แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 5 จาก 5
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    โรคเหี่ยวของโหระพา (Fusarium wilt of sweet basil)
     โรคเหี่ยวของโหระพา (Fusarium wilt of sweet basil) พบรายงานเกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum ทำให้โหระพามีอาการใบเหลืองที่ส่วนยอดแล้วจากนั้นต้นจะเหี่ยวเป็นสีน้าตาล เมื่อผ่าลำต้นตามยาวพบเนื้อเยื่อท่อลำเลียงเน่าเป็นสีนำ้ตาลเริ่มพบเห็นชัดเจนบริเวณส่วนโคนต้น และรากเน่าเสียหายถอดปลอกเป็นสีน้ำตาลดำ
    การจัดการโรค
    - ถอนต้นที่เป็นโรคออกทิ้งนอกแปลง
    - การปรับค่า pH ของดินไม่ให้เป็กรด
    - ลดการใช้ปุ๋ยไนโตรเจนในอัตราสูง
    - การไถดินตากแดดนานๆ ในกรณีที่จะเตรียมแปลงใหม่
    - การสลับพื้นที่ให้แปลงได้พัก หรือปลูกพืชอื่นหมุนเวียน เช่น พืชตระกูลถั่ว
    - การป้องกันด้วยการใช้สารชีวภัณฑ์ เช่น เชื้อราไตรโคเดอร์มาหรือเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส เป็นต้น
    อ้างอิงข้อมูล

    อ่านต่อ
    วันที่ 18 พฤศจิกายน 2564
  • แจ้งเตือน
    โรคสัตว์
    เตือน! เฝ้าระวังไข้หวัดนกระบาดหนักหลายประเทศในยุโรป-เอเชีย

    กรมปศุสัตว์แจ้งเตือนเฝ้าระวังโรคไข้หวัดนกระบาดหลายประเทศในยุโรป-เอเชีย
    นายสัตวแพทย์สรวิศ ธานีโต อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวว่า จากรายงานของสำนักข่าวรอยเตอร์ที่พบการแพร่ระบาดของโรคไข้หวัดนกในหลายประเทศของเอเชีย เช่น จีน เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และในหลายประเทศของยุโรป เช่น นอร์เวย์ เบลเยียม ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นประเด็นที่นำมาเป็นข้อจำกัดทางการค้า อีกทั้งองค์การสุขภาพสัตว์โลก (OIE) รายงานพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกชนิดความรุนแรงสูง (HPAI) ในต่างประเทศทั่วโลกอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่เดือนมกราคม 2564 ถึงปัจจุบัน พบว่ามีการระบาดมากถึง 4,122 จุด รวมถึงพบการระบาดของโรคไข้หวัดนกในประเทศเพื่อนบ้าน ได้แก่ ประเทศเวียดนาม กัมพูชา และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว พบในสายพันธุ์ H5N1 H5N6 และ H5N8 กอปรกับประเทศไทยเข้าสู่การเปลี่ยนฤดูกาล จากฤดูฝนเป็นฤดูหนาว ทำให้สัตว์ปีกเกิดความเครียด ระดับภูมิคุ้มกันต่ำมีโอกาสเกิดโรคระบาดได้

    อธิบดีกรมปศุสัตว์ กล่าวเน้นย้ำว่า การป้องกันที่ดีถือเป็นหัวใจของความสำเร็จที่ทำให้ไทยปลอดจากไข้หวัดนกมาตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี ทั้งในคนและสัตว์จากการที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์ปีกทั่วประเทศจัดการระบบความปลอดภัยทางชีวภาพอย่างเคร่งครัด การทำความสะอาดและฆ่าเชื้อโรคในโรงเรือนและบริเวณโดยรอบ อย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สัตวแพทย์ควบคุมฟาร์มเข้มงวดเรื่องระบบความปลอดภัยภายในฟาร์ม ควบคุมการเข้า-ออกฟาร์ม ให้ฉีดพ่นยานพาหนะทุกคัน เมื่อได้รับแจ้งหรือพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ หรือมีอาการต้องสงสัยเหมือนนิยามโรคไข้หวัดนก เจ้าหน้าที่ปศุสัตว์ก็ลงพื้นที่ตรวจสอบและดำเนินมาตรการควบคุมโรคทันที รวมถึงประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายในประเทศ อาทิ กระทรวงสาธารณสุข กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่าและพันธุ์พืช ตลอดจนหน่วยงานระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง

    ที่สำคัญ กรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีการเฝ้าระวังโรคสัตว์ตามแนวชายแดนอย่างเข้มงวด และขอความร่วมมือเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ปีกสังเกตอาการสัตว์อย่างใกล้ชิด หากพบสัตว์ปีกป่วยตายผิดปกติ อย่านำสัตว์ปีกไปจำหน่ายจ่ายแจก หรือนำไปประกอบอาหารโดยเด็ดขาด ให้แจ้งเจ้าหน้าที่ปศุสัตว์อำเภอ อาสาปศุสัตว์ อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เจ้าหน้าปศุสัตว์ในพื้นที่ทันที เพื่อจะได้เร่งดำเนินการช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน

    หากมีข้อสงสัยสามารถติดต่อได้ที่สำนักงานปศุสัตว์อำเภอ หรือสำนักงานปศุสัตว์จังหวัดใกล้บ้าน สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ สำนักควบคุม ป้องกันและบำบัดโรคสัตว์ (สคบ.) กรมปศุสัตว์ หรือสายด่วนกรมปศุสัตว์ โทร. 06 3225 6888 หรือแจ้งผ่าน Application: DLD 4.0 ได้ตลอดเวลา


    อ่านต่อ
    วันที่ 17 พฤศจิกายน 2564
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    เตือนลานีญาแรงดับเบิล ฤทธิ์เร่งฝนกระหน่ำ

    ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายปลายฤดูฝนปีนี้ “ทั่วทุกภูมิภาค” คงมีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี จากผลพวง “ปรากฏการณ์ลานีญาดีดตัวกลับเพิ่มกำลังแรงขึ้นระลอกใหม่” ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาแล้วยังเจอ “อิทธิพลพายุเขตร้อน” เคลื่อนเข้ามาสลายตัวใกล้ หรือเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงด้วย

    “หลายพื้นที่ฝนตกหนักและหนักมากบางแห่ง” ที่เป็นไปตามคาดปีนี้ปริมาณฝนมามากกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาสาโทชาวบ้านเสียหายเดือดร้อน

    สิ่งน่ากังวลกว่านั้น คือ “เดือน ต.ค.นี้ที่เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวแต่สภาพอากาศกลับแปรปรวนจากลานีญาเร่งกำลังปรับเพิ่มขึ้นอีกนี้” ส่งผลให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้ง กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด

    รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร บอกว่า เดือน ก.ย.-กลางเดือน ต.ค. 2564 ปริมาณฝนจะมีมากกว่าปกติ เพราะอิทธิพลลานีญาแผลงฤทธิ์ปรับเร่งกำลังแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก

    สอดคล้องกับ International Research Institute for Climate Society ม.โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ผลเพิ่มเติมจากต้นเดือน ส.ค. “สภาพอากาศไทยปรับอยู่เฟสกลาง (ENSO–Neutral)” คงที่ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าลานีญากลับปรับตัวเพิ่มกำลังมากกว่าเดิมโอกาสเกิดขึ้น 70-80% ในเดือน ก.ย. 2564-เดือน ก.พ. 2565 กลายเป็น “ลานีญาดับเบิลรอบสอง” ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวมากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้ไปถึงกลางเดือน ต.ค. ดังนั้น หลายพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ “เขื่อนหลักภาคเหนือ” ก็มีแนวโน้มรับน้ำเพิ่มอีก

    แต่หลังเดือน ต.ค.ไปแล้ว “ปริมาณฝนจะลดลง” โดยเฉพาะเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ต้องเตรียมรับสถานการณ์น้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่วน “ภาคเหนือตอนบน” มีแนวโน้มเผชิญ “อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปกติ” ที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 2564 ลากยาวไปถึง มี.ค. 2565

    บ่งชี้ปีนี้อากาศไม่น่าหนาวกว่าค่าปกติ ส่งสัญญาณฝุ่นพิษ PM 2.5 จะรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว...ส่วน “ภาคใต้” ตั้งแต่เดือน ต.ค.ของทุกปีเป็น “ช่วงฤดูฝนอยู่แล้วแต่ต้องมาเจอลานีญาดับเบิล” สิ่งนี้ก็น่าจะทำให้ฝนตกชุกหนาแน่นหลายพื้นที่ และหนักมากกว่าปกติบางแห่ง มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

    “สิ่งที่เราพูดกันนี้นับเป็นปรากฏการณ์ไม่ปกติที่เกิดจากปัจจัยลานีญาแผ่อิทธิพลเกื้อหนุนให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ท่วมเดิมซ้ำซากแล้วยังจะขยายไปพื้นที่ที่ไม่เคยมีน้ำท่วมอีก เหตุนี้จำเป็นต้องระวังเตรียมตัวกันด้วย”

    โชคดีว่า “แม้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาดับเบิล” ถ้าพูดถึงสถานการณ์ความรุนแรงระดับปริมาณน้ำท่วมแต่ละพื้นที่ไม่น่าต่างจากปีที่แล้วนัก เพราะตามที่ดู “กำลังลานีญา” ยังคงอยู่ระดับเฟสปานกลางมาตลอด รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า แต่สิ่งที่ต้องระวังน่าจะเป็นเรื่อง “ขยายพื้นที่เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม” โดยเฉพาะในจังหวัดเสี่ยงเกิดน้ำท่วมสูงต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด อีสานตอนบน เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ตาก ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ตราด และภาคกลาง

    ประเด็นนี้มีสาเหตุจาก “ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นตัวกระตุ้นหย่อมความกดอากาศต่ำ ยกระดับความรุนแรงให้ปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พืชผลการเกษตร อันเป็นผลกระทบใกล้ตัวผู้คนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีพายุเกิดขึ้นก็สร้างความเสียหายได้แล้ว

    ตอกย้ำพยากรณ์อากาศในอนาคต “พายุเขตร้อน” มีโอกาสก่อตัว เคลื่อนเข้าในไทยน้อยลง แต่ที่ผ่านมาแต่ละครั้งมักมีระดับความรุนแรงทวีคูณ สร้างความเสียหายระดับสูงมาก ถัดมา...“สภาพอากาศปี 2565” เท่าที่ติดตาม “ลานีญารอบ 2” จะลากยาวถึงเดือน ก.พ.แล้วจะลดกำลังลงมาอยู่ “เฟสกลาง” นับเป็นเรื่องดีที่สภาพอากาศคงปกติ สิ่งนี้ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย

    ทั้งอิทธิพลนี้มีผลต่อ “โอกาสเกิดเอลนีโญก็น้อย” ถือเป็นเรื่องดี “เกษตรไทยพักเบรกภัยแล้ง” แต่ถ้าเกิดภัยแล้งจริงมักส่งผลกระทบน้อย เพราะสภาพพื้นดินคงความชุ่มชื้นรับน้ำสะสมมาอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งกังวลน่าจะอยู่ที่เดือน มี.ค.-เม.ย.2565 “บริเวณลุ่มเจ้าพระยา” จะมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พื้นที่นี้ต้องเจอ “ภัยแล้ง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องขาดแคลนน้ำปลูกข้าวนาปรังได้

    เหตุนี้ถ้า “เกษตรกร” ฝืนธรรมชาติยังมีการเพาะปลูกอยู่อีก “โอกาสเจ๊งมีสูง” เพราะภูมิประเทศบ้านเรามัก “เพาะปลูกแบบข้าวนาน้ำฝน” ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเป็นหลัก อีกทั้งช่วงหลังมานี้ “สภาพอากาศเปลี่ยนไปมากจนทำให้ฝนตกใต้เขื่อน” ไม่สามารถเก็บไว้ได้ต้องปล่อยลงทะเลเปล่าประโยชน์มหาศาล

    สาเหตุหลักมาจาก “ป่าไม้ถูกทำลาย” กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพ ธรรมชาติใกล้บริเวณเขื่อนไม่มีฉนวนพลังดึงดูดฝนตกลงหลังเขื่อนดังเคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นแม้ “ปะเทศไทย” สร้างเขื่อนเพิ่มมากเพียงใดก็ไม่สามารถมีน้ำเพียงพอต่อการกักเก็บได้ เพราะฝนไม่ตกลงเขื่อนจากป่าถูกทำลายนี้ โดยเฉพาะการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว จ.จันทบุรี แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมเขตอีอีซี ที่เป็นการรุกล้ำทำลายป่าต้นน้ำตามธรรมชาติอาจไม่มีฝนลงอ่างเหมือนเดิม

    ในช่วงโค้งสุดท้ายฤดูฝนนี้คงต้องลุ้นว่า “เดือน ก.ย.–ต.ค.2564 ฝนที่มากนี้จะมีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่ภาคเหนือมากหรือน้อยเพียงใด” หากได้น้ำมากเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็อุ่นใจได้ ฉะนั้น “การปลูกข้าวนาปรังมักใช้น้ำมาก” ต้องไม่ผูกอนาคตไว้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปไม่มีฝนตกต้องตรงตามฤดูกาลมาหลายปีนี้ จนทำให้ชาวนาเป็นกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมากมาย

    ปัจจัยสำคัญมาจาก “นโยบายรัฐบาล” มักให้การช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวที่รับความเสียหายแล้ว “ได้เงินเยียวยา” กลายเป็นความเคยชิน จนไม่พัฒนายกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกที่ดี ดังนั้น “ภาครัฐ” ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เน้นส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้แล้ว

    ด้วยการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยปรับ เช่น พื้นที่ใดขาดแคลนน้ำ “เกษตรกรฝืนปลูกข้าว” เกิดความเสียหายต้องไม่ได้รับการเยียวยา ยกเว้น “ผู้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย” ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วยังต้องส่งเสริมหาตลาดรองรับให้ด้วย แต่ที่ผ่านมา “นโยบายรัฐฉุดรั้งเกษตรกร” ไม่ปรับเปลี่ยนจนเป็นคอขวดอยู่

    สุดท้าย “เกษตรกร” ตกเป็นกลุ่มเปราะบางไม่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเพราะผลผลิตเสียหายก็ยังได้เงินชดเชยดังเดิม ทำให้การแก้ปัญหาไม่ยั่งยืนเสียงบประมาณมหาศาลไม่มีวันสิ้นสุด

    การเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีของนานาชาติ “ไทย” ถูกจัดว่าเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก มีโอกาสเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง วาตภัยรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น และมีขีดความสามารถรับมือภัยพิบัติอยู่ที่ 39 จาก 48 ประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยธรรมชาติมักเสียหายค่อนข้างรุนแรง

    เช่นนี้แล้ว “ไทย” ถือว่ามีความเปราะบางมากจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ตอนนี้เรามีโอกาส “ทุกภาคส่วนควรร่วมมือร่วมใจกัน” ระดมสรรพกําลังและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคตให้พร้อมดีกว่าพากันไปแก้ภายหลังอันเกิดความเสียหายแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียไปก็ได้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนแล้ว “หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชน” ต้องปรับตัวเตรียมรับมือกันให้ดีก่อนจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ


    อ่านต่อ
    วันที่ 30 กันยายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวัง "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) ระบาดกัดกินต้นข้าว
    "ด้วงซัดดัม" หรือ "ด้วงดำ" (Scarab Beetle) แมลงที่กำลังระบาดกัดกินข้าว และสร้างความเดือดร้อนให้ชาวนาในตอนนี้
    ด้วงดำ เป็นแมลงจำพวกด้วงปีกแข็งชนิดหนึ่ง ซึ่งเป็นศัตรูที่สำคัญของการปลูกข้าว โดยวิธีหว่านข้าวแห้งในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยเฉพาะบริเวณทุ่งกุลาร้องไห้ ได้แก่ จังหวัดสุรินทร์ บุรีรัมย์ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด ศรีสะเกษ ยโสธร และอุบลราชธานี พบมี 2 ชนิดคือ ด้วงดำขนาดตัวใหญ่ Heteronychus lioderes และขนาดตัวเล็ก Alissonotum cribratellum โดยทั้ง 2 ชนิดชอบบินมาเล่นแสงไฟตามบ้านเกษตรกรช่วงเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และพฤศจิกายนถึงธันวาคม ชนิดที่พบทำลายข้าวในนาส่วนมากเป็นด้วงดำขนาดตัวใหญ่ เกษตรกรในพื้นที่ระบาดรู้จักในชื่อ ด้วงซัดดัม หรือด้วงซัดดำ  มักพบทำลายข้าวที่หว่านเร็วกว่าปรกติระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงมิถุนายน และมีฝนทิ้งช่วง 15-45 วันหลังข้าวงอก
    ด้วงดำเป็นแมลงศัตรูข้าวสำคัญของข้าวไร่และข้าวนาน้ำฝนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย โดยเฉพาะในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ นาข้าวที่พบระบาดรุนแรงจากการสำรวจเป็นพื้นที่ที่มีการหว่านข้าวแห้งเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ และหว่านข้าวเร็วกว่าฤดูปลูกปกติ โดยหว่านข้าวในช่วงปลายเดือนเมษายนถึงมิถุนายน ซึ่งสอดคล้องกับปริมาณด้วงดำที่พบมาเล่นแสงไฟในกับดักที่ติดตั้งไว้ 
    ลักษณะการทำลาย ของ ด้วงดำ H. lioderes จะกัดกินส่วนอ่อนของต้นข้าวที่ชิดติดกับรากข้าวแต่อยู่ในดิน ที่เรียกว่า Mesocotyl นอกจากต้นข้าวแล้วด้วงชนิดนี้ยังสามารถกัดกินวัชพืชพวกกก และวัชพืชในนาที่ขึ้นปะปนกับข้าวด้วย โดยลักษณะการทำลายจะเหมือนกับในข้าว ต้นข้าวที่ยังเล็กอายุประมาณ 2-3 สัปดาห์ จะเสียหายมากเนื่องจากต้นกล้าข้าวยังไม่ทันตั้งตัวเมื่อถูกด้วงชนิดนี้ทำลาย จะเหี่ยวและเแห้งตาย คล้ายอาการเพลี้ยไฟทำลายแต่การแพร่กระจายไม่เหมือน เมื่อถอนต้นข้าวขึ้นมารากข้าวจะหลุดทำให้เข้าใจว่าด้วงชนิดนี้ทำลายรากข้าวด้วย แต่ถ้าใช้วิธีขุดต้นข้าวที่แสดงอาการใบเหลือง เหี่ยว จะพบว่ารากข้าวไม่ถูกกัดกินแต่อย่างไร ด้วงดำจะเคลื่อนย้ายทำลายข้าวต้นอื่น ๆ โดยการทำโพรงอยู่ใต้ดินในระดับใต้รากข้าว ทำให้เห็นรอยขุยดินเป็นแนว ส่วนใหญ่มักพบตัวเต็มวัยของด้วงดำชนิดนี้ 1 ตัวต่อจุดที่ขุดสำรวจ และพบไข่มีลักษณะกลมสีขาวขุ่นขนาดเท่าเม็ดสาคูขนาดเล็ก 5-6 ฟอง ลักษณะการแพร่กระจายไม่แน่นอน
    อาจเป็นรูปภาพของ กลางแจ้ง
    การป้องกันกำจัด
    1. ควรหว่านข้าวตามฤดูกาล (สิงหาคม) ไม่ควรหว่านช่วงระหว่างปลายเมษายนถึงต้นมิถุนายน เพื่อหลีกเลี่ยงตัวเต็มวัยของด้วงดำที่ฟักออกจากดักแด้ในดินหลังฝนแรกของฤดู
    2. ล่อและทำลายตัวเต็มวัยของด้วงดำ โดยใช้หลอดไฟชนิดแบล็กไลท์ที่เกษตรกรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือนิยมใช้ล่อแมลงดานา
    3. สำรวจนาข้าวเมื่อพบตัวเต็มวัยด้วงดำในกับดักแสงไฟปริมาณมากกว่าปกติ
    4. หากพบระบาดรุนแรงให้ฉีดพ่นด้วย เบตาไซฟลูทริน (Betacyfluthrin). สูตร : 2.5 % W/V EC และ แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน (lambda-cyhalothrin) 2.5% W/V EC เฉพาะบริเวณที่ข้าวแสดงอาการแห้ง และในนาข้าวมีความชื้น โดยฉีดพ่นเพียงครั้งเดียวเท่านั้น

    อ่านต่อ
    วันที่ 8 มิถุนายน 2564
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    มวนมะเขือเทศ มวนที่สำคัญของไทยแต่แทบไม่มีคนรู้จัก
    มวนมะเขือเทศ (Tomato bugEngytatus tenuis (Reuter, 1895): Miridae เคยจัดอยู่ในสกุล Nesidiocornis, Cyrtopeltis เป็นแมลงที่รู้จักกันน้อยมากในประเทศไทย แต่เป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญกำลังระบาดอยู่ที่ปากช่อง มีแต่รายงานไว้ในหนังสือมวนที่สำคัญของของประเทศไทย
    ลักษณะทั่วไป ตัวเต็มวัยมีลำตัวยาว 3-4 มิลลิเมตร มีสีเหลืองหรือเขียวอ่อน หัวโต ตาสีดำโต หนวดมีสีดำ โคนของปล้องแรกและโคนกับปลายป้องที่สอง ปล้องที่สาม และปล้องที่สี่สีน้ำตาลแก่ สันหลังอกปล้องแรกคอดตรงด้านหน้าเกือบกึ่งกลางเห็นได้ชัดเจน มีร่องตามยาว ตรงกลางสามเหลี่ยมสันหลังมีด้านทั้งสี่โค้งออกไปเล็กน้อย ปลายสีดำ ปีกมีขอบทางด้านข้างตรงปลายคอเรี่ยมมีจุดข้างละจุดแบะจุดดำเล็กๆอีกข้างละจุดตรงปลายคูเนียสซึ่งมีลักษณะยาวมากกว่ากว้าง แผ่นบางของปีกยื่นเลยลำตัวออกไป ด้านหลังมีขนละเอียดปกคลุม ขายาวปานกลาง ทิเบียมีโคนสีดำ
     
     
    เขตแพร่กระจาย ในญี่ปุ่น เกาหลี ไต้หวัน จีน รัสเซีย อินเดีย บังคลาเทศ อินโดนีเซีย มาเลเซีย และไทย พบทำลายมะเขือเทศที่ปากช่อง
    ชีวประวัติ มวนชนิดนี้วางไข่เป็นกลุ่ม กลุ่มละ 2-10 ฟองตามใบ ยอดและผลของมะเขือเทศ ไข่จะฟักเป็นตัวอ่อนภายใน 6-10 วัน ตัวอ่อนลอกคราบ 5 ครั้งและเจริญเป็นตัวเต็มวัยในรยะเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ตลอดวงจรชีวิตใช้เวลาประมาณ 25-30 วัน
     
     
    พืชอาหารและการทำลาย ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากพืช ที่สำคัญคือยาสูลและมะเขือเทศ ทำให้ใบมีลักษณะเป็นจุดสีเหลืองหรือเป็นรูเล็กๆ ส่วนที่ชอบดูดกินมากที่สุดคือส่วนอ่อนของพืช เช่นยอดอ่อน ใบอ่อน ตาอ่อน โดยมากการทำลายจะรุนแรงเมื่อพืชยังเล็กอยู่ในขณะที่มีใบไม่เกิน 10 ใบ ทำให้ใบร่วง เฉาตาย พืชอาศัยอื่น เช่น ฟัก แฟง เช่นเดียวกับชนิด Engytatus modestus ซึ่งพบในอเมริกา
    การป้องกันกำจัด พ่นด้วยสารฆ่าแมลง เช่น คาร์บาริล ฟิโพรนิล หรืออิมิดาโคลพริด เป็นต้น
    *รูปโดย: Todsapon Tongla
    **เอกสารอ้างอิง: มวนที่สำคัญของของประเทศไทย สุธรรม อารีกุล, 2506
    หน้า 45-46 

    อ่านต่อ
    วันที่ 4 มิถุนายน 2564
แสดง 1 - 5 จาก 5
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู