แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 4 จาก 4
หน้า
  • แจ้งเตือน
    เตือนภัยการเกษตร ช่วงวันที่ 23-29 พฤษภาคม 2561

    อากาศร้อน มีแสงแดดจัด สลับกับท้องฟ้ามืดครึ้มบางช่วงของวัน และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ ส่งผลให้

    1.พริก  ระยะการเจริญเติบโตทางด้านลำต้น  ระวัง

    - โรคเหี่ยว(เชื้อรา Fusarium oxysporum) อาการเริ่มแรก พบใบพริกที่อยู่บริเวณด้านล่างของต้นมีสีเหลือง แล้วขยายลุกลามไปยังใบที่อยู่ด้านบน ต่อมาใบส่วนยอดจะเหี่ยวลู่ลงและร่วงหลุดจากต้น ส่วนใหญ่มักเกิดโรคในระยะติดดอกและผลจึงทำให้ดอกและผลอ่อนร่วงไปพร้อมกับใบ กิ่งหรือแขนงที่ยังอ่อนจะเปลี่ยนเป็นสี
    น้ำตาลแล้วแห้งตาย 

    - โรคที่มีสาเหตุจากไวรัส  ได้แก่  โรคใบด่าง  โรคเส้นใบด่างประ  โรคใบหงิกเหลือง

    2.หอมแดง  ระยะเริ่มปลูก  ระวัง

    - โรคแอนแทรคโนส หรือโรคหอมเลื้อย หรือโรคหมานอน(เชื้อราColletotrichum gloeosporioides) อาการของโรค พบได้บนใบ กาบใบ คอ หรือสวนหัว โดยเริ่มแรกพบจุดช้ำน้ำขนาดเล็กสีเขียวหม่น ต่อมาขยายใหญ่เป็นแผลรูปกลมหรือรีเนื้อแผลยุบลงเล็กน้อย บนแผลมีหยดของเหลวสีชมพูอมส้มเมื่อแห้งจะเห็นเป็นตุ่มเล็กๆสีน้ำตาลดำ เรียงเป็นวงรีซ้อนกันหลายชั้น ถ้าแผลขยายใหญ่หรือหลายแผลมาชนกันจะทำให้หักพับ
    แห้งตาย หรือเน่าตายทั้งต้น ทำให้ผลผลิตลดลง

    3.ลำไย  ระยะเก็บเกี่ยว/แตกใบอ่อน  ระวังหนอนชอนใบ โดยหนอนเริ่มเจาะที่ฐานเส้นกลางใบแล้วเคลื่อนไปทางปลายใบก่อนถึงปลายใบหนอนจะชอนไชเข้าไปในส่วนเนื้อของใบ รอยที่หนอนเจาะเข้าไปจะพบมูลหนอนอยู่ด้วย เมื่อหนอนโตเต็มที่แล้วจะออกมาเข้าดักแด้ข้างนอกตามใบลำไย โดยชักใยห่อหุ้มตัวเองอยู่ภายใน ถ้ามีการระบาดรุนแรง ใบอ่อนจะถูกหนอนทำลายหมด

    4.องุ่น  ระยะแตกใบอ่อน  ระวังหนอนกระทู้หอม หนอนกัดกินทุกส่วนขององุ่น และทุกระยะพัฒนาได้แก่ ใบ ดอก และผล พบทุกฤดูกาลที่ปลูก เช่น ในองุ่นต้นใหม่ที่จะเจริญเพื่อการเลี้ยงกิ่งให้มีการแตกกิ่งมากและมีความอุดมสมบูรณ์ของต้นดีและสำหรับองุ่นอายุมากกว่า ๑ ปีที่ให้ผลผลิตพบทำความเสียหายต่อผลผลิตโดยตรง คือกัดกินช่อดอก และผลอ่อน นอกจากนี้ทำความเสียหายใบอ่อนหรือยอดที่เจริญเมื่อถูกทำลายมากการสะสมอาหารลดลงโอกาสที่จะติดดอกและผลค่อนข้างต่ำ ในระยะพัฒนาผลเมื่อใบถูกทำลายมากๆ
    ทำให้ช่อผลองุ่นถูกแดดเผา สีผิวของผลเปลี่ยนไปและไม่เป็นที่ต้องการของตลาด

     

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 22 พฤษภาคม 2561
  • แจ้งเตือน
    ประมงเตือน อากาศแปรปปรวน ระวังโรคระบาดปลาในกระชัง

    นายอดิศร พร้อมเทพ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ประเทศไทยอยู่ในช่วงเปลี่ยนฤดูจากฤดูร้อนเข้าสู่ฤดูฝน ทำให้อากาศแปรปรวนมีแดดร้อนจัดสลับกับมีฝนตกหนัก ซึ่งจะมีผลกระทบต่อสุขภาพปลาที่เลี้ยงเกิดความเครียด อ่อนแอ และติดเชื้อโรคได้ง่าย โดยเฉพาะปลาที่เลี้ยงในกระชังแม่น้ำ ลำน้ำ อ่างเก็บน้ำและคลองส่งน้ำต่างๆ

    โดยโรคปลาที่ควรเฝ้าระวังในช่วงนี้ อาทิ โรคที่เกิดจากปรสิต เช่น เห็บระฆัง ปลิงใส เห็บปลา เหาปลา และหมัดปลา โดยปลาที่มีปรสิตจะมีลักษณะอาการ เช่น ว่ายน้ำผิดปกติ หายใจถี่ มีจุดแดงตามผิวลำตัว เพื่อเป็นการป้องกันโรคและกระตุ้นให้ปลาแข็งแรง คือ เสริมอาหารประเภทสารผสมล่วงหน้า เช่น วิตามินซี โปรไบโอติก เป็นต้น ควรทำความสะอาดกระชังเพื่อกำจัดตะกอนและเศษอาหารออกให้หมด เป็นการตัดวงจรชีวิตปรสิต การกำจัดปรสิตในปลาที่เลี้ยงในบ่อ ทำได้โดยการใช้ด่างทับทิม 1-2 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน หรือไตรคลอร์ฟอน 0.25 กรัมต่อน้ำ 1 ตัน แต่หากเป็นปลาที่เลี้ยงไว้ในกระชัง ให้ใช้ผ้าใบหุ้มกระชังก่อนสาดสารเคมี และยังสามารถแช่ขวดหรือถุงด่างทับทิม หรือถุงเกลือ ไว้ในกระชังเป็นจุดๆ เพื่อช่วยลดปริมาณปรสิตที่อยู่ในกระชังและลดความเครียดให้ปลา โรคที่เกิดจากแบคทีเรีย เช่น สเตรปโตคอสคัส แอโรโมแนส ฟลาโวแบคทีเรียม ซึ่งแบคทีเรียดังกล่าวนี้ เป็นแบคทีเรียนักฉวยโอกาสที่สามารถพบได้ตามแหล่งน้ำทั่วไป กล่าวคือ มันจะเข้าไปทำอันตรายปลาเมื่อปลาอ่อนแอและแพร่กระจายอย่างรวดเร็วผ่านทางกระแสเลือด โดยปลาจะมีอาการ ซึม ไม่กินอาหาร มีแผลเลือดออกตามลำตัวและอวัยวะต่างๆ มีตุ่มฝีที่บริเวณใต้คางและผิวลำตัว ตาขุ่น ฉะนั้น ควรรีบนำปลามาตรวจวินิจฉัยโรค เพื่อตรวจสอบชนิดแบคทีเรียและประสิทธิภาพของยาต้านจุลชีพที่จะใช้ให้เหมาะกับชนิดของแบคทีเรีย ก่อนนำยาดังกล่าวผสมอาหารให้กินตามคำแนะนำในฉลาก


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2561
  • แจ้งเตือน
    เตือนชาวไร่องุ่น เฝ้าระวังการระบาด เพลี้ยไฟ

    กรมวิชาการเกษตร ประกาศแจ้งเตือนเกษตรกรผู้ปลูกองุ่น ในระยะนี้ขอให้เฝ้าระวังและสังเกตการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ มักพบในระยะเก็บเกี่ยวผลผลิต โดยตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากเซลล์พืชที่ยอดอ่อน ใบอ่อน ช่อดอก และช่อผล ทำให้เกิดแผลสีน้ำตาล บริเวณใกล้ขั้วช่อองุ่น ดอก ใบ และผล บ้างเกิดสะเก็ดแผลตามช่อผลองุ่น เมื่อผลองุ่นขยายผลโตขึ้นบริเวณที่ถูกทำลายจะแตก และเป็นช่องทางให้โรคองุ่นเข้าทำลายได้ ส่วนช่อหรือยอดอ่อนที่ถูกทำลายตั้งแต่เล็กจะชะงักการเจริญเติบโต ทำให้ช่อดอก ใบ หรือผลแคระแกร็น

    สำหรับแนวทางในการป้องกันกำจัด ให้เกษตรกรตัดแต่งกิ่ง ยอดอ่อน ตายอด และตาข้างอย่างสม่ำเสมอ เพราะเพลี้ยไฟมักทำลายยอดองุ่นที่แตกใหม่ หลีกเลี่ยงการปลูกองุ่นในพื้นที่ใกล้เคียงพืชอาศัย อาทิ มะม่วง ด้วยเพลี้ยไฟเป็นแมลงศัตรูพืชที่มีขนาดเล็ก สามารถปลิวตามลมระบาดจากสวนมะม่วงไปยังสวนองุ่นได้ง่าย ส่วนในช่วงฤดูที่ต้นองุ่นออกดอก เกษตรกรควรหมั่นตรวจดูเพลี้ยไฟในแหล่งที่มีพืชอาศัยอื่นๆ เช่น มะม่วง โดยเฉพาะให้ตรวจดูบริเวณด้านที่อยู่ใต้ลมและบริเวณขอบแปลง หากพบให้พ่นด้วยสารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตรหรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน

    เมื่อพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เกษตรกรควรดำเนินการป้องกันกำจัดด้วยการพ่นสารฆ่าแมลงชนิดที่ไม่มีผลกระทบต่อองุ่น อาทิ สารฆ่าแมลงฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารอิมิดาโคลพริด 10% เอสแอล อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร จะสามารถลดปริมาณและป้องกันกำจัดควบคุมเพลี้ยไฟได้นาน 5 วัน


    อ่านต่อ
    วันที่ 15 พฤษภาคม 2561
  • แจ้งเตือน
    โรคพุ่มแจ้ระบาด พบไร่มันสำปะหลัง ระยอง - จันทบุรี อ่วมหนัก

    กรมวิชาการเกษตร ประกาศเตือนเกษตรกรไร่มันสำปะหลัง 11 จังหวัด เฝ้าระวัง "โรคพุ่มแจ้" หลังตรวจสอบพบพื้นที่ระบาดกว่า 30% โดยเฉพาะระยองและจันทบุรี เตือนหมั่นสำรวจแปลงสม่ำเสมอ ใช้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค ให้ปุ๋ย น้ำ และบำรุงดินอย่างเพียงพอ เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานการเกิดโรค

    นายอุทัย นพคุณวงศ์ รองอธิบดีกรมวิชาการเกษตรเปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆนี้กรมวิชาการเกษตรได้ลงพื้นที่สำรวจแปลงปลูกมันสำปะหลังของเกษตรกรจำนวน 11 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกำแพงเพชร กาญจนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี ปราจีนบุรี สระแก้ว นครราชสีมา บุรีรัมย์ และกาฬสินธุ์ พบอาการแตกพุ่มแจ้ ระบาดในแปลงมันสำปะหลังมากกว่า 30 เปอร์เซ็นต์ โดยพบมากที่สุดที่ จ.ระยอง และจันทบุรี สาเหตุเกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมา โดยอาการของโรคพุ่มแจ้ มีผลทำให้ส่วนยอดของต้นมันสำปะหลังแคระแกรน พืชแตกตาข้างมาก ใบเล็กลดรูป ข้อถี่สั้น ใบมีอาการเหลือง ท่อน้ำท่ออาหารเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล ผลผลิตหัวมันลดลง ทั้งขนาดและจำนวนของหัวมันต่อต้น โดยหัวมันที่เป็นโรคจะมีน้ำหนักเบา

    โรคพุ่มแจ้แพร่ระบาดโดยท่อนพันธุ์และแมลงพาหะ ดังนั้น แนะนำให้เกษตรกรสำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เนื่องจากเป็นเชื้อสามารถเข้าทำลายต้นมันสำปะหลังได้ทุกฤดูกาลเมื่อต้นอ่อนแอ หากพบโรคพุ่มแจ้ ให้กำจัดต้นที่เป็นโรคด้วยการเผาทำลาย และกำจัดวัชพืชในแปลงอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการระบาดและจำกัดพื้นที่การระบาดของโรคพุ่มแจ้ไม่ให้ขยายวงกว้าง บำรุงดูแลต้นมันสำปะหลังให้เติบโตสมบูรณ์แข็งแรง โดยให้ปุ๋ย น้ำ และปรับปรุงดินอย่างพอเพียง จะช่วยเพิ่มภูมิต้านทานต่อการเกิดโรค และเพื่อป้องกันการระบาดของ โรคควรใช้ท่อนพันธุ์จากต้นพันธุ์แปลงที่ปลอดโรคหรือแปลงพันธุ์สะอาด หากมีข้อสงสัยสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร หมายเลขโทรศัพท์ 0-2579-9588




    อ่านต่อ
    วันที่ 2 พฤษภาคม 2561
แสดง 1 - 4 จาก 4
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู