอายุประมาณ 30 วัน ระวังโรคราน้ำค้าง (เชื้อรา Peronosclerospora sorghi) ฝนตกต่อเนื่อง และฝนตกหนักบางพื้นที่ ถั่วเหลืองในระยะออกดอก ระวังหนอนกระทู้ผัก หนอนม้วนใบและมวนถั่วเหลือง ข้อสังเกตลักษณะอาการที่อาจพบ และแนวทางป้องกันแก้ไข อ่านเพิ่มเติมจาก http://at.doa.go.th/ew/pdf/257_sep63_4.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 25 กันยายน 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ผักสลัดให้ระวังโรคใบจุดตากบ

    ในระยะที่มีฝนตกและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกผักสลัด (โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด) ให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบจุดตากบ สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของพืช เริ่มแรกจะพบแผลเป็นจุดฉ่ำน้ำสีน้ำตาลอ่อนกระจายอยู่ทั่วใบ เมื่อแผลขยายใหญ่ขึ้นจะมีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว และพบเส้นใยของเชื้อราเจริญขึ้นเหนือเนื้อเยื่อของพืช ขอบแผลเป็นสีน้ำตาลลักษณะคล้ายตากบ แผลมีหลายขนาดตั้งแต่จุดเล็กถึงจุดใหญ่ขนาด 1-10 มิลลิเมตร ถ้าอาการรุนแรง แผลจะต่อกันทำให้เกิดอาการใบไหม้ กรณีที่เกิดกับใบอ่อนอาจทำให้เกิดอาการใบหงิกงอได้

    สำหรับการปลูกผักสลัดในแปลงปลูก เกษตรกรควรจะทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี และควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานอย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้เศษซากพืชและวัชพืชย่อยสลาย อีกทั้งควรใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค หรือให้ฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ดด้วยการแช่ในน้ำอุ่น 49-50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที

    กรณีปลูกผักสลัดในระบบไฮโดรโปรนิกส์ เกษตรกรควรเตรียมพื้นโรงเรือนให้ดีด้วยการโรยหินกรวด เพื่อป้องกันน้ำขังและมีอากาศถ่ายเทสะดวก ภายหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว เกษตรกรควรทำความสะอาดโต๊ะปลูก หากเริ่มพบโรคใบจุดตากบ ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเบโนมิล 50% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ถ้าพบโรคระบาดรุนแรง ให้เกษตรกรปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี


    อ่านต่อ
    วันที่ 2 กันยายน 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลปาล์ม ระวังแมลงดำหนามมะพร้าวระบาด

    แจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกพืชตระกูลปาล์มระวังแมลงดำหนามมะพร้าวระบาดในช่วงนี้ พืชตระกูลปาล์ม เช่น ปาล์มน้ำมัน มะพร้าว ปาล์มประดับประเภทหมากต่าง ๆ เป็นต้น ให้ระวังแมลงดำหนามมะพร้าวในช่วงนี้ ซึ่งมีข้อสังเกตลักษณะอาการที่อาจพบทำลายส่วนใบของมะพร้าว โดยทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย อาศัยอยู่ในใบอ่อนที่ยังไม่คลี่ของมะพร้าวและแทะกินผิวใบ ใบมะพร้าวที่ถูกทำลายเมื่อใบคลี่กางออกจะมีสีน้ำตาลอ่อน หากใบมะพร้าวถูกทำลายติดต่อกันเป็นเวลานานจะทำให้ยอดของมะพร้าวมีสีน้ำตาล เมื่อมองไกลๆ จะเห็นเป็นสีขาวโพลน ชาวบ้านเรียก “มะพร้าวหัวหงอก”
    แนวทางป้องกันและแก้ไข ดังนี้
    - วิธีเขตกรรมและวิธีกล ไม่ควรเคลื่อนย้ายต้นพันธุ์มะพร้าวหรือพืชตระกูลปาล์มมาจากแหล่งที่มีการระบาด
    - การใช้ชีววิธี โดยการใช้แตนเบียนที่เฉพาะเจาะจงกับแมลงดำหนาม เช่น แตนเบียนอะซีโคเดส ฮิสไพนารัม (Asecodes hispinarum) มาเลี้ยงขยายเพิ่มปริมาณและปล่อยทำลายหนอนแมลงดำหนามมะพร้าว
    - การใช้สารเคมี
    - กรณีมะพร้าวสูงกว่า 12 เมตร ให้ฉีดสารเข้าต้น ด้วยสารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อต้น โดยห้ามใช้กับมะพร้าวน้ำหอมและมะพร้าวกะทิ
    - กรณีมะพร้าวต้นเล็ก ใช้สารอิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 1 กรัม หรือ ไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 1 กรัม หรือ ไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 1 กรัม ละลายน้ำ 1 ลิตรต่อต้น ราดบริเวณยอดและรอบคอมะพร้าวหรือการใช้สารคาร์แทปไฮโดรคลอไรด์ 4% จีอาร์ ใส่ถุงผ้าที่ดัดแปลงคล้ายถุงชา อัตรา 30 กรัมต่อต้น มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงดำหนามมะพร้าวได้นานประมาณ 1 เดือน


    อ่านต่อ
    วันที่ 27 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ปลูกข้าวโพดระวังหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดระบาด

    หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดเพศเมียวางไข่ในเวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่มใต้ใบและบนใบพืช แต่ละกลุ่มจะมีไข่ประมาณ 100-200 ฟอง มีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุม การทำลายพืชเกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น หนอนจะระบาดทำลายข้าวโพดตั้งแต่อายุประมาณ 7 วันจนกระทั่งออกเป็นฝัก โดยกัดกินยอดและใบข้าวโพดแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบ ทำลายช่อดอกตัวผู้ กัดกินไหม ฝัก เมล็ด และจะพบตัวหนอนหลบซ่อนแสงอยู่ที่ยอดหรือโคนกาบใบข้าวโพด ความเสียหายที่เห็นได้ชัดเจนคือ ในระยะต้นอ่อนทำให้พืชตาย ระยะต้นแก่พืชจะไม่เจริญเติบโต ฝักลีบไม่สมบูรณ์ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหาย 73 เปอร์เซ็นต์


    การป้องกันกำจัดโดยวิธีผสมผสาน
    1. การเตรียมดิน ไถพรวนและตากดิน เพื่อกำจัดระยะดักแด้ที่อยู่ในดิน
    2. ระยะก่อนปลูก คลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูก ด้วยสารไซแอนทรานิลิโพรล 20% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม วิธีคลุกเมล็ด ใส่สารลงไปในถุงพลาสติกปิดปากถุงให้สนิท รีดสารให้ทั่วถุงแล้วจึงเปิดปากถุง นำเมล็ดพันธุ์ข้าวโพดใส่ลงไป มัดปากถุงโดยทำให้ถุงพองลม เขย่าให้ทั่ว เปิดปากถุงผึ่งเมล็ดพันธุ์ให้แห้งในที่ร่ม แล้วจึงนำไปปลูก
    3. ระยะหลังปลูก
    3.1 หมั่นสำรวจแปลงปลูก ตั้งแต่เริ่มงอก หากพบกลุ่มไข่และตัวหนอนทำการเก็บทำลายทันที
    3.2 ปล่อยแมลงศัตรูธรรมชาติ เช่น แตนเบียนไตรโคแกรมม่า แมลงหางหนีบ มวนพิฆาต เป็นต้น
    3.3 ใช้สารชีวภัณฑ์พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส ตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร โดยเฉพาะหนอนระยะแรก ๆ ควรพ่นสารชีวภัณฑ์ในช่วงเย็น จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด
    3.4 หากพบการระบาดรุนแรงใช้สารเคมีป้องกันกำจัดแมลงตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร
    3.5 ใช้อัตราพ่นให้เหมาะสมกับการเจริญเติบโตของข้าวโพด ขณะพ่นสารพ่นให้ละอองสารลงสู่กรวยยอดมากที่สุด การป้องกันกำจัดโดยวิธีใช้สารเคมี - ต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน (1 รอบวงจรชีวิต) เพื่อลดความต้านทานต่อสารฆ่าแมลง ขณะพ่นสารผู้พ่นควรอยู่เหนือลมเสมอ ผู้พ่นสารควรสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายจากสารเคมีป้องกันกำจัดแมลง
    สารที่แนะนำในการป้องกันกำจัด
    สารคลุกเมล็ด IRAC กลุ่ม 28
    - สารไซแอนทรานิลิโพรล 20% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
    สารเคมีพ่นทางใบ IRAC กลุ่ม 5
    - สารสไปนีโทแรม 12% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    - สารสไปนีโทแรม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 6
    - สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    - สารอีมาเมกตินเบนโซเอต 5% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 13
    - สารคลอร์ฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 15
    - สารลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 22
    - สารอินดอกซาคาร์บ 15% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 18+5
    - สารเมทอกซีฟีโนไซด์+สไปนีโทแรม 30+6% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    IRAC กลุ่ม 28
    - สารคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    - สารฟลูเบนไดอะไมด์ 20% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    สารชีวภัณฑ์ IRAC กลุ่ม ๑๑
    - เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส สายพันธุ์ไอซาไว อัตรา 80 กรัมหรือมิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    - เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส สายพันธุ์เคอร์สตากี้ อัตรา 80 กรัมหรือมิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร


    อ่านต่อ
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยการเกษตร : มะพร้าว, ทุเรียน, ผักสลัด, งา

    ช่วงวันที่ 26 ส.ค. - 1 ก.ย. 63 ฝนตกและตกหนักบางพื้นที่ มะพร้าวที่ยังไม่ให้ผลผลิตและมะพร้าวที่ให้ผลผลิตแล้ว ระวังด้วงแรดมะพร้าว และด้วงงวงมะพร้าว ส่วนทุเรียนในระยะเก็บผลผลิต/หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตระวังโรคใบติดหรือใบไหม้ (จากเชื้อรา Rhizoctonia solani) ผักสลัด (โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด) ในทุกระยะการเจริญเติบโตระวังโรคใบจุดหรือใบจุดตากบ งาในทุกระยะการเจริญเติบโตระวังโรคเน่าดำ (จากเชื้อรา Macrophomina phaseolina) ข้อสังเกต ลักษณะอาการที่อาจพบ และแนวทางป้องกันแก้ไขอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://at.doa.go.th/ew/pdf/253_aug63_5.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 26 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตรียมรับมือโรคเหี่ยวในขิง

    ช่วงนี้จะมีฝนตกและมีฝนตกหนักในบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกขิงให้เฝ้าระวังโรคเหี่ยว ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นขิง อาการเริ่มแรกใบจะเหี่ยวม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ  เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำสีคล้ำ  ต่อมาเหง้าจะเน่าในที่สุด

    เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขิงที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหี่ยว ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้น ให้โรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ สำหรับในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้เกษตรกรเก็บส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายทิ้งนอกแปลงปลูกทันที

    การป้องกันกำจัดโรคเหี่ยวในฤดูปลูกถัดไป เกษตรกรควรเลือกพื้นที่ในการปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี เกษตรกรควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ก่อนปลูก ให้รมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้น ให้ไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขิง อีกทั้งให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค หลีกเลี่ยง การปลูกพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง รวมถึงควรสลับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค

    ข้อสังเกต/อาการที่อาจพบ และแนวทางป้องกันอ่านเพิ่มเติมได้ที่ http://at.doa.go.th/ew/pdf/252_aug63_4.pdf


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    สับปะรดให้ระวังโรคยอดเน่ารากเน่า

    ในช่วงที่มีฝนตกต่อเนื่องและมีฝนตกหนักบางพื้นที่ระยะนี้ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรชาวไร่สับปะรดเฝ้าระวังโรคยอดเน่ารากเน่า ที่สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสับปะรด 

    อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด โคนใบหรือฐานใบเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล และส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดได้โดยง่าย ถ้าอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา 
    อาการที่ราก เริ่มแรกมีอาการใบสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างจะนิ่มกว่าปกติ และแห้งตายลามเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อย และเน่า หากดึงจะหลุดออกมาจากดินได้โดยง่าย 
    อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลจะเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม เมื่อผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล

    เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคยอดเน่ารากเน่า ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 1 เดือน จำนวน 2 ครั้ง หรือให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง

    หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที หากเกษตรกรจะปลูกสับปะรดในฤดูถัดไป ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง กรณีเกิดน้ำท่วมขังควรรีบระบายน้ำออกจากแปลงโดยเร็ว และให้เลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค ก่อนปลูก เกษตรกรควรแช่จุกหน่อพันธุ์ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เฝ้าระวังโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่าในแก้วมังกร

    ระยะนี้จะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางแห่งพื้นที่ กรมวิชาการเกษตร แนะเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรเฝ้าระวังการระบาดของโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า มักพบโรคได้ในระยะการเจริญเติบโตของแก้วมังกร จะพบแสดงอาการเริ่มแรกที่กิ่งหรือผลมีจุดสีเหลือง จากนั้นพัฒนาเป็นตุ่มนูนเล็กสีน้ำตาลคล้ายสีสนิมเหล็ก บางครั้งพบแผลสีเหลืองฉ่ำน้ำ หากอาการรุนแรงแผลจะเน่า ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เนื้อเยื่อตรงแผลหลุดเห็นเป็นรูหรือเว้าแหว่ง สำหรับผลที่มีอาการรุนแรง จะทำให้กลีบผลไหม้แห้งเป็นสีดำ และผลเน่าในที่สุด

    สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า ให้เกษตรกรเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค และควรลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดการระบาดมากขึ้น จากนั้น ให้หมั่นสำรวจทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคใต้ต้นออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคของพืชทำให้เกิดแผลน้อยที่สุด ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป

    นอกจากนี้ เกษตรกรควรให้น้ำแก้วมังกรเฉพาะในช่วงเช้า หลีกเลี่ยงการให้น้ำในช่วงบ่ายหรือเย็น เพื่อช่วยลดการสะสมความชื้นในทรงต้นไม่ให้มีมากเกินไป กรณีระบาดมาก หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 20% + 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้น 4 ครั้ง ทุก 5-7 วัน ในระยะติดดอกพ่นอีก 3 ครั้ง ทุก 7 วัน และให้หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตแก้วมังกรอย่างน้อย 15 วัน


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 สิงหาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    คาดหมายอากาศเพื่อการเกษตรช่วงฤดูฝน

    คาดหมายอากาศเพื่อการเกษตรช่วงฤดูฝน ระหว่างเดือนพฤษภาคม ถึง ตุลาคม 2563
    ฤดูฝนของประเทศไทยปีนี้ คาดว่า จะเริ่มต้นประมาณปลายสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนพฤษภาคม 2563 และจะสิ้นสุดประมาณกลางเดือนตุลาคม 2563 ปริมาณฝนรวมของทั้งประเทศในช่วงฤดูฝนปีนี้จะน้อยกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 5 แต่จะมากกว่าปีที่แล้ว (ปีที่แล้วในช่วงฤดูฝนน้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 11 ส่วนปริมาณรวมทั้งปี น้อยกว่าค่าปกติร้อยละ 15) ส าหรับช่วงต้นฤดูฝน (ประมาณกลางพฤษภาคม - มิถุนายน) ปริมาณฝนรวมส่วนใหญ่ จะต่ำกว่าค่าปกติประมาณร้อยละ 5 ส่วนช่วงกลางฤดูฝน (กรกฎาคม–สิงหาคม) ปริมาณฝนรวมส่วนใหญ่จะใกล้เคียงค่าปกติ และช่วงปลายฤดูฝน (กันยายน–กลางตุลาคม) ปริมาณฝนรวมส่วนใหญ่จะต่ำกว่าค่าปกติร้อยละ 5-10

    อนึ่ง ช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายน ซึ่งเป็นเดือนที่มีฝนตกชุกหนาแน่นที่สุด และมีโอกาสสูงที่จะมีพายุหมุนเขตร้อนเคลื่อนผ่านประเทศไทยตอนบน ซึ่งจะส่งผลให้มีฝนตกหนักถึงหนักมากในหลายพื้นที่ และอาจก่อให้เกิดสภาวะน้ าท่วมฉับพลัน น้ าป่าไหลหลาก รวมทั้งน้ำล้นตลิ่งได้ในบางแห่ง 
    คาดหมายลักษณะอากาศ และข้อมูลเพิ่มเติม อ่านเพิ่มเติมได้จาก https://bit.ly/395sRMs


    อ่านต่อ
    วันที่ 17 กรกฎาคม 2563
  • แจ้งเตือน
    โรคสัตว์
    อย่าตื่นตระหนก! พบไข้หวัดหมูสายพันธุ์ใหม่ในจีน เร่งหามาตรการคุมไวรัส

    กรมปศุสัตว์วอนประชาชนอย่าตื่นตระหนกกรณีที่มีข่าวการตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีนนายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ เปิดเผยว่า ตามที่มีรายงานข่าวทางสื่อสังคมออนไลน์ ว่านักวิทยาศาสตร์จีนตรวจพบไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ในประเทศจีน มีลักษณะคล้ายกับไวรัสไข้หวัดหมูที่ระบาดในปี 2009 โดยไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้มีชื่อเรียกอย่างไม่เป็นทางการว่า G4 EA H1N1 ซึ่งพบในคนงานที่ทำงานโรงฆ่าสุกร โดยนักวิทยาศาสตร์ที่ทำการศึกษาไวรัสไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่นี้กล่าวว่า แม้ไวรัสชนิดนี้ยังไม่จัดว่าเป็นภัยคุกคามร้ายแรง แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องศึกษาควรเริ่มวางมาตรการควบคุมไวรัสในสุกรและเฝ้าระวังการติดเชื้อใน กลุ่มคนงานในอุตสาหกรรมผลิตสุกร

    โรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิดเอ (A/H1N1) หรือไข้หวัดใหญ่ 2009 เริ่มพบเมื่อปี พ.ศ.2552 ที่ประเทศเม็กซิโกและสหรัฐอเมริกา ต่อมาได้แพร่ไปหลายประเทศทั่วโลก ปัจจุบันได้กลายเป็นไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลที่พบทั่วไป เป็นโรคที่แพร่ติดต่อระหว่างคนสู่คน และทำไมถึงเรียกว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) เนื่องจากในช่วงแรกที่พบการระบาดนักวิทยาศาสตร์ พบว่าเชื้อไวรัสดังกล่าวมีลักษณะคล้ายคลึงกับเชื้อไวรัสที่พบในฟาร์มหมูในทวีปอเมริกาเหนือ แต่การศึกษาในระยะต่อมา พบว่าเชื้อไวรัสชนิดนี้ (A/H1N1) เกิดจากการผสมของสายพันธุกรรม (gene) ของเชื้อไข้หวัดใหญ่ของคน สุกร และนกแต่คนบางส่วนก็ยังเรียกติดปากว่า ไข้หวัดหมู (Swine Flu) ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบระหว่างสายพันธุ์ H1N1 ที่พบในมนุษย์และสุกรนั้นก็จะมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน ดังนั้น มิใช่ว่าเชื้อไวรัสทุกสายพันธุ์ในสุกรจะสามารถติดเชื้อข้ามสายพันธุ์มาสู่มนุษย์ได้

    แต่อย่างไรก็ดี กรมปศุสัตว์ได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องดังกล่าว โดยร่วมกับสัตวแพทย์ผู้ทรงคุณวุฒิ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้ติดตามและเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่ชนิด เอสายพันธุ์ เอช1 เอ็น1 (A/H1N1) ในสุกรมาโดยตลอด โดยดำเนินการจัดทำ “คู่มือแนวทางการปฏิบัติงานทางคลินิกต่อโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ชนิด A (H1N1)” สำหรับสัตวแพทย์ เจ้าหน้าที่กรมปศุสัตว์ และผู้เลี้ยงสุกร เพื่อใช้เป็นแนวทางในการติดตาม ป้องกัน และเฝ้าระวังโรคไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ ที่อาจเกิดขึ้นกับสุกรในประเทศ และกรมปศุสัตว์ขอความร่วมมือพี่น้องเกษตรกรในการป้องกันโรคภายในฟาร์มสุกร ดังนี้
    1.ควรมีการจัดการที่ดีตามหลักความปลอดภัยทางชีวภาพ (biosecurity)
    2.ควรทำการกักแยกสุกรที่นำเข้ามาเลี้ยงใหม่เพื่อสังเกตอาการก่อนปล่อยเข้าร่วมฝูง
    3.ทำความสะอาดฟาร์มด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อโรคที่มีประสิทธิภาพ
    4.หากบุคลากรภายในฟาร์มป่วย ควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสสุกร
    5.สำหรับน้ำที่ใช้ภายในฟาร์ม ควรมีการทำลายเชื้อโรคก่อนนำไปใช้เลี้ยงสุกร
    6.ยานพาหนะที่เข้า-ออกฟาร์มจะต้องผ่านการฆ่าเชื้อโรคทุกครั้ง

    ทั้งนี้ แม้จะถูกเรียกชื่อว่า “ไข้หวัดหมู (Swine Flu)” แต่ยังไม่มีรายงานทางวิชาการว่า โรคไข้หวัดใหญ่ ชนิด A สายพันธุ์ H1N1 เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อจากหมูโดยตรง ดังนั้น ผู้บริโภคไม่ต้องตื่นตระหนกยังสามารถรับประทานหมูได้ตามปกติและแนะนำให้รับประทานอาหารที่ปรุงสุก และรักษาสุขภาพให้แข็งแรงอยู่เสมอ อธิบดีกรมปศุสัตว์กล่าว


    อ่านต่อ
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2563
แสดง 1 - 10 จาก 10
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู