แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 5 จาก 5
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนเกษตรกรปลูกกล้วย ระวังโรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลือง

    โรคใบจุดซิกาโตกาสีเหลืองที่เกิดจากสปอร์ของเชื้อรา Cercospora musae ปลิวมากับลม หรือติดไปกับใบจากต้นที่เป็นโรค

    อาการเริ่มแรกพบจุดเล็กๆสีเหลือง ต่อมาจุดจะขยายใหญ่ขึ้น เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปกับแนวเส้นใบ ขนาดของแผลจะโตขึ้นมีรูปร่างเหมือนรูปไข่ ตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ หากอาการรุนแรง ใบจะเหลือง ขอบใบแห้งและฉีกขาด ทำให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอก ติดผลไม่ปกติ ผลเล็กไม่สมบูรณ์ และผลแก่ก่อนกำหนดคุณภาพไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

    แนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการของโรคให้รีบตัดใบที่เป็นโรคนำออกไปทำลายนอกแปลงปลูก และตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้นหรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไป เพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือสะสมของเชื้อรา
    จากนั้นให้พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร...พ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค หากเกษตรกรต้องการปลูกกล้วยในพื้นที่ใหม่ ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และไม่นำหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูก ให้เลือกใช้หน่อกล้วยที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 ตุลาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนชาวนาเฝ้าระวัง แมลงหล่า+เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล

    ฤดูฝนปีนี้เกิดภาวะฝนทิ้งช่วงเป็นเวลานาน ถึงขั้นส่งผลให้เกิดภัยแล้งกลางฤดูฝน ได้สร้างภาวะเอื้อต่อการแพร่พันธุ์ของแมลงศัตรูพืช...วันนี้ปรากฏผล แมลงหล่า และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล เริ่มระบาดแล้ว จากการตรวจวัดพยากรณ์การระบาดของแมลงศัตรูข้าว โดยศูนย์วิจัยข้าวทั่วประเทศ สัปดาห์ที่ผ่านมา ศูนย์วิจัยข้าวปทุมธานี พบว่า การติดตั้งเครื่องกับดักไฟนีออนในนาข้าวระยะแตกกอและเริ่มตั้งท้อง...ใน 1 คืน พบแมลงหล่า 300-500 ตัวต่อเครื่องกับดัก และพบเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล 500-700 ตัวต่อเครื่องกับดัก เป็นสัญญาณบอก... การระบาดอยู่ในระดับรุนแรง
           กรมการข้าวเตือนชาวนาในพื้นที่จังหวัดปทุมธานีและจังหวัดใกล้เคียงเฝ้าระวังนาข้าว แมลงหล่าลักษณะลำตัวค่อนข้างกลมคล้ายโล่ มีสีน้ำตาลหรือดำเป็นมัน ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากกาบใบข้าวบริเวณโคนต้นข้าว ทำให้บริเวณถูกทำลายเป็นสีน้ำตาลแดงหรือเหลือง ขอบใบข้าวเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลดำคล้ายโรคไหม้ ชอบทำลายในระยะข้าวแตกกอ ทำให้กอข้าวแคระแกร็น การแตกกอลดลงถ้าทำลายหลังข้าวตั้งท้องจะทำให้รวงข้าวแกร็น ออกรวง ไม่สม่ำเสมอและเมล็ดลีบ
           วิธีการป้องกันกำจัด ใช้แสงไฟฟ้าล่อแมลงและทำลายในช่วงระบาด กำจัดวัชพืชที่ขึ้นหนาแน่นในนาให้นาโปร่งแสงแดดส่องถึงโคนต้นข้าว เพื่อทำสภาพนาข้าวไม่ให้เหมาะแก่การอยู่อาศัย พื้นที่สามารถไขน้ำเข้านาได้ให้ไขน้ำเข้าท่วมโคนต้นข้าว เพื่อไม่ให้แมลงหล่ามาดูดกินน้ำเลี้ยงตามโคนต้นข้าว หากพบแมลงหล่ามากกว่า 5 ตัวต่อกอ ควรใช้สารเคมีคาร์โบซัลแฟน พอสซ์ 20% อีซี พ่นเฉพาะจุดที่มีการระบาด โดยพ่นไปที่โคนต้นข้าว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเข้าทําลายข้าวโดยการดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์ท่อน้ำ ท่ออาหารบริเวณโคนต้นข้าวระดับเหนือผิวน้ำ โดยทั่วไปจะพบในระยะข้าวแตกกอถึงออกรวง ทําให้ต้นข้าวมีใบเหลืองและแห้งตายคล้ายถูกน้ำร้อนลวกเป็นหย่อมๆ ถ้าพบการระบาดให้ปฏิบัติตามคำแนะนำของกรมการข้าว...งดใช้อะบาเม็กติน ไซเปอร์เมทริน เพราะเพลี้ยกระโดดฯ ดื้อต่อสารชนิดนี้
           ไม่ขังน้ำในแปลงนาตลอดเวลา ระดับน้ำมีพอให้ดินเปียกหมาดๆ เพื่อให้แปลงนาไม่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์ และยังทำให้มดขึ้นมากัดกินตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลได้อีกทาง...ในระยะก่อนข้าวตั้งท้อง ถ้าตรวจพบตัวอ่อนของเพลี้ยกระโดดฯมากกว่า 1 ตัวต่อต้นให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง บูโพรเฟซิล หรืออีโทเฟนพรอกช์ หรือไอโซโปรคาร์บ ระยะข้าวตั้งท้องถึงออกรวง ถ้าพบ 10 ตัวต่อกอ ไม่พบมวนเขียวดูดไข่หรือพบน้อยมาก ให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง ไดโนทีฟูเรน หรือไพมิโทรซีน
           ระยะข้าวใกล้เก็บเกี่ยว ถ้าพบตัวเต็มวัยบินมาเล่นแสงไฟตามบ้านให้ใช้เครื่องดูดแมลงล่อทำลาย หรือกับดักกาวเหลืองล่อทำลาย เพื่อลดจำนวนเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลที่จะอพยพไปยังแปลงปลูกใหม่ มีข้อสงสัยต้องการข้อมูลเพิ่มเติม ให้ติดต่อศูนย์วิจัยข้าวใกล้บ้าน หรือ www.ricethailand.go.th หรือสายด่วนหมอข้าว 1170 กด 4 ในเวลาราชการ


    อ่านต่อ
    วันที่ 25 กันยายน 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนภัยโรคระบาดของทุเรียนช่วงสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง

    การป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียน เนื่องจากการระบาดของโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียนยังคงมีการระบาดอยู่อย่างต่อเนื่อง และนับวันจะทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ เนื่องจากสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป การที่มีฝนตกชุกติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน จนบางครั้งไม่สามารถป้องกันกำจัดโรคได้ แนวทางที่จะบรรเทาความรุนแรง และลดการลุกลามของโรคดังกล่าวได้ คงต้องรีบทำการรักษาทันที หรือเร็วที่สุด เมื่อสำรวจพบอาการของโรครากเน่าโคนเน่า
    โรคที่พบร่วมกับโรครากเน่าโคนเน่า เชื้อราที่พบร่วมกับเชื้อราสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า ได้แก่ เชื้อราฟูซาเรียม (Fusarium spp.) การป้องกันกำจัดที่แนะนำ ได้แก่ หากพบโรคให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคไปเผาทำลายนอกแปลง กรณีโรคเข้าทำลายไม่รุนแรง ให้ใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์มา นำหัวเชื้อมาเพิ่มปริมาณในข้าวสุก จากนั้นหว่านส่วนผสมเชื้อสดให้ทั่วบริเวณใต้ทรงพุ่มจนถึงรอบชายพุ่ม อัตรา 50-100 กรัมต่อตารางเมตร หรือบริเวณโคนต้นพืชที่เกิดโรค อัตรา 10-20 กรัมต่อต้น หรือ เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ซับทีลิส ใช้เข็มฉีดยาใส่สารละลายของเชื้อ อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 มิลลิลิตร ฉีดเข้าในโคนต้นทุเรียน ต้นละ 3 จุด 1 ครั้ง จากนั้นลอกเปลือกต้นทุเรียนบริเวณที่เป็นโรคออกแล้วทาด้วยผงเชื้อ อัตรา 1,000 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร โดยจะต้องผสมสารจับใบ อัตรา 5 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร และรดดินบริเวณโคนต้นด้วยผงเชื้อ อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 2 ลิตรต่อต้น โดยลอกเปลือกและรดดินซ้ำ รวม 4 ครั้ง กรณีโรคเข้าทำลายรุนแรง ให้ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก ทาแผลด้วย สารฟอสเอทธิล อะลูมินั่ม (fosetyl aluminium) 80 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 80-100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) 25 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 50-60 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร หรือ สารเมทาแลกซิล (metalaxyl) 25 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี +แมนโคเซบ (mancozeb) 65 เปอร์เซ็นต์ ดับบลิวพี อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 1 ลิตร ทุก 7 วัน จนกว่าแผลจะแห้ง
    วิธีการป้องกันกำจัดโรครากเน่าโคนเน่าของทุเรียน
    1. จัดการระบายน้ำออกจากแปลง ให้เร็วที่สุด และในระหว่างที่ดินยังมีความชื้นสูงอยู่ หลีกเลี่ยงการเดินบริเวณใต้ทรงพุ่ม เนื่องจากจะเป็นการเพิ่มช่องทางให้ระบบรากเสียหาย และโรคเข้าทำลายต้นทุเรียนได้มากขึ้น
    2. หลังจากน้ำลด และดินเริ่มแห้ง กระตุ้นให้ทุเรียนสร้างรากฝอย และกำจัดเชื้อในดิน ทำได้โดยการใช้วัสดุล่อราก เช่น ดิน เศษหญ้าแห้ง ร่วมกับการใส่ปุ๋ยคอก และรดทับด้วยปุ๋ยเกล็ด ร่วมกับ ฮิวมิค แอซิด + สารเคมีกำจัดเชื้อสาเหตุโรครากเน่าโคนเน่า หรือเชื้อราไตรโคเดอร์มา จำนวน 3-4 ครั้ง ห่างกัน 7-14 วัน สามารถทำให้ทุเรียนสร้างรากฝอยเพิ่มมากขึ้น พร้อมกับอาจจะมีการแตกใบอ่อนออกมาได้ในเวลาใกล้เคียงกัน
    3. การกระตุ้นให้มีการแตกใบอ่อน และรักษาใบอ่อน สามารถทำได้โดย ใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ ร่วมกับปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 1:1 ทางดิน และพ่นด้วยสารสกัดจากสาหร่ายและปุ๋ยเกล็ด 1-2 ครั้ง ร่วมกับอาหารเสริมทางด่วน จะสามารถกระตุ้นให้ทุเรียนแตกใบอ่อนได้
    4. การกระตุ้นให้ทุเรียนสร้างภูมิคุ้มกันโรครากเน่าโคนเน่า โดยการฝังเข็มด้วย ฟอสฟอริก แอซิด ผสมกับน้ำสะอาด อัตราส่วน 1:1 ปริมาณ 30 มิลลิลิตรต่อเข็ม จำนวน 2-3 เข็ม ต่อต้น ประมาณ 1-2 ครั้งต่อปี คือหลังจากเก็บเกี่ยวผลผลิต 1 ครั้ง และก่อนทุเรียนออกดอก 1 ครั้ง ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของต้นทุเรียน


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 กันยายน 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนภัยเกษตรกร ระวัง 2 โรคบุกแก้วมังกร แนะวิธีรับมือโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า

    แก้วมังกรให้ระวังโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า
    ระยะนี้จะมีฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักถึงหนักมากบางแห่ง กรมวิชาการเกษตร เตือนเกษตรกรผู้ปลูกแก้วมังกรเฝ้าระวังการระบาดของโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า มักพบโรคในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต จะพบแสดงอาการเริ่มแรกที่กิ่งอ่อนหรือผลอ่อนมีจุดสีเหลือง จากนั้นพัฒนาเป็นตุ่มนูนเล็กสีน้ำตาล คล้ายสีสนิมเหล็ก บางครั้งพบแผลสีเหลืองฉ่ำน้ำ หากอาการรุนแรงแผลจะเน่า ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เนื้อเยื่อตรงแผลหลุดเห็นเป็นรูหรือเว้าแหว่ง สำหรับผลที่มีอาการรุนแรง จะทำให้กลีบผลไหม้แห้งเป็นสีดำ และผลเน่าในที่สุด
           สำหรับแนวทางในการป้องกันโรคลำต้นจุดสีน้ำตาลและผลเน่า ให้เกษตรกรเลือกใช้ต้นพันธุ์ที่แข็งแรงปลอดโรค และควรลดการให้ปุ๋ยไนโตรเจน เพราะแก้วมังกรเป็นพืชอวบน้ำ อาจทำให้พืชอ่อนแอเกิดการระบาดมากขึ้น จากนั้น ให้หมั่นสำรวจทำความสะอาดกำจัดวัชพืชโคนต้น เก็บกวาดเศษซากพืชส่วนที่เป็นโรคใต้ต้นออกไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หลีกเลี่ยงการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคของพืชทำให้เกิดแผลน้อยที่สุด ซึ่งแผลจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุของโรคเข้าทำลายพืชได้ง่าย อีกทั้งเกษตรกรควรล้างทำความสะอาดอุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องใช้ทางการเกษตรต่างๆ ให้สะอาด และผึ่งแดดให้แห้งหลังการใช้งานทุกครั้งอยู่เสมอ เมื่อได้นำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคในแปลงที่มีการระบาดก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ในครั้งต่อไป
           นอกจากนี้ เกษตรกรควรให้น้ำแก้วมังกรเฉพาะในช่วงเช้า หลีกเลี่ยงการให้น้ำในช่วงบ่ายหรือเย็น เพื่อช่วยลดการสะสมความชื้นในทรงต้นไม่ให้มีมากเกินไป กรณีระบาดมาก หลังจากตัดแต่งกิ่งเสร็จแล้วให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชโพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอะซอกซีสโตรบิน + ไดฟีโนโคนาโซล 20% + 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้น 2 ครั้ง ทุก 5-7 วัน ในระยะติดดอกพ่นอีก 2 ครั้ง ทุก 7 วัน และให้หยุดพ่นก่อนเก็บเกี่ยวผลผลิตแก้วมังกรอย่างน้อย 15 วัน


    อ่านต่อ
    วันที่ 12 กันยายน 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    แนะเกษตรกรเฝ้าระวังการระบาดของ "หนอนเจาะฝักมะขาม"

    ระยะนี้มักจะมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรแนะเกษตรกรผู้ปลูกมะขามเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะฝักมะขาม โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่มะขามพัฒนาผล เริ่มแรกจะพบผีเสื้อตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยวบนฝักมะขาม ตั้งแต่ช่วงที่มะขามพัฒนาผลเริ่มเป็นฝักอ่อนไปจนกระทั่งเป็นฝักแก่และสุก ซึ่งมักจะวางไข่บนฝักมะขามที่มีรอยแตกหรือรอยหักมากกว่าฝักปกติ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะเจาะเข้าสู่ฝักมะขามไปกัดกินเนื้อภายในและเมล็ด หนอนจะถ่ายมูลเป็นขุยออกมาที่ปากรูเป็นกระจุกสีน้ำตาล และอาศัยอยู่ในฝักจนกระทั่งเข้าดักแด้ เมื่อออกเป็นตัวเต็มวัยจะบินไปผสมพันธุ์และวางไข่ต่อไป การเข้าทำลายในช่วงฝักอ่อนทำให้ฝักแห้งลีบ ส่วนการเข้าทำลายในช่วงฝักแก่จะถูกกัดกินเนื้อภายในและส่งผลให้ฝักมะขามเสียหาย
    แนวทางในการป้องกันและกำจัด ให้เกษตรกรหมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายไปเผาทิ้งทันที จะสามารถช่วยลดการแพร่ระบาดของหนอนลงได้ หากพบการเข้าทำลายของหนอนเจาะฝักมะขาม ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารฆ่าแมลงอีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดาไซฮาโลทริน 2.5% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่น 2-3 ครั้งติดต่อกัน และพ่นห่างกัน 7 วันเมื่อพบการระบาด หลีกเลี่ยงการพ่นสารฆ่าแมลงชนิดเดียวติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะฝักมะขามสามารถสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้รวดเร็วและหลายชนิด


    อ่านต่อ
    วันที่ 5 กันยายน 2562
แสดง 1 - 5 จาก 5
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู