ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 628
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    ปุ๋ย
    สวัสดีครับ อยากใคร่สอบถามในวันที่ฟ้าปิดแต่ฝนไม่ตกสามารถพ่นปุ๋ยน้ำได้หรือไม่ และประสิทธิภาพที่พืชจะนำไปใช้มากน้อยเพียงใดครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564
    ตอบ คุณสมพงษ์ จันทร์*** พ่นได้ค่ะ ส่วนประสิทธิภาพให้พิจารณาดังนี้ การแพร่ของปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบจะมีประสิทธิภาพสูงสุดในช่วงเวลาที่มีแสงแดด แต่ควรให้ปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบในช่วงที่มีแสงแดดอ่อนๆ เช่น ช่วงเช้า ช่วงเย็น และหลังฝนตก เพราะช่วงเช้าอากาศยังไม่ร้อนมาก พืชจะเปิดปากใบกว้างที่สุด ทำให้การดูดซึมทำได้เร็ว และพืชนำสารอาหารไปใช้ในกิจกรรมสังเคราะห์แสงได้ทันที หากเป็นช่วงที่แดดจัดมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการใบไหม้ ส่วนในเวลากลางคืนพืชสามารถดูดซึมปุ๋ยหรือสารอาหารทางใบได้เพียงแต่ประสิทธิภาพจะลดลงค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 พฤศจิกายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    อยากได้ข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกผัก เน้นการปลูกแบบสวนแนวตั้ง ไม่ทราบพอมีข้อมูลแนะนำบ้างมั้ยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564
    ตอบ คุณบุญสม คุณา** ข้อพิจารณาเกี่ยวกับพื้นที่ในการทำสวนผักแนวตั้ง ประกอบด้วย 1. มีผนังเดิมที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรอยแตกร้าว และมีโครงสร้างรองรับ บางระบบที่เป็นวัสดุผนังในตัวด้วย ต้องสำรวจว่ามีคานรองรับ 2. ผนังเดิมควรมีระบบกันซึม หรืออย่างน้อยที่สุดฉาบปูนผสมน้ำยากันซึม หรือปูกระเบื้องยาแนวผสมน้ำยากันซึม 3. อาจใช้ตะแกรงเหล็กฉีกหรือลวดกรงไก่รองบนผิวผนัง ให้ไม้เลื้อยยึดบนลวดแทน โดยทิ้งช่องว่างประมาณ 5-10 ชม. จะช่วยให้ผนังระบายความร้อนได้ดีด้วย 4. พื้นที่ตั้งของสวนแนวตั้งควรอยู่ในบริเวณที่สามารถดูแลรักษาได้ทั่วถึง สวนแนวตั้งมักออกแบบให้อยู่บนผนังภายนอกหรือภายใน หากมีความสูงในระยะที่ทำงานได้ก็จะสะดวกในการทำงานเพราะอาจต้องมีการเปลี่ยนต้นไม้ สวนแนวตั้งหลายแห่งที่ติดตั้งในพื้นที่อาคารมีความสูง ไม่มีระบบรองรับ ต้องตั้งนั่งร้านขึ้นไปเปลี่ยนต้นไม้ทุกเดือน ในที่สุดก็ต้องรื้อทิ้งไปทำเป็นอย่างอื่นแทนในที่สุด 5. ระเบียงทางเดินปลูกไม้เลื้อยเป็นวิธีที่ง่าย ๆ ต่อการดูแลรักษา และเป็นผนังเขียวที่ยั่งยืน ผักเลื้อยมีหลายชนิด ได้แก่ บวบ มะระ แตงกวา ถั่วฝักยาว อัญชัน ผักปลัง สามารถเข้าถึงและดูแลรักษาได้ง่าย 6. อยู่ใกล้ระบบน้ำ แหล่งน้ำ ที่เก็บน้ำ ระบบตั้งเวลารดน้ำอาจใช้ร่วมกับระบบปั๊มน้ำ จึงอาจต้องการระบบไฟด้วย น้ำฝนและน้ำใช้แล้วควรนำมาพิจารณาใช้รดต้นไม้เพื่อการประหยัดน้ำด้วย 7. มีผนังเติมที่อยู่ในสภาพที่ดี ไม่มีรอยแตกร้าว และมีโครงสร้างรองรับ บางระบบที่เป็นวัสดุผนังในตัวด้วย ต้องสำรวจว่ามีคานรองรับ 8. ผนังเดิมควรมีระบบกันซึม หรืออย่างน้อยที่สุดฉาบปูนผสมน้ำยากันซึม 9. อาจใช้ตะแกรงเหล็กฉีกหรือลวตกรงไก่ รองบนผิวผนัง ให้ไม้เลื้อยยึดบนลวดแทน โดยทิ้งช่องว่างประมาณ 5-10 ชม. จะช่วยให้ผนังระบายความร้อนได้ดีด้วย ทั้งนี้สวนผักแนวตั้งมีหลายรูปแบบแบบ อาทิ สวนผักเลื้อย กระถางแขวน บล็อกปลูกต้นไม้ เป็นต้น ซึ่งสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก คู่มือเกษตรบนอาคาร จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้ ในบทที่ 4 หน้า 62-72 ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ไม่มีสมุดเล่มเขียวค่ะอยากรู้เลขบัตรเกษตรกร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2564
    สามารถโทร.สอบถามได้ทาง โทร. 0 2955 1642 หรือสอบถามไปทางอินบ็อกซ์ Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    อยากทราบว่าจะสามารถเช็กเงินช่วยเหลือเกษตรกร โครงการประกันรายได้ข้าวได้จากที่ไหนได้บ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
    ตอบคุณ สหภาพ กำจร** เกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนผู้ปลูกขาวในปี 2564/65 สามารถเช็กเงินโครงการประกันรายได้ข้าวที่ ธ.ก.ส. โอนเข้าบัญชีผ่านแอปพลิเคชัน A-Mobile ของธนาคาร ธ.ก.ส. ส่วนเกษตรกรที่สมัครใช้บริการ BAAC Connect จะได้รับข้อความแจ้งเตือนผ่าน LINE Official BAAC Family เมื่อเงินเข้าบัญชีเรียบร้อยแล้ว หรือสามารถตรวจสอบผ่านเว็บไซต์ https://chongkho.inbaac.com/ ได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    ต้นจำปีมีอาการเหี่ยวอย่างในภาพโดยไม่ทราบสาเหตุ ลองสำรวจบริเวณรอบๆ ต้นก็ไม่มีรอยเจาะของแมลง อยากรบกวนปรึกษาว่าควรจะแก้ไขอย่างไรได้บ้าง ขอความกรุณาด้วยนะครับ ขอบคุณครับ (ปลูกอยู่บริเวณเดียวกับกระชายที่มีอาการใบเหลือง)
    รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี
    ตอบเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
    ส่วนจำปีเกิดจากสาเหตุเดียวกันครับ ดินอิ่มตัวระบายน้ำไม่ทัน ก็คือแฉะนั่นแหละครับ จำปีทนแล้งได้พอควร แต่ไม่ทนแฉะครับ แนะนำให้แซะร่องลึกประมาณ 20-25 ซม. เพื่อให้น้ำส่วนเกินระบายออกไป จะช่วยลดความรุนแรงได้ครับ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ความผิดปกติของพืช
    ต้นกระชายที่ปลูกไว้มีอาการใบเหลืองมาประมาณ 1 อาทิตย์ ปลูกที่อำเภอวังน้ำเขียวจังหวัดนครราชสีมา ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร มีทางแก้ไขหรือไม่ครับ (ปกติให้น้ำด้วยระบบสปริงเกลอร์ แต่ช่วงนี้ฝนชุกจึงงดน้ำ และไม่ใส่ปุ๋ยและสารใดๆ ให้เลย)
    รศ.ดร.รวี เสรฐภักดี
    ตอบเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
    อาการแบบนี้ระบุได้เลยครับว่า ดินอิ่มตัวระบายน้ำไม่ทัน ก็คือแฉะนั่นแหละครับ แนะนำให้แซะร่องลึกประมาณ 20-25 ซม. เพื่อให้น้ำส่วนเกินระบายออกไป จะช่วยลดความรุนแรงได้ครับ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 31 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    สอบถามเพิ่มค่ะ เป็นเจ้าของที่นาเหมือนกันมีชื่อในโฉนดที่ดิน ถ้าเราไปลงทะเบียน​เยียวยาเกษตรผู้ประสบภัยน้ำท่วม โดยไม่ใช้ชื่อที่ตรงกับสมุดเขียวได้ไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 ตุลาคม 2564
    ตามหลักเกณฑ์ไม่สามารถทำได้นะคะ หลักเกณฑ์เงินเยียวยาเกษตรกรน้ำท่วม 2564 1. เกษตรกรต้องขึ้นทะเบียนเกษตรกรหรือปรับปรุงทะเบียนเกษตรกรกับกรมส่งเสริมการเกษตรก่อนเกิดภัย 2. มีพื้นที่เสียหายสิ้นเชิงอยู่ในพื้นที่ประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือด้านการเกษตรผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2564
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ใช้เวลากี่วันในการเปลี่ยนผู้ถือสมุดสีเขียวคะ และได้สมุดสีเขียวเลยไหมถ้าไปเปลี่ยน
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 25 ตุลาคม 2564
    โดยปกติจะใช้เวลาดำเนินการไม่นานและได้ตัวเล่มทันที แต่เนื่องจากเป็นช่วงสถานการณ์การระบาดของโรคโควิด-19 รบกวนสอบถามกับทาง สนง.เกษตรอำเภอในพื้นที่นะคะ หากมีข้อสงสัยเพิ่มเติมสามารถสอบถามโดยตรงที่ inbox Facebook Digital DOAE ได้ที่ https://web.facebook.com/digitaldoae/
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 21 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    อยากจะเปลี่ยนผู้ถือ​สมุดเกษตรกร​ เนื่องจากคนเดิมไม่ได้ทำนาแล้ว ต้องใช้เอกสารอะไรบ้าง และต้องให้คนเดิมไปด้วยไหม (ในกรณีที่​คนเดิมไม่สามารถไปได้ สามารถมอบอำนาจได้รึป่าว)​ขอบคุณ​ค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 20 ตุลาคม 2564
    สามารถไปติดต่อได้ที่ สำนักงานเกษตรอำเภอที่เคยได้ลงทะเบียนไว้ก่อนหน้าค่ะ แล้วยื่นแบบคำร้องขอเปลี่ยนแปลงหัวหน้าครัวเรือนเกษตรกร (ทบก.) พร้อมแนบหลักฐาน สำเนาบัตรประชาชน พร้อมรับรองสำเนาของผู้ยื่นคำร้อง สำเนาใบมรณะบัตร (กรณีหัวหน้าครัวเรือนเสียชีวิต) หากมีสมุดเล่มเขียวก็ให้นำติดตัวไปด้วยค่ะ และสามารถมอบอำนาจไปได้ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ขอทราบกลไกการออกฤทธิ์ของสารป้องกันเชื้อราประเภทดูดซึม เช่น เมตาแลกซิล หน่อยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 ตุลาคม 2564
    สารป้องกันกำจัดศัตรูพืชประเภทดูดซึม (Systemic pesticide) จะออกฤทธิ์โดยการดูดซึมเข้าสู่เซลพืช และมีกลไกการออกฤทธิ์ทำลายหลังจากการดูดซึมเข้าไปแล้วค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    สวัสดีครับ ขออนุญาตรบกวนครับ โคนต้นทุเรียนมีหอยทากเยอะมาก เป็นอันตรายกับต้นทุเรียนไหมครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 ตุลาคม 2564
    ตอบ คุณสมพงษ์ จันXXX หอยทากจะกัดกินใบทุเรียนอ่อนได้นะคะ ลักษณะการทำลาย หอยทากกัดกินต้นไม้จนแหว่งและบางครั้งหากมีจำนวนมากจะกัดกินใบจนเกลี้ยงต้น มักออกมาหากินเวลากลางคืน โดยเฉพาะฤดูฝนจะมีจำนวนมาก สามารถแพร่พันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว พบว่ามีหอยทากมากกว่า 500 ชนิด วงจรชีวิตหอยทาก Ovachlamys fulgens (Gude) ตัวเต็มวัยอายุเฉลี่ย 38 วัน วางไข่เป็นกลุ่ม ๆ ใต้วัสดุปลูก หรือขุดรูฝังในดิน 2-10 ฟองต่อกลุ่ม หอยทากสาริกา หอยแว่น (Sarika snail) Sarika spp. มีลักษณะเปลือกบางเป็นวงกลมแบน สูง 0.80 เซนติเมตร ไม่มีฝาปิด วางไข่ครั้งละ 8-10 ฟอง การป้องกันกำจัด ทำได้โดย - อย่ารดน้ำต้นไม้ในเวลาตอนเย็นหรือกลางคืน ดังนั้นจึงจะพากันออกมาในเวลากลางคืน เพราะหอยทากชอบความเปียกชื้น แต่ไม่ชอบแสงแดด - อย่าให้ในสวนมีกระป๋องโลหะ แผ่นไม้ หรือวัสดุที่มืดและชื้นอื่น ๆ เพราะหอยทากจะใช้เป็นสถานที่ซ่อนตัวในเวลากลางวัน และวางไข่จนเพิ่มจำนวนหอยทากให้มากมายมหาศาลได้ - โรยเปลือกไข่ ทรายหยาบ หรือหินเบา ๆ ที่มีส่วนผสมซิลิกาไว้รอบ ๆ ต้นไม้ที่หอยทากชอบกิน เพราะหอยทากไม่สามารถคลานข้ามพื้นผิวขรุขระเข้าไปหาต้นไม้ได้ โดยพืชที่หอยทากชอบกินเป็นพิเศษก็เช่น ถั่วต่าง ๆ กะหล่ำปลี โหระพา สะระแหน่ สตรอเบอร์รี ดาวเรือง เป็นต้น - หาซื้อลวดทองแดงมาพันไว้รอบ ๆ กระถางต้นไม้ เพราะหอยทากไม่ชอบวัสดุที่เป็นโลหะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งทองแดง ดังนั้นจึงช่วยป้องกันหอยทากที่จะปีนขึ้นไปกัดกินต้นไม้ได้ - ใช้กากกาแฟโรยรอบโคนต้นพืชไล่หอยทาก - หมั่นพรวนดินกําจัดไข่หอยทาก - ใช้เกลือเข้มข้นพ่น - ตัดแต่งกิ่งให้โปร่งให้แสงส่องถึง - ขี้เลื่อย ขี้แกลบ ผงถ่าน หินภูเขาไฟ หอยทากไม่ชอบเพราะทําให้ระคายเคือง - กระเทียมมีธาตุกํามะถันสูง ให้นํากระเทียมทั้งเปลือก 2-3 กํามือมาตําให้ละเอียด นําไปแช่น้ำ 1 แกลลอน หรือ 16 ถ้วย (ตักเปลือกกระเทียมที่ลอยอยู่ทิ้งไป) แช่น้ำค้างคืนไว้ 1 คืนโดยไม่ต้องผสมสารจับใบ กรองน้ำกระเทียมด้วยผ้าขาวบาง เอาแต่น้ำ แล้วนําไปพ่นตามใบผัก หรือพ่นตามกระถางต้นไม้ รอบ ๆ โคนต้นไม้ผล กลิ่นของกระเทียมจะช่วยขับไล่ทาก, หอยทาก - โรยปูนขาวไว้รอบๆ ต้นไม้ หรือแปลงปลูก เพื่อป้องกันหอยทากไม่ให้เข้าไปได้ (นอกจากนี้ปูนขาวยังช่วยปรับสภาพดินให้เป็นกลางอีกด้วย) - จับทําลายเป็นอาหารสัตว์ - อย่าปล่อยให้บ้านหรือสวนรกสกปรก มีเศษใบไม้ ใบหญ้า ผลไม้สุกเน่า เศษอาหาร อยู่ตามพื้น เป็นการหยุดสร้างแหล่งอาหารให้หอยทาก เมื่อหอยทากขาดแหล่งอาหารก็จะย้ายไปหาแหล่งอาหารใหม่ - ใช้สารกําจัดหอย (เมทธัลดีไฮล์) ที่เป็นเหยื่อพิษโดยเฉพาะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    รบกวนสอบถามถึงวิธีการเตรียมตัวสำหรับการปลูกไม้ตระกูล Alocasia ช่วงหน้าหนาวในโซนภาคเหนือครับ มีวิธีการไหนบ้างครับที่จะทำใหัพืชตระกูลนี้โตแบบไม่ชะงักในช่วงหน้าหนาว ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 ตุลาคม 2564
    หากปลูกเลี้ยงในอุณหภูมิที่ต่ำเกินไป (ปกติจะเติบโตได้ดีช่วง 18-29 องศาเซลเซียส) จะแสดงอาการต้นทรุดโทรม ไม่งอกงาม และไม่สามารถทนต่ออากาศหนาวเย็นได้ (ต่ำกว่า 13 องศาเซลเซียส) และกรณีที่ต้องการย้ายไปเลี้ยงยังอุณหภูมิที่สูงขึ้น ควรค่อยๆ เพิ่มอุณภูมิทีละน้อยๆ เพื่อให้ต้นปรับตัวต่อสภาพแวดล้อมและสภาพอากาศ หากเป็นช่วงที่มีสภาพอากาศหนาวเย็นเช่นภาคเหนือตอนบน แนะนำให้ปลูกเลี้ยงในสภาพเรือนกระจกแบบต่างประเทศ ในกรณีปลูกเลี้ยงจำนวนไม่มาก ควรปลูกในโรงเรือนที่ควบคุมอุณหูมิและความชื้นให้เหมาะสม โดยอาจติดระบบน้ำ เช่น หัวพ่นหมอก เพื่อเพิ่มความชื้นในโรงเรือนด้วย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเกษตรทั่วไป
    ผมสนใจข้อมูลเกี่ยวกับเยอบีร่าไทยจาก http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5c31bdcc4dc0454c34f245d8#answer1 จึงอยากได้ข้อมูลด้านอื่นๆ เกี่ยวกับเยอบีร่าไทยและฤดูกาลปลูกด้วยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 8 ตุลาคม 2564
    ตอบ คุณ Chaiyod เนื่องจากไม่มีข้อมูลเรื่องฤดูกาลปลูกแบบเฉพาะเจาะจง จึงแนะนำเรื่องสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมดังนี้ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม (Environment) - ดิน (Soil) : เยอบีร่าสามารถเจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนที่มีการถ่ายเทของอากาศและการระบายน้ำดี ความชื้นในดินสม่ำเสมอ มีอินทรียวัตถุสูง มีค่า pH 5.5-6.5 มีค่า pH ต่ำกว่า 5.5 ควรใส่ปูนขาวหรือปูนโดโลไมท์ ถ้าค่า pH สูงกว่า 7 เยอบีร่าจะแสดงอาการขาดธาตุอาหาร แก้ไขโดยใส่ปุ๋ยอินทรีย์ - อุณหภูมิ (Temperature) ที่เหมาะสม : ในเวลากลางคืนอยู่ระหว่าง 15-17 องศาเซลเซียส และกลางวันอยู่ระหว่าง 21-25 องศาเซลเซียส - แสง (Light) ที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต : ควรมีความเข้มประมาณ 4,000 ลักซ์ หากความเข้มแสงมาก ควรใช้ซาแลนพรางแสงร้อยละ 50 (ช่วงเดือนมีนาคม-เมษายน) - ความชื้น (Moisture) : ความชื้นสัมพัทธ์ที่เหมาะสม คือ 80 เปอร์เซ็นต์ และควรปลูกภายใต้โรงเรือนหลังคาพลาสติก เพื่อให้ได้ดอกที่มีคุณภาพ โดยได้ส่งข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเยอบีร่าตามลิงค์นี้ https://hkm1.hrdi.or.th/knowledge/detail/122 *อ้างอิงข้อมูลจาก มูลนิธิโครงการหลวงและสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน). 2549. คู่มือการผลิตไม้ตัดดอกและไม้ตัดใบ. มูลนิธิโครงการหลวง. เชียงใหม่. 375 หน้า.
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 8 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    การขยายพันธุ์พืช
    ขอข้อมูลวิธีการเพาะเนื้อเยื่อด้วยครับ ผมจะขยายพันธุ์กระท่อมโดยวิธีเพาะเนื้อเยื่อครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 6 ตุลาคม 2564
    สามารถศึกษาและดูรายละเอียดได้จาก คู่มือการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อพืช ในไฟ์แนบด้านล่างนะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 6 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    เราสามารถกำจัดเพลี้ยในดินก่อนปลูกผักปลอดสารพิษได้อย่างไรคะ ก่อนหน้านี้เคยลองปลูกผักโขมแดง พอผักเริ่มขึ้นก็มีเพลี้ยสีขาว ๆ มาทันที และเยอะมาก เอาน้ำรดมันก็กระโดด แต่ก็ไม่ได้ไปไหน ตอนนี้เลยปล่อยทิ้งไว้ค่ะ เพิ่งเริ่มหัดปลูกผัก รบกวนแนะนำหน่อยค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 6 ตุลาคม 2564
    เบื้องต้นขอสันนิษฐานว่า เพลี้ยดังกล่าวน่าจะเป็นเพลี้ยแป้ง ซึ่งการป้องกันกำจัดสามารถทำได้หลายวิธี ดังนี้ 1. ใช้น้ำส้มสายชู 1 ฝา ผสมกับน้ำเปล่า 2-3 ลิตร พอให้เจือจาง นำไปผสมกับน้ำยาล้างจานอีกเล็กน้อย แล้วฉีดพ่นที่ตัวเพลี้ย ไม่นานเพลี้ยจะหายไป 2. ใช้พริกจะสดจะแห้งก็ได้สักช้อน-2 ช้อน น้ำยาล้างจาน 1 ช้อน กระเทียมสด 1 หัวใหญ่ หัวหอมสด 1 พอๆ กับกระเทียมปั่น, (ทั้งนี้สามารถใช้พริกแกงเผ็ดทดแทนได้) เติมน้ำให้ปั่นให้ทั่วได้เติมน้ำเกือบเต็มขวดน้ำอัดลม 2 ลิตร เอาของที่ปั่นแล้วเทลงไป หมักทิ้งไว้ 1 คืนกรอง แล้วเอาไปใช้กับสเปรย์ได้เลย ระวังผักใบอ่อน เช่น ผักกาดอาจจะแสดงอาการใบไหม้ได้ 3. กระเทียม ใช้ส่วนหัวสดแก่ 1 กก. โขลกละเอียดแช่ในน้ำมันก๊าดหรือแอลกอฮอล์พอท่วม (ประมาณ 1 ลิตร) นาน 24 ชม. หรือแช่ในน้ำร้อนจัด 1 ลิตร นาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราการใช้ นำหัวเชื้อทั้งหมดผสมน้ำ 60 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน 4. ขมิ้นชัน ใช้ 1 กก. โขลกละเอียดแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 1-2 ลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน 5. ยางมะละกอ ใช้ส่วนใบแก่สดและเปลือกผลแก่ติดยาง 1 กก. บดแช่น้ำ 20 ลิตร นาน 24 ชม. ได้หัวเชื้อ อัตราการใช้ หัวเชื้อ 30-50 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน 6. ยางกล้วย โดยรองน้ำยางกล้วยจากการตัดปลีกล้วย ผสมน้ำยางกล้วยกับเครื่องดื่มชูกำลัง 1 ฝา ต่อ น้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วทรงพุ่ม 7. นำน้ำผงซักฟอกที่ใช้ซักผ้า (น้ำแรก) จำนวน 10 ลิตรผสมกับน้ำเปล่า 200 ลิตรนำไปพ่นในช่วงที่มีอากาศเย็น1-2 ครั้งสามารถกำจัดเพลี้ยแป้งได้ หากพบในจำนวนไม่มากให้ตัดส่วนที่มีเพลี้ยแป้งออกไปทิ้ง และต้องกำจัดมดที่จะกินน้ำหวานที่เพลี้ยปล่อยออกมา และขนเพลี้ยแป้งไปทั่วสวนผักที่เราปลูกด้วยนะคะ ทั้งนี้ การตากดินก่อนปลูกเพื่อเพื่อกำจัดเชื้อโรคและแมลงบางชนิดก็เป็นสิ่งสำคัญและช่วยป้องกันศัตรูพืชได้ในระดับหนึ่งด้วยนะคะ สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จาก วิธีเตรียมดินปลูกผักในข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างนี้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 6 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    อารักขาพืช
    ไม่ทราบว่าพอมีข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า บ้างมั้ยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 1 ตุลาคม 2564
    ตอบคุณ เนตรนภัส สามารถอ่านรายละเอียดข้อมูลเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ซึ่งประกอบไปด้วย การผลิต กลไกการทำลายโรคพืช วิธีผลิตและวิธีการใช้ ได้จากไฟล์แนบด้านล่างนะคะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 ตุลาคม 2564
  • ถาม-ตอบ
    มลพิษ
    อยากได้เอกสารแนะนำ หนังสือที่เกี่ยวกับการรับมือน้ำท่วมในพื้นที่เรือกสวนไร่นา ไม่ทราบว่าจะพอหาได้จากที่ไหนได้บ้างคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 30 กันยายน 2564
    ขอแนะนำหนังสือจากโครงการหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตรฯ 2 เล่มนะคะ 1. อุทกภัย ผลกระทบต่อสวนไม้ผลและแนวทางแก้ไข 2. คำแนะนำข้อปฏิบัติของเกษตรกรหลังน้ำลด: การฟื้นฟูสวนไม้ผลหลังประสบอุทกภัย ทั้งนี้สามารถคลิกอ่านได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่างค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 กันยายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเกษตรทั่วไป
    ประเทศไทยสามารถปลูกหล่อฮั๊งก้วยได้มั้ยครับ มีข้อมูลเชิงเกษตรที่อ้างอิงได้ที่ไหนครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 28 กันยายน 2564
    หล่อฮั้งก้วย (Luo Han Guo) : Siraitia grosvenori, Momordica Grosvenori เป็นพืชเศรษฐกิจที่ปลูกมากในแถบตอนใต้ของประเทศจีน เช่น มณฑลกว่างซี มลฑลกวางตุ้ง ซึ่งภูมิอากาศใกล้เคียงกับทางเหนือของประเทศไทย (*มีผู้ทดลองนำผลสดจากประเทศจีน มาทดลองเพาะที่ อ.ปากช่อง จ.นครราชสีมา สามารถงอกได้ดีและเจริญเติบโตเป็นที่น่าจะพอใจ อ้างอิงจาก http://www.bansuanporpeang.com/node/23602) ซึ่งในประเทศไทยยังไม่มีการปลูกเชิงการค้า มีเพียงการนำเข้าเมล็ดพันธุ์มาจากประเทศจีนเพื่อการจำหน่ายเท่านั้น แต่ทั้งนี้เมล็ดดังกล่าวมีอัตราการงอกเพียง 50-60% ค่ะ หมายเหตุ : ปัจจุบันนิยมนำหล่อฮั้งก้วยมาใช้เป็นสารให้ความหวานแทนน้ำตาลเช่นเดียวกับหญ้าหวาน เพราะองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกา (FDA) ได้รับรองไว้เมื่อปี 2009 ว่าความหวานของผลหล่อฮั้งก้วย หวานกว่าน้ำตาลถึง 150-300 เท่า ใกล้เคียงกับความหวานของหญ้าหวานที่หวานกว่าน้ำตาล 200-300 เท่าเช่นกัน อีกทั้งเมื่อเทียบกับหญ้าหวานแล้ว หล่อฮั้งก้วยจะมีกลิ่นที่หอมหวานกว่า จึงทำให้มีความต้องการนำหล่อฮั้งก้วยมาใช้ใส่แทนน้ำตาลเพื่อให้ความหวานในกลุ่มผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักมากขึ้นในปัจจุบัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 27 กันยายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การเกษตรทั่วไป
    ขอข้อมูลพืชกระท่อม สายพันธุ์ การเพาะพันธุ์ ขยายพันธุ์ สภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของพืช ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 กันยายน 2564
    กระท่อมเป็นไม้ยืนต้น มีถิ่นกำเนิดในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยเฉพาะประเทศไทย มาลายู จนถึงเกาะนิวกินีด้วย จึงเหมาะกับสภาพแวดล้อมแบบร้อนชื้น ส่วนสายพันธุ์สามารถดูได้จากภาพประกอบด้านล่าง ทั้งนี้เนื่องจาก พืชกระท่อม เพิ่งได้รับการปลดล็อกจากพืชเสพติด จึงยังไม่มีข้อมูลเกี่ยวกับการเพาะปลูก ยังอยู่ในช่วงศึกษาวิจัย หากมีความคืบหน้าจะนำข้อมูลมาเสนอต่อไปนะคะ แต่ทั้งนี้สามารถติดตามข้อมูลได้จาก ศูนย์วิจัยพืชกระท่อมแห่งมหาวิทยาลัยแม่โจ้ ได้ที่ https://www.facebook.com/MJUKratom/ การขยายพันธุ์ - วิธีเพาะเมล็ดพืชกระท่อม 1.นำเมล็ดกระท่อม มาตากเเดด ใว้ 1 วัน 2 .การเตรียมดิน แนะนำให้ใช้ดินปลูกต้นไม้หรือดิน สำเร็จรูป เพราะมีการปรุงดินใว้เรียบร้อยเเล้ว 3. นำดินใส่ในกะบะทราย หรือ กล่องสี่เหลี่ยม หรือ (ภาชนะอะไรก็ได้) 4 . เกรี่ยดินให้เท่ากันเเล้วรดน้ำให้ดินชุ่ม เอา เมล็ดกระท่อม มาโรยให้ทั่วแล้วเอาดิน กลบบางฯ แล้ว รดน้ำให้ชุ่ม (กระท่อมเป็นพืชชอบน้ำ) 5.รอประมาน 1/2สัปดาห์ ก็จะเเตกยอดให้ต้นกระท่อม ให้น้ำวันละครั้ง ควรใช้ที่ฉีดน้ำเเบบฝ่อย หรือ หัว ลัคกี้ ฉีดเบาเบา เพื่อไม่ให้ล้ม ดูภาพประกอบได้ที่ https://board.postjung.com/1338454 - วิธีการปักชำ 1.เอาดินผสมกับน้ำพอชุ่ม(ไม่แฉะ) แล้วใส่กระป๋องแก้วพลาสติกเตรียมรอไว้ 2.เอาน้ำยาเร่งรากมาทาบริเวณโคนกิ่งหรือจุ่มกิ่งลงไปในน้ำยาก็ได้ แบ่งน้ำยาใส่ภาชนะอื่น ห้ามจุ่มลงในขวดโดยตรงเพราะจะทำให้น้ำยาเร่งรากเสียไว ทิ้งไว้ประมาณ 20 นาทีสำหรับแบบจุ่ม สำหรับแบบทาควรทิ้งไว้ให้น้ำยาแห้งก่อน 3.นำกิ่งที่ทาน้ำยาเร่งรากแล้วมาปักลงบนดินที่เตรียมไว้ ควรเปิดทางด้วยการแทงดินนำลงไปก่อนด้วยกิ่งไม้หรืออะไรที่เป็นแท่งตรง และค่อยนำกิ่งกระท่อมลงตาม 4.นำถุงใสที่เตรียมไว้มาครอบแล้วนำหนังยางมามัดไว้ให้แน่นไม่ให้อากาศเข้าได้ 5.นำไปตั้งไว้บริเวณที่มีแสง(แต่ไม่จัดจนเกินไป) 6.รอดูว่ารากขึ้นไหม แล้วค่อยนำลงดินต่อไป เกร็ดความรู้เพิ่มเติม หากใบใหญ่เกินไป ให้ตัดใบเหลือเพียงครึ่งใบ เพื่อให้กิ่งที่เราปักชำแตกรากไวขึ้น ใส่หินเพอร์ไลท์เพื่อช่วยให้อุ้มน้ำและให้ต้นมีโอกาสรอดเพิ่มมากขึ้น(ไม่ให้รากแห้ง,ขาดน้ำตาย) สามารถใช้ “ไฟสำหรับปลูกต้นไม้” เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสการแตกรากของ กิ่งที่เราปักชำ สามารถตัดกิ่งให้สั้นลง เพื่อเพิ่มโอกาสแตกรากได้มากขึ้น เพราะอาหารและน้ำจะขึ้นไปเลี้ยงต้นได้เร็วขึ้น - วิธีการเสียบตาหรือฝากตา นำต้นพืชกระท่อมขี้หมูมาทำการเสียบยอด ติดตา ทาบกิ่ง ด้วยพันธุ์พืชกระท่อมที่นิยมบริโภค พบว่าเป็นวิธีการที่รวดเร็ว มีคุณภาพมากที่สุด และสามารถขนส่งได้รวดเร็วที่สุด สำหรับการเสียบยอด การทาบกิ่งที่นิยมกันโดยทั่วไปในขณะนี้ นอกจากเจริญตอบโตช้ากว่าการเสียบตาแล้วจะโดดแสงแดดไม่ได้ เพราะยอดจะเหี่ยวแห้งตายได้ง่าย รวมทั้งการขนส่งก็ยากลำบาก เพราะเสี่ยงที่ยอดจะหักได้ง่าย อัตราการรอดประมาณ 70-80 เปอร์เซ็นต์ ส่วนอีกวิธีการหนึ่งคือ วิธีการติดตา เป็นวิธีการคล้ายกับการ "เสียบตา หรือฝากตา" ของตน แต่ขั้นตอนการทำอยากกว่ามาก โดยเฉพาะการแกะเปลือกต้นตอให้มีขนาดพอดีกับกิ่งตาที่จะนำไปทาบและต้องพันพลาสติกหรือเทปกาวจนแน่นไม่ให้น้ำเข้าไปได้ หากน้ำเข้าไปจะทำให้ตาเน่าเสีย และตายในที่สุด ในขณะที่วิธีการการเพาะต้นพืชกระท่อมจากเมล็ด แม้จะได้ต้นพืชกระท่อมครั้งละมาก ๆ แต่มีข้อเสียหลายประการ เช่น โตช้า ต้นอ่อนแอ แม้เจริญเติบโตจนมีใบเต็มต้นแต่ยังบริโภคไม่ได้ เพราะใบจะอ่อน เมือก เหม็นเขียวและรสขมมาก ไม่นิยมนำมาบริโภค รอจนกว่าต้นจะแก่มีอายุเกิน 3 ปี ใบจึงจะเก็บมาบริโภคหรือจำหน่ายได้ ที่สำคัญวิธีการเพาะเมล็ดเสี่ยงต่อการกลายพันธุ์ แต่การเสียบตา ฝากตา รอด 100 เปอร์เซ็นต์แน่นอน ยกเว้นตาที่นำไปเสียบเป็นตาแห้ง ตาที่ตายแล้วเท่านั้นอาจเสียหายขณะขนส่ง อย่างไรก็ตาม ต้นไหนที่ไม่แตกยอดรับเคลมเปลี่ยนใหม่ให้ทุกต้น สามารถดูภาพประกอบได้ที่ https://www.naewna.com/likesara/601793
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 กันยายน 2564
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ขอข้อมูลการปลูกฟ้าทะลายโจร การแปรรูปบรรจุแคปซูล อยากปลูกประมาณ 4-5 ไร่ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 กันยายน 2564
    เทคนิคการปลูกและการดูแลรักษาฟ้าทะลายโจร 1. การเตรียมการก่อนปลูก 1.1 การเตรียมดิน โดยการขุดหรือไถพรวนเพื่อให้ดินร่วนซุย และตากดินไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ แล้วจึงทำการไถแปร และปรับปรุงดินด้วยปุ๋ยอินทรีย์ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยหมัก 1.2 การเตรียมพันธุ์ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด ใช้เมล็ดจากฝักแก่จัด เมล็ดต้องมีสีน้ำตาลแดง ลักษณะสมบูรณ์ ปราศจากโรคและแมลง เนื่องจากเมล็ดมีเปลือกแข็ง ก่อนปลูกแช่เมล็ดในน้ำที่อุณหภูมิห้อง ประมาณ 6-12ชั่วโมง เพื่อให้น้ำซึมผ่านเมล็ดและเมล็ดสามารถงอกได้ การปลูกฟ้าทะลายโจรสามารถปลูกด้วยเมล็ดหรือต้นกล้า มี 4 วิธี คือ 1. นำเมล็ดผสมทรายหยาบอัตรา 1:1-2 ส่วน แล้วหว่านในแปลงปลูก 2. โรยเมล็ดเป็นแถวแนวขวาง แต่ละแถวห่างกันประมาณ 50 เซนติเมตร แล้วกลบด้วยดินบาง ๆ 3. เพาะต้นกล้าในถาดเพาะ แล้วย้ายกล้ามาปลูกในแปลง เมื่อต้นกล้ามีอายุประมาณ 30 วัน 4. เพาะต้นกล้าในแปลง การเตรียมแปลงเพาะต้นกล้าใช้วิธีเดียวกับการทำแปลงปลูก โดยรองพื้น ด้วยปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 0.5-1 กิโลกรัม ต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร การดูแลรักษา 1. การใส่ปุ๋ย แบ่งใส่เป็นระยะ ดังนี้ อายุ 60 วัน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ประมาณ 125 กรัมต่อต้น หรือ 300 - 400 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร และเมื่ออายุ 90 - 110 วัน ให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์ 300 - 500 กรัมต่อพื้นที่ 1 ตารางเมตร โดยวิธีการหว่านให้กระจายสม่ำเสมอกัน หลังหว่านปุ๋ยแล้วต้องรดน้ำทันทีอย่าให้ปุ๋ยค้างที่ใบ 2. การให้น้ำ ควรให้น้ำอย่างสม่ำเสมอและพอเพียง ตั้งแต่ปลูกจนถึงช่วงเก็บเกี่ยว ในช่วงที่มีแดดจัดหรือหน้าร้อนควรรดน้ำ 2 ครั้งต่อวัน ทั้งเช้าและเย็น หากมีแดดไม่จัดมาก รดน้ำวันละครั้งเฉพาะช่วงเย็นก็ได้ เมื่อต้นอายุประมาณ 2 เดือนสามารถลดการให้น้ำได้ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสม 3. การป้องกันและแก้ไข ปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืช โรคฟ้าทะลายโจร ได้แก่ โรคโคนเน่าและรากเน่า เกิดจากเชื้อรา หากพบให้ถอนทำลายทันที โรคแอนเทรคโนส พบตรงกลางหรือปลายใบ หากพบให้ตัดส่วนที่เป็นโรคทิ้ง (โรคที่เกิดขึ้นกับฟ้าทะลายโจรนั้น ไม่พบว่าทำความเสียหายขั้นรุนแรง) แมลงศัตรูฟ้าทะลายโจร ไม่พบแมลงชนิดใดที่ทำความเสียหายรุนแรง อาจพบหนอนผีเสื้อได้บ้าง ก็สามารถจับไปทำลายทิ้งได้ การปฏิบัติก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว - เก็บเกี่ยวในช่วงที่พืชออกดอกตั้งแต่เริ่มออกดอกจนถึงดอกบาน 50% ซึ่งพืชจะมีอายุประมาณ 110 - 150 วัน เป็นช่วงที่มีสารสำคัญสูง โดยพบมากที่ส่วนยอดและใบ - วิธีการเก็บเกี่ยวให้ตัดทั้งต้น ให้เหลือตอสูงประมาณ 5 - 10 เซนติเมตร เพื่อให้เจริญให้ผลผลิตต่อไป ใช้เวลาประมาณ 2 - 3 เดือนจึงสามารถเก็บเกี่ยวได้อีกครั้ง - การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยว นำไปคัดแยกสิ่งปลอมปน เช่น วัชพืชที่ปะปนมาและล้างให้สะอาด ตัดเป็นท่อนๆ ยาวประมาณ 3 - 5 เซนติเมตร ผึ่งให้แห้ง ทำแห้งโดย ตากแดดบนลานตากยกพื้นมีวัสดุรองรับที่สะอาด หรือใช้เครื่องอบแห้งแบบลมร้อน ที่อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส ใน 8 ชั่วโมงแรก และลดอุณหภูมิเหลือ 40 - 45 องศาเซลเซียส อบต่อจนแห้งสนิท *ส่วนการผลิตฟ้าทะลายโจรแบบแคปซูล สามารถดูได้จากข้อมูลเพิ่มเติม : วิธีผลิตฟ้าทะลายโจรแบบแคปซูล
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 กันยายน 2564
แสดง 1 - 20 จาก 628
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู