แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 3 จาก 3
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    กรมวิชาการเกษตรเตือนระวังโรคราแป้งกุหลาบ

    ระยะนี้อากาศเย็นและมีหมอกในตอนเช้า อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกกุหลาบ กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบเฝ้าระวังการเกิดโรคราแป้ง สามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของต้นกุหลาบ โดยจะพบอาการของโรคได้กับทุกส่วนของพืช บนใบอ่อน หรือดอกตูม เริ่มแรกจะแสดงอาการบนผิวใบ เกิดรอยแผลจุดสีชมพูเข้ม ต่อมาจะพบเชื้อรามีลักษณะคล้ายผงแป้งสีขาวเกิดขึ้นเป็นหย่อมๆ ทั้งด้านบนใบและใต้ใบ หากรุนแรงจะพบผงสีขาวบนก้านใบ กิ่ง ดอก ก้านดอก ใบอ่อน กลีบเลี้ยง กลีบดอก และลำต้น หรือพบผงสีขาวทั่วทั้งต้น ทำให้ใบและดอกบิดเบี้ยวเสียรูปทรง ใบจะเหลืองแล้วเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล แห้งกรอบ และร่วงในที่สุด

           เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลงปลูก กำจัดวัชพืช ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรคนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความชื้น ลดแหล่งสะสมเชื้อราสาเหตุโรค ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค หากเริ่มพบต้นที่เป็นโรคให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไพราโซฟอส 29.4% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารเบโนมิล 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 6-10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน หลีกเลี่ยงการพ่นสารกลุ่มซัลเฟอร์ เพราะอาจทำให้กุหลาบเกิดอาการไหม้ได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 พฤศจิกายน 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    อารักขาพืช
    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร ระวังการระบาดของหอยทากบก

    สภาพภูมิอากาศที่มีฝนตกชุก ทำให้พื้นดินชุ่มชื้นในระยะนี้ เกษตรกรผู้ปลูกพืชผักหรือผักอินทรีย์เฝ้าระวังการระบาดของหอยทากบก อาทิ หอยเจดีย์เล็ก หอยเจดีย์ใหญ่ หอยดักดาน และหอยสาริกา สามารถพบได้ในทุกระยะของการปลูกผัก เกษตรกรควรสังเกตหอยทากบกในช่วงระยะเมล็ดงอก หอยจะกัดกินต้นอ่อนที่งอกจากเมล็ด จนไม่พบต้นกล้าผักหรือจะพบเห็นต้นกล้าผักขึ้นเป็นหย่อม สำหรับในระยะเจริญเติบโตจนถึงเก็บเกี่ยว มักพบหอยเจดีย์กัดกินใบล่างที่อยู่ติดดินเป็นรูทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ ส่วนหอยดักดานและหอยสาริกา จะพบกัดกินใบได้ทุกใบเป็นรูแหว่งขนาดใหญ่
           หากพบหอยจำนวนมากเฉลี่ย 10 ตัวต่อตารางเมตร เกษตรกรควรใช้วิธีการป้องกันกำจัดแบบผสมผสาน โดยวิธีการกำจัดวัชพืชทั้งภายในและภายนอกแปลงปลูก ซึ่งเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยของหอย จากนั้นเกษตรกรควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อกำจัดไข่และลูกหอย โดยอาจโรยปูนขาวร่วมด้วย และให้หว่านเหยื่อพิษเมทัลดีไฮด์ 5% จีบี อัตรา 1 กิโลกรัมต่อไร่ หรือหว่านกากเมล็ดชาน้ำมัน อัตรา 5 กิโลกรัมต่อไร่ ให้ทั่วแปลงผักทั้งภายในและนอกแปลงปลูก เพื่อทำเป็นแนวป้องกันจากการเข้าทำลายของหอย กรณีที่เกษตรกรปลูกผักอินทรีย์ห้ามใช้เหยื่อพิษเมทัลดีไฮด์


    อ่านต่อ
    วันที่ 1 พฤศจิกายน 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรรับมือโรคแอนแทรคโนสในสตรอว์เบอร์รี

    ในระยะนี้จะมีหมอกในตอนเช้า และมีอากาศเย็นในตอนกลางคืน เกษตรกรผู้ปลูกสตรอว์เบอร์รีเฝ้าระวังการระบาดของโรคแอนแทรคโนส สามารถพบได้ในทุกระยะการเจริญเติบโตของสตรอว์เบอร์รี มักพบอาการบนก้านใบและลำต้น มีแผลสีม่วงแดงขนาดเล็กขยายลุกลามไปตามความยาวของก้านใบและลำต้น ต่อมาเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล เนื้อเยื่อบริเวณแผลแห้ง ทำให้เกิดรอยคอด หากอาการรุนแรง ต้นจะเหี่ยว และตายในที่สุด อาการบนผล พบแผลฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อรอบขอบแผลสีซีด แผลยุบตัวลง หากอาการรุนแรง แผลจะขยายใหญ่จนทำให้ผลเน่า ในสภาพที่มีอากาศชื้นอาจพบกลุ่มสปอร์สีส้มของเชื้อราสาเหตุโรคอยู่บริเวณแผลส่วนอาการบนไหล จะมีแผลเล็กสีม่วงแดงขยายลุกลามไปตามความยาวของสายไหล ต่อมาแผลที่ขยายยาวจะเปลี่ยนเป็นแผลสีน้ำตาล ทำให้เกิดรอยคอดของไหลบริเวณที่เป็นแผล เมื่อย้ายต้นจากไหลที่มีการติดเชื้อมาปลูกหากสภาพอากาศเหมาะสมกับการเจริญเติบโตของเชื้อราสาเหตุโรค สตรอว์เบอร์รีจะแสดงอาการใบเฉา ต่อมาจะเหี่ยวอย่างรวดเร็ว และพบว่ากอด้านในจะเน่าแห้งสีน้ำตาลแดง หรือบางส่วนเป็นแผลขีดสีน้ำตาลแดง และต้นจะตายในที่สุด
    แนวทางในการป้องกันกำจัด เกษตรกรต้องหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคให้ตัดส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก กรณีพบโรคเริ่มระบาดให้งดการให้น้ำแบบพ่นฝอย ควรให้น้ำแบบ ระบบน้ำหยด จากนั้น ให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชฟลูโอไพแรม+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 25%+25% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟลูโอไพแรม+ทีบูโคนาโซล 20%+20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5 วัน
           สำหรับแปลงที่พบการระบาดของโรค หลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิตสตรอว์เบอร์รีแล้ว ให้เกษตรกรเก็บซากพืชนำไปทำลายนอกแปลงปลูก และควรเลือกใช้ส่วนขยายพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค จากนั้น เกษตรกรควรไถดินให้ลึกและพลิกหน้าดินตากแดดหลายๆ วัน เพื่อทำลายเชื้อสาเหตุโรคที่ติดอยู่กับเศษซากพืช และใส่ปูนขาวปรับสภาพดิน ก่อนปลูกพืชฤดูถัดไป อีกทั้งควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน


    อ่านต่อ
    วันที่ 29 ตุลาคม 2562
แสดง 1 - 3 จาก 3
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู