ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 208
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    ขอวิธีกำจัดแมลงหวี่ขาวในขึ้นฉ่ายครับ ระบาดรุนแรงมากครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 21 มกราคม 2562
    วิธีป้องกันกำจัด "แมลงหวี่ขาว" 1. ใช้เชื้อราบิวเวอร์เรีย (Beauveria bassiana) โดยใช้สารละลายสปอร์ที่ความเข้มข้น 108 สปอร์ต่อมิลลิลิตร พ่นให้ทั่วใบและยอดขึ้นฉ่าย ซึ่งจะได้ผลดีเมื่อใช้กับตัวอ่อนแมลงหวี่ขาววัย 1-2 หรือใช้เชื้อสด อัตรา 1 กิโลกรัมต่อน้ำ 40 ลิตร 2. การใช้สารเคมี อิมิดาโคลพริด (โปรวาโด 70% ดับบลิวจี) อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมี โทแซม (แอคทารา 25 ดับบลิวจี 25% ดับบลิวจี) อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน (สตาร์เกิล 10% ดับบลิวพี) อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือปิโตรเลียมออยล์ (เอสเค 99 83.9% อีซี) อัตรา 150 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือบูโพรเฟซิน (นาปาม 25% ดับบลิวพี หรือแอปพลอด 25% ดับบลิวพี) อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไวท์ออยล์ (ไวท์ออยล์ 67% อีซี) อัตรา 150 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หมายเหตุ : เพื่อป้องกันการสร้างความต้านทานต่อสารป้องกันกำจัดแมลง ไม่ควรใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันเกิน 2 ครั้ง 3. ใช้แมลงศัตรูธรรมชาติ ทั้งตัวห้ำและตัวเบียน เช่น แตนเบียน Encrasia sp., แมลงช้างปีกใส Chrysopa spp., ด้วงเต่า Coccinella spp. และแมงมุมสกุลไลคอซา (Lycoza sp.) และออกซีออพิส(Oxyopes sp.)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูสัตว์
    รบกวนสอบถามว่า หนอนชนิดนี้คือหนอนอะไรคะ แล้วมีวิธีกำจัดอย่างไร ก่อนหน้านี้นำขุยมะพร้าวมาฟักไข่จิ้งหรีด แล้วหนอนตัวนี้ฟักออกมาพร้อมกับจิ้งหรีด จากนั้นจำนวนจิ้งหรีดที่เคยผลิตได้จำนวนมากก็ลดลงไปเยอะเลย ตอนนี้เกษตรกรขาดทุนไปเยอะมากแล้วค่ะ รบกวนด้วยนะคะ ขอบคุณมากค่ะ (ส่งภาพหนอน และตัวเต็มวัยมาด้วยค่ะ) ข้อมูลเบื้องต้น : ครั้งแรกที่นำขุยมะพร้าวมาใช้ฟักไข่จิ้งหรีดแล้วมีหนอนฟักออกมา คือช่วงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2561 คิดว่าหนอนโตขึ้นมาเป็นแมลงที่ดูไร้พิษภัยก็เลยไม่ได้กำจัดทิ้ง วันนี้จิ้งหรีดตายกองกันเป็นจำนวนมากเลย แล้วบ่อจิ้งหรีดทุกบ่อก็มีแต่หนอนเต็มไปหมดเลยค่ะ ก่อนหน้านี้ได้ทำความสะอาดบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดด้วยการกวาดคราบและมูลจิ้งหรีดภายในบ่อมารวมๆ กัน แล้วตักใส่กระสอบ หนอนก็ถูกตักออกมาจากบ่อด้วยเป็นจำนวนมาก คิดเองว่า ถ้ามัดปากกระสอบแล้วทิ้งไว้หนอนน่าจะตาย แต่น่าจะคิดผิดค่ะ เพราะพอลองเปิดกระสอบดู ก็พบว่าหนอนยังมีชีวิตอยู่ แล้วก็ลอกคราบกลายเป็นแมลงปีกแข็งตัวสีดำแบบในภาพที่แนบมาเลยค่ะ แล้วแมลงนั้นก็กัดแทะกระสอบจนเป็นรูแล้วบินออกไปผสมพันธุ์กัน และกลับไปวางไข่จำนวนมากในบ่อเลี้ยงจิ้งหรีดในตอนกลางคืน (ในช่วงกลางวันจะซ่อนตัวอยู่ตามบริเวณต่างๆ ของบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด แต่พอตอนกลางคืนจะออกจากที่ซ่อน แล้วบินออกมาผสมพันธุ์กันบริเวญบ่อเลี้ยงจิ้งหรีด เหมือนจะลงไปวางไข่ในบ่อจิ้งหรีดด้วยค่ะ)
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 มกราคม 2562
    ชนิดของแมลงคือ Dermestes maculatus, Coleoptera ชอบกินซากสัตว์ที่ตายแล้ว เป็นศัตรูที่รบกวนการเพาะจิ้งหรีด การจัดการ : คาดว่าตอนนี้เกิดการปนเปื้อนแมลงจากกากมะพร้าว ถ้าใช้สารป้องกันกำจัดแมลง...จิ้งหรีดก็จะตายด้วย เบื้องต้นจึงแนะนำให้แยกกากมะพร้าวที่ปนเปื้อนออกมาทำลายทิ้งก่อนอันดับแรก ต้องรื้อวัสดุที่เลี้ยงออกแล้วเปลี่ยนใหม่ โดยหาแหล่งซื้อวัสดุแหล่งใหม่ที่ไม่มีการปนเปื้อนและเชื่อถือได้ แล้วให้ทำความสะอาดโรงเรือนไม่ให้มีเศษซากที่เป็นอาหารของมันออกทั้งหมด ถ้าบ่อเลี้ยงใส่น้ำได้ หลังจากทำความสะอาดแล้วแนะนำให้แช่ด้วยน้ำปูนขาว ก่อนที่จะปิดโรงเรือนแล้วรมควันด้วยฟอสฟิน ถ้าหากระบบเลี้ยงสามารถปิดได้อย่างสมบูรณ์ หรือใช้ ฟีโพรนิล หรือแอสเซน โดยใช้อัตราครึ่งหนึ่งของอัตราแนะนำข้างขวด การกำจัดด้วยสารเคมีจะมีผลตกค้างในระยะหนึ่ง โดยที่สารเคมีจะสลายตัวภายใน 2 สัปดาห์ถึงจะเริ่มเลี้ยงรอบใหม่ได้ ปัญหาส่วนหนึ่งน่าจะมาจากอาหารเลี้ยงจิ้งหรีดด้วย เนื่องจากแมลงพวกนี้ชอบกินผลผลิตพวกปลาแห้ง หรืออาหารแห้ง และที่สำคัญมันสามารถกินซากจิ้งหรีดได้ด้วย ดังนั้นน่าจะต้องกำจัดต้นตอ คือ ตรวจเช็กอาหารก่อน ว่ามีด้วงอยู่ในนั้นหรือไม่ และรีบกำจัดทิ้ง และให้หมั่นตรวจสอบอาหารสำเร็จรูปโดยการสุ่มอาหารมาเช็กด้วย เพราะจากภาพที่ส่งมาจะเห็นว่าโรงเก็บวัสดุเป็นแบบเปิด น่าจะดึงดูดแมลงพวกนี้มาด้วยส่วนหนึ่ง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 14 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    สวัสดีครับ พอมีข้อมูลของ PSB (Photosynthetic Bacteria) หรือจุลินทรีย์ในกลุ่มสังเคราะห์แสงที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตของพืชผักและพืชไร่ไหมครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 มกราคม 2562
    จุลินทรีย์สังเคราะห์แสง (Photosybthetic Bacteria; PSB) เป็นแบคทีเรียที่พบกระจายทั่วไปในธรรมชาติ บทบาทของจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมีความสำคัญในกระบวนการนำก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ไปใช้ (CO2 - Assimilation) และการตรึงไนไตรเจน (Nitrogen Fixation) และยังมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อาหาร ซึ่งสัตว์ขนาดเล็กจำพวก ปลา กุ้ง หอย และปู สามารถนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงมาใช้เป็นอาหารได้ นอกจากนี้สามารถใช้ในการบำบัดน้ำเสียจากบ้านเรือนและน้ำเสียจากการทำปศุสัตว์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้จะเห็นว่าเป็นจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์มาก จึงถูกนำมาใช้ในทางการเกษตรด้วย สำหรับจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงที่นำมาใช้ในการเกษตรและสิ่งแวดล้อม ส่วนใหญ่จะอยู่ในกลุ่มจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสีม่วงกลุ่มไม่สะสมกำมะถัน แบคทีเรียชนิดนี้เมื่ออยู่ในสภาวะที่มีแสงก็จะเกิดกระบวนการที่ใช้แสง ถ้าสิ่งแวดล้อมไม่มีแสงก็เปลี่ยนมาใช้อีกกระบวนการที่ไม่ใช้แสงทำให้มีชีวิตอยู่ได้ ฉะนั้นจึงสามารถใช้ประโยชน์จากการกระบวนการดำรงชีวิตนี้มาใช้ในการบำบัดของเสีย และการบำบัดดิน ส่วนการใช้ประโยชน์ ในประเทศญี่ปุ่นใช้เพิ่มผลผลิตข้าวได้ถึง 3 เท่า และทำให้เมล็ดข้าวใหญ่ขึ้น 2 เท่า ทั้งนี้แบคทีเรียยังช่วยปรับสภาพดินให้เหมาะสมกับการดูดซึมสารอาหาร เพราะในระยะข้าวตั้งท้องดินบริเวณรากข้าวจะมีสภาวะที่ไม่มีออกซิเจน ทำให้แบคทีเรียในกลุ่มแอนแอโรบิคแบคทีเรียเจริญได้ดี จึงสร้างก๊าซไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S) ไปยับยั้งกระบวนการสร้างเมตาโบลิซึมของรากข้าว ซึ่งเป็นพิษต่อราก แต่เมื่อนำจุลินทรีย์สังเคราะห์แสงใส่ลงในดินในระยะเวลาดังกล่าว จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงจะเปลี่ยนไฮโดรเจนซัลไฟด์ให้อยู่ในรูปของสารประกอบซัลเฟอร์ที่ไม่เป็นพิษต่อรากข้าว จึงส่งผลให้รากข้าวเจริญงอกงามมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ต้นข้าวก็แข็งแรงขึ้น ผลผลิตข้าวก็จะมากขึ้นตามไปด้วย จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังใช้เป็นอาหารเสริมให้แก่สัตว์ เนื่องจากแบคทีเรียมีโปรตีนที่จำเป็นต่อสัตว์ อีกทั้งแบคทีเรียบางสายพันธุ์ยังผลิตสารแคโรทีนอยด์ (Carotenoid) ซึ่งมีสีแดงออกส้ม เมื่อผสมอาหารให้ไก่กินจะช่วยเพิ่มสีให้ไข่แดงของไก่ สารดังกล่าวได้จากธรรมชาติจึงมีความปลอดภัยกว่าสารสังเคราะห์ จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงสีม่วง (Purple Photosynthetic Bacteria) ที่น่าสนใจมี 5 สายพันธุ์ คือ SS3, SS4, FS3, SH5, และ ES16 แต่ในจำนวน 5 สายพันธุ์นี้ SS3 (Rhodobacter capsulatus) มีการเจริญเติบโตดีที่สุด และสามารถผลิตสารเร่งความเจริญเติบโตของพืชได้สูงถึง 2 มิลลิโมลาร์ต่อลิตรหรือมากกว่า สายพันธุ์ SS3 ที่เข้ามามีบทบาทสำคัญในประเทศไทยมาจากประเทศญี่ปุ่น เมื่อประเทศญี่ปุ่นประกาศใช้จุลินทรีย์ SS3 เป็นวาระแห่งชาติในปี 2010 โดยมุ่งเน้นใน 3 แนวทาง คือ ด้านเกษตร ปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม เมื่อมีผู้นำจุลินทรีย์ SS3 จากญี่ปุ่นเข้ามาในเมืองไทย ก็ได้มีการเพาะขยายพันธุ์กันอย่างแพร่หลายในประเทศไทย และถือเป็นทางเลือกหนึ่งในการลดต้นทุน เพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้อีกทางหนึ่ง หน้าที่หลักของ PSB 1. เป็นแหล่งรวมแร่ธาตุต่างๆ ที่มีประโยชน์ เช่น กรดอะมิโน ,กรดนิวเคลียริค, สารประกอบและโพลีแซคคาไรด์ 2. ทำให้พืชโตเร็วขึ้น โดยใช้กระบวนการเพิ่มแร่ธาตุในดิน เช่น ไมคอริซ่า (Mycorrhiza), อาโซโตแบคเตอร์ (Azotobacter) 3. เป็นตัวทำกระบวนการรีไซเคิลให้กับ คาร์บอน , ไนโตรเจน , และสารประกอบจำพวกซัลเฟอร์ 4. เพิ่มผลผลิตให้แก่พืช 5. ป้องกันมลพิษทางอากาศ และช่วยกำจัดแร่ธาตุเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม 6. ช่วยลดแก๊สกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ในคอกเลี้ยง 7. ช่วยกำจัดของเสียและพิษ เช่น ไฮโดรเจนซันไฟด์, เมอร์แคปตัน, คลอไรด์ และไดอะมายด์ การใช้ประโยชน์ในแวดวงการเกษตร ใช้ในนาข้าว, พืชไร่, ไม้ผล, ไม้ประดับ, ปศุสัตว์ ฯลฯ เพื่อลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยหลัก ในกรณีใช้ต่อเนื่องยังช่วยลดก๊าชไข่เน่าในดิน ช่วยให้รากพืชขยายและดูดซึมปุ๋ยได้ดีขึ้น ส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะนาข้าว ส่วนในพืชชนิดอื่นๆ ก็เช่นกัน ช่วยให้รากพืชแข็งแรงสามารถดูดซึมสารอาหารได้มากขึ้น นอกจากนี้จุลินทรีย์สังเคราะห์แสงยังมีโปรตีนสูง มีวิตามินและแร่ธาตุมากมาย เช่น ไมคอริซ่า, อาโซโตแบคเตอร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นประโยชน์แก่พืชอย่างมาก พืชจึงมีความแข็งแรง ต้านทานโรคและแมลงต่างๆ ได้ดี วิธีขยายเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงใช้เอง 1. กรอกน้ำ เกือบเต็มขวดน้ำดื่มขนาด 1.5 ลิตร เหลือพื้นที่ไว้สัก 4-5 นิ้วจากปากขวด 2. ตอกไข่ใส่ภาชนะ (เปลือกไข่ไม่ต้องทิ้ง ตำหรือบดเปลือกไข่ให้ละเอียดแล้วผสมลงไป) ใส่ผงชูรส อัตราส่วน ไข่ 1 ฟอง ต่อผงชูรส 1 ช้อนชา 4. ตักใข่ที่ผสมแล้วใส่ลงไปในขวดน้ำที่เตรียมไว้ในข้อ 1 ขวดละ 1 ช้อนโต๊ะ เขย่าส่วนผสมให้เข้ากับน้ำ แล้วเติมหัวเชื้อจุลินทรีย์สังเคราะแสงลงไปขวดละ 100 มิลลิลิตร ปิดฝาขวดให้แน่น 5. นำขวดไปวางเรียงกันในที่ที่มีแสงส่องทั้งวัน หรือใช้ภาชนะใหญ่ใส่น้ำก่อนจะวางเรียงขวด เพราะว่าเชื้ออาจจะตาย เพราะความร้อนที่มากเกินไป 6. เขย่าขวดบ้าง หากมีแก๊สในขวดมากก็เปิดฝาระบายออกได้ รอจนกว่าจะเป็นสีแดงเข้มทั้งขวด จึงจะนำไปใช้ได้ การนำไปใช้ : นาข้าว ใช้ 1 ลิตรต่อไร่ สาดให้ทั่วไร่, สวน ใช้ 50 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลงดินขณะเตรียมปลูก หรือพ่นทางลำต้นและราก ทุกๆ 7-10 วัน, แปลงผักและดอกไม้ ใช้ 20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นลำต้นและราก ทุกๆ 5-7 วัน และยังสามารถช่วยเร่งให้พืช เช่น มะนาว มะเขือเทศ ส้ม มะม่วง มังคุด เป็นต้น ออกดอกได้อีกด้วย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 14 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    กำจัดหอยทากได้อย่างไรบ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 10 มกราคม 2562
    วิธีป้องกันกำจัดหอยทาก ทำได้ดังนี้ ๑. อย่ารดน้ําต้นไม้ในเวลาเย็น หรือกลางคืน เพราะหอยทากชอบความเปียกชื้น แต่ไม่ชอบ แสงแดด ดังนั้นพวกมันจึงจะพากันออกมาในเวลากลางคืน ๒. อย่าให้ในสวนมีกระป๋อง แผ่นไม้ หรือวัสดุที่มืดและชื้นอื่นๆ เพราะหอยทากจะใช้เป็นที่ซ่อนตัว ในเวลากลางวัน และวางไข่จนเพิ่มจำนวนหอยทากมากมายมหาศาลได้ ๓. โรยเปลือกไข่ ทรายหยาบ หรือหินเบาๆ ที่มีส่วนผสมซิลิกาไว้รอบๆ ต้นไม้ที่หอยทากชอบกิน เพราะหอยทากไม่สามารถคลานข้ามพื้นผิวขรุขระเข้าไปหาต้นไม้ได้ โดยพืชที่หอยทากชอบกินเป็นพิเศษ ก็เช่น ถั่วต่างๆ กะหล่ํา โหระพา สะระแหน่ สตรอว์เบอรี ดอกดาวเรือง เป็นต้น ๔. หาซื้อลวดทองแดงมาพันไว้รอบๆ กระถางต้นไม้ เพราะหอยทากไม่ชอบวัสดุที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดง จึงช่วยป้องกันหอยทากที่จะปีนขึ้นไปกัดกินต้นไม้ได้ ๕. ใช้กากกาแฟโรยรอบโคนต้นเพื่อไล่หอยทาก ๖. หมั่นพรวนดินกําจัดไข่หอยทาก ๗. ใช้เกลือเข้มข้นพ่น ๘. ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งเพื่อให้แสงส่องถึง เพราะหอยทากชอบความชื้น ๙. ขี้เลื่อย ขี้แกลบ ผงถ่าน หินภูเขาไฟ หอยทากไม่ชอบ เพราะทําให้ระคายเคือง ๑๐. นํากระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กํามือ มาตําให้ละเอียด แล้วนําไปแช่น้ํา 1 แกลลอน หรือ 16 ถ้วย (ตักเปลือกกระเทียมที่ลอยอยู่ทิ้งไป) แช่น้ําค้างคืนไว้ 1 คืนโดยไม่ต้องผสมสารจับใบ กรองน้ํากระเทียมด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ํานําไปพ่นตามใบผัก หรือพ่นตามกระถางต้นไม้และบริเวณโดยรอบๆ เพราะกระเทียมมีธาตุกํามะถันสูง กลิ่นของกระเทียมจึงช่วยขับไล่หอยทากได้ ๑๑. หอยทากไม่ชอบอะไรที่มีฤทธิ์เป็นด่าง ให้โรยปูนขาวไว้รอบๆ ต้นไม้ หรือแปลงปลูก เพื่อป้องกันไม่ให้หอยทากเข้าไปได้ นอกจากนี้ปูนขาวยังช่วยปรับสภาพดินให้เป็นกลางอีกด้วย ๑๒. จับทําลายเป็นอาหารสัตว์ ๑๓. อย่าปล่อยให้บ้าน หรือสวนรก สกปรก มีเศษใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้สุกเน่า เศษอาหาร ข้าวสุก หกหล่นอยู่ ตามพื้น เพื่อหยุดสร้างแหล่งอาหารให้แก่หอยทาก เมื่อหอยทากขาดแหล่งอาหารก็จะอพยพย้ายไปหา แหล่งอาหารใหม่ ๑๒. หากระบาดในพื้นที่ขนาดใหญ่ที่ยากจะควบคุม ให้ใช้สารกําจัดหอยที่เป็นเหยื่อพิษโดยเฉพาะ (เมทธัลดีไฮด์)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 10 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    รบกวนถามค่ะ ทดลองปลูกกาแฟพันธุ์อาราบิก้าที่สุพรรณบุรีแล้วออกดอกเป็นครั้งแรก ไม่ทราบว่าต้องบำรุงอย่างไร หรือใช้ปุ๋ยอะไรดีคะ (ตอนปลูกใช้มูลวัวลองก้นหลุมค่ะ) ขอบคุณมากค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 8 มกราคม 2562
    กาแฟต้องการปุ๋ยค่อนข้างมาก โดยเฉพาะระยะออกดอกและติดผล การให้ปุ๋ยจึงควรจัดการอย่างเหมาะสม ดังนี้ - ใส่ปุ๋ย สูตร 15-15-15 อัตรา 150 ถึง 200 กรัม/ต้น/ปี และปุ๋ยสูตร 46-0-0 อัตรา 50 ถึง 100 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ช่วงต้น กลาง หรือปลายฤดูฝน ในปีที่ 1 และ 2 - ในระยะที่กาแฟยังไม่ติดผล ควรใส่ปุ๋ย สูตร 46-0-0 เมื่อกาแฟเริ่มติดผลแล้ว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป) ต้องใช้ปุ๋ย สูตร 15-15-15 โดยใส่ 3 ครั้ง ช่วงต้น กลาง ปลายฤดูฝน ในปริมาณ 30 ถึง 150 กรัม (1-5 กำมือ)/ครั้ง ขึ้นอยู่กับปริมาณการติดผล และขนาดของลำต้น - เมื่อต้นกาแฟให้ผลผลิตแล้วตั้งแต่ปีที่ 3 เป็นต้นไป ใส่ปุ๋ยสูตร 15 -15 -15 อัตรา 200 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ช่วงต้นและกลางฤดูฝน โดยใส่ปุ๋ย สูตร 13-13-21 (เมื่อผลมีขนาดเท่าเมล็ดพริกไทย) อัตรา 600 ถึง 800 กรัม/ต้น/ปี แบ่งใส่ 2 ครั้ง ช่วงกลางและปลายฤดูฝน - การฟื้นฟูต้นกาแฟหลังจากเก็บเกี่ยว และตัดแต่งกิ่งแล้ว ควรใช้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแทนการใช้ปุ๋ยเคมี อัตรา 50 กิโลกรัม/ไร่ - วิธีการให้ปุ๋ยอย่างถูกต้อง ควรโรยลงบนดินเป็นลักษณะวงกลมรอบทรงพุ่ม และควรใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักเพิ่ม เพื่อปรับสภาพทางกายภาพของดินควบคู่กันไป ปริมาณฝนและความชื้น - กาแฟอาราบิก้าต้องการความชื้นประมาณ 80 เปอร์เซ็นต์ แต่ช่วงแล้งก็จำเป็นในการกระตุ้นให้เกิดตาดอก หลังจากนั้นความชื้นที่สูงก็จะจำเป็นสำหรับการแตกดอกออกผลต่อไป - สวนกาแฟอาศัยปริมาณน้ำฝนเป็นหลัก พื้นที่ปลูกกาแฟจะต้องมีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยประมาณ 1,500 ถึง 2,300 มิลลิเมตรต่อปี การให้น้ำ - ช่วงฤดูแล้งควรรดน้ำอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ส่วนในฤดูฝนอาศัยน้ำฝนตามธรรมชาติ หากฝนทิ้งช่วง หรือดินแห้ง ให้รดน้ำแล้วใช้ฟางข้าวหรือเศษวัชพืชคลุมโคนต้นเพื่อรักษาความชื้น โดยเฉพาะในช่วงออกดอกติดผล และระยะพัฒนาของผล การกำจัดวัชพืช - ควรทำทุกครั้งก่อนใส่ปุ๋ย โดยอาจใช้สารปราบวัชพืช หรือการถาง ตามระยะเวลาและความเหมาะสม สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม - ดินมีความอุดมสมบูรณ์ปานกลาง - มีความเป็นกรดเป็นด่าง ระหว่าง 4.5 ถึง 6.5 - อุณหภูมิที่เหมาะสม 25 ถึง 32 องศาเซลเซียส - ปริมาณน้ำฝนไม่ต่ำกว่า 1,500 มิลลิเมตรต่อปี - มีช่วงแล้งนาน 8 ถึง 10 สัปดาห์ เพื่อชักนำให้เกิดตาดอก ทั้งนี้ พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกกาแฟอาราบิก้าควรเป็นพื้นที่สูง (800 ถึง 12,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล) และมีความลาดชันไม่เกิน 50 เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นการนำมาทดลองปลูกที่ จ.สุพรรณบุรี ด้วยสภาพอากาศที่ผ่านช่วงแล้งและสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ที่สนับสนุนจึงกระตุ้นให้กาแฟอาราบิก้าติดดอกได้ แต่ด้วยเป็นพื้นที่ต่ำกว่าทางภาคเหนือ จึงอาจส่งผลให้เมล็ดกาแฟมีขนาดเล็กกว่าที่ปลูกบนดอย หรือส่งผลให้ดอกร่วงจนไม่ติดผลได้ เกษตรกรสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จากข้อมูลเพิ่มเติม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 8 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    รบกวนสอบถามเรื่อง "ลูกบอล E.M. สำเร็จรูป" ที่ใช้สำหรับบำบัดน้ำเสีย และมีแหล่งจำหน่ายที่ใดบ้าง (เขต จ.นครราชสีมา กรุงเทพฯ และปริมณฑล)
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 7 มกราคม 2562
    E.M. Ball คือ ลูกบอลที่ประกอบด้วยจุลินทรีย์ชนิดดี โดยการทำงานของ EM Ball ใช้หลักการนำจุลินทรีย์ชนิดดีไปแย่งอาหารจำพวกของเสีย ซากพืช ซากสัตว์ ที่ไหลมากับน้ำ จากจุลินทรีย์ที่มีอยู่ตามธรรมชาติที่กำลังจะเน่า หรือในน้ำเสีย และสกัดกั้นการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ธรรมชาติที่เป็นสาเหตุของน้ำเน่าเสีย **ซึ่งการใช้ E.M. Ball ในน้ำที่เริ่มจะเน่าเสียจะเห็นผลเร็วกว่าในน้ำที่เน่าเสียแล้ว การทำ E.M. Ball ใช้เองสามารถทำได้ง่าย โดยมีส่วนผสมและวิธีทำ ดังนี้ ส่วนผสม ส่วนที่ 1 - รำละเอียด 1 ส่วน - แกลบป่น หรือ รำหยาบ 1 ส่วน - ดินทราย 1 ส่วน ส่วนผสม ส่วนที่ 2 - น้ำ E.M. 10 ช้อนแกง - กากน้ำตาล 10 ช้อนแกง - น้ำสะอาด 10 ลิตร วิธีทำ 1. ผสมส่วนผสมที่ 1 แล้วราดด้วยส่วนผสมที่ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากัน 2. วัดความชื้นให้พอเหมาะ ปั้นเป็นก้อนกลม 3. นำไปวางไว้ในที่ร่มจนแห้งสนิท ก็สามารถนำไปใช้งานได้ทันที แต่หากเกษตรกรไม่สามารถผลิตเองและสนใจซื้อใช้ มีแหล่งจำหน่าย ดังนี้ 1. บริษัท ออร์แกนิคโต๊ตโตะ จำกัด จ.สมุทรปราการ โทร. 08 1645 0575, 08 6522 5265 และ 0 2389 1840 E-mail : siewjaa@hotmail.com 2. ฺBiotech system จ.นนทบุรี โทร. 0 2925 4940-42, 06 1919 5888 E-mail : biotech.s@hotmail.com และ ID Line : biotechsystem โดยมีตัวแทนจำหน่าย ที่ จ.ขอนแก่น ในนามบริษัท สตาร์ซัพพลาย 2004 โทร. 0 4322 8300, 08 9709 6989 **ทั้งนี้ นอกจากการใช้ E.M.Ball ในการบำบัดน้ำเสียแล้ว ยังสามารถใช้สารบำบัดน้ำเสีย พ.ด. 6 ในการบำบัดน้ำเสียและขยายเชื้อจุลินทรีย์ได้อีกด้วย โดยสามารถรับสารบำบัดน้ำเสีย พ.ด.6 ได้ที่ สำนักงานพัฒนาที่ดินในเขต 1-12 สถานีพัฒนาที่ดินทุกจังหวัด, หมอดินอาสาประจำหมู่บ้านในชุมชน หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ กองเทคโนโลยีชีวภาพทางดิน โทร. 0 2981 1565 หรือกลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ กรมพัฒนาที่ดิน โทร. 0 2579 8515
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 7 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    ต้องการข้อมูลของเยอบีร่าไทย
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 มกราคม 2562
    พันธุ์เยอบีร่าพันธุ์ไทยที่นิยมปลูกกันอยู่ทั่วไป ได้แก่ กลุ่มดอกสีเขาว : พันธุ์ขาวครีม ขาวจักรยาว ขาวจักรสั้น กลุ่มดอกสีแดง : พันธุ์แดงลักแทง แดงตาเปิ่น แดงใหญ่ และหมื่นหาญ กลุ่มดอกสีเหลือง : พันธุ์เหลืองถ่อ เหลืองพังสี สีดา และนวลละออ กลุ่มดอกสีส้ม : พันธุ์สุรเสน สีอิฐ จำปา กุมารทอง และสร้อยฟ้า กลุ่มดอกสีชมพู : พันธุ์ลูกรัก บัวหลวง และมณฑา นอกจากนี้ได้มีการนำสายพันธุ์ยุโรปเข้ามาปลูกกันมากขึ้น เนื่องจากได้ราคาดี ซึ่งได้แก่ กลุ่มดอกสีแดงและแดงอมส้ม : Lea, Veronia, Tennessee, Ximena และ Clepatra กลุ่มดอกสีชมพู : Beatrix, Estelle และ Claudia กลุ่มดอกสีชมพูม่วง : Terra Parade, Royal, Nova และ Pamela กลุ่มสีเหลือง : Teroformosa, Horizon, Easter star และ Terra sun กลุ่มสีขาวครีม : Celphi, Terra Mint, Bahama และ Terra Nevelis กลุ่มสีส้ม-เหลือง : Terra Mexico และ Clementine กลุ่มสองสี (Bicolor) : Starlight และ Terra Mix ฯลฯ แหล่งจำหน่าย และศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เยอบีร่าไทยที่น่าสนใจ - เรือนญ่าญ๋า การ์เด้น (Reuan yaya garden) : สวนอนุรักษ์วิถีการปลูกเยอบีราพันธุ์ไทย ย่านตลิ่งชัน กทม. - เยอบีรา สวนอักษร ต.คลองนารายณ์ อ.เมือง จ.จันทบุรี : แหล่งจำหน่ายเยอบีร่าพันธุ์ไทยหลากหลายสายพันธุ์ - สวนเพาะรัก ศูนย์อนุรักษ์เยอบีร่าพันธุ์ไทย : เน้นอนุรักษ์สายพันธุ์ แลกเปลี่ยนความรู้เรื่องการปลูก (ยังไม่มีจำหน่าย) ***หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถแจ้งเข้ามาได้นะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 6 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    โรคไวรัสมะละกอมีวิธีป้องกันและเเก้ไขอย่างไรบ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 มกราคม 2562
    เกษตรกรควรหมั่นตรวจแปลง ทำความสะอาด กำจัดวัชพืชในแปลงและบริเวณรอบๆ แปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นที่เป็นโรคให้รีบขุดถอนนำไปเผาทำลายนอกแปลงทันที ควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ทุกครั้ง การปลูกในฤดูถัดไป สำหรับพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคให้หลีกเลี่ยงการปลูกพืชอาศัยของเชื้อสาเหตุโรคใกล้แปลงปลูกมะละกอที่เป็นโรค อาทิ พืชตระกูลแตง พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ มะเขือยาว ตำลึง หงอนไก่ ลำโพง และบานไม่รู้โรย เกษตรกรควรเปลี่ยนมาปลูกพืชหมุนเวียนชนิดอื่นแทน เนื่องจากเชื้อไวรัสชนิดนี้ (Papaya ringspot virus-type P) ไม่มีสารป้องกันกำจัดโดยตรง แต่การป้องกันทำได้โดยการกำจัดเพลี้ยอ่อนที่เป็นพาหะของโรค หากพบเพลี้ยอ่อนให้พ่นด้วย อิมิดาโคลพริด 70% ดับเบิลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไทอะมีทอกแซม 25% ดับเบิลยูจี อัตรา 4 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดโนทีฟูแรน 10% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโคลไทอะนิดิน 16% เอสจี อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ข้อมูลเพิ่มเติม โรคจุดวงแหวนมะละกอ หรือ Papaya ring spot (PRSV-P) เชื้อสาเหตุคือ Papaya ringspot virus-type P ลักษณะอาการ : ใบด่างเหลือง หรือใบด่างสีเขียวเข้มสลับสีเขียวอ่อน ใบมีขนาดเล็กลง บิดเบี้ยว เนื้อใบหดหายจนเหลือแต่เส้นใบ ทำให้มีลักษณะเป็นเส้นบนก้านใบ และลำต้นมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำ หรือเป็นทางยาวสีเขียวเข้ม ต้นแคระแกร็น ใบแก่ร่วงหมดจนเหลือแต่ใบยอด ผิวของผลมะละกอเกิดแผลจุดกลมเป็นวงซ้อนๆ กันกระจายทั่วทั้งผล มะละกอที่รับเชื้อตั้งแต่ระยะยังเป็นต้นอ่อนมักไม่ติดผล ส่วนของพืชที่ถูกทำลาย : ใบ, กิ่งก้าน, ลำต้น, ดอก, ผล พาหะนำโรค : เพลี้ยอ่อน ได้แก่ เพลี้ยอ่อนฝ้าย (Aphis gossypii Glov.), เพลี้ยอ่อนถั่ว (A. craccivora Koch.) พืชอาศัย : มะละกอ : papaya (Carica papaya) และพืชตระกูลแตง : (Cucurbita spp.)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    เราสามารถใช้ฮอร์โมนพืช NAA ใส่เข้าไปในสารละลายอาหารพืชในระบบ Hydroponics เพื่อเร่งรากของพืชได้มั้ยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 11 มกราคม 2562
    ไม่จำเป็นต้องใส่ฮอร์โมนเร่งรากในระบบไฮโดรโปนิกส์ เพราะสารละลายหรือปุ๋ย A B ที่ให้ก็มีปริมาณธาตุอาหารที่เหมาะสมและเพียงพอกับการเจริญเติบโตอยู่แล้ว เพียงแต่ต้องควบคุมดูแลเรื่อง แสง น้ำ อุณหภูมิ ค่า EC pH สารอาหารให้เหมาะสม แต่ควรควบคุมหรือป้องกันเรื่องโรคและแมลงที่อาจจะเกิดขึ้นด้วย ซึ่งอาจจะใส่เขื้อราไตรโคเดอร์มาเพื่อป้องกันโรครากเน่าร่วมด้วยก็ได้ สามารถดูข้อมูลเกี่ยวกับไฮโดรโปนิกส์ อื่นๆ เพิ่มเติม ได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 มกราคม 2562
  • ถาม-ตอบ
    สวัสดีครับ ขอสอบถามเรื่องกัญชา เกษตรกรไทยสามารถขออนุญาติปลูกกัญชาได้ที่หน่วยงานใดครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 7 มกราคม 2562
    ตอนนี้กฎหมายยังไม่อนุญาตให้ปลูกกัญชาค่ะ บุคคลทั่วไปไม่สามารถปลูกได้ แต่หากนักวิชาการต้องการวิจัยกัญชาเพื่อการพัฒนาองค์ความรู้ ก็สามารถกระทำได้ โดยขออนุญาตจากรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้หลักเกณฑ์ในกฎกระทรวงการขออนุญาตและการอนุญาตผลิต จำหน่าย หรือมีไว้ครอบครองซึ่งยาเสพติดให้โทษในประเภท 4 หรือในประเภท 5พ.ศ. 2559 ซึ่งมีผลใช้บังคับแล้ว แต่การเสพกัญชา กฎหมายห้ามเด็ดขาด ไม่อนุญาตให้เสพได้ ไม่ว่าเพื่อวัตถุประสงค์ทางการแพทย์หรือไม่ ด้วยเหตุนี้ รัฐบาลจึงจัดตั้งคณะกรรมการพิจารณาการนำกัญชา มาใช้ทางการแพทย์ ภายใต้คำสั่งกระทรวงสาธารณสุข ที่ 570/2561 เพื่อร่วมกันหาวิธีการดำเนินการนำกัญชามาใช้ทางการแพทย์ที่เหมาะสม มีประสิทธิภาพ และเป็นระบบ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 ธันวาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    สวัสดีครับ ผมปลูกขึ้นฉ่ายในระบบ NFT ไฮโดรโปนิกส์ พอดีพบปัญหาต้นเน่าในขึ้นฉ่าย เป็นหลังจากที่ระบบสายน้ำเข้าท่อปลูกบังเอิญไปสัมผัสดิน อาการ - ต้นและใบจะเหี่ยวและตายช้าๆ - เป็นตั้งแต่อายุผักยังน้อย - ถ้าเป็นตอนต้นที่โตแล้ว ลำต้นจะเละ สีออกสีชมพู ผมแนบภาพมาด้วยครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 8 มกราคม 2562
    เมื่อวิเคราะห์จากคำถามที่กล่าวว่าระบบสายน้ำเข้าท่อปลูกไปสัมผัสดิน ซึ่งมีความเป็นไปได้ว่าในดินที่ไปสัมผัสนั้นอาจมีการปนเปื้อนเชื้อโรคหรือสารเคมี ส่งผลให้เชื้อปนเปื้อนเข้าไปในระบบจ่ายสารละลายธาตุอาหาร หรือในน้ำที่เราใช้ในการเตรียมสารละลาย แพร่กระจายไหลไปตามน้ำเข้าสู่ต้นขึ้นฉ่าย จนทำให้เกิดการติดเชื้อที่ราก ซึ่งโรคของพืชไร้ดิน จะจำแนกเป็น -โรคเกิดที่ส่วนของใบ ลำต้น และส่วนที่อยู่เหนือรากของพืชที่อยู่เหนือสารละลายธาตุอาหารพืช เช่น โรคราแห้ง โรคราน้ำค้าง โรคผลเน่า โรคที่เกิดจากไวรัส -โรคเกิดที่ส่วนของรากที่อยู่ในสารละลายธาตุอาหารพืช เช่น โรครากเน่า โคนเน่า โรคเหี่ยว โรคที่เป็นปัญหาสำคัญในการปลูกพืชไร้ดิน สาเหตุเกิดจากเชื้อราที่สามารถแพร่ระบาดมาทางสารละลายธาตุอาหาร เชื้อสาเหตุ คือ เชื้อราพิเทียม โดยเข้าทำลายพืชได้ตั้งแต่ระยะเพาะกล้าจนโตเต็มที่แล้ว ถ้าเข้าทำลายเมล็ด จะทำให้เมล็ดเน่าและไม่งอกเลย ส่วนที่เพิ่งงอกจะทำลายส่วนโคนต้น ทำให้ต้นกล้าล้มตาย อีกทั้งเข้าไปทำลายระบบรากฝอย รากแขนง และตามโคนต้น ทำให้พืชไม่สามารถลำเลียงน้ำและอาหารไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของพืชได้ ลักษณะอาการแคระแกร็น ใบมีสีเหลืองซีด ใบม้วนงอ ใบเหี่ยวคล้ายขาดน้ำ ใบร่วง เมื่อลุกลามไปเรื่อยๆ จะทำให้พืชนั้นยืนต้นตาย ส่วนโคนต้นน่าจะเห็นกลุ่มเส้นใยลักษณะฟูคล้ายสำลี บางกรณีระบบรากของพืชอาจถูกทำลายเพียงบางส่วนทำให้ไม่ตาย สาเหตุการเกิดโรคนอกจากเชื้อที่มาทางสารละลายอาหารแล้ว อาจเกิดจากปัจจัยทางสภาพแวดล้อม อาทิเช่น อุณหภูมิสภาพแวดล้อมสูงขึ้น ส่งผลต่อปริมาณออกซิเจนในสารละลายลดลง หรือความชื้นสูงจนเป็นเหตุให้พืชอ่อนแอ และเป็นสภาวะที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อโรค ทำให้เชื้อราพิเทียมก่อโรคได้ง่าย เชื้อราพิเทียมเมื่อเข้าสู่ระบบปลูกแล้วควบคุมยาก แพร่กระจายในน้ำได้ดี อยู่ได้ทั้งในดินและน้ำ ฝังตัวอยู่ในรากพืชที่เป็นโรค ดังนั้นถ้ารากพืชที่เป็นโรคเน่าเกาะติดอยู่กับรางปลูก และผู้ปลูกไม่สามารถทำความสะอาดภายในรางได้อย่างทั่วถึง เชื้อราจะสามารถกลับมาเจริญได้ใหม่ ผู้ปลูกอาจเคยพบว่าในช่วงของการเริ่มต้นปลูกจะไม่พอโรครากเน่า รากจะดูขาวดีและมีจำนวนมาก ระยะต่อมาจะเริ่มพบโรคเพียงเล็กน้อย ต่อมาพบรากมีสีน้ำตาลดำ โดยเฉพาะปลายราก ในที่สุดเมื่อเชื้อเพิ่มขึ้นและสามารถปรับตัวมีชีวิตอยู่รอดในระบบ ผู้ปลูกจะพบโรคทุกครั้งที่ปลูก โรคจะเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ การใช้สารกำจัดเชื้อราควบคุมเชื้อราพิเทียมและเชื้อราอื่นๆ ที่เข้าทำลายรากพืชเป็นเพียงวิธีหนึ่ง แต่ในปัจจุบันพบว่ามีข้อจำกัดด้านความปลอดภัยต่อสุขภาพของผู้บริโภค มีรายงานพบว่าสามารถใช้ชีววิธี โดยใช้เชื้อจุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชโดยใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มา ฮาร์เซีมนัม (Trichoderma harzianum) เป็นเชื้อราปฏิปักษ์ที่มีประสิทธิภาพสูง ร่วมกับการเก็บพืชและเศษรากพืชที่เป็นโรคออกจากแปลง และถ่ายสารละลายในถังออกให้หมดเพื่อลดปริมาณเชื้อ หากทำความสะอาดระบบปลูกด้วยกรดหรือน้ำยาฆ่าเชื้อ จะเป็นการเพิ่มภาระค่าใช้จ่าย เสียเวลาและแรงงาน ก่อเกิดมลพิษในสภาพแวดล้อม นอกจากนี้ยังมีการศึกษาวิจัยใช้เชื้อแบคทีเรียปฏิปักษ์ (เชื้อบาซิลลัส) ยับยั้งเชื้อสาเหตุของโรค และส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชที่ปลูกในระบบไฮโดรโปนิกส์อีกด้วย สามารถอ่านเอกสารฉบับเต็มได้ที่ไฟล์แนบชื่อ "Hydroponic"
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 ธันวาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    อยากทราบว่ามะพร้าวน้ำหอม มีความต้องการปริมาณการใช้น้ำในช่วงการเจริญเติบโตประมาณวันละกี่ลิตรโดยประมาณ และวิธีการปลูกและดูแลรักษา ขอบคุณมากๆครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 24 ธันวาคม 2561
    ในการปลูกมะพร้าวน้ำหอมในปีแรก ควรใช้น้ำทุกสัปดาห์เมื่อมะพร้าวโตขึ้นอาจให้น้ำทุก 2 สัปดาห์ สำหรับวิธีการปลูกและการดูแลรักษา มีรายละเอียด ดังนี้ - ควรปลูกในฤดูฝน - ขุดดินบนหลุมปลูกที่เตรียมไว้ให้เป็นหลุมเล็ก ๆ ขนาดเท่าผลมะพร้าว - เอาหน่อที่คัดเลือกแล้วมาตัดรากที่หักช้ำออก ใช้ปูนขาวหรือยากันเชื้อราทาตรงรอยตัด วางหน่อลงในหลุม ให้หน่อตั้งตรง หันหน่อไปในทิศทางเดียวกัน - กลบดินอย่างน้อย 2/3 ของผล หรือให้มิดผลมะพร้าวพอดีแต่ระวังอย่า ให้ดินทับโคนหน่อ เพราะจะทำให้หน่อถูกรัด ต้นจะโตช้าแต่เมื่อมะพร้าวโตขึ้นแล้วก็ควรจะกลบ ดินให้สูงขึ้นเพื่อป้องกันโคนลอย - เอาไม้ปักเป็นหลักผูกยึดกับต้นให้แน่น เพื่อป้องกันลมโยกเหยียบดินรอบโคนหน่อให้แน่น - ควรทำร่มให้ในระยะแรก เพื่อลดอัตราการตายเนื่องจากถูกแดดจัดเกินไป - ในบริเวณที่ปลูกถ้ามีสัตว์เลี้ยงให้ทำรั้วป้องกันสัตว์มาทำลาย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 3 ธันวาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    รบกวนขอข้อมูลการปลูกผัก(การเพาะปลูก โรงเรือน การดูแล โรค ฯลฯ) ในกลุ่มสลัด อาทิกรีนโอ๊ค เรดโอ๊ค บัตเตอร์เฮด โครอล ขอบคุณมากๆครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 ธันวาคม 2561
    การปลูกผักกลุ่มสลัด มีทั้งวิธีที่ปลูกลงดิน หรือปลูกไร้ดินแบบไฮโดรโปนิกส์ ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ งบประมาณลงทุน ตลาด การปลูกลงดิน เป็นวิธีที่ง่ายและลงทุนน้อย โดยมีวิธีปลูกดังนี้ 1. ดินที่ปลูกควรเป็นดินร่วนซุย มีค่าความเป็นกรด-ด่างอยู่ที่ 6.0-6.5 (ไม่ควรเป็นดินเหนียวและเป็นดินกรด เนื่องจากรากอ่อนแอและอยู่หนาแน่นที่ระดับความลึก 30 ซม.) 2. ควรเพาะกล้าในถาดเพาะ แล้วค่อยย้ายปลูกในแปลง จะทำให้รากไม่ขาดและมีดินติดมากับราก ระยะเวลาการเพาะกล้าในถาดเพาะอยู่ประมาณ 15-30 วัน และย้ายปลูกเมื่อมีใบจริง 3-4 ใบ ข้อระวังคืออย่าให้ดินที่หุ้มกับรากแตกและควรย้ายตอนเย็น 3. ระยะปลูก สำหรับพื้นที่ 1 ไร่ สลัดใบ ใช้ระยะปลูก 15-20 * 20-30 ซม. สลัดต้น 20-50 * 30-50 ซม. 4. การให้น้ำ ควรรดน้ำเช้าเย็นทุกวัน เพื่อให้ได้น้ำที่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต และเนื่องจากรากสลัดเป็นระบบรากตื้นอยู่ในระดับความลึก 25-35 ซม. ดินจึงไม่ควรแห้ง เพราะจะแสดงอาการขาดน้ำ และผักสลัดมีรสขม แต่ระวังไม่ให้น้ำขัง รากจะเน่าตาย 5. การให้ปุ๋ย ใส่ปุ๋ยคอก 1-3 ตัน/ไร่ ก่อนเตรียมดินและไถพรวนลงไปในดิน เพื่อปรับปรุงคุณภาพดินและเพิ่มความสามารถในการอุ้มน้ำและความอุดมสมบูรณ์ของดิน ส่วนการเสริมปุ๋ยเคมีและแร่ธาตุอื่นๆ ใช้ปุ๋ยเคมีสูตร 12-24-12 จำนวน 50 กิโลกรัม/ไร่ โดยสลัดใบใส่ก่อนปลูกครั้งเดียว สลัดชนิดอื่นใส่ก่อนปลูก 75% และหลังปลูก 30 วันใส่อีก 25% และใส่แคลเซียมไนเตรทหลังปลูกระยะที่เริ่มเจริญและใส่ปุ๋ย 13-0-46 ในระยะที่เริ่มเข้าปลี 6. การเก็บเกี่ยว ควรเก็บในเวลาเช้ามืด ก่อนพระอาทิตย์ขึ้น เพราะพืชดูดน้ำสะสมในพืชมากที่สุด จะได้น้ำหนักดี และผักไม่เหี่ยว การปลูกแบบไฮโดรโปนิกส์ สามารถปลูกได้ในภาชนะที่ขังน้ำได้โดยให้รากพืชที่ปลูกแช่อยู่ในน้ำที่มีสารละลายตลอดระยะเวลาปลูก ขั้นตอนการปลูก มีดังนี้ 1. เพาะกล้า 3 สัปดาห์ ปกติจะใช้เพอร์ไลท์สีขาว ผสมกับเวอร์มิคูไลท์ เป็แผ่นนิ่มๆ สีน้ำตาล อัตราส่วน 90:10 แต่ให้ระวังการใช้เวอร์มิคูไลท์มากไปจะทำวัสดุเพาะแฉะและต้นกล้าเน่าตายได้ การเพาะจะใช้ถ้วยปลูกที่มีขนาดรูและความสูงพอเหมาะกับรางปลูก และก้นถ้วยปลูกต้องมีรอยผ่า เพื่อเป็นทางออกของราก ใส่วัสดุปลูกให้ต่ำกว่าขอบถ้วย ½ ซม. หยอดเมล็ดลงไปบนวัสดุปลูก ไม่ต้องกลบเมล็ด และให้ใส่ 1 เมล็ด/ หนึ่งถ้วยจากนั้นให้เขย่าถาดเพาะเมล็ดจะจมลงไปในวัสดุเอง นำถ้วยปลูกไปวางบนโต๊ะเพาะ รดน้ำ 2-3 วันเมล็ดจะเริ่มงอก ให้ถูกแสง 50% และให้มีใบจริงจึงย้ายลงในถาดเพาะ เมื่ออายุ 6 วันก่อนนำไปวางในถาดเพาะให้รดด้วยสารละลายเจือจาง หรือปล่อยให้สารละลายซึมจากด้านล่างถ้วยโดยขังน้ำสูงจากก้นถ้วยประมาณ 1ซม. ให้สารละลายธาตุอาหารเจือจางค่า EC = 0.5-0.6 mS/cm (CF=5-6) pH = 5.5-6 2.อยู่ในรางอนุบาลกล้า 2 สัปดาห์ รางอนุบาลเป็นรางแบบเดียวกับรางปลุก แต่จะวางรางชิดกัน และรูปลูกเจาะชิดกัน เมื่อย้ายปลูกลงในรางอนุบาลให้ค่อยๆ เพิ่ม ค่า EC ของสารละลายขึ้นเรื่อยจนถึงประมาณ 1.1-1.2 mS/cm และอยู่ในรางอนุบาล 2 สัปดาห์ จึงจะย้ายลงรางปลูก 3. อยู่ในรางปลูกพืช 2-3 สัปดาห์ รางปลูกจะใช้ค่า EC ที่ 1.1-1.2 mS/cm จนเก็บเกี่ยว และอยู่ในรางปลูก 2-3 สัปดาห์ ขุ้นกับชนิดผักและฤดูปลูก 4. การเก็บเกี่ยว ให้เก็บเวลาเช้ามืดเพื่อให้ผักมีน้ำหนักสูงสุดและไม่เหี่ยว ข้อสำคัญของปลูกวิธีนี้คือ ควรมีการเปลี่ยนหรือถ่ายสารละลายเป็นระยะๆ และต้องมีการจัดการเกี่ยวกับ pH และ EC โดยมีการตรวจสอบให้มีค่าที่เหมาะสมและถูกต้อง ซึ่งถ้าไม่สามารถจัดการหรือควบคุมได้ จะประสบความสำเร็จยาก ข้อมูลข้างต้นเป็นการสรุปรายละเอียดในเบื้องต้น โดยอ้างอิงจาก อภิชาต ศรีสะอาด และ ณัฎฐ์ชญามานต์ ตินรมรัมย์. 2558. ปลูกผักสลัดเชิงการค้า. กรุงเทพฯ. 136 หน้า
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 ธันวาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    โรคพืช
    ขอความรู้เรื่องหน่อไม้ฝรั่ง: วิธีปลูก ระยะเวลา โรคที่ควรระวัง
    ผู้ดูแลระบบห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2561
    การปลูกหน่อไม้ฝรั่ง วิธีการเพาะเมล็ด 1.นำเมล็ดไปแช่น้ำอุ่น นาน 1 – 2 ชั่วโมง ก่อนนำไปเพาะเมล็ดจะงอกภายใน 7 – 15 วัน 2.หากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ใหม่สามารถนำไปเพาะเมล็ดได้ทันทีแต่ระยะเวลา ในการงอกประมาณ 10 - 15 วัน วัสดุเพาะกล้า ดินร่วน : ใบไม้ผุ : ถ่านแกลบ : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 1 : 1 : 1 : 1 หรือหากหาวัสดุไม่ได้อาจใช้ ดินร่วน : ปุ๋ยอินทรีย์ อัตราส่วน 1 : 1 ได้ การเตรียมแปลงปลูก ทำการไถเตรียมพื้นที่ให้ราบ หากมีดินดานไถระเบิดดินดาน พร้อมกับตากดินก่อนอย่างน้อย 7 วัน ในระหว่างรอต้นกล้าหน่อไม้ฝรั่งในพื้นที่ปลูกจะว่างให้ทำการปลูกถั่วเขียว เพื่อปรับสภาพของดิน มีการปรับสภาพดินด้วยแกลบดิบ, ปุ๋ยคอกที่ผ่านการหมักสมบูรณ์, หว่านปูนขาวอัตรา 200 กิโลกรัมต่อไร่จากนั้นทำการไถพรวนพร้อมย่อยดิน และยกร่อง ระห่างระหว่างแถว ประมาณ 1.3-1.5 cm. การให้ปุ๋ย - ช่วงการเจริญเติบโตและพักต้นควรให้ปุ๋ยที่มีธาตุอาหารตัวหน้าสูง (N สูง) ผสมกับปุ๋ยสูตรเสมอเช่น 15-15-15, 16-16-16 อัตราการใส่ 25 – 30 กก.ต่อไร่ ใส่ทุก 10 – 15 วัน - ช่วงระยะการเก็บเกี่ยวผลผลิตจะใส่ปุ๋ยที่มีตัวหน้าและตัวหลังสูง (N, K สูง) เช่นสูตร 21-7-14, 13-7-35, 15-5-20 อัตราการใช้ 25 – 30 กก.ต่อไร่ ใส่ทุก 10 – 15 วัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    วัชพืช
    อยากทราบวิธีทำยาฆ่าหญ้าจากน้ำมะนาว
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2561
    สูตรน้ำยากำจัดวัชพืชด้วยน้ำมะนาว จะมีส่วนผสมหลักๆ เหมือนกัน แต่จะต่างกันตรงอัตราส่วนที่ใช้ ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้แล้วแต่ความเหมาะสมได้ 1. สูตรน้ำยากำจัดวัชพืช : HOMEMADE WEED KILLER (สูตรจากต่างประเทศ) ที่มา : https://www.thecentsableshoppin.com/easy-homemade-weed-killer/ สูตรและวิธีการใช้ • น้ำส้มสายชู ใช้น้ำส้มสายชูฉีดพ่นหญ้าโดยตรง • น้ำส้มสายชู + น้ำยาล้างจาน โดยผสมน้ำยาล้างจานประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือ 1 ออนซ์ (30 ซีซี) ต่อ น้ำส้มสายชู 1 แกลลอน และนำไปฉีดพ่นที่หญ้าหรือวัชพืช • น้ำส้มสายชู + น้ำมะนาว โดยใช้น้ำส้มสายชู (ที่มีความเข้มข้นของกรดอะซีติก 15-20 %) ปริมาณ 1 ควอท (เท่ากับ 4 ถ้วย หรือ 32 ออนซ์ หรือ 960 ซีซี) กับ น้ำมะนาว 4 ออนซ์ (เท่ากับ 120 ซีซี) และนำไปฉีดพ่นที่หญ้า 2. สูตรน้ำยากำจัดวัชพืช : ทำน้ำยากำจัดวัชพืชฉบับบ้าน ๆ แบบไร้สารเคมี (จากเว็บกระปุก) ที่มา : https://home.kapook.com/view78737.html สูตร สยบวัชพืชด้วยดับเบิ้ลความเปรี้ยวจี๊ด สูตรนี้จะใช้น้ำมะนาวเพียว ๆ หรือน้ำมะนาว ½ ถ้วยตวง กับน้ำส้มสายชู ¼ ถ้วยตวง แล้วนำมาฉีดพ่นกำจัดวัชพืชก็ได้ สูตรนี้จะให้ผลลัพธ์ได้ดีพอ ๆ กับสูตรน้ำส้มสายชู แต่มีข้อเสียตรงที่น้ำมะนาวค่อนข้างมีราคาสูงกว่าน้ำส้มสายชู ข้อควรระวังในการใช้ o การฉีดพ่นให้พ่นเฉพาะต้นหญ้าหรือวัชพืชเท่านั้น ระวังอย่าให้ถูกต้นพืชอื่น เพราะน้ำยาจะมีผลกับพืชชนิดอื่นด้วย เนื่องจากน้ำยาจะมีฤทธิ์เป็นกรดที่จะไปทำลายพืชทุกชนิด o ควรฉีดพ่นช่วงที่ไม่มีฝน และสภาพอากาศร้อน เพราะจะมีประสิทธิภาพดีกว่า และหลังฉีดพ่นไม่ต้องรดน้ำ หรือถ้ามีพืชหลักอยู่ใกล้ๆ หญ้าที่ฉีดพ่น ก็ให้เว้นการรดน้ำพืชหลักสักระยะ (2-3 วัน) ด้วย o การฉีดพ่นอาจจะต้องฉีดพ่นหลายครั้ง น้ำยากำจัดวัชพืชสูตรอื่นๆ ดูที่ข้อมูลเพิ่มเติม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    ทรัพยากรน้ำ
    วิศวกรรมเกษตร
    ขอแปลนสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน ข้อดี ข้อเสีย และงบประมาณ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 พฤศจิกายน 2561
    ทฤษฎีธนาคารน้ำใต้ดิน หรือ Groundwater bank คือการขุดบ่อ/ฝายกักเก็บน้ำ ให้ลึกถึงระดับความลึกชั้นหินอุ้มน้ำที่ระดับ 5-10 เมตร ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของแต่ละพื้นที่ เพื่อเก็บน้ำในฤดูฝนและกระจายน้ำผ่านน้ำใต้ดิน เหมือนกับมีท่อประปาส่งน้ำ แปลนสร้างธนาคารน้ำใต้ดิน-ดูรายละเอียดได้ที่ไฟล์ Groundwater ข้อดี ฤดูฝน น้ำไม่ท่วม เพราะน้ำจะไหลผ่านธารน้ำใต้ดินมาเก็บไว้ที่บ่อธนาคารน้ำ ส่วนฤดูแล้งก็จะมีน้ำใช้โดยน้ำจะส่งผ่านธารน้ำใต้ดินไปยังบ่อบาดาล โดยส่งน้ำไปได้โดยไม่ต้องใช้เครื่องปั๊มน้ำให้เสียค่าไฟ เพียงอาศัยแรงเหวี่ยงจากการหมุนตัวของโลก งบประมาณในการสร้าง ขึ้นกับพื้นที่ ขนาดและความลึกของบ่อ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    ปุ๋ย
    การเจริญเติบโตของพืช
    อยากทราบวิธีทำฮอร์โมนไข่ครับ
    ผู้ดูแลระบบห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย
    ตอบเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2561
    ฮอร์โมนไข่มีดีอย่างไร : เมื่อเรานำไข่ไก่หรือไข่เป็ดมาใช้ประโยชน์ทางการเกษตร หรือแม้แต่เพื่อประโยชน์ด้านการบำรุงร่างกายคนและสัตว์ จำต้องผ่านกระบวนการหมักเพื่อให้เกิดการปลดปล่อยหรือย่อยสลายโปรตีนให้เป็นกรดโปรตีนอันเป็นหน่วยเล็กที่สุด ให้ร่างกายคนสัตว์หรือพืชดูดซึมไปใช้ประโยชน์ได้ทันที โดยสารที่ได้จากการทำ "ฮอร์โมนไข่" นั้นคือ "กรดฟุลวิก" มีส่วนช่วยในการดูดซึมสารอาหารของคนและสัตว์ สามารถสร้างความสมดุลย์แข็งแรงให้แก่ร่างกายในระดับเซลล์ ช่วยชูกำลัง ทำให้ไม่เหนื่อยง่าย ขจัดอนุมูลอิสระ ต้านออกซิเดชั่น คงความหนุ่มสาว ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็ง แก้ข้ออักเสบ เพิ่มการเผาผลาญโปรตีนสู่การสังเคราะห์ DNA และ RNA และเพิ่มการย่อยอาหารได้ด้วย ด้านประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับพืชก็คล้ายกันกับสัตว์ คือ ทำให้เซลล์พืชแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี เพิ่มขนาดผลผลิตตลอดจนสามารถทำให้พืชมีผลผลิตได้เต็มที่ การนำฮอร์โมนไข่ไปใช้กับพืช จึงมีจุดมุ่งหวังเพื่อให้พืชมีผลผลิตดีเป็นหลัก ส่วนการนำไปใช้กับคนหรือสัตว์ ก็เพื่อให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง เป็นต้น (ที่มา : http://www.rakbankerd.com)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 พฤศจิกายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    ทุเรียนปลูกใหม่ 2 เดือน ใบเหลืองค่ะ รักษายังไงคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 26 พฤศจิกายน 2561
    ทุเรียนใบเหลืองแสดงว่าเป็นไปได้ที่โคนรากอาจถูกทำลาย โรคสำคัญในทุเรียนคือ โรครากเน่าโคนเน่า วิธีป้องกัน ใช้เชื้อไตรโคเดอร์ม่าคลุกดิน คุมเชื้อไฟทอฟเทอร่า พามิวอร่า สารเคมีใช้ได้คือ อาลีเอท ริโดมิล ฟอรัม ค่ะ จากการสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น ทุเรียนที่มีใบเหลืองเฉพาะบางกิ่ง เป็นลักษณะอาการเฉพาะ โดยสภาพทั่วไปของต้นค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ต้นทุเรียนจะแสดงอาการขาดน้ำ สังเกตได้จากใบทุเรียนจะมีอาการสลดและใบตก ตั้งแต่ช่วงสายๆ หรือตอนบ่าย ซึ่งบ่งชี้ถึงการเข้าทำลาย ของโรครากเน่าและต้นเน่า เนื่องจากเชื้อราไฟทอปเทอรา ดังนั้นการเตรียมสภาพความพร้อมของต้นประเภทนี้จะต้องดำเนินการดังนี้ การรักษาโรค ควรตรวจหาตำแหน่งที่เป็นโรค ด้วยการสังเกตจากสีเปลือกลำต้นหรือกิ่ง โดยตำแหน่งที่เป็นโรคเปลือกจะมีสีคล้ำกว่าสีเปลือกปกติ และสังเกตเห็นคราบน้ำเป็นวง หรือไหลเป็นทางลงด้านล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเช้า ที่มีอากาศชุ่มชื้น อาจเห็นเป็นหยดน้ำปุดออกมาจากบริเวณแผลที่มีสีน้ำตาลปนแดง การรักษาโรคกิ่งและต้นเน่านี้ ทำได้โดยใช้มีดหรือสิ่งมีคมถากเปลือกบริเวณที่เป็นโรคออกบางๆ เพื่อให้ทราบขอบเขตของแผลที่ถูกเชื้อราเข้าทำลายอย่างชัดเจน แล้วใช้สารเมทาแลกซิล (Metalaxyl) ชนิดผงร้อยละ 25 อัตรา 50-60 กรัม/น้ำ 1 ลิตร หรือใช้สารฟอสเอทิลอะลูมินัม (Phosethyl aluminum) ชนิดผงร้อยละ 30 ในอัตรา 80-100 กรัม/น้ำ 1 ลิตร ทาตรงบริเวณที่ถากออกให้ทั่ว และตรวจสอบแผลที่ทาไว้หลังจากการทาด้วยสารเคมีครั้งแรก 15 วัน หากรอยแผลยังไม่แห้ง มีลักษณะฉ่ำน้ำ ให้ทาซ้ำ ด้วยสารเคมีชนิดเดิมจนกว่าแผลจะแห้ง การชะลอการหลุดร่วงของใบ ต้นทุเรียนที่เป็นโรครากเน่า ต้นเน่า ใบจะมีอาการเหลืองและหลุดร่วงไป เนื่องจากโรคทำให้เกิดการขัดขวางการเคลื่อนย้ายของธาตุอาหารหรือสารประกอบคาร์โบไฮเดรตภายในท่อน้ำและท่ออาหาร จนต้นเกิดอาการทรุดโทรม โดยปกติการฟื้นฟูสภาพความสมบูรณ์ของต้นหลังจากเกิดโรคทำได้แต่ ต้องใช้เวลาในการฟื้นฟู
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 2 พฤศจิกายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    อยากทราบว่า แสงจากดวงอาทิตย์กับแสงจากหลอดไฟLEDสีแดง แสงไหนเจริญได้ดีกว่ากัน
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2561
    ขึ้นกับหลายปัจจัยดังนี้ 1. ถ้าปลูกพืช outdoor แสงจากดวงอาทิตย์จะทำให้พืชเจริญเติบโตได้ดี ส่วนแสงที่มาจากหลอดไฟที่เป็นสีต่างๆนั้น จะใช้กับการปลูกพืช indoor (ระบบปิด/โรงเรือน) 2.แสงประดิษฐ์สามารถทำให้พืชเจริญเติบโตได้เร็วขึ้น แต่ถ้าใช้เฉพาะแสงสีแดงแล้วพืชมีความสูงและอ่อนแอและไม่แข็งแรง 3.แสงสีแดงที่จำเป็นสำหรับการเจริญเติบโตของใบและต้องใช้สีน้ำเงินสำหรับการเจริญเติบโตของดอกไม้ ดังนั้นมักจะใช้แสงสีแดงและสีน้ำเงินควบคู่กัน 4.ที่ดีที่สุดคือการใช้แสงสีแดง 90% และแสงสีน้ำเงิน 10% เพื่อการเจริญเติบโตของใบที่ดีที่สุด 5.ปัจจัยอื่นๆที่เกี่ยวข้องกับการใช้แสงช่วยในการปลูกพืชเช่น ชนิดพืช เวลาที่ใช้ ความร้อน และความเข้มแสง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 กันยายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    สวัสดีค่ะ รบกวนสอบถาม มีอบรมเกี่ยวกับการเลี้ยงหอยทาก อาช่า ไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 กันยายน 2561
    ยังไม่มีการจัดอบรมการเลี้ยงหอยทาก แต่หากสนใจชมการเลี้ยงหอยทาก สามารถเข้าไปศึกษาได้ที่ ศูนย์ศึกษาเรียนรู้เลี้ยงหอยทากอาช่า : วิลลาเอเดน ออแกนิครีสอร์ท ตั้งอยู่ที่ 177/1 ม.1 ซ.นางรอง-สาลิกา 42 ถนนสาริกา-นางรอง ตำบลสาริกา อำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก 26000 โทร.0-3738-5262 และ 08-1375-0342 สนใจสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Facebook : acha_thai Instagram : acha_thai LINE: https://line.me/ti/p/~@achathai หรือเข้าไปดูการเลี้ยงหอยทากเพื่องานวิจัยม.จุฬา ได้ที่ Siam Snail Eco Farm หนองจอก
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 กันยายน 2561
แสดง 1 - 20 จาก 208
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู