ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 507
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    ตรวจสอบ​บัญชี​ธนาคาร​ที่​ตรงกับทะเบียน​เกษตรกร​
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2563
    เกษตรกรสามารถเช็กเงินเกษตรกรที่ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส. โอนได้แล้ว กดที่ลิงค์ https://chongkho.inbaac.com/ โดยกรอกเลขประจำตัวประชาชน 13 หลัก หรือกดสมัครเช็กเงินเข้าออกผ่านไลน์ของ ธ.ก.ส. (ฟรี) โดยเพิ่มเพื่อน @baccfamily ได้อีกช่องทางหนึ่งด้วยค่ะ และหากมีข้อสอบถามเพิ่มเติมสามารถติดต่อ ธกส. ได้โดยตรงที่ https://www.facebook.com/baacservicemind/
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 23 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    การเงิน/สินเชื่อ
    โฉนดที่ดินเป็น นส3 ปลูกยาง 30 ไร่ แต่ชื่อโฉนดเป็นชื่อพ่อ แต่พ่อเสียชีวิตไปแล้ว ช่วงโควิดผมได้รับเงินเยียวยา อยากทราบว่าเงินประกันชาวสวนยางผมจะได้รับสิทธิ์ไหม
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 พฤศจิกายน 2563
    ตามข้อมูลที่ทางเกษตรให้มาไม่พบข้อมูลการขึ้นทะเบียนนะคะ โปรดติดต่อหน่วยงานที่รับขึ้นทะเบียนเกษตรกรตามชนิดพืชที่ได้รับสิทธิ์ตามโครงการ หรือสามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 0 2433 2222 ต่อ 243-245 หลังจากนี้สามารถตรวจสอบข้อมูลได้ที่ http://www.rubber.co.th/gir/index/ https://chongkho.inbaac.com/
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 17 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 9: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 9:
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    ต้นจิกใหญ่ (Barringtonia angusta Kurz) เป็นไม้ต้น สูงได้ถึง 20 ม. ใบรูปใบหอกกลับ ยาว 30-70 ซม. ปลายมีติ่งแหลม โคนรูปลิ่ม แผ่นใบบาง ขอบจักฟันเลื่อยเส้นแขนงใบข้างละ 18-30 เส้น ก้านใบยาว 0.5-1.5 ซม. ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ห้อยลง ยาวได้ถึง 2.5 ม. ใบประดับรูปสามเหลี่ยมหรือแกมรูปขอบขนาน ยาวได้ถึง 1.5 ซม. ดอกไร้ก้าน ฐานดอกยาว 0.6-1.2 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 0.6-1 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ดอกสีครีมอมชมพู กลีบรูปรีกว้างหรือคล้ายรูปใบพาย ยาว 1.5-3 ซม. เกสรเพศผู้เรียง 5-7 วง ยาว 3.5-5 ซม. วงในยาว 0.7-2 ซม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 5-7 ซม. ผลรูปขอบขนาน ยาว 7-8 ซม. สันปีกกว้าง 2-5 มม. มีเมล็ดเดียว รูปไข่ ยาวประมาณ 2.2 ซม. พบที่พม่า เวียดนาม คาบสมุทรมลายู ในไทยพบทางภาคเหนือที่แม่ฮ่องสอน ตาก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ตราด และภาคใต้ ขึ้นริมลำธารในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 500 เมตร เป็นไม้ประดับ มีชื่อการค้าว่า จิกเศรษฐี
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 10: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 10:
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    จิกใหญ่ (Barringtonia augusta Kurz ) ไม้ต้น สูงได้ถึง 20 ม. ใบรูปใบหอกกลับ ยาว 30–70 ซม. ปลายมีติ่งแหลม โคนรูปลิ่ม แผ่นใบบาง ขอบจักฟันเลื่อย เส้นแขนงใบข้างละ 18–30 เส้น ก้านใบยาว 0.5–1.5 ซม. ช่อดอกแบบช่อเชิงลด ห้อยลง ยาวได้ถึง 2.5 ม. ใบประดับรูปสามเหลี่ยมหรือแกมรูปขอบขนาน ยาวได้ถึง 1.5 ซม. ดอกไร้ก้าน ฐานดอกยาว 0.6–1.2 ซม. กลีบเลี้ยงยาว 0.6–1 ซม. มีขนสั้นนุ่ม ดอกสีครีมอมชมพู กลีบรูปรีกว้างหรือคล้ายรูปใบพาย ยาว 1.5–3 ซม. เกสรเพศผู้เรียง 5–7 วง ยาว 3.5–5 ซม. วงในยาว 0.7–2 ซม. ก้านเกสรเพศเมียยาว 5–7 ซม. ผลรูปขอบขนาน ยาว 7–8 ซม. สันปีกกว้าง 2–5 มม. มีเมล็ดเดียว รูปไข่ ยาวประมาณ 2.2 ซม. พบที่พม่า เวียดนาม คาบสมุทรมลายู ในไทยพบทางภาคเหนือที่แม่ฮ่องสอนตาก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ที่ตราด และภาคใต้ ขึ้นริมลำธารในป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้น ความสูงถึงประมาณ 500 เมตร อาจเป็นชนิดที่เป็นไม้ประดับที่ชื่อ จิกเศรษฐี ชื่ออื่น: จิกใหญ่ (พังงา); ลุงหลวง (แม่ฮ่องสอน)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 12: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 12:
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    ลักษณะคล้ายต้นราชพฤกษ์ หรือต้นคูนนะคะ แต่อาจต้องพิจารณาจากดอกประกอบด้วยนะคะ เพราะพืชในตระกูลนี้มีใกล้เคียงกันหลายชนิด เช่น ชัยพฤกษ์ กัลปพฤกษ์ รัตนพฤกษ์ รัตนภูมิ (คูนขาว) กาฬพฤกษ์ เป็นต้น ราชพฤกษ์ ชื่อสามัญ Golden shower, Indian laburnum, Pudding-pine tree, Purging Cassia ชื่อวิทยาศาสตร์ Cassia fistula L. จัดอยู่ในวงศ์ถั่ว (FABACEAE หรือ LEGUMINOSAE) และอยู่ในวงศ์ย่อยราชพฤกษ์ (CAESALPINIOIDEAE หรือ CAESALPINIACEAE) ราชพฤกษ์ (ต้นคูน) เป็นพืชพื้นเมืองในแถบเอเชียใต้ ไล่ตั้งแต่ทางตอนใต้ของปากีสถานไปจนถึงอินเดีย พม่า และประเทศศรีลังกา โดยจัดเป็นพรรณไม้ขนาดกลาง มีลำต้นสีน้ำตาลแกมเทาเกลี้ยง มักขึ้นทั่วไปตามป่าผลัดใบหรือในดินที่มีการถ่ายเทน้ำดี ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ดแล้วย้ายกล้ามาปลูกในถุงเพาะชำ ใบราชพฤกษ์ (ใบคูน) ลักษณะของใบออกเป็นช่อ ใบสีเขียวเป็นมัน ช่อหนึ่งยาวประมาณ 2.5 เซนติเมตร และมีใบย่อยเป็นไข่หรือรูปป้อม ๆ ประมาณ 3-6 คู่ ใบย่อยมีความกว้างประมาณ 5-7 เซนติเมตร และยาวประมาณ 9-15 เซนติเมตร โคนใบมนและสอบไปทางปลายใบ เนื้อใบบางเกลี้ยง มีเส้นแขนงใบถี่และโค้งไปตามรูปใบ ดอกราชพฤกษ์ (ดอกคูน) ออกดอกเป็นช่อ ยาวประมาณ 20-45 เซนติเมตร มีกลีบรองดอกรูปขอบขนาน มีความยาวประมาณ 1 เซนติเมตร กลีบมี 5 กลีบ หลุดร่วงได้ง่าย และกลีบดอกยาวกว่ากลีบรองดอกประมาณ 2-3 เท่า และมีกลีบรูปไข่จำนวน 5 กลีบ บริเวณพื้นกลีบจะเห็นเส้นกลีบชัดเจน ที่ดอกมีเกสรตัวผู้ขนาดแตกต่างกันจำนวน 10 ก้าน มีก้านอับเรณูโค้งงอขึ้น ดอกมักจะบานในช่วงเดือนมีนาคมถึงเดือนพฤษภาคม แต่ก็มีบางกรณีที่ออกดอกนอกฤดูเหมือนกัน เช่น ในช่วงเดือนธันวาคมถึงเดือนมกราคม ผลราชพฤกษ์ หรือ ฝักราชพฤกษ์ (ฝักคูน) ผลมีลักษณะเป็นฝักรูปทรงกระบอกเกลี้ยง ๆ ฝักยาวประมาณ 20-60 เซนติเมตร และวัดเส้นผ่านศูนย์กลางได้ราว 2-2.5 เซนติเมตร ฝักอ่อนจะมีสีเขียว ส่วนฝักแก่จัดจะมีสีดำ ในฝักจะมีผนังเยื่อบาง ๆ ติดกันอยู่เป็นช่อง ๆ ตามขวางของฝัก และในช่องจะมีเมล็ดสีน้ำตาลแบน ๆ อยู่ มีขนาดประมาณ 0.8-0.9 เซนติเมตร
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 13: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 13:
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    มะสัง ชื่อวิทยาศาสตร์ Citrus lucida (Scheff.) Mabb. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Feroniella lucida (Scheff.) Swingle) จัดอยู่ในวงศ์ส้ม (RUTACEAE) และอยู่ในวงศ์ย่อย AURANTIOIDEAE ชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ผักสัง (มุกดาหาร), หมากกะสัง มะสัง (ภาคกลาง), กะสัง (ภาคใต้), หมากสัง, กระสัง เป็นต้น ลักษณะของมะสัง ต้นมะสัง มีถิ่นกำเนิดในประเทศอินโดนีเซีย[3] โดยจัดเป็นไม้ยืนต้นขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นประมาณ 5-15 เมตร ลำต้นแตกกิ่งก้านขนานกับลำต้นหรือออกตั้งฉากกับลำต้น ต้นมีกิ่งก้านจำนวนมาก เปลือกต้นเป็นร่องเล็ก ๆ เปลือกแตกเป็นเกล็ดรูปสี่เหลี่ยมขนาดประมาณ 1-2 เซนติเมตร ต้นแก่เป็นสีเทาถึงดำ ตามลำต้นและกิ่งก้านมีหนามแหลมยาว และแข็งตรง ยาวประมาณ 1-5 เซนติเมตร ที่กิ่งอ่อนมีขนขึ้นปกคลุม ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด และวิธีการปักชำกิ่ง เจริญเติบโตได้ดีในดินร่วนซุยที่อุดมสมบูรณ์ มีความชุ่มชื้นอย่างสม่ำเสมอ ชอบแสงแดดจัด และควรปลูกไว้กลางแจ้ง พบขึ้นได้ทางภาคอีสาน ภาคกลาง และภาคใต้ โดยจะขึ้นตามป่าเต็งรัง ป่าดิบแล้ง ป่าโคก ทุ่งนา ใบมะสัง ใบเป็นใบประกอบแบบขนนกชั้นเดียวหรือสองชั้น ปลายใบคี่ ก้านใบรวมยาวประมาณ 5-12 เซนติเมตร เรียงตัวกันแบบสลับหรือเป็นกระจุกประมาณ 2-3 ก้านใน 1 ข้อ ใบย่อยจะเกิดเป็นคู่ ๆ เรียงตัวกันแบบตรงข้าม มีจำนวน 3-5 คู่ ก้านใบย่อยมีความยาวประมาณ 5-10 มิลลิเมตร ลักษณะของใบย่อยเป็นรูปไข่กลับหรือรูปรี ปลายใบแหลมหรือค่อนข้างมนหรือเว้าเข้าเล็กน้อย โคนใบแหลม ส่วนขอบใบเรียบ ใบมีขนาดกว้างประมาณ 0.5-1.5 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1-3 เซนติเมตร ผิวใบเรียบเป็นมัน ด้านท้องใบเห็นต่อมน้ำมันกระจายชัดเจน ดอกมะสัง ออกดอกเป็นช่อกระจุกตามกิ่งหรือตามซอกใบคล้าย ๆ ดอกกระถิน เป็นปุย ๆ มีสีขาว ก้านช่อดอกยาวประมาณ 5-10 เซนติเมตร ส่วนก้านดอกย่อยยาวประมาณ 1-2 เซนติเมตร โคนก้านมีใบประดับ 1 ใบ ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ปลายแหลม ขนาดกว้างประมาณ 1.5-2 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 2.5-3 มิลลิเมตร กลีบดอกมี 5 กลีบ กลีบเป็นสีขาวแยกจากกัน ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปไข่กลับหรือรูปใบหอก ปลายกลีบแหลม โคนกลีบตัดตรง มีขนาดกว้างประมาณ 0.7-1 เซนติเมตรและยาวประมาณ 1.4-1.8 เซนติเมตร ส่วนกลีบเลี้ยงดอกมี 5 กลีบ ติดกันเล็กน้อยที่ฐาน ส่วนปลายกลีบแยกเป็น 5 แฉก เป็นกลีบสีเขียวแกมเหลือง ลักษณะเป็นรูปรีหรือรูปไข่ กว้างประมาณ 3-4 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 5-7 มิลลิเมตร ดอกมีเกสรเพศผู้ประมาณ 15-20 อัน บ้างว่าประมาณ 10-12 อัน โคนก้านชูอับเรณูติดกันประมาณ 1/5 ส่วนของความยาวก้าน ปลายก้านแยกจากกัน ก้านชูอับเรณูเป็นสีขาว ยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร อับเรณูติดบนก้านแบบ Basifix สีเหลืองแกมสีน้ำตาลอ่อน ยาวประมาณ 2-3 มิลลิเมตร ส่วนเกสรเพศเมียมี 1 ก้าน รังไข่ superior ovary สีเขียว ลักษณะเป็นรูปโดมทรงกลม มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 4-5 มิลลิเมตร ก้านเกสรอวบ มีขนาดกว้างประมาณ 1.5-2.5 มิลลิเมตรและยาวประมาณ 1-1.5 เซนติเมตร ยอดเกสรจะเรียวเล็กกว่าก้านเกสรเล็กน้อย รังไข่ 5-6 ห้อง มีออวุลจำนวนมาก สามารถออกดอกได้ตลอดปี ผลมะสัง ผลมีลักษณะกลม เป็นสีเขียวคล้ายผลมะนาว มีขนาดประมาณ 4-12 เซนติเมตร เมื่อแก่จัดจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล เปลือกผลแข็งและหนามาก มีความหนาประมาณ 1 เซนติเมตร เปลือกมีกลิ่นหอม ภายในผลมีเมล็ดจำนวนมาก ลักษณะของเมล็ดเป็นรูปยาวรี โดยผลจะมีรสเปรี้ยว สามารถนำมาใช้แทนมะนาวได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 14: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 14
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    ยางนา ชื่อวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus alatus Roxb. ex G.Don (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Dipterocarpus gonopterus Turcz., Dipterocarpus incanus Roxb., Dipterocarpus philippinensis Foxw.) จัดอยู่ในวงศ์ยางนา (DIPTEROCARPACEAE) ยางนา มีชื่อท้องถิ่นอื่น ๆ ว่า ยางกุง (เลย), ยางควาย (หนองคาย), ชันนา ยางตัง (ชุมพร), ยางขาว ยางแม่น้ำ ยางหยวก (ภาคเหนือ), ยางใต้ ยางเนิน (ภาคตะวันออก), ยาง (ภาคกลาง, ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ), กาตีล (เขมร-ปราจีนบุรี), ขะยาง (ชาวบน-นครราชสีมา), จะเตียล (เขมร), เยียง (เขมร-สุรินทร์), จ้อง (กะเหรี่ยง), ทองหลัก (ละว้า), ราลอย (ส่วย-สุรินทร์), ลอยด์ (โซ่-นครพนม), ด่งจ้อ (ม้ง), เห่ง (ลื้อ) เป็นต้น ต้นยางนา จัดเป็นพรรณไม้ยืนต้นไม่ผลัดใบหรือผลัดใบระยะสั้นขนาดใหญ่ มีความสูงของต้นได้ถึง 50 เมตร เรือนยอดเป็นพุ่มกลมทึบ โคนต้นมักเป็นพูพอน ลำต้นมีลักษณะเปลาตรง เปลือกต้นเกลี้ยงเป็นสีออกเทาอ่อน หลุดลอกออกเป็นชิ้นกลม ๆ เนื้อไม้เป็นสีน้ำตาลแดง เสี้ยนตรง เนื้อหยาบ ส่วนตามกิ่งอ่อนและยอดอ่อนมีขนและมีรอยแผลใบเห็นได้ชัด ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด (เด็ดปีกออกก่อนนำไปเพาะ เมล็ดจะงอกภายในเวลา 12 วัน และภายในเวลา 7 เดือน ต้นกล้าจะมีความสูงได้ประมาณ 30-35 เซนติเมตร และพร้อมที่จะย้ายไปปลูกได้) เป็นพรรณไม้กลางแจ้งที่เจริญเติบโตได้ดีในสภาพดินแทบทุกชนิด ชอบดินที่มีอินทรียวัตถุค่อนข้างอุดมสมบูรณ์ ความชื้นปานกลาง และแสงแดดแบบเต็มวัน (หลังต้นอายุ 1 ปี) มักขึ้นในป่าดงดิบ ป่าเบญจพรรณ ป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้น ตามที่ต่ำชุ่มชื้นใกล้แม่น้ำลำธารทั่วไป และตามหุบเขาทั่วทุกภาคของประเทศ ที่ความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 50-400 เมตร ส่วนในต่างประเทศพบได้ที่บังกลาเทศ พม่า ลาว กัมพูชา เวียดนามใต้ และมาเลเซีย ใบยางนา ใบเป็นใบเดี่ยว ออกเรียงเวียนสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปไข่แกมรูปขอบขนาน ปลายใบสอบทู่ โคนใบกว้าง ส่วนขอบใบเป็นคลื่นเล็กน้อย ใบมีขนาดกว้างประมาณ 6-14 เซนติเมตร และยาวประมาณ 12.5-25 เซนติเมตร เนื้อใบหนาและเหนียว ย่นเป็นลอน แผ่นใบมีขนขึ้นปกคลุม ด้านท้องใบมีขนสั้น ๆ รูปดาว ใบอ่อนมีขนสีเทา ส่วนใบแก่เกลี้ยงหรือเกือบเกลี้ยง ก้านใบยาวประมาณ 3-4 เซนติเมตร มีขนขึ้นประปราย และมีหูใบขนาดใหญ่ ดอกยางนา ออกดอกรวมกันเป็นช่อสั้น ๆ แบบช่อกระจะ ตามง่ามใบตอนปลายกิ่ง ดอกมีขนาดประมาณ 4 เซนติเมตร เป็นสีชมพูอ่อน มีช่อละ 4-5 ดอก ดอกขนาดใหญ่เรียงตัวหลวม ๆ เป็นช่อห้อยลงถึง 12 เซนติเมตร ที่ก้านช่อมีขน กลีบดอกมี 5 กลีบ ลักษณะของกลีบดอกเป็นรูปขอบขนาน ปลายกลีบมนและบิดเวียน โคนกลีบดอกชิดกัน ชั้นกลีบเลี้ยงที่โคนเชื่อมติดกันเป็นรูปถ้วย มีครีบตามยาว 5 ครีบ ปลายแยกออกเป็น 5 แฉก แบ่งเป็นแฉกสั้น 3 แฉก และแฉกยาว 2 แฉก มีขนสั้น ๆ สีน้ำตาลขึ้นปกคลุม ดอกมีเกสรเพศผู้มากกว่า 25 อัน ก้านชูอับเรณูสั้น ปลายอับเรณูมีรยางค์ลักษณะเป็นรูปเส้นด้าย รังไข่มีขน ก้านเกสรเพศเมียอ้วนและมีร่อง ออกดอกในช่วงประมาณเดือนมีนาคมถึงเดือนเมษายน ผลยางนา ผลเป็นแผลแห้ง ลักษณะของผลเป็นรูปกระสวย มีหลอดกลีบเลี้ยงหุ้มขนมิด ยาวประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร มีปีกขนาดใหญ่ที่พัฒนามาจากกลีบเลี้ยง 2 อัน มีสีแดงอมชมพู ขนาดกว้างประมาณ 2-2.5 เซนติเมตร และยาวประมาณ 11-15 เซนติเมตร ผลเมื่อสุกจะเป็นสีน้ำตาล เส้นปีกตามยาวมี 3 เส้น ปักสั้น 3 ปีก ยาวประมาณ 1 เซนติเมตร ส่วนกลางผลมีครีบตามยาว 5 ครีบ ผลมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 2.2-2.8 เซนติเมตร ภายในผลมีเมล็ด 1 เมล็ด เมล็ดมีขนสั้นนุ่ม ที่ปลายมีติ่งแหลม ติดผลในช่วงประมาณเดือนพฤษภาคมถึงเดือนกรกฎาคม น้ำมันยางนา น้ำมันยางเป็นของเหลวข้น มีกลิ่นเฉพาะ เป็นน้ำยางที่ได้จากการเจาะโพรงเข้าไปในต้นยางนาแล้วเอาไฟลน น้ำยางจะไหลลงมาขังในแอ่งที่เจาะไว้ ซึ่งน้ำมันยางที่ได้จะเรียกว่า "Gurjun Balsam" หรือ "Gurjun oil" เมื่อนำไปกลั่นด้วยไอน้ำจะได้น้ำมันระเหยง่ายร้อยละ 70 มีองค์ประกอบเป็น alpha-gurjunene และ β-gurjunene
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    Set 15: ขอถามชื่อต้นไม้หน่อยนะครับ ขอถามเป็นเซ็ตตามรูปนะครับ แต่ละเซตเป็นต้นไม้ต้นเดียวกันแต่ส่วนต่างๆกันนะครับ Set 15
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2563
    ก้านเหลือง Gonocaryum lobbianum (Miers) Kurz บางถิ่นเรียกว่า ก้านเหลือง คำเกี้ยวต้น มะดีควาย (ภาคเหนือ) ดันหมี ดีหมี (ภาคใต้) ปูตูบูแว (มลายู-นราธิวาส) โปมะจูด (เขมร-จันทบุรี) ดีควาย หีควาย (ลำปาง) ไม้พุ่ม หรือ ไม้ต้น -> สูง 2-7 ม. อาจจะสูงได้ถึง 15 ม. เปลือกเรียบ สีเทาหรือสีน้ำตาล กิ่งก้านเล็กเรียว มีขนตามปลายกิ่ง ใบ -> เดี่ยว ออกเวียนสลับรอบลำต้น รูปขอขนานรูปรี หรือ รูปไข่กลับแกมรูปรี กว้าง 3-8 ซม. ยาว 10-16 ซม. ปลายใบเป็นติ่งมน โคนใบสอบแคบหรือกลม เส้นใบมี 4-6 คู่ ก้านใบยาว 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น ดอก -> ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-1.5 ซม. สีเหลือง มีรอยย่น ดอก ออกเป็นช่อสั้น ๆ ตามง่ามใบยาว 0.3-1.5 ซม. มีดอกช่อละ 1-3 ดอก มีขนประปรายราบกับผิว ดอกเพศผู้ และดอกเพศเมียอยู่ต่างต้นกัน ดอกเพศผู้ มีกลีบเลี้ยง 5 กลีบ ขนาดเล็ก กลีบดอกสีขาวอมเขียว เชื่อมติดกันเป็นหลอด ปลายแยกเป็น 5 กลีบ เกสรเพศผู้มี 5 อัน เชื่อมติดกับหลอดกลีบดอก เกสรเพศเมียเป็นหมัน มีขน ดอกเพศเมีย มีกลีบเลี้ยงและกลีบดอกคล้ายดอกเพศผู้ แต่มีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย เกสรเพศผู้เป็นหมันมี 5 อัน รังไข่รูปไข่ มีขน ผล -> รูปขอบขนานแกมรูปรี กว้าง 2-2.7 ซม. ยาว 3-4 ซม. สีเขียวสุกมีสีม่วงอมน้ำเงิน หรือ ค่อนข้างดำ มี 1 เมล็ด นิเวศน์วิทยา ขึ้นตามป่าดิบ หรือป่าผลัดใบชื้น ที่สูงจากระดับน้ำทะเลไม่เกิน 900 ม. พบทางภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคตะวันออก ภาคตะวันออกเฉียงใต้ และภาคใต้ของไทย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    รบกวนสอบถามชื่อต้นไม้ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2563
    ตอบคุณ Psong ต้นแรก : มิกกี้เม้าส์ ต้นกลาง : สละ ต้นขวาสุด : น่าจะเป็นพืชในวงศ์พุทรา เช่น พุทราป่า เล็บเหยี่ยว เป็นต้น ซึ่งอาจต้องรอให้ต้นโตอีกสั่งหน่อย แล้วพิจารณาดอกและผลร่วมด้วยค่ะ ทั้งนี้ ในการเพาะเมล็ด ปักชำพืช หรือขยายพันธุ์อื่นๆ ควรปักป้ายชื่อพืช โดยสามารถใช้วัสดุเหลือใช้ เช่นพลาสติกจากกระป๋องแป้งมาทำเป็นป้ายชื่อได้ แล้วใช้ดินสอเขียนชื่อก็จะติดทนนานกว่า ปากกา หรือปากกาเมจิกค่ะ (สามารถดูตัวอย่างได้จากภาพประกอบด้านล่าง)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    มีวิธีแก้ปัญหามดคันไฟในผืนดินที่ปลูกมะนาวอยู่หากต้องการกำจัดมดจะทำอย่างไร โดยไม่ใช่สารเคมี
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 11 พฤศจิกายน 2563
    สามารถทำได้ดังนี้ค่ะ - น้ำส้มควันไม้ เติมน้ำส้มควันไม้ 2-3 หยด ลงในถังน้ำที่ใช้ถูบ้าน กลิ่นและฤทธิ์ของน้ำส้มควันไม้จะช่วยขับไล่มด ไม่ให้เข้ามาในบริเวณที่ถูได้ หรือใช้พ่นไปที่รังมด - กําจัดด้วยผงซักฟอก โดยนำมาผสมน้ำเปล่าให้เข้มข้น แล้วราดไปที่รังของมด โดยเทลงไปตรงรูทางเข้ารังมด ฤทธิ์ของผงซักฟอกจะกำจัดมดคันไฟได้หมดทั้งรัง (สามารถน้ำยาล้างจานแทนผงซักฟอกได้) - มะนาว เพียงแค่ผสมน้ำมะนาวกับน้ำเปล่าในอัตราส่วน 1:3 และนำไปพ่นหรือเช็ดตามทางเดินของเจ้ามด กลิ่นเปรี้ยวทำให้พวกมดขยาด ไม่กลับมาอีก - แป้งเด็ก แป้งเย็น เลือกใช้ตามแต่สะดวก นำไปโรยดักไว้ตามทางที่เจ้ามดใช้สัญจร วิธีนี้แม้แต่มดรังใหญ่ยังต้องกลัวและถึงกับย้ายรังหนีเลยทีเดียว - เปลือกไข่ไล่มด ให้นำมาเผาไฟไล่มดได้ เพราะเปลือกไข่เมื่อถูกเผาไฟจะมีกลิ่นเหม็น ขั้นตอนง่ายๆเพียงนำเปลือกไข่เผาไฟพอมีกลิ่นไหม้ จากนั้นบดละเอียดแล้วนำไปโรยบริเวณที่มีมดหรือใกล้ๆ รังมดช่วยไล่และกำจัดมดได้อย่างเห็นผล - ใช้น้ำหน่อไม้ดองหรือน้ำล้างหน่อไม้ดองเทราดบริเวณรังมด หรือบริเวณที่มีมดอยู่มากๆ ช่วยไล่มดได้ อ้างอิงจาก http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5d523b5f153e0508673e71da#answer1 ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 10 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    อนุกรมวิธานพืช
    ขอสอบถามชื่อของต้นไม้ในภาพ หรือชื่อวิทยาศาสตร์ครับ เป็นต้นไม้ที่ขึ้นตามที่รกร้าง ริมทุ่ง หรือริมถนน
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2563
    ต้นไม้ในภาพน่าจะเป็น "ปอลมปม" ชื่อวิทยาศาสตร์ Thespesia lampas (Cav.) Dalzell & A.Gibson วงศ์ Malvaceae เป็นไม้พุ่ม สูง 1–3 ม. มีขนรูปดาวละเอียดตามกิ่ง แผ่นใบด้านล่าง ก้านใบ ก้านดอก กลีบเลี้ยงและกลีบดอกด้านนอก และผล หูใบรูปแถบ ยาว 5–8 มม. ใบรูปไข่กว้าง จัก 3 พู ยาว 8–20 ซม. โคนกลมหรือรูปหัวใจตื้นๆ เส้นโคนใบ 5–7 เส้น ก้านใบยาวได้ถึง 7 ซม. ดอกออกเดี่ยว ๆ หรือเป็นช่อกระจุกตามซอกใบใกล้ปลายกิ่ง ก้านดอกยาว 0.5–1 ซม. ริ้วประดับ 5 อัน รูปลิ่มแคบ ยาว 2–5 มม. ร่วงเร็ว กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ปลายแฉกรูปลิ่มแคบ ยาวได้ถึง 8 มม. ดอกรูประฆังสีเหลือง โคนกลีบด้านในมีสีม่วงอมแดง กลีบรูปไข่กลับ ยาว 6–8 ซม. เส้าเกสรยาวประมาณ 1.5 ซม. ก้านชูอับเรณูยาว 2–4 มม. อับเรณูรูปเกือกม้า ก้านเกสรเพศเมียยาวประมาณ 1.5 ซม. ยอดเกสรรูปกระบอง ยาว 5–8 มม. ผลรูปรีกว้างหรือเกือบกลม ยาว 2–3 ซม. ผนังหนาเป็นเหลี่ยม แตกตามยาว เมล็ดรูปไข่กลับ ยาวประมาณ 5 มม. มีขนเป็นวงใกล้ขั้วเมล็ด พบที่แอฟริกา อินเดีย เนปาล พม่า จีนตอนใต้ ลาว เวียดนาม ภูมิภาคมาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และนิวกินี ในไทยพบทุกภาค ขึ้นตามชายป่า เปลือกในใช้ทำเชือก เส้นใยจากเมล็ดใช้ทอเป็นผ้า ชื่อพ้อง Hibiscus lampas Cav. ชื่อสามัญ Common mallow ชื่ออื่น คว้ายกวาง (ชุมพร), ปอกะเจา (สระบุรี), ปอลมปม (ปราจีนบุรี, อุบลราชธานี), ปอเอี้ยว (เชียงใหม่), โพป่า (ภาคกลาง), ลมปม (ชัยภูมิ)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    ผักบุ้งจีนมีสภาพแบบนี้เป็นโรคอะไรครับ และควรแก้ไขอย่างไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2563
    น่าจะเป็นโรคราสนิมขาว เชื้อราสาเหตุ Albugo ipomoeae-panduratae (Schwein.) Swingle ลักษณะอาการ พบจุดสีเหลืองซีดขนาด 1-2 มิลลิเมตร บริเวณด้านบนของใบ ส่วนด้านใต้ใบตรงกันข้ามจะเป็นตุ่มเล็ก ๆ ลักษณะปุ่มปม หรือบวมพองโต สีขาวขุ่นคล้ายน้ำนม อาจพบในส่วนของก้านใบและลำต้น ทำให้ผักบุ้งจีนชะลอการเจริญเติบโตและไม่น่ารับประทาน การแพร่ระบาด ผงสีขาวขอ Sporangium แพร่กระจายไปได้โดยการพัดพาของลม ตกบนใบพืชที่เป็นพืชอาศัย และมีเคลือบน้ำ จะงอกได้ภายในวลา 2-3 ชม. การงอกของสปอร์อาจงอกโดยตรงสร้างเส้นใย หรืองอกโดยการแบ่งเซลล์ภายในเป็นซูสปอร์ เข้าไปใน Epidemis ของพืช เจริญเติบโตให้กำเนิด Sporangium ได้ใหม่ภายในเวลา 10 วัน จะเกิดกับทั้งผักบุ้งจีนที่บริโภคสดและที่นำมาผลิตเมล็ดพันธุ์ ระบาดมากในช่วงฤดูฝน หรือช่วงที่แปลงปลูกมีความชื้น การป้องกันกำจัด เลือกใช้มล็ดจากแหล่งที่ไม่มีโรคระบาดมาก่อน คลุกเมล็ดก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืชเมทาแล็คซิล และให้พ่นใต้ใบเมื่อมีโรคระบาด ตามอัตราที่แนะนำบนฉลาก หากมีฝนตกชุกให้ผสมสารจับใบ ดูแลระบบการให้น้ำในแปลงปลูก อย่าให้ชื้นแฉะจนเกินไป
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 4 พฤศจิกายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    ความผิดปกติของพืช
    โรคราที่ต้นมะม่วง และใบมะม่วงมีอาการใบไหม้ ใช้อะไรดีคะ ต้องตัดกิ่งที่โทรมออกก่อนไหมคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 30 ตุลาคม 2563
    ตอบ คุณ Oranuchh ควรตัดแต่งกิ่งแห้งและกิ่งโทรมออกก่อน แล้วสังเกตุอาการดังกล่าวว่าเกิดจากสาเหตุใด ซึ่งเบื้องต้นสามารถเทียบอาการกับภาพประกอบ รวมถึงวิธีป้องกันกำจัดได้จากเอกสารเผยแพร่ทางวิชาการเรื่องโรคมะม่วง ได้ที่ https://ebook.lib.ku.ac.th/item/2/2011-002-0022 นะคะ ทั้งนี้สาเหตุใบไหม้ นอกจากเชื้อราแล้วยังอาจเกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เรียกว่าเพลี้ยไฟมะม่วง เข้าทำลายช่วงมะม่วงช่วงที่แตกใบอ่อน เพลี้ยไฟเข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยงตามแนวของเส้นใบ เมื่อน้ำเลี้ยงถูกดูดมากๆ ทำให้สารอาหารไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงที่ใบ ใบจึงแห้ง วิธีแก้ ช่วงที่แตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นน้ำที่ใบพอชุ่มโดยประมาณ หรือใช้สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ประเภทดูดซึม เช่น ฟิโพรนิล หรือแอสเซนด์ นอกจากนี้เพลี้ยไฟยังสร้างความเดือดร้อน ช่วงออกช่อดอกหรือช่วงที่ติดผลเล็กๆ เพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผิวเปลือกหรือขั้วผล ทำให้ผลเป็นคราบสีน้ำตาล ผลจะไม่โต แต่ถ้ามาทำลายตอนลูกโต จะเห็นเป็นคราบสีน้ำตาล ส่งผลให้ผิวไม่สวย ขายไม่ได้ราคา (อ้างอิงจากข้อมูลการตอบคำถามของ ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์ http://thaifarmer.lib.ku.ac.th/question/5a09758a00215f7b382920ad#answer1)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    สวัสดีครับ โรคราสนิมขาว เบญจมาศ มีวิธีฟื้นฟูคืนสภาพ ให้ใบกลับมาเขียวเหมือนเดิมไมครับ หรือมีสารอะไรที่ช่วยลด รอยตุ่ม รอยแห้ง ให้ดูจางลงบ้างครับ มีภาพครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 ตุลาคม 2563
    สารเคมีที่จะช่วยลดกลุ่มของเชื้อรา (Pustules) ที่เป็นตุ่มสีชมพูนั้น มีงานวิจัย เรื่องการป้องกันกำจัดโรคราสนิมขาวของเบญจมาศโดยใช้สารเคมี ของมูลนิธิโครงการหลวง ระบุว่า การพ่นสารเคมี 3 ชนิด คือ Propiconazole (Propiconazole 25%) อัตรา 10 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร สาร Azoxystrobin (Amista 25%) อัตรา 5 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร และสาร Hexaconazole (Anvil 5%) อัตรา 20 ซีซี.ต่อน้ำ 20 ลิตร สามารถลดจำนวนการเกิด Pustule ของโรคราสนิมขาวลงได้ค่ะ แต่เป็นเพียงการลดอาการของโรคลง ทั้งนี้การป้องกันกำจัดควรใช้กิ่งชำหรือต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคแช่ต้นพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมี ปลูกระยะห่างพอควร หลีกเลี่ยงการน้ำถูกใบ เด็ดใบที่เป็นโรคทิ้ง เผาทำลายซากพืชที่เป็นโรค ข้อมูลเพิ่มเติม : โรคราสนิมขาวของเบญจมาศ (White Rust Disease of Chrysanthemum) สาเหตุเกิดจากเชื้อรา Puccinia horiana ลักษณะอาการ แผลจุดสีเหลืองเขียวขนาดประมาณ 5 มิลลิเมตรบนหลังใบ บริเวณศูนย์กลางของจุดเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและเนื้อเยื่อตาย บนท้องใบพบกลุ่มของเชื้อรา (Pustules) เป็นตุ่มสีชมพู ขณะที่แผลจุดบนหลังใบไหม้แดด หลังจากนั้น Pustules เปลี่ยนเป็นสีขาว และผลิต Basidiospores ส่วนของพืชที่ถูกทำลายคือดอก ใบ ลำต้น โรคนี้กำลังระบาดรุนแรงมากในแหล่งปลูกไม้ดอกบนดอยอินทนนท์ซึ่งมีอากาศเย็นและความชื้นสูง สปอร์ของราซึ่งจับอยู่ที่ใต้ผิวใบจึงหลุดไปตามลม หรือน้ำที่ใช้รดได้ง่าย หรืออาจจะติดไปกับอุปกรณ์เครื่องมือและวัสดุปลูก การป้องกันกำจัด ควรใช้กิ่งชำ หรือต้นพันธุ์ที่ปราศจากโรคแช่ต้นพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารเคมี ปลูกระยะห่างพอควร หลีกเลี่ยงการน้ำถูกใบ เด็ดใบที่เป็นโรคทิ้ง เผาทำลายซากพืชที่เป็นโรค พ่นด้วยสารแมนโคเซบ หรือไทแรม ผสมกับสารดูดซึม เช่น ไพราโคลสโตรบิน ไดฟีโคนาโซล อะซอกชีสโตรบิน หรือโพรพิโคนาโซล เป็นต้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 28 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    การขยายพันธุ์พืช
    ผมมีต้นฝรั่งไร้เมล็ดที่ทรงผลเป็นรูปเลข 8 อายุประมาณ 8 ปี ต้องการทำสาวเพื่อเสียบข้างด้วยกิ่งพันธุ์ไส้แดง เช่น เฟินหงมี่ หงเป่าสือ และพันธุ์อื่น ๆ แต่เนื่องจากผลฝรั่งต้นต่อเดิมมีก้นผลเป็นปุ่มแหลมแข็ง ๆ แต่พันธุ์ใส้แดงที่จะเอามาเสียบมีก้นผลเป็นพู่แตกต่างกัน คำถาม ถ้าผมเสียบข้างด้วยพันธุ์ไส้แดงจะติดหรือไม่ครับ หรือคนละตระกูลกัน เนื้อเยื่อจะเข้ากันไม่ได้ มีอะไรแนะนำด้วยครับ
    ผศ.ดร. เกรียงศักดิ์ ไทยพงษ์
    ตอบเมื่อ 27 ตุลาคม 2563
    ติดได้ครับ แต่ถ้าเสียบข้างอาจติดยากนิดนึง เพราะเปลือกอาจหนาและแข็ง ให้ทำการตัดแต่งกิ่งแบบ Hard pruning รอให้กิ่งใหม่แตกแล้วเสียบบนกิ่งใหม่ น่าจะทำได้ง่ายกว่าครับ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 21 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    วัชพืช
    ขอคำแนะนำหน่อยครับ ที่นาต้นโสนหางไก่เยอะมาก ทำยังไงถึงกำจัดหมดครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 ตุลาคม 2563
    ตอบคุณ chalee โสนหางไก่ ชื่อวิทยาศาสตร์ Aeschynomene aspera L. ชื่อสามัญ jointvetch ชื่ออื่น โสน ประเภท/ชีพจักร ใบกว้าง/อายุปีเดียว ลักษณะทางชีววิทยา ชอบขึ้นในสภาพดินชื้นแฉะหรือน้ำขัง เจริญเติบโตได้ดีในที่น้ำขัง มีลำต้นสูงใหญ่ ขยายพันธุ์ด้วยเมล็ด มีขึ้นในนาหว่านข้าวแห้ง การป้องกันกำจัด เขตกรรม 1. เมื่อเริ่มมีฝนหรือจะเริ่มทำนา ควรรอให้โสนหางไก่งอกขึ้นมาพอสมควรก่อนแล้วจึงทำการไถดะ 2. หลังจากนั้นเว้นช่วงให้มีฝนตกและโสนหางไก่งอกมาอีก แล้วจึงไถแปร 3. และหากจะคราดควรจะทิ้งให้โสนหางไก่งอกมาอีกครั้ง หลังจากนั้นจึงหว่านข้าวแห้งและคราดกลบ 4.สำหรับนาหยอดหลังข้าวงอกให้กำจัดด้วยการใช้จอบถากก่อนที่ใบข้าวจะเจริญเติบโตยาวปกคลุมผิวดินจนหมด โดยทำ 2 ครั้งคือ ครั้งที่ 1 หลังข้าวงอก 2 สัปดาห์ และครั้งที่ 2 หลังข้าวงอก 4 สัปดาห์ สารกำจัดวัชพืชประเภทหลังวัชพืชงอก เช่น 2,4-D (ไอโซบิวทิล, ไดเมทธิลแอมโมเนียม, บิวทิล), โพรพานิล, เมทซัลฟูรอน-เมธิล+คลอริมูรอน-เอธิล, บีสไพริแบก-โซเดียม โดยการใช้สารกำจัดวัชพืชในนาข้าว สามารถดูชื่อการค้าของสารเคมีและข้อควรรู้ดังนี้ค่ะ http://www.ricethailand.go.th/Rkb/weed/index.php-file=content.php&id=41.htm
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    การศึกษา
    การอบรม การปลูกกัญชา ที่ ม.เกษตรสกลนคร รุ่นต่อไป (รุ่นที่ 2) จะอบรมอีกตอนไหน ครับ ช่วยส่งข่าวด้วยครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 15 ตุลาคม 2563
    หลักสูตรฝึกอบรม การปลูกกัญชาเพื่อการใช้ประโยชน์ทางการแพทย์ (From Cannabis Seed to Needs) รุ่นที่ 2 จัดฝึกอบรมไปแล้วเมื่อวันที่ 26-27 กันยายน 2563 ทั้งนี้การจัดในครั้งถัดไปสามารถติดตามได้ทางข่าวสารของเว็บห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย และ โทร. 08 9709 7591 หรือ ID : pop-kanokphon ติดต่อคุณกนกพร สุขา ได้ที่ kanokphon.su@ku.th 08 9709 7591, ดร.สิทธินันท์ วิวัฒนาพรชัย sitthinan.wi@ku.th 09 5615 2635 ทั้งนี้ได้สอบถามไปทางผู้จัดากรอบรมฯ และได้ข้อมูลว่าจะมีการจัดอบรม ครั้งที่ 3 ในช่วงเดือน พ.ย. นี้ และได้ประสานงานแจ้งอีเมลของเกษตรกรไปยังทีมผู้จัดเพื่อแจ้งข้อมูลให้ทราบต่อไปค่ะ อ้างอิงข้อมูลจาก https://www.facebook.com/KasetsartUniversity/photos/a.10150365499612451/10158857288857451/?type=3&theater
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 14 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    อารักขาพืช
    มะพร้าวทะเลทราย อายุ 2 ปีกว่า มีอาการใบซีด เป็นสีเหลืองน้ำตาล และใบร่วงค่ะ ให้น้ำ ทุกๆ 3-4 วัน ปลูกที่ระเบียงคอนโด ไม่ได้โดนแดดตรงๆ ไม่ทราบว่าเกิดจากอะไรคะ และต้องดูแลรักษาอย่างไรคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 14 ตุลาคม 2563
    อาการลักษณะนี้น่าจะเกิดจาก การขาดน้ำ หรือโดนสารเคมีหรือปุ๋ยมากจนเกินไป แนะนำให้เด็ดใบที่มีอาการออก แล้วลองเปลี่ยนวัสดุปลูกและเพิ่มการรดน้ำให้มากขึ้น (แต่อย่าแฉะ) และควรย้ายตำแหน่งวางกระถางให้ได้รับแสงตามปกติ เพราะลักษณะลำต้นค่อนข้างยืดยาว และคอยสังเกตอาการเป็นระยะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    ปุ๋ย
    สวัสดี​ครับ​ ผมจะปลูก​พริกขี้หนู​ ไม่รู้จะใช้ปุ๋ยตัวไหนดีครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 7 ตุลาคม 2563
    ตอบคุณ Jonkater ปุ๋ยเคมีสูตร 15-15-15 และสูตร 13-13-21 ช่วงมีผลผลิตค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 7 ตุลาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ถั่วพูเป็นแบบในภาพ เป็นอะไรครับ ใช้สารเคมีตัวไหนรักษาได้บ้าง ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 กันยายน 2563
    จากรูปภาพที่ส่งมา สาเหตุน่าจะมาจากแมลงศัตรูพืช 2 ชนิดนะคะ ได้แก่ เพลี้ยอ่อน และเพลี้ยไฟ 1. เพลี้ยอ่อน ลักษณะการทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงของยอดและฝักถั่ว ทำให้ลำต้นแคระ ฝักมีขนาดเล็กลง การป้องกันกำจัด - กำจัดวัชพืชบริเวณแปลงปลูก - ใช้สารเคมีในกลุ่ม carbamate เช่น คาร์โบซัลแฟน เป็นต้น - ใช้สารเคมีกลุ่ม Pyrethroid เช่น ไซเพอร์เมทริน, เดลทาเมทริน, เพอร์เมธริน, เรสเมธริน หรือไบโอเรสเมธริน เป็นต้น - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Organophosphate เช่น โพรฟีโนฟอส หรือคลอร์ไพริฟอส เป็นต้น หรือใช้สารคลอไพริฟอส+ไซเพอร์เมทริน - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Neonicotinoid เช่น ไดโนทีฟูแรน, ไทอะมีทอกแซม หรืออิมิดาโคลพริด เป็นต้น - หากเป็นไม่มากอาจพ่นสารสกัดจากธรรมชาติ เช่น สะเดา ผสมกับน้ำผงซักฟอกเจือจาง 2.เพลี้ยไฟ มีลักษณะการเข้าทำลายโดยดูดกินน้ำเลี้ยงจากยอดอ่อน ทำให้ปลายใบเหี่ยว ขอบใบม้วนหงิก โดยจะเริ่มเป็นจากยอดอ่อน วิธีการป้องกัน - อย่าให้พืชขาดน้ำ เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอ - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Carbamate เช่น คาร์โบซัลแฟน - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Spinosyn เช่น สไปนีโทแรม - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Pyrethroid เช่น ไซเพอร์เมทริน, เดลทาเมทริน, เพอร์เมธริน, เรสเมธริน หรือไบโอเรสเมธริน เป็นต้น - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Phenylpyrazole เช่น ฟิโพรนิล - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Organophosphate เช่น โพรฟีโนฟอส - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Avermectin เช่น อะบาเม็กติน, อิมาเม็กตินเบนโซเอต - ใช้สารเคมีในกลุ่ม Neonicotinoid เช่น ไดโนทีฟูแรน, ไทอะมีทอกแซม หรืออิมิดาโคลพริด เป็นต้น - และใช้สารเคมีประเภทสารจับใบร่วมด้วย ทั้งนี้ ควรใช้สารเคมีหมุนเวียนชนิด เพื่อลดการระบาดของแมลงศัตรูพืชค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 กันยายน 2563
แสดง 1 - 20 จาก 507
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู