แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 134
หน้า
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    เตือนพี่น้องเกษตรชาวสวนยางระวังโรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา

    เตือนพี่น้องเกษตรชาวสวนยางว่า ขณะนี้ประเทศไทยได้เข้าสู่ฤดูฝนอย่างเต็มตัว ซึ่งโรคที่จะตามมาในช่วงหน้าฝนและส่งผลเสียต่อยางพาราหลัก ๆ ได้แก่ โรคใบร่วงชนิดใหม่ในยางพารา ซึ่งเกิดจากเชื้อรา Pestalotiopsis sp. หรือ เชื้อรา Colletotrichum โดยอาการของโรคระยะแรกใบจะเป็นรอยสีเหลืองกลม ต่อมาจะเป็นลักษณะช้ำดำกลมขนาดใหญ่ และเนื้อเยื่อเปลี่ยนเป็นแห้งสีน้ำตาลซีด แผลเรียบโครงสร้างเนื้อเยื่อใบที่เป็นแผลแห้งยังคงสมบูรณ์ รอบแผลไม่มีสีเหลืองล้อมรอบ ใบเหลือง ในสภาพที่เหมาะสมใบร่วงอย่างรวดเร็ว สำหรับใบยางที่ร่วงแห้งอยู่บนพื้นดิน จะเห็นลักษณะแผลกลมซีดขาวขนาดใหญ่ โรคนี้เข้าทำลายใบแก่ทุกช่วงอายุยาง หากเป็นต้นยางเล็กที่เป็นรุนแรงอาจทำให้ต้นยางตายอย่างรวดเร็ว

    อย่างไรก็ตาม หากพบโรคให้รีบดำเนินการป้องกันกำจัด ดังนี้ กรณีต้นยางเล็กให้รีบกำจัดใบที่เป็นโรค โดยการเก็บใส่ถุง นำไปเผาในถังปิด และฉีดพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรากลุ่ม ไตรอะโซลส์ (Triazoles) เช่น โพรพิโคนาโซล + ไดฟิโนโคนาโซล โพรพิโนโคนาโซล เฮกซะโคนาโซล หรือคาร์เบนดาซิม อย่างน้อยทุก 15-30 วัน กรณีแปลงยางต้นใหญ่ให้ใช้สารดังกล่าว ฉีดพ่นด้วยเครื่องฉีดพ่นแรงดันสูง โดรน หรือแอร์บล๊าส ตั้งแต่ช่วงต้นฤดูฝน อย่างน้อยทุก 1-1.5 เดือน หมั่นกำจัดวัชพืชในสวนยางให้เตียนโล่งอยู่เสมอเพื่อลดแหล่งแพร่ขยายเชื้อ พร้อมใส่ปุ๋ยบำรุงสวนยางสม่ำเสมอเพื่อให้ต้นยางเจริญแข็งแรง หากเกษตรกรชาวสวนยางต้องการคำแนะนำเพิ่มเติมให้ติดต่อ กยท. ในพื้นที่ เพื่อเข้ามาช่วยในการบริหารจัดการโรคต่อไป


    อ่านต่อ
    วันที่ 23 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคเหี่ยวในสับปะรด
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคราสีชมพูในทุเรียน
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนตกและฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกทุเรียน รับมือโรคราสีชมพู (เชื้อรา Erythricium salmonicolor (Corticium salmonicolor)) พบเส้นใยสีขาวของเชื้อราเจริญคลุมกิ่ง หรือลำต้น ต่อมาเส้นใยเปลี่ยนเป็นสีครีมถึงชมพูอ่อนยึดแน่นกับกิ่ง เมื่อเฉือนดูพบเนื้อไม้เป็นแผลสีน้ำตาล กิ่งที่เป็นโรคยอดจะเหี่ยว ใบเหลืองและร่วงเป็นหย่อม ๆ ต่อมากิ่งจะแห้งตาย
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ช่วงการตัดแต่งกิ่ง ตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมและมีทรงพุ่มโปร่ง เพื่อให้ทุเรียนได้รับแสงแดดและอากาศถ่ายเทได้ดี เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค
    2. ในช่วงฤดูฝนหมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรค ตัดกิ่งที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก หรือหากพบอาการของโรคบนง่ามกิ่ง หรือโคนกิ่งที่มีขนาดใหญ่ หรือบริเวณลำต้นให้ถากแผลบริเวณที่เป็นโรคออก จากนั้นพ่นด้วยสารคอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% WP อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คาร์เบนดาซิม 50% WP อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วต้น โดยเน้นบริเวณกิ่ง และลำต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งที่บริเวณแผล
    3. แปลงทุเรียนที่เคยพบโรคระบาดรุนแรง ในช่วงฤดูฝนควรป้องกันการเกิดโรคโดยพ่นด้วยสารดังกล่าว ตามกิ่งก้านที่อยู่ในทรงพุ่มเสมอ
     
     

    อ่านต่อ
    วันที่ 20 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ด้วงแรดมะพร้าวและปาล์มน้ำมัน
    วันที่ 16 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    พืชผักช่วงฝนตกเฝ้าระวังโรคใบจุดและเน่าเละ
    เตือนให้เกษตรกรปลูกผักเฝ้าระวังโรคใบจุดหรือใบจุดตากบ สาเหตุจากเชื้อรา Cercospora lactucae-sativae ทำลายผลผลิตผักสลัดทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด โดยเริ่มแรกแผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำ สีน้ำตาลอ่อน ต่อมาแผลขยายใหญ่มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลมีสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายตากบ แผลมีหลายขนาดตั้งแต่จุดเล็กถึงจุดใหญ่ ขนาด 1-10 มิลลิเมตร เกิดกระจายทั่วใบ ถ้าอาการรุนแรงแผลจะลามขยายติดกันทำให้ใบไหม้ หากเกิดกับใบอ่อนอาจทำให้เกิดอาการใบหงิกงอ
    วิธีป้องกันกำจัด ให้ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค หรือฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ด โดยแช่ในน้ำอุ่น ประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที และก่อนการปลูกควรไถพรวนดินลึก ๆ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้เศษซากพืชและวัชพืชย่อยสลาย จัดการแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี ควรมีอากาศถ่ายเท หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่อพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบโนมิล 50% WP อัตรา 12 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร กรณีถ้าพบโรคระบาดรุนแรง ให้ปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี
    นอกจากนี้ ผักตระกูลกะหล่ำและผักกาด เช่น กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก บรอกโคลีผักกาดขาว ผักกาดหัว อาจถูกการทำลายจากโรคเน่าเละ โดยอาการเริ่มแรก แผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำเล็ก ๆ บนใบหรือบริเวณลำต้น ต่อมาแผลจะขยายลุกลามมีสีน้ำตาลหรือน้ำตาลเข้ม เนื้อเยื่อพืชบริเวณแผลจะยุบตัวลง มีเมือกเยิ้มออกมา และมีกลิ่นเหม็นเฉพาะของโรคนี้ หลังจากนั้นพืชจะเน่ายุบตายไปทั้งต้น โรคนี้พบระบาดมากในฤดูฝน เชื้อแบคทีเรียสาเหตุโรคสามารถเข้าทำลายได้ทุกส่วนของพืช ทั้งที่อยู่ในแปลงปลูกและในโรงเก็บ
    การป้องกันกำจัด ให้เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และมีการระบายน้ำที่ดีก่อนปลูกพืชควรไถพรวนดินให้ลึกมากกว่า 20 เซนติเมตรจากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์จะช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก ไม่ควรปลูกพืชแน่นเกินไปเพื่อไม่ให้มีความชื้นสูงเป็นการลดการระบาดของโรค และระมัดระวังไม่ให้ส่วนต่าง ๆ ของพืชเกิดแผลซึ่งจะเป็นช่องทางให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายพืช พร้อมกับควรดูแลไม่ให้พืชขาดธาตุแคลเซียมและโบรอน เพราะจะทำให้พืชเกิดแผลจากอาการปลายใบไหม้และไส้กลวง ทำให้เชื้อสาเหตุโรคเข้าทำลายได้ง่าย หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอหากพบต้นที่แสดงอาการของโรคให้ขุดต้นที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก ทำความสะอาดเครื่องมือและอุปกรณ์ทางการเกษตรหลังใช้กับต้นที่เป็นโรค นอกจากนี้ หลังการเก็บเกี่ยวควรไถกลบเศษพืชผักทันที และตากดินไว้ระยะหนึ่งแล้วไถกลบอีกครั้งเพื่อลดการสะสมของเชื้อสาเหตุโรค ในแปลงที่มีการระบาดของโรค ควรปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว และข้าวโพด เป็นต้น

    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคเหี่ยวเขียว หรือเหง้าเน่าในขมิ้นชัน
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนจัดในช่วงกลางวัน มีฝนตกติดต่อกันหลายวัน และลมพัดแรง เตือนผู้ปลูกขมิ้นชันในระยะเก็บเกี่ยว เริ่มลงปลูก รับมือโรคเหี่ยวเขียว หรือเหง้าเน่า (เชื้อแบคทีเรีย Ralstonia solanacearum) อาการเริ่มแรก ใบเหี่ยวและม้วนเป็นหลอด มีสีเหลือง โดยจะลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอด และแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่าและหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำและสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่า
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ควรเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน และมีการระบายน้ำที่ดี
    2. ไถพรวนดินให้ลึกเกินกว่า 20 เซนติเมตร จากผิวดิน และตากดินไว้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะช่วยลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรคในดินลงได้มาก
    3. พื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ควรรมดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค โดยโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80 : 800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกพืช
    4. ใช้หัวพันธุ์จากแปลงที่ปลอดโรค
    5. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหี่ยว ให้ขุดต้นนำไปทำลายนอกแปลงปลูกทันที และโรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
    6. ในแปลงที่มีการระบาดของโรค หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลง
    7. ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรค เช่น พืชตระกูลขิง พืชตระกูลมะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง ให้สลับปลูกพืชชนิดอื่นที่ไม่ใช่พืชอาศัย เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรของโรค

    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังเพลี้ยไฟในองุ่น

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน ลมกระโชกแรง ฝนตกบางแห่ง เตือนผู้ปลูกองุ่นในระยะเริ่มติดผลอ่อนรับมือเพลี้ยไฟ
    ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชทั้งยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล ทำให้เกิดเป็นแผลสีน้ำตาลบริเวณใกล้ขั้วช่อองุ่น ดอก ใบ หรือ ผล บางครั้งพบแผลสะเก็ดบนผลองุ่น เมื่อผลองุ่นขยายผลโตขึ้น ทำให้บริเวณที่ถูกทำลายแตก และโรคองุ่นเข้าทำลายได้ นอกจากนี้ ช่อหรือยอดอ่อนที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะทำให้การเจริญเติบโตของช่อดอก ใบ หรือผลแคระแกร็น
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. หลีกเลี่ยงการปลูกองุ่นในพื้นที่ใกล้เคียงกับพืชอาศัยอื่นๆ เช่น มะม่วง เนื่องจากเพลี้ยไฟเป็นแมลงศัตรูที่มีขนาดเล็ก การเคลื่อนย้ายด้วยลม ทำให้มีการระบาดของเพลี้ยไฟในสวนองุ่นได้
    2. หมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟ โดยเฉพาะในแหล่งที่มีพืชอาศัยอื่นๆ เช่น มะม่วง ในช่วงฤดูออกดอกตรวจบริเวณด้านที่อยู่ใต้ลมและบริเวณขอบแปลง เมื่อพบการทำลายควรดำเนินการป้องกันกำจัด โดยการพ่นสารฆ่าแมลงควรเลือกชนิดที่ไม่มีผลกระทบต่อองุ่น ดังนี้ สารฆ่าแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถลดปริมาณและป้องกันกำจัดควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน
    3. การตัดแต่งกิ่งยอด องุ่นเป็นพืชที่มีการแตกยอดอ่อนอยู่เสมอ ทั้งตายอดและตาข้างที่แตกออกมาควรปลิดทิ้ง เพราะยอดที่แตกมาใหม่ดังกล่าวมักพบเพลี้ยไฟเกือบตลอดเวลา


    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกรสวนมะนาวเตรียมรับมือเพลี้ยไก่แจ้ส้ม
    ระยะนี้จะมีฝนฟ้าคะนองอาจส่งผลให้ศัตรูพืชเข้าทำลายผลผลิตมะนาวในช่วงนี้ได้ เกษตรกรสวนมะนาวควรเฝ้าระวังการระบาดของเพลี้ยไก่แจ้ส้ม สามารถพบได้ในระยะที่มะนาวแตกตาใบและยอดอ่อน โดยเริ่มแรกบริเวณตาหรือยอดอ่อนจะพบกลุ่มตัวอ่อน และมูลหวาน ซึ่งอาจพบเชื้อราดำปกคลุมอยู่ ยอดอ่อนที่ถูกทำลายจะหงิกงอและเหี่ยวแห้ง หรือพบตัวเต็มวัยสีเทาส้มเกาะอยู่ที่บริเวณยอดทำมุม 45 องศา
    แนวทางในการป้องกันกำจัด หากพบการระบาดควรหมั่นสำรวจปริมาณเพลี้ยไก่แจ้ส้มทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัย โดยการสุ่ม 5 ยอดต่อต้น จำนวน 10-20 ต้นต่อสวน หากพบกลุ่มตัวอ่อนหรือตัวเต็มวัยของเพลี้ยไก่แจ้ส้ม 2-3 ตัวต่อยอด ให้ตัดแต่งใบอ่อนและยอดอ่อนที่ถูกเพลี้ยไก่แจ้ส้มเข้าทำลายมาเผาไฟทิ้งนอกแปลงปลูก จากนั้นให้พ่นด้วยสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 8 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 1 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% ซีเอส อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน /ไทอะมีทอกแซม 14.1%/10.6% แซดซี อัตรา 4 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร

    อ่านต่อ
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    เตือนเฝ้าระวังศัตรูพืช ประจำเดือน พ.ค. 2567
    วันที่ 14 พฤษภาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนการระบาดของด้วงหนวดยาว
    ด้วงหนวดยาว (Batocera rufomaculata De Geer) ศัตรูพืชที่สร้างความเสียหายให้พืชได้เป็นอย่างมาก และเป็นศัตรูพืชที่เกษตรกรมักระบาดในพืชเศรษฐกิจ เช่น ทุเรียน ข้าวโพด อ้อย เป็นต้น รวมไปถึงในพื้นที่ศูนย์ศึกษาเรียนรู้ระบบนิเวศป่าชายเลนสิรินาถราชินี ก็พบปัญหาหนอนของด้วงหนวดยาวเข้าทำลายในต้นลำพู และต้นลำแพน เช่นเดียวกัน
     
    ด้วงหนวดยาว ลักษณะของตัวเต็มวัยจะมีสีน้ำตาล และมีจุดสีส้มหรือสีเหลืองกระจายอยู่ทั่วปีก เพศผู้มีหนวดยาวกว่าลำตัว เพศเมียหนวดเท่ากับหรือสั้นกว่าลำตัว จับคู่ผสมพันธุ์และวางไข่ในช่วงเวลากลางคืน โดยใช้ปากที่มีเขี้ยวแข็งแรงขนาดใหญ่กัดเปลือกไม้เพื่อวางไข่แล้วกลบด้วยขุยไม้ชอบวางไข่ซ้ำบนต้นเดิม ไข่คล้ายเมล็ดข้าวสารสีขาวขุ่น หนอนที่ฟักใหม่จะมีสีขาวครีมและตัวหนอนจะกัดกินชอนไชใต้เปลือกไม้ และถ่ายมูลออกมาเป็นขุยไม้ติดอยู่ภายนอกอาจควั่นรอบต้นทำลายท่อลำเลียงน้ำและท่อลำเลียงอาหาร ทำให้ต้นพืชทรุดโทรมและยืนต้นตายได้ ตัวเต็มวัยมีอายุได้นานกว่า 6 เดือน จึงสามารถพบไข่และหนอนระยะต่าง ๆ กันเป็นจำนวนมาก
     
     
    วิธีป้องกันและการกำจัดด้วงหนวดยาวเข้ามาทำลายต้นพืช ได้แก่
    1. หมั่นสำรวจการระบาดเข้าทำลายของด้วงหนวดยาว เมื่อพบร่องรอยการทำลายเช่นมีขุยไม้ที่โคนต้นให้ใช้มีดหรือขวานเฉาะหาตัวหนอนมาทำลาย
    2. วางกับดักแสงไฟล่อแมลงตั้งแต่ 19.00 น.เป็นต้นไป และนำด้วงหนวดยาวไปทำลาย
    3. ใช้อวนตาข่ายถี่พันรอบลำต้นป้องกันด้วงหนวดยาวตัวเต็มวัยมาวางไข่
    4. กรณีพบการระบาดให้ใช้สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล (Ascend 5 % SC) ฉีดพ่นในอัตราส่วน 80 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร

    อ่านต่อ
    วันที่ 25 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    เตือนชาวสวนทุเรียน เฝ้าระวัง 3 โรคทุเรียนในระยะพัฒนาผล
    เตือนชาวสวนทุเรียนเฝ้าระวัง 3 โรคทุเรียนในระยะพัฒนาผล ให้น้ำใส่ปุ๋ยให้เพียงพอ พร้อมใช้เชือกโยงกิ่งและผลป้องกันผลร่วงและลำต้นหักโค่น ทุเรียนในภาคตะวันออกจะอยู่ในช่วงระยะพัฒนาของผล และโรคทุเรียนที่พบการระบาดในช่วงนี้มีหลายโรคที่สำคัญ เช่น โรครากเน่าและโคนเน่า โรคราแป้ง และโรคใบจุดใบไหม้ จึงขอแนะนำให้เกษตรกรหมั่นสำรวจสวนอย่างสม่ำเสมอ
     
     
    หากพบการระบาดของโรครากเน่าและโคนเน่า ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคนำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช หากพบอาการโรคบนกิ่งหรือที่โคนต้น ถากหรือขูดผิวเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออก แล้วทาแผลด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โดยสามารถใช้ตามคำแนะนำในการป้องกันกำจัดโรครากเน่าและโคนเน่า เช่น ฟอสอีทิล–อะลูมิเนียม 80% WP อัตรา 30-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เมทาแลกซิล 25% WP อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    นอกจากนี้ ในช่วงที่อากาศแห้งแล้งและเย็นอาจพบการระบาดของโรคราแป้ง ให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไพราโซฟอส 29.4% W/VEC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    ส่วนโรคใบจุดใบไหม้พบได้ทั้งในช่วงฤดูฝนและฤดูแล้ง แต่จะพบมากในช่วงฤดูแล้ง หากพบอาการของโรคให้พ่นสารป้องกันกำจัดโรคพืช อะซอกซีสโตรบิน 25% SC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
     
     
    สำหรับการให้น้ำในช่วงเริ่มติดผลได้ 1 สัปดาห์ แนะนำให้ค่อยๆเพิ่มปริมาณการให้น้ำขึ้นเรื่อยๆ และสามารถให้น้ำในอัตราปกติหลังการติดผล 3 สัปดาห์ การให้น้ำต้องให้อย่างเพียงพอและสม่ำเสมอ ตลอดช่วงพัฒนาการของผลทุเรียน และให้ใส่ปุ๋ยหลังการตัดแต่งผลครั้งสุดท้ายเพื่อส่งเสริมพัฒนาการของผล โดยใส่ปุ๋ยเมื่อผลมีอายุ 7 สัปดาห์ ร่วมกับการพ่นโปแตส เซียมไนเตรต เพื่อควบคุมการแตกใบอ่อน ตัดแต่งผลที่มีพัฒนาการผิดปกติ มีขนาดเล็ก หนามแดง หรือมีโรคแมลงเข้าทำลายให้ตัดทิ้ง และควรมีการโยงกิ่งและผลทุเรียนเพื่อป้องกันการหักโค่นของลำต้นและผลร่วง
    อย่างไรก็ตาม วิธีการที่ได้ผลที่สุดในการป้องกันกำจัดศัตรูพืชคือ การใช้วิธีแบบผสมผสาน เช่น การทำเขตกรรม ใช้พันธุ์ต้านทานเพื่อลดการเกิดโรค บำรุงดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืชเพื่อเพิ่มความแข็งแรงของพืช กำจัดวัชพืช ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง กำจัดส่วนที่เป็นโรคเพื่อลดประชากรของเชื้อสาเหตุ

    อ่านต่อ
    วันที่ 25 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น เตือนผู้ปลูกมะม่วง ในทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือด้วงหนวดยาวเจาะลำต้นมะม่วง ตัวเต็มวัยเป็นด้วงหนวดยาว เพศเมียวางไข่ในเวลากลางคืนโดยฝังไว้ใต้เปลือก หนอนจะกัดกินชอนไชตามเปลือกไม้ด้านใน ทำให้เกิดยางไหล หนอนอาจควั่นเปลือกจนรอบลำต้น ทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดทำลายเป็นเหตุให้ต้นมะม่วงทรุดโทรม ใบแห้ง และยืนต้นตายได้ สังเกตรอยทำลายได้จากขุยไม้ที่หนอนถ่ายออกมาบริเวณเปลือกลำต้น
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1.หมั่นสำรวจตรวจแปลงสม่ำเสมอ โดยสังเกตรอยแผล ซึ่งเป็นแผลเล็กและชื้น ที่ตัวเต็มวัยทำขึ้นเพื่อการวางไข่ พบให้ทำลายไข่ทิ้ง หรือถ้าพบขุยและการทำลายที่เปลือกไม้ให้ใช้มีดแกะและจับหนอนทำลาย
    2.กำจัดแหล่งขยายพันธุ์โดยตัดต้นที่ถูกทำลายรุนแรง จนไม่สามารถให้ผลผลิตเผาทิ้ง
    3.กำจัดตัวเต็มวัย โดยใช้ไฟส่องจับตัวเต็มวัยตามต้น ในช่วงเวลา 20.00 น. ถึงเช้ามืด หรือใช้ตาข่ายดักปลาตาถี่พันรอบต้นหลายๆทบ เพื่อดักตัวด้วง
    4.กรณีที่มีการระบาดรุนแรง ควรป้องกันการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาวโดยใช้สารป้องกันกำจัดแมลง เช่น อิมิดาคลอพริด 10% เอสเอล อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะเซทามิพริด 20% เอสพี อัตรา 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไธอะมีโทแซม 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร ให้ทั่วบริเวณต้นและกิ่งขนาดใหญ่

    อ่านต่อ
    วันที่ 19 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังด้วงแรดมะพร้าวในมะพร้าว

    สภาพอากาศร้อน มีฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกมะพร้าวในระยะยังไม่ให้ผลผลิตและให้ผลผลิตแล้ว รับมือด้วงแรดมะพร้าว ตัวเต็มวัยเข้าทำลายพืช โดยการบินขึ้นไปกัดเจาะโคนทางใบหรือยอดอ่อนของมะพร้าว รวมทั้งเจาะทำลายยอดอ่อนที่ยังไม่คลี่ ทำให้ใบที่เกิดใหม่ไม่สมบูรณ์ มีรอยขาดแหว่งเป็นริ้ว ๆ คล้ายหางปลา หรือรูปพัด ถ้าโดนทำลายมาก ๆ จะทำให้ใบที่เกิดใหม่แคระแกร็น รอยแผลที่ถูกด้วงแรดมะพร้าวกัดเป็นเนื้อเยื่ออ่อนทำให้ด้วงงวงมะพร้าวเข้ามาวางไข่ หรือเป็นทางให้เกิดยอดเน่า จนถึงต้นตายได้ในที่สุด ด้วงแรดมะพร้าวในระยะตัวหนอน ส่วนใหญ่พบตามพื้นดินในบริเวณที่มีการกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก จะกัดกินและทำลายระบบรากของมะพร้าวปลูกใหม่ ทำให้พบอาการยอดเหี่ยวและแห้งเป็นสีน้ำตาล ต้นแคระแกร็นไม่เจริญเติบโต


    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. วิธีเขตกรรม ทำความสะอาดบริเวณสวนมะพร้าวเพื่อกำจัดแหล่งขยายพันธุ์ เป็นวิธีที่ใช้ได้ผลดีมานาน ถ้ามีกองปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก กองขยะ กองขี้เลื่อย แกลบ ควรกำจัดออกไปจากบริเวณสวน หรือกองให้เป็นที่ แล้วหมั่นกลับเพื่อตรวจดู หากพบหนอนให้จับมาทำลายหรือเผากองขยะนั้นเสีย ส่วนของลำต้นและตอมะพร้าวที่โค่นทิ้งไว้ หรือมะพร้าวที่ยืนต้นตายควรโค่นลงมาเผาทำลาย ต้นมะพร้าวที่ถูกตัดเพื่อปลูกทดแทน ถ้ายังสดอยู่เผาทำลายไม่ได้ ควรทอนออกเป็นท่อนสั้น ๆ นำมารวมกันไว้ ปล่อยให้ผุสลาย ล่อให้ด้วงแรดมาวางไข่ ด้วงแรดจะวางไข่ตามเปลือกมะพร้าวที่อยู่ติดกับพื้นดินเพราะมีความชุ่มชื้นสูงและผุเร็ว เผาทำลายท่อนมะพร้าวเพื่อกำจัดทั้งไข่ หนอน และดักแด้ของด้วงแรดมะพร้าว ตอมะพร้าวที่เหลือให้ใช้น้ำมันเครื่องใช้แล้วราดให้ทั่วตอเพื่อป้องกันการวางไข่ได้
    2. การใช้ชีววิธี ใช้เชื้อราเขียวเมตาไรเซียม (Metarhizium sp.) ใส่ไว้ตามกองขยะ กองปุ๋ยคอก หรือท่อนมะพร้าวที่มีหนอนด้วงแรดมะพร้าวอาศัยอยู่ เกลี่ยเชื้อให้กระจายทั่วกอง เพื่อให้เชื้อมีโอกาสสัมผัสกับตัวหนอนให้มากที่สุด รดน้ำให้ความชื้น หาวัสดุ เช่น ใบมะพร้าวคลุมกองไว้ เพื่อรักษาความชื้นและป้องกันแสงแดด เชื้อจะทำลายด้วงแรดมะพร้าวทุกระยะการเจริญเติบโต
    3. การใช้สารเคมี
    3.1 ต้นมะพร้าวอายุ 3-5 ปี ซึ่งยังไม่สูงมากนัก ใช้ลูกเหม็นใส่บริเวณคอมะพร้าวที่โคนทางใบรอบ ๆ ยอดอ่อน ทางละ 2 ลูก ต้นละ 6-8 ลูก กลิ่นของลูกเหม็นจะไล่ไม่ให้ด้วงแรดมะพร้าวบินเข้าไปทำลายคอมะพร้าว
    3.2 ใช้สารฆ่าแมลงไดอะซินอน 60% EC อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณคอมะพร้าวตั้งแต่โคนยอดอ่อนลงมาให้เปียก โดยใช้ปริมาณ 1-1.5 ลิตรต่อต้น ทุก 15-20 วัน ควรใช้ 1-2 ครั้ง ในช่วงระบาด


    อ่านต่อ
    วันที่ 17 เมษายน 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    การป้องกันกำจัดหนอนหัวดำ
    วันที่ 28 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคผลเน่าในสละ
    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนชื้น ฝนตกบางแห่ง เตือนผู้ปลูกสละในระยะออกดอกและติดผล รับมือโรคผลเน่า เปลือกของผลสละจะมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยสีขาวหรือขาวอมชมพูของเชื้อราเกิดขึ้น เส้นใยจะแทงทะลุเปลือกเข้าไปในผล ทำให้เปลือกเปราะ แตก เนื้อสละด้านในเน่า ผลร่วง เมื่อเชื้อราเจริญเต็มที่เส้นใยจะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ผลทะลายอื่น ๆ ได้
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. ควรตัดแต่งทางใบที่แก่หมดสภาพ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่างๆ ให้มีการถ่ายเทของอากาศ ไม่ให้มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป
    2. ตรวจแปลงสม่ำเสมอ เก็บผลที่เป็นโรคออกจากแปลงไปเผาทำลาย เก็บเผาทำลายเศษซากพืชและผลเป็นโรคที่ร่วงอยู่ใต้ต้น เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม
    3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชชนิดใดชนิดหนึ่งดังนี้ ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ทีบูโคนาโซล+ ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2 เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 7 วัน

    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยเพลี้ยไฟในมะกรูด

    ภาพถ่ายโดย JodMar

     
    สภาพอากาศที่ฝนตกบางพื้นที่ อากาศร้อนในตอนกลางวัน เกษตรกรผู้ปลูกมะกรูดในทุกระยะการเติบโต เฝ้าระวังเพลี้ยไฟศัตรูตัวร้ายของมังคุด
    ลักษณะของเพลี้ยไฟ เพลี้ยไฟ เป็นแมลงปากดูดที่มีลักษณะเล็กมาก มีรูปร่างเรียว ลำตัวยาวประมาณเพียง 2 มิลลิเมตร ตัวอ่อนจะไม่มีปีก ลำตัวสีน้ำตาลอ่อนออกไปทางเหลือง ส่วนตัวเต็มวัยจะมีสีน้ำตาลเข้ม หรือน้ำตาลดำ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะเคลื่อนที่ได้เร็วมาก ทำให้สังเกตได้ยาก
    ลักษณะของมะกรูดเมื่อถูกทำลายโดยเพลี้ยไฟ
    1. ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยทำลายโดยการดูดน้ำเลี้ยงจากส่วนต่าง ๆ ของมะกรูด
    2. เพลี้ยไฟเข้าทำลายตั้งแต่มะกรูดติดผล ภายหลังกลีบดอกร่วงหมด เกิดเป็นรอยแผลบนผิวของมะกรูดเป็นทางสีเทาเงิน
    3. ระยะแตกยอดอ่อนและใบอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต แคระแกร็น หงิกงอ และใบไหม้
    วิธีป้องกันเพลี้ยไฟ
    1. สำรวจและหมั่นตรวจสอบต้นมะกรูดและสวนเป็นประจำ
    2. หากพบเจอต้นที่ถูกทำลายจนมีความเสียหายจนทรุดโทรม ให้รีบทำลายทิ้งเพื่อตัดวงจรชีวิตของเพลี้ยไฟ

    อ่านต่อ
    วันที่ 14 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนเจาะเมล็ดทุเรียน
    วันที่ 14 มีนาคม 2567
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยการเกษตร : เพลี้ยไฟ (Thrips) ในทุเรียน

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน เตือนผู้ปลูกทุเรียนในระยะออกดอก ติดผล รับมือการระบาดของเพลี้ยไฟ ทั้งตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนต่างๆ ของพืช ในช่วงใบอ่อนหรือยอดอ่อนโดยอาศัยอยู่ตามซอกใบ เมื่อพืชโตขึ้นก็จะถูกทำลายปลายใบจะเหี่ยวขอบใบจะม้วนเข้าหากลางใบ ใบโค้ง แห้งหงิกงอ และไหม้

    การทำลายในช่วงดอก ทำให้ดอกแห้ง ดอกและก้านดอกเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแคระแกร็น ร่วงได้และในช่วงผลอ่อน ทำให้ชะงักการเจริญเติบโต หนามเป็นแผลและเกิดอาการปลายหนามแห้ง ผลไม่สมบูรณ์และเคระแกร็น

     

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 13 มีนาคม 2567
แสดง 1 - 20 จาก 134
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู