ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 366
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    การปนเปื้อนอาหาร
    สวัสดีครับ อยากทราบระยะเวลาปลอดภัยของสารเคมีที่ฉีดพ่นเพื่อกำจัดศัตรูพืชครับ ว่าแต่ละชนิดหลังจากฉีดพ่น หรือหว่านลงดินแล้วใช้เวลานานเท่าไหร่จึงปลอดภัยที่จะนำมาบริโภคได้ พยายามหาข้อมูลมานาน แต่หาแทบไม่ได้ครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 1 เมษายน 2563
    ตอบ คุณ Worapot (ซุป) สารเคมีตกค้างทางการเกษตรแบ่งเป็น 4 กลุ่มที่สำคัญ ได้แก่ 1. ออร์แกโนฟอสเฟต เช่น มาลาไธออน ไดโครฟอสเฟต อีพีเอ็น ฯลฯ สารเคมีในกลุ่มนี้จะมีพิษรุนแรงมากกว่ากลุ่มอื่น โดยเป็นพิษทั้งกับแมลงและสัตว์อื่นๆ ทุกชนิด แต่สารในกลุ่มนี้จะย่อยสลายได้เร็วกว่ากลุ่ม ออร์แกโนคลอรีน สภาพแวดล้อมเหมาะสมสลายตัวที่ระยะเวลาประมาณ 24 ชั่วโมง ถึง 1 อาทิตย์ 2. คาร์บาเมต เช่น คาร์โบฟูแรน เมโทมิล ฯลฯ สารเคมีในกลุ่มคาร์บาเมตจะมีความเป็นพิษต่อสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมน้อยกว่าพวกออร์กาโนฟอสเฟต สภาพแวดล้อมเหมาะสมสลายตัวที่ระยะเวลาประมาณ 1 เดือน 3. ไพรีทรอยด์ เช่น เปอร์เมทริน เดลต้าเมทริน ฯลฯ สารเคมีกลุ่มที่สังเคราะห์ขึ้นโดยมีความสัมพันธ์ตามโครงสร้างของไพรีทริน ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่สกัดได้จากพืชไพรีทรัม สารเคมีในกลุ่มนี้มีความเป็นพิษต่อแมลงสูง แต่มีความเป็นพิษต่อสัตว์เลือดอุ่นต่ำ อย่างไรก็ตาม สารเคมีกลุ่มนี้มีราคาแพงจึงไม่ค่อยเป็นที่นิยมใช้ สลายตัวที่ระยะเวลาโดยประมาณ 1 อาทิตย์ ถึง 1เดือน 4. ออร์แกโนคลอรีน เช่น ไดโคฟอล แดลดริล สารเคมีในกลุ่มนี้ส่วนใหญ่เป็นสารเคมีที่มีพิษไม่เลือก (คือเป็นพิษต่อแมลงทุกชนิด) และค่อนข้างจะสลายตัวช้า ทำให้พบตกค้างในห่วงโซ่อาหารและสิ่งแวดล้อมได้นาน บางชนิดอาจตกค้างได้นานหลาย 10 ปัจจุบัน ประเทศส่วนใหญ่ทั่วโลกจะไม่อนุญาตให้ใช้สารเคมีในกลุ่มนี้ หรือไม่ก็มีการควบคุมการใช้ ไม่อนุญาตให้ใช้อย่างเสรี เพราะผลกระทบด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้สามารถอ่านเพิ่มเติมได้จากข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง : สารเคมีตกค้างทางการเกษตร
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 เมษายน 2563
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    ปลูกมะนาวในกระถาง แล้วผลมีอาการเป็นคราบสีน้ำตาลอย่างในภาพ 3 ผล นอกนั้นก็ยังปกติดีเป็นส่วนใหญ่ ไม่ทราบว่าเป็นเพราะอะไร ควรตัดทิ้งมั้ยคะ หรือควรจัดการยังไงดี
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 30 มีนาคม 2563
    ตอบ คุณแหม่ม เป็นอาการของโรคราน้ำหมาก หรือเมลาโนส เกิดจากเชื้อรา Cercospora citri โรคเมลาโนส หรือโรคราน้ำหมาก พบระบาดมากในฤดูแล้งหรือราวเดือนตุลาคมถึงเดือนเมษายน โรคนี้มักเกิดกับใบที่เริ่มเพสลาด โดยเกิดตุ่มคล้ายกระดาษทรายน้ำหรือรอยเปื้อนคล้ายน้ำหมากบนใบโดยเฉพาะด้านใต้ใบ และอาจเกิดกับกิ่งโดยทำให้แห้งตายจากปลายกิ่งได้ รุนแรงมากๆ อาจทำให้กิ่งแห้งตายได้ ส่วนการป้องกัน เริ่มจากตัดแต่งกิ่ง หรือทรงพุ่มไม่ให้รกทึบ แสงสามารถส่องผ่านได้ การแก้ไขให้ตัดแต่งกิ่งให้โปร่ง แสงแดดส่องถึง ส่วนผลที่เป็นแล้วควรตัดออก หากให้ผลชุดใหม่ถ้าเป็นช่วงฤดูฝน หรือมีหมอกลง ให้พ่นยาเชื้อราป้องกัน โรคเมลาโนสมี 2 ชนิด คือ โรคทรูเมาลาโนส และ โรคกรีซซี่เมลาโนส การป้องกันกำจัดโรคเมลาโนสสามารถป้องกันกำจัดโรคนี้ได้ โดย          1. ตัดแต่งกิ่งและทรงพุ่มให้โปร่ง ไม่รกทึบ ให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวกและแสงแดดส่องได้ทั่วถึง          2. หากพบโรคในระยะแรกเริ่มและไม่มีการระบาดมาก ควรรีบตัดกิ่งที่เป็นโรคและเผาทำลาย ฉีดสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น ซีเนบ มาเนบ หรือ แมนโคเซบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค          3. ในกรณีที่เกิดการระบาดของโรค  ควรใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา โปรปิเนบ  คลอโรทาโลนิล หรือ คาร์เบดาซิม พ่นประมาณ 7-10 วัน/ครั้ง  2-3 ครั้งติดต่อกัน          4. หรือพ่นด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์มาทุก 7-10 วัน แต่ห้ามใช้ร่วมกับสารเคมีกำจัดเชื้อยา          5. วิธีการรักษา ใช้น้ำปูนขาวในปริมาณ 1 ลิตร ผสมน้ำ 20 ลิตร พ่นทุกๆ 7 วัน (โดยใช้ปูนขาว 10 ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำ 1 ลิตร แล้วรอให้ปูนตกตะกอน เอาแต่น้ำใสไปใช้) พ่นครั้งแรกก็จะเห็นผลแล้ว ส่วนพ่นบ่อยเพื่อป้องกันโรคย้อนกลับมาอีกครั้ง ผลที่ติดโรคแล้วจะไม่หายแต่ออกผลใหม่จะไม่เป็นโรค ส่วนกิ่งใบจะหายจากการไหม้และผลิใบใหม่จะไม่เป็นอีก
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    การส่งเสริม
    ถ้าเราไปลงทะเบียนเกษตรกรเป็นชื่อเรา จะขอเปลี่ยนเป็นชื่อพ่อได้ไหม คือที่จริงไม่ได้ทำงานด้านนี้เลยค่ะ พ่อเป็นคนทำ แต่พ่อใช้ให้ไปลงก็ไป ชื่อโฉนดดันเป็นของเรา ขอยกเลิกขึ้นทะเบียนตัวเราแล้วเปลี่ยนเป็นพ่อนี่ต้องทำยังไงได้บ้างคะ สามารถทำลงในแอปฯ ของเกษตรได้ไหม
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 27 มีนาคม 2563
    ไม่สามารถแก้ไขข้อมูลในแอปพลิเคชันได้นะคะเกษตรกรต้องไปติดต่อด้วยตัวเองที่ เกษตรอำเภอในพื้นที่ แล้วแจ้งขอเปลี่ยนชื่อหัวหน้าครัวเรือน โดยให้ผู้เป็นเจ้าของทะเบียนเกษตรกรเดิม (หัวหน้าครัวเรือนคนเก่า) เป็นผู้ไปดำเนินการค่ะ และหากคุณกับพ่ออยู่ในทะเบียนบ้านเดียวกัน สามารถแจ้งเพิ่มชื่อพ่อในทะเบียนเกษตรกรได้ แล้วก็ขอเปลี่ยนให้พ่อเป็นเกษตรกรหลักที่สมุดเขียวได้เลยค่ะ คุณไม่ต้องออกจากสมุดเขียวค่ะ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ โทร. 029551640 และ 029551642
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 26 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ไม่ทราบว่า มีวิธีจัดการเพลี้ยไฟกุหลาบอย่างไรได้บ้างคะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 26 มีนาคม 2563
    ตอบ คุณกุลธิดา เพลี้ยไฟมีปากแบบดูด ซึ่งจะดูดน้ำเลี้ยงของพืช ทำให้ส่วนนั้นเป็นทางสีขาว ต่อมาก็เหี่ยวแห้งเป็นสีน้ำตาล หรือไม่เจริญเติบโต เพลี้ยไฟทั้งตัวเต็มวัยและตัวอ่อนจะดูดน้ำเลี้ยงที่ตาดอกและยอดอ่อน ทำให้ใบและดอกหงิกและมีรอยสีน้ำตาล มักฝังตัวอยู่ในยอดอ่อนทำให้สังเกตเห็นได้ยาก ยกเว้นเมื่อกลีบดอกเริ่มแย้ม ทำให้เสียคุณภาพ การควบคุมและป้องกัน ทำได้ดังนี้ 1. สำรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ก่อนนำต้นไม้ต้นใหม่เข้ามาใหม่ต้องตรวจดูว่าไม่มีเพลี้ยไฟติดมาด้วย และควรกำจัดเพลี้ยไฟก่อนนำไปปลูกรวมกับต้นอื่น ๆ 2. ถ้าเพลี้ยไฟทำลายไม่มากนัก ให้ตัดส่วนที่แมลงทำลายไปเผาทำลาย 3. ใช้กับดักกาวเหนียว อัตรา 80 กับดักต่อไร่ 4. ใช้สารสกัดจากสะเดา อัตรา 100 มล.ต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น 5. ฉีดพ่นด้วยสารเคมีติดต่อกัน 4 ครั้ง ช่วงห่างไม่เกิน 4 วัน สารเคมีกำจัดแมลง เช่น คาร์บาริล, เอ็นโดซัลแฟน, มาลาไธออน, เมทธิโอคาร์บ, คาร์โบซัลแฟน, อะบาเมคทิน, เบนฟูราคาร์บ, ฟิโพรบิลฯ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 26 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    พันธุศาสตร์พืช
    ผลของต้นอะไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 มีนาคม 2563
    ต้นปูเล ค่ะ ชื่อวิทยาศาสตร์ Gyrocarpus americanus Jacq. Hernandiaceae ไม้ต้น สูง 6-25 ม. เปลือกสีเทาอมขาว มียางสีเหลือง ใบเรียงเวียน รูปหัวใจหรือรูปไข่ ยาว 7-24 ซม. หรือจัก 3-5 พู ในต้นเล็ก ปลายแหลมยาว แผ่นใบมีขนหรือเกลี้ยงด้านบน เส้นแขนงใบแบบฝ่ามือ 3-5 เส้น เส้นแขนงใบย่อยแบบขั้นบันได ช่อดอกแบบช่อเชิงหลั่นแยกแขนง ยาว 5-17 ซม. ก้านช่อยาว 3-6 ซม. ดอกเรียงหนาแน่น สีครีมอมเขียว ขนาดเล็ก ดอกสมบูรณ์เพศหรือมีเพศเดียว กลีบรวม 6-8 กลีบ 4 กลีบติดกันเป็นคู่ กลีบข้าง 2 กลีบขยายเป็นปีกในผล เกสรเพศผู้ 4 อัน ยาวประมาณ 2.5 มม. ในดอกเพศผู้ สั้นมากในดอกสมบูรณ์เพศ มีต่อมระหว่างเกสรเพศผู้ ยาว 0.5-1 มม. เกสรเพศผู้ที่เป็นหมันรูปกระบอง รังไข่ใต้วงกลีบ มีช่องเดียว ออวุล 1 เม็ด ก้านเกสรเพศเมียคล้ายตัวเอส ยอดเกสรเป็นตุ่ม ผลรูปไข่ ยาว 1.5-2 ซม. มีสันตื้น ๆ 8 สัน ผนังผลแข็ง หนา มีขน ปีก 2 ปีก ยาว 6.5-9 ซม. โคนปีกแคบ 2-3 มม. ช่วงกว้าง กว้าง 0.8-1.1 ซม. แห้งสีน้ำตาล เมล็ดมีเนื้อยุ่ยหุ้ม พบในอเมริกาเขตร้อน แอฟริกา เอเชีย ออสเตรเลีย และหมู่เกาะแปซิฟิก ในไทยพบทางภาคเหนือตอนล่างที่นครสวรรค์ ภาคตะวันออกที่เขาใหญ่ จังหวัดปราจีนบุรี ภาคตะวันตกเฉียงใต้ที่กาญจนบุรี เพชรบุรี ประจวบคีรีขันธ์ และกระจายห่าง ๆ ทางภาคใต้ ขึ้นตามชายป่าดิบแล้ง ป่าดิบชื้นใกล้ชายฝั่งทะเล ความสูงถึงประมาณ 400 เมตร มีความผันแปรสูง บางครั้งแยกเป็นหลายชนิดย่อย สกุล Gyrocarpus Jacq. มี 3 ชนิด พบในอเมริกาเขตร้อน แอฟริกา มาดากัสการ์ เอเชีย และออสเตรเลีย ในไทยมีชนิดเดียว มีความผันแปรสูง แยกเป็นหลายชนิดย่อย ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “gyros” เป็นวงหรือหมุน และ “carpos” ผล หมายถึง ผลมีปีกร่วงแล้วหมุนคล้ายใบพัดเฮลิคอปเตอร์ ชื่อพ้อง Gyrocarpus asiaticus Willd. ชื่อสามัญ Coolamon tree, Helicopter tree, Propeller tree, Twirly whirly Tree ชื่ออื่น ปูเล (กระบี่); ส้าว (กาญจนบุรี, ราชบุรี) ปูเล: ผลรูปไข่ เป็นสันตื้น ๆ มีปีกยาว 2 ปีก ผลแห้งสีน้ำตาล (ภาพซ้าย: แก่งกระจาน เพชรบุรี - ราชันย์ ภู่มา; ภาพขวา: ถ้ำเพชรถ้ำทอง นครสวรรค์ - ปรีชา การะเกตุ) **อ้างอิงข้อมูลจาก สำนักงานหอพรรณไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    วัชพืช
    อันนี้คือต้นอะไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 16 มีนาคม 2563
    ได้สอบถามไปทาง ดร. จำเนียร ชมภู ผู้เชี่ยวชาญทางด้านโรคพืช สาขาวิชาวิทยาการวัชพืช แจ้งว่าเป็น ผักเสี้ยนดอกม่วง ซึ่งสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จากด้านล่างค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    เกษตรกลวิธาน
    สอบถามเรื่องการผันน้ำเพื่อการเกษตร (ประปาภูเขา) ครับ เนื่องจากความแห้งแล้งและเกิดไฟป่าทำให้น้ำในลำคลองแห้ง ชาวบ้านจึงรวมกลุ่มกันทำการผันน้ำจากแหล่งน้ำบนยอดเขาไกล้เคียงลงมาเติมแหล่งน้ำเดิมโดยใช้ท่อพีวีซีเกษตรสีเทาขนาด 2 นิ้วต่อลงมาตลอดเส้นทางเกือบ 3 กิโลเมตร ระหว่างเส้นทางท่อหลักได้ต่อวาล์วแยกไปใช้ 3-4 จุดและปลายสุดของท่อเปิดให้น้ำไหลลงต้นคลอง พบปัญหาคือ น้ำที่ไหลผ่านจากตีนเนิน (ลูกที่อยู่ไกล้แหล่งน้ำที่สุด) มีแรงดันสูงมาก แต่เมื่อไหลผ่านขึ้นไปถึงจุดบนยอดเนินกลับมีน้ำไหลน้อยมาก จึงติดตั้งแอร์วาล์วขนาด 1.5 นิ้ว ทำให้น้ำไหลได้มากขึ้น และแก้ปัญหาการเกิดสุญญากาศในท่อทำให้ท่อลีบแบนได้ แต่แรงดันน้ำก็ยังคงน้อยและน้ำไหลไม่เต็มท่ออยู่ดี จึงขอสอบถามทีมงานกูรูเกษตรว่า 1) จะทำอย่างไรจึงจะทำให้น้ำไหลผ่านข้ามจุดนี้ไปให้ได้มากที่สุด 2) บางคนเสนอว่า ช่วงส่งน้ำขึ้นเนินให้ลดขนาดท่อลงมาจาก 2 นิ้ว เป็น 1.5 นิ้ว เมื่อผ่านยอดเนินลงมาได้ค่อยขยายขนาดท่อเป็น 2 นิ้วเหมือนเดิม ข้อเสนอนี้เป็นไปได้หรือไม่ 3) พบปัญหาท่อส่งน้ำแตกชำรุดไม่ซ้ำที่เดิม แต่พบบ่อยที่บริเวณตีนเนินที่มีแรงดันน้ำค่อนข้างสูงและบริเวณข้องอ จะวิธีการป้องกันแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง ขอบคุณครับ
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพงษ์ เจษฎาธรรมสถิต
    ตอบเมื่อ 19 มีนาคม 2563
    ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพงษ์ เจษฎาธรรมสถิต ผู้เชี่ยวชาญทางด้านระบบน้ำภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้กรุณาช่วยตอบคำถามให้ดังนี้ค่ะ -- ที่น้ำไหลไม่เต็มท่อ เพราะระยะทางไกลครับ ขนาดท่อเล็กไป การต่อท่อจากที่สูงจะต้องระบุว่าอยู่สูงจากจุดที่ต้องการปล่อยน้ำกี่เมตร และต้องการน้ำให้ไหลเท่าไหร่จึงจะกำหนดขนาดท่อที่ใช้ได้ หากมีการผ่านจุดขึ้นลงเนินต้องต่อแอร์วาล์วเพื่อแก้ปัญหาท่อลีบ 1) จะทำอย่างไรจึงจะทำให้น้ำไหลผ่านข้ามจุดนี้ไปให้ได้มากที่สุด -- มากแค่ไหน ปริมาณน้ำที่ต้องการเป็นเท่าไหร่ ต้องมีข้อมูลตามข้างต้น 2) บางคนเสนอว่า ช่วงส่งน้ำขึ้นเนินให้ลดขนาดท่อลงมาจาก 2 นิ้ว เป็น 1.5 นิ้ว เมื่อผ่านยอดเนินลงมาได้ค่อยขยายขนาดท่อเป็น 2 นิ้วเหมือนเดิม ข้อเสนอนี้เป็นไปได้หรือไม่ -- ต้องใช้แอร์วาล์วครับ 3) พบปัญหาท่อส่งน้ำแตกชำรุดไม่ซ้ำที่เดิม แต่พบบ่อยที่บริเวณตีนเนินที่มีแรงดันน้ำค่อนข้างสูงและบริเวณข้องอ จะวิธีการป้องกันแก้ไขปัญหาได้อย่างไรบ้าง -- ท่อสีเทา ทนแรงดันสูงไม่ได้ครับ ต้องเปลี่ยนท่อ หากต้องการให้น้ำไหลได้ตามต้องการจะต้องมีข้อมูลให้พร้อมจึงจะตอบได้ หากสงสัยประการใด หรือต้องการให้เราไปสำรวจให้ ยินดีครับ (E-mail : agrspj@ku.ac.th)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 12 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ใบองุ่นโดนแมลงกินจนพรุนในตอนกลางคืนมีวิธีป้องกันโดยไม่ใช้สารเคมีบ้างมั้ยครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 11 มีนาคม 2563
    น่าจะเป็นจากการเข้าทำลายของหนอนเจาะสมอฝ้ายนะคะ วิธีป้องกันกำจัดหนอนเจาะสมอฝ้าย - ในระยะที่องุ่นติดดอกและผลอ่อนควรหมั่นตรวจดูช่อองุ่น เมื่อพบหนอนหรือตัวผีเสื้อควรจับทิ้งทำลายเสีย เพื่อไม่ให้ลุกลามไปช่ออื่น - ใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนเจาะสมอฝ้ายโดยเฉพาะ ทำการฉีดพ่นเช่นเดียวกับหนอนกระทู้หอม - ฉีดพ่นสารเคมีกลุ่มคาร์โบซัลเฟน เช่น พอสซ์ อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ข้อมูลเพิ่มเติม หนอนกระทู้หอม เป็นแมลงศัตรูที่สำคัญขององุ่นชนิดหนึ่ง หนอนชนิดนี้ทำความเสียหายต่อทุกส่วนขององุ่น ได้แก่ ใบ ดอก ผล ทั้งในระยะติดดอกออกผล และยอดที่เจริญสะสมอาหารจะไปเป็นดอกและผลในฤดูเพาะปลูกถัดไป หนอนกระทู้หอมเป็นแมลงศัตรูที่สำคัญของพืชหลายชนิด ได้แก่ หน่อไม้ฝรั่ง แตงกวา แตงไทย กะหล่ำปลี กะหล่ำดอก กะหล่ำปม บร็อคเคอลี่ ผักคะน้า ถั่วลิสง ถั่วเขียว กระเจี๊ยบเขียว หอมแดง หอมหัวใหญ่ ถั่วฝักยาวและถั่วอื่นๆ ยาสูบ ฝ้าย กระเทียม พริกมัน มะเขือ มะระ เผือก มันเทศ ข้าวโพดหวาน และงา เป็นต้น ซึ่งเป็นหนอนที่มีความสำคัญในเขตภาคกลาง ด้วยเหตุนี้จึงไม่แปลกเลยที่การระบาดของหนอนชนิดนี้มีระบาดเกือบทั้งปี เพราะพืชดังกล่าวปลูกหมุนเวียนตลอดทั้งปี แมลงจึงมีแหล่งแพร่ลูกหลานในพืชอาหาร พืชอาศัยขยายพันธุ์ได้ตลอดปีเหล่านั้นเช่นกัน ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก เมื่อกางปีกออกกว้าง 2-2.5 ซม. ปีกคู่หน้าสีน้ำตาลแก่ปนเทา กลางปีกมีจุดสีน้ำตาลอ่อน 2 จุด ผีเสื้ออาศัยอยู่ตามใต้ใบ หรือตามพุ่มไม้ใบหญ้า มีอายุประมาณ 5-10 วัน แม่ผีเสื้อจะวางไข่ในตอนหัวค่ำหลังจากพระอาทิตย์เริ่มตกประมาณ 18-20 นาฬิกา วางไข่เป็นกลุ่มเล็กจำนวน 20-80 ฟอง พบกลุ่มไข่ส่วนมากตามด้านหลังใบ โดยพบตั้งแต่ใบอ่อน หรือใบเริ่มเข้าใบเพสลาด และใบแก่ ไข่ปกคลุมด้วยจนสีขาว เมื่ออายุไข่แก่จะเป็นสีน้ำตาลอ่อน ระยะไข่ 2-3 วันจะออกเป็นตัวหนอน หนอนที่ฟักจากไข่ใหม่จะอยู่เป็นกลุ่มและแทะผิวใบพรุนเป็นร่างแห ทำให้ใบแห้งซึ่งเป็นแหล่งสังเคราะห์แสงปรุงอาหาร เมื่อแหล่งอาหารหรือโรงครัวขนาดใหญ่ถูกทำลาย จึงไม่มีแหล่งผลิตเพื่อสะสมอาหาร จะมีผลกระทบต่อองุ่นที่กำลังติดผล ผิวเปลี่ยนสี และทำให้มีผลกระทบต่อคุณภาพและการติดผลในฤดูต่อไปด้วย(ภาษาชาวสวนองุ่นเรียกว่า มีด) และหนอนจะเคลื่อนย้ายกัดกินไปตามใบอื่นๆ หรือตามช่อดอกอื่นๆ ถ้าพบทำลายใบจะทำลายใบอ่อนทั้งหมด และทำลายใบที่มีอายุมากขึ้นเป็นลำดับ ในช่อดอกหรือผลอ่อนพบทำลายดอกและผลอ่อนทำให้เสียหาย ใบที่ถูกทำลายจะสังเกตเห็นใบแห้งตายในสวนองุ่นที่มีการทำลายมาก หนอนลอกคราบ 5 ครั้ง มี 6 วัย ขนาดหนอนโตเต็มที่ยาวประมาณ 3 ซม. มีหลายสี ระยะหนอน 14-17 วัน หนอนเข้าดักแด้อยู่ใต้ดินบริเวณโคนต้น ลึกประมาณ 1-2 นิ้ว ระยะดักแด้ประมาณ 5-7 วัน วงจรชีวิตหนอนกระทู้หอมประมาณ 30-35 วัน ในสภาพฤดูร้อนหนาวต่างกัน เรียกว่าสภาพแวดล้อมจะมีผลต่อวงจรอายุของแมลง ทำให้อายุขัยของแมลงจะแตกต่างกันในแต่ละฤดู ในรอบวันหนึ่ง ๆ หนอนชนิดนี้จะเคลื่อนย้ายหากินตามยอดบริเวณใบอ่อนในช่วงตั้งแต่เวลาเย็นตลอดจนถึงเช้ามืด ในเวลากลางวันช่วงอากาศร้อนหนอนกระทู้หอมจะหาที่หลบซ่อนตัวบริเวณหลบแสงสว่าง เช่น ใบที่ซ้อนกัน จากข้อสังเกตนี้ การพ่นสารกำจัดแมลงจึงไม่จำเป็นที่จะต้องให้ถูกตัวโดยตรง เพราะเมื่อสารกำจัดอยู่ติดตามผิวพืชแมลงจะสัมผัสกับสารกำจัดแมลงเหล่านั้นเมื่อมีการเคลื่อนย้ายในแต่ละครั้ง เช่น สารกำจัดแมลงมีฤทธิ์ถูกตัวตาย หรือสารกำจัดแมลงชนิดกินตายจะถูกได้โดยการกินส่วนขององุ่น เช่น ใบองุ่นที่มีฤทธิ์สารกำจัดแมลงที่ตกค้างอยู่ เป็นต้น ฤดูกาลระบาด การเปลี่ยนแปลงปริมาณประชากรของผีเสื้อและหนอนกระทู้หอม จากการใช้ฟีโรโมนของผีเสื้อและตรวจนับหนอนชนิดนี้ในแปลงองุ่น พบผีเสื้อชนิดนี้ตลอดทั้งปี ยกเว้นในช่วงที่มีการตัดแต่งกิ่งและยังไม่แตกยอด พบปริมาณการเปลี่ยนแปลงสูง ประมาณ 3 ครั้ง มีระดับสูงสุดในช่วงแตกดอกและบานใหม่ 2 ครั้ง ในเดือนมกราคมและมิถุนายน ซึ่งคาดว่าในระยะดอกบานจะมีการดึงดูดผีเสื้อมากกว่าในระยะอื่น ๆ สำหรับหนอนเช่นเดียวกันจะพบใกล้ระยะที่จับได้ผีเสื้อมากในกับดักฟีโรโมน และช่วงที่จับผีเสื้อและหนอนระบาดรุนแรงในช่วงใกล้จะสิ้นฤดูฝนต่อกับหน้าแล้งซึ่งการระบาดจะสูงกว่าหน้าแล้วก่อนฤดูฝน แมลงศัตรูธรรมชาติของหนอนกระทู้หอมที่พบมีแตนเบียนหนอน มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Apanteles sp. (Fam. Braconidae) จะวางไข่บนตัวหนอน เมื่อฟักเป็นตัวอ่อนจะเข้าไปกินภายใน จนเจริญเติบโตเต็มที่ก็จะออกมาเข้าดักแด้สีขาวหรือสีน้ำตาลอ่อนบริเวณใกล้เคียงกับตัวหนอนที่ถูกทำลายภายในด้วยตัวอ่อนของแตนเบียนและจะตายในที่สุด (จากการที่ชาวสวนองุ่นบางคนมักคิดว่าดักแด้สีขาวที่ติดอยู่ข้างตัวหนอนนั้นเป็นลูกอ่อน จึงทำการพ่นสารกำจัดแมลงกำจัด) นอกจากนี้ยังพบไวรัสเอ็นพีวี (NPV) ที่นำมาควบคุมหนอนกระทู้หอม โดยใช้ไวรัส NPV ในอัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นป้องกันและกำจัดหนอน พบว่าสามารถฆ่าหนอนได้ทุกวัย แต่ตัวใหญ่ต้องใช้เวลา 3-5 วัน โดยที่ในระยะที่ได้รับเชื้อหนอนจะหยุดการกินและไม่ทำลายใบพืช ข้อสำคัญไม่เป็นพิษต่อมนุษย์ และไม่กำจัดแมลงศัตรูธรรมชาติชนิดอื่น ๆ ที่คอยทำลายหนอนอยู่ ในระยะองุ่นติดผลใบเต็มค้างเชื้อมีโอกาสอยู่ได้นานกว่าระยะที่องุ่นตัดแต่งกิ่งใหม่ ๆ เมื่อมีหนอนเข้ามาทำลายกัดกินใบจะได้รับเชื้อเข้าไปด้วย การป้องกันและกำจัด สามารถปฏิบัติได้หลายวิธีการดังนี้ 1. การใช้เชื้อไวรัส NPV ของหนอนกระทู้หอม โดยให้พ่นไวรัสเมื่อพบหนอนกระทู้หอมขนาดเล็ก ๆ สัปดาห์ละครั้ง เมื่อมีการระบาดรุนแรง (เฉลี่ยพบหนอน 1 ตัวต่อช่อ จากการสุ่มสำรวจจำนวน 200 ช่อต่อ 3 ไร่ หรือเมื่อพบผีเสื้อของหนอนกระทู้หอมมีปริมาณในกับดักเฉลี่ย 3 ตัวต่อกับดักต่อวัน) ควรพ่น 3-4 วันต่อครั้ง หลังจากนั้นเมื่อหนอนแสดงอาการถูกทำลายด้วยไวรัส NPV ควรเว้นระยะห่าง 7 วัน หรือแล้วแต่ความเหมาะสม 2. การใช้เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ธูริงเจนซิส (Bacillus thuringiensis) ซึ่งขายตามท้องตลาดมีชนิดและความเข้มข้นต่างกัน ควรเลือกใช้ชนิดที่มีผลดีในการกำจัด เชน เซ็นจูรี่ แบล็กโทรสะปิน และชนิดอื่น ๆ เพราะหนอนชนิดนี้มีความต้านทานต่อสารกำจัดแมลงได้ง่าย 3. การใช้สารกำจัดแมลงกลุ่มระงับการลอกคราบ พ่น 7 วัน เมื่อสำรวจพบหนอนกระทู้หอมระบาดถึงระดับที่กำหนดไว้ดังกล่าวข้างต้นแล้วแต่การระบาด ปัจจุบันสารกำจัดแมลงกลุ่มนี้นิยมใช้ และใช้ได้ดี ที่มีวางจำหน่ายทั่วไปยังไม่ถึงขวบปีได้แก่ สารมิมิค ที่ใช้อัตรา 5 มิลลิลิตรผสมน้ำ 20 ลิตร การทดสองขณะนี้ใช้ได้กับหนอนหนังเหนียวชนิดเดียว ไม่สามารถจะใช้กันหนอนขน หรือหนอนเจาะสมอฝ้ายอเมริกัน ถ้าใช้ได้ต้องใช้อัตรา 3-4 เท่าของที่ใช้ในปัจจุบัน ซึ่งใช้แล้วไม่คุ้มกับการลงทุน สำหรับสารกำจัดแมลงทั้งกลุ่มเชื้อไวรัส NPV, เชื้อแบคทีเรีย, สารระงับการลอกคราบ, ไพรีทรอยด์ หรือออร์กาโนฟอสเฟต และอื่น ๆ ทุกครั้งหลังจากการพ่นสารกำจัดควรประเมินผลการกำจัดด้วย และใช้ในช่วงที่กับดักสารล่อเพศจับผีเสื้อชนิดนี้ได้มาก หรือระยะหนอนกระทู้หอมตัวเล็ก ๆ (วัยที่ 1 ถึงวัยที่ 3) ซึ่งสามารถกำจัดได้ง่ายกว่าหนอนวัยโต และสารแต่ละชนิดอาจมีผลต่อระยะองุ่น เช่น การติดดอกการออกผล ใบ ทั้งคุณภาพขององุ่น จึงควรระวังในเรื่องการใช้สารป้องกันกำจัดหนอนชนิดนี้ในแต่ละครั้งด้วย 4. การใช้กับดักแสงไฟ แบล็คไลท์ (Black light) สีม่วง หรือสีน้ำทะเล ติดตั้งโดยเฉพาะบริเวณหัวร่องน้ำ เหนือน้ำวางขนานกับผิวน้ำประมาณ 1 ฟุต และเปิดไฟในช่วงหัวค่ำถึงกลางดึกจากการสำรวจพบว่ากับดักแสงไฟที่ชาวสวนนิยมใช้ล่อแมลงมากำจัด มักวางหลอดไฟฟ้าสูงเกินความจำเป็น คาดว่าการกำจัดจะได้บางส่วนเท่านั้น เนื่องจากผีเสื้อที่มาเล่นใกล้หลอดไฟ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 10 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    อารักขาพืช
    ศัตรูพืช
    สวัสดีครับ ผมจะหาซื้อ "ชีวภัณฑ์ไส้เดือนฝอย" ได้จากที่ไหนได้บ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 3 มีนาคม 2563
    ตอบคำถาม คุณน้าทอง สวนธรรมจัย ลองติดต่อไปทาง กรมวิชาการเกษตรนะคะ โทร. 0 2579 0151 ราคาจำหน่ายกล่องละ 100 บาท อัตราการใช้ 1 กล่องต่อน้ำ 20 ลิตร ครอบคุมพื้นที่ 1 งาน (พื้นที่ 1 ไร่ ใช้ 4 กล่อง) เน้นใช้กับศัตรูพืชผักเป็นหลัก
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 3 มีนาคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    โรคแบบนี้เกิดจากอะไรครับ วิธีการแก้ไขอย่างไรบ้างครับ ต้นมะเขือเปราะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 มีนาคม 2563
    ได้ส่งภาพไปทางคลินิกสุขภาพพืช กพส. แจ้งว่า เป็นอาการประจำของมะเขือเปราะ ถ้าไม่ต้องการใช้สารเคมี ก็ให้ตัดแต่งออกได้ค่ะ และถ้าต้องการใช้สารเคมีจะใช้สารกลุ่มอะซอคซีสโตบิน พ่นตามอัตราแนะนำได้เช่นกัน และได้ลองสืบค้นข้อมูลเบื้องต้น อาการเท่าที่สังเกตจากภาพใบที่ส่งมา อาการคล้ายโรคเหี่ยว (Verticillium wilt) ที่เกิดจากเชื้อรา Verticillium Verticillium spp. เป็นราที่พบในดินเกือบทุกชนิด และทุกแห่ง โดยเฉพาะประเทศในเขตอบอุ่นและเขตร้อนของโลก ก่อให้เกิดโรคกับพืชต่าง ๆ ได้อย่างกว้างขวางเกือบ 200 ชนิด ทั้งพืชไร่ พืชสวน ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักและวัชพืชต่าง ๆ เฉพาะผักที่ถูกเชื้อนี้เข้าทำลายและก่อให้เกิดความเสียหาย ได้แก่ แตงต่างๆ เช่น แตงกวา แตงร้าน แตงโม กระเจี๊ยบ มะเขือยาว มะเขือเปราะ พริก มะเขือเทศ มันฝรั่ง ฯลฯ นอกจากนี้ยังพบว่ามีผักต่าง ๆ อีกหลายชนิดที่เชื้อราตัวนี้เข้าทำลาย แต่ไม่ทำความเสียหายมากเท่ากับผักพวกที่กล่าวแล้ว ได้แก่ พวกถั่วต่าง ๆ หน่อไม้ฝรั่ง (asparagus) กะหล่ำต่าง ๆ บรอคโคลี ขึ้นฉ่าย (celery) หอมหัวใหญ่ กระเทียม ผักสลัด ผักกาดหัว แต่ธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ไม่ปรากฏว่าราพวก Verticillium ทำความเสียหายแต่อย่างใด อาการ : แม้พืชได้รับเชื้อตั้งแต่ระยะต้นอ่อน แต่จะแสดงอาการให้เห็นจนกว่าต้นโตขึ้นมาถึงระยะหนึ่งจึงเริ่มแสดงอาการแคระแกร็น (stunt) หยุดการเจริญเติบโต ต่อมาต้นใบจะเหลืองซีดและเหี่ยว ใบแก่ตอนล่าง ๆ ของต้นจะหลุบลงในที่สุด ใบจะหลุดร่วงออกจากต้น อาการจะค่อย ๆ เพิ่มความรุนแรงขึ้นไปยังส่วนบน ในที่สุดจะเหลืองและเหี่ยวตายทั้งต้น ในระยะนี้หากถอนต้นพืชขึ้นจากดินแล้วใช้มีดผ่ารากและลำต้นบริเวณโคนออกมาจะพบว่าส่วนของท่อน้ำท่ออาหาร (vascular bundle) ถูกทำลายเน่า เป็นสีน้ำตาลเข้ม ในรายที่เป็นรุนแรงอาการเน่าจะลามออกมาเห็นที่ผิวนอกของรากและโคนต้นด้วย พบว่ามะเขือมอญหรือกระเจี๊ยบ มะเขือลูกใหญ่ เช่น มะเขือยาว มะเขือม่วง จะเป็นโรคนี้ได้ง่าย และรุนแรงที่สุด ส่วนมะเขือเทศ มันฝรั่งนั้นค่อนข้างจะต้านทานโรคได้ดีกว่า เมื่อถูกเชื้อเข้าทำลายอาจไม่ถึงกับตายเพียงแต่แสดงอาการเหลืองและเฉาในใบแก่ที่อยู่ตอนล่าง ๆ ของต้น การป้องกันกำจัด 1. หลีกเลี่ยงการปลูกผักที่ง่ายต่อการเป็นโรคลงในดินที่เคยมีโรคเกิดมาก่อน หรือเปลี่ยนพืชชนิดอื่นที่มีความต้านทานต่อโรคมาปลูกแทน 2. ขจัดทำลายเศษซากพืชที่เป็นโรคโดยการถอนขึ้นมาทั้งต้นและราก แล้วนำไปเผาไฟหรือฝังดินลึกๆ ไม่ปล่อยให้มีวัชพืชหรือพืชอาศัยหลงเหลืออยู่ตามบริเวณแปลงปลูก 3. การระบายน้ำในแปลงปลูกควรให้เป็นไปโดยสม่ำเสมอ อย่าปล่อยให้น้ำแฉะหรือขังอยู่ในแปลงนานๆ 4. ปรับปรุงดินให้อุดมสมบูรณ์โดยการเพิ่มปุ๋ยไนโตรเจน และปรับสภาพของดินให้ค่อนไปทางกรด โดยการเติมสารที่ชักนำให้เกิดกรด (acid producing agent) เช่น กำมะถัน ลงในดินก็จะช่วยลดความรุนแรงของโรคลงได้ (ปกติจะใช้กำมะถันประมาณ 100 – 200 กก. ต่อไร่ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดของดินและพืชที่จะปลูก) การเพาะกล้าควรทำในดินใหม่ที่สะอาดปราศจากเชื้อ และมีการเตรียมอย่างดีถ้าจำเป็นต้องใช้ดินเก่าก็ควรฆ่าทำลายเชื้อเสียก่อนโดยคั่วหรืออบด้วยความร้อน ไอนํ้าหรือสารเคมี เช่น เทอราคลอ ฟอร์มาลีน และวาแปม ฯลฯ สำหรับการใช้สารเคมีฆ่าเชื้อราในการฆ่าทำลายหรือรักษาโรคนี้โดยตรงในดินหรือกับพืชที่เป็นโรคนี้ ยังไม่ปรากฏว่าจะมีสารเคมีชนิดใดใช้ได้ผลคุ้มค่า
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    อารักขาพืช
    ผมจะปลูกคะน้า และผักปวยเล้งมีนา-เมษานี้ จะต้องระวังโรคหรือศัตรูพืชอะไรบ้างครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2563
    ตอบ คุณ น้าทอง สวนธรรมจัย โรคและแมลงของปวยเล้งที่สำคัญ ได้แก่ 1. แมลงศัตรูพืช ได้แก่ - หนอนกระทู้ดำ (Black cusworm) พบในช่วงฤดูร้อน สังเกตจากลำต้นล้ม เหี่ยว - เพลี้ยอ่อน พบตลอดปี และพบมากช่วงฤดูร้อน เพลี้ยอ่อนจะอยู่ตามใต้ใบและยอด ทำให้ใบหงิก - เพลี้ยไฟ พบช่วงฤดูร้อน สังเกตจากใบมีรอยหยาบสีน้ำตาลและหงิก - หนอนคืบกินใบ พบได้ตลอดปี 2. โรค ได้แก่ -โรคโคนเน่า เกิดจากการทำลายของเชื้อราในดิน สังเกตดูต้นผักจะหักล้มตายเป็นหย่อมๆ บริเวณที่เกิดโคนเน่า -โรคใบจุด พบในช่วงที่มีอากาศเย็น เกิดจากเชื้อรา Septoria sp. แผลสีน้ำตาลและมีตุ่มเล็กๆสีดำบริเวณแผล -โรคใบจุดที่เกิดจากเชื้อ Cercospora sp. อาจพบได้ทุกฤดูกาล ลักษณะเป็นแผลสีน้ำตาล ตรงกลางแผลเป็นสีเทา ระบาดมากในฤดูฝน -โรคราน้ำค้าง อาการเป็นแผลสีเหลือง หรือสีน้ำตาลบนใบ ใต้ใบมีสปอร์สีขาวหรือเทา 3. ไส้เดือนฝอย พบได้ทั้งปีในบางพื้นที่ สังเกตุจากต้นแคระแกร็นและมีปมที่ราก การป้องกันกำจัดทำได้ดังนี้ 1. ใบจุด - ใบจะเป็นจุดสีดำ รอบๆ แผลจะเป็นสีเหลือง เมื่อเชื้อแพร่ระบาดมากขึ้น แผลจะขยาย ( Leaf spot ) ติดกัน เกิดใบไหม้แห้งกรอบ ป้องกันโดยใช้ เทนเอ็ม + บาวีซาน อย่างละ 2 ช้อน / น้ำ 1 ปี๊บ 2. ราน้ำค้าง - บนใบจะเป็นพื้นสีเหลือง ใต้ใบจะเป็นเส้นใยสีขาวเป็นกระจุก ป้องกันโดยใช้ โนมิลดิว ( Downy mildew ) + เทนเอ็ม อย่างละ 2 ช้อน ฉีดพ่น หากระบาดรุนแรงใช้ ลอนมิเนต อัตรา 1-2 ช้อน 3. โรคเน่าเละ - เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย เนื้อเยื่อพืชจะยุบตัวลง แผลจะมีสีน้ำตาลอ่อน เปียกและชื้นเป็น ( Soft rot ) เมือกไหลเยิ้ม มีกลิ่นเหม็นป้องกันโดยหากพบอาการเริ่มแรกฉีดพ่นด้วย นูริช 40 ซีซี. + โคไซด์ 3 ช้อน หากรุนแรงไม่สามารถป้องกันได้ 4. โรคโคนเน่า หรือ - จะพบมากในช่วงเริ่มแตกกอเป็นต้นไป ใบที่อยู่ล่างๆ จะเหลืองและเหี่ยว ที่โคนต้นจะ โรคราเมล็ดผักกาด เป็นรอยสีน้ำตาล มีเส้นใยสีขาวอยู่รอบ ๆ และจะพบเมล็ดสีน้ำตาลคล้ายเมล็ด ( Sclerotinia rot ) ผักกาดติดอยู่บริเวณโคนต้น หากพบใช้โนมิลดิว 3 ช้อน/ปี๊บ ฉีด หรือใช้สารสกัด จุลินทรีย์พวกบาซิลัส ซับทิลิส และพวกไตรโคเดอม่า ฉีดพ่นและรดโคนต้น ทั้งนี้ปวยเล้งจะเจริญได้ดีในช่วงอากาศเย็น อุณหภูมิที่เหมาะสมอยู่ระหว่าง 15-21 องศาเซลเซียส และต้องการความชื้นที่พอเหมาะสม โดยถ้าปลูกในพื้นที่สูงกว่า 1,200 เมตร สามารถปลูกได้ตลอดปี ส่วนโรคและแมลงศัตรูพืชของคะน้า ได้แก่ โรคเน่าคอดินของคะน้า เป็นโรคที่เกิดขึ้นเฉพาะในแปลงต้นกล้าเท่านั้น เนื่องจากการหว่านเมล็ดที่แน่นทึบ อับลม และต้นเบียดกันมาก ถ้าในแปลงมีเชื้อโรคแล้วต้นกล้าจะเกิดอาการเป็นแผลช้ำที่โคนต้นระดับดิน เนื้อเยื่อตรงแผลจะเน่าและแห้งไปอย่างรวดเร็ว ถ้าถูกแสงแดดทำให้ต้นกล้าหักพับ ต้นเหี่ยวแห้งตายในเวลารวดเร็ว บริเวณที่เป็นโรคจะค่อยๆ ขยายกว้างออกไปเป็นวงกลม ภายในวงกลมที่ขยายออกไปจะไม่มีต้นกล้าเหลืออยู่เลย ส่วนกล้าที่โตแล้วจะค่อยๆ เหี่ยวตายไป การป้องกันกำจัดโรคเน่าคอดินของคะน้า ไม่ควรหว่านเมล็ดคะน้าให้แน่นเกินไป ควรตากดินเพื่อกำจัดเชื้อราในดินโดยตรงก่อนลงปลูกจะได้ผลดียิ่งขึ้น อย่าให้น้ำขังแฉะในแปลงขณะเป็นต้นกล้า หรือยกแปลงนูนสูงเพื่อให้ระบายน้ำให้เร็วด้วย โรคราน้ำค้างของคะน้า ใบจะเป็นจุดละเอียดสีดำอยู่รวมกันเป็นกลุ่มเล็กๆ ด้านใต้ใบ ตรงจุดเหล่านี้จะมีราสีขาวอมเทาอ่อนคล้ายผงแป้งขึ้นเป็นกลุ่มๆ กระจายทั่วไป โรคนี้ไม่ทำให้ต้นคะน้าตาย แต่ทำให้น้ำหนักลดลง เพราะต้องตัดใบที่เป็นโรคทิ้ง ทำให้ได้น้ำหนักน้อยลง การป้องกันกำจัดโรคราน้ำค้างของคะน้า ในตอนเช้าควรรดน้ำใบต้นคะน้าเพื่อชะล้างน้ำค้างต้นเหตุให้เกิดราน้ำค้างคะน้า โรคแผลวงกลมสีน้ำตาลไหม้ ใบแก่ที่อยู่ด้านล่างของลำต้นจะเป็นโรคนี้มาก ใบที่เป็นโรคจะมีแผลวงกลมสีน้ำตาลซ้อนกันหลายชั้น เนื้อเยื่อรอบๆ แผลเปลี่ยนเป็นสีเหลืองขนาดของแผลมีทั้งใหญ่และเล็ก บนแผลมักจะมีเชื้อราขึ้นบางๆ มองเห็นเป็นผงสีดำ เนื้อเยื่อบุ๋มลงไปเล็กน้อย การป้องกันกำจัดโรคแผลวงกลมสีน้ำตาลไหม้ การป้องกันก็คือในตอนเช้าให้รดน้ำชะล้างเชื้อราต่างๆ แต่ไม่ควรให้ชุ่มมากเพราะรากจะเน่าได้ และควรเด็ดใบที่มีแผลทิ้งออกห่างจากแปลงปลูก หนอนกระทู้ผัก ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืน ปีกคู่หน้ามีจุดสีน้ำตาลเข้ม มีลวดลายเต็มปีก ส่วนปีกคู่หลังสีขาวและบาง ลำตัวมีขนสีน้ำตาลอ่อนปกคลุมอยู่ ตัวเมียวางไข่เป็นกลุ่มๆ ตัวเมียวางไข่ได้ประมาณ 200-300 ฟอง หนอนจะกัดกินใบและก้านใบของคะน้า มักจะเข้าทำลายเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ผีเสื้อวางไข่ หนอนชนิดนี้สังเกตได้ง่ายคือ ลำตัวอ้วนป้อม ผิวหนังเรียบ คล้ายหนอนกระทู้หอม มีสีสันต่างๆ กัน มีแถบสีขาวข้างลำตัวแต่ไม่ค่อยชัดนัก เมื่อโตเต็มที่จะมีขนาดประมาณ 3-4 เซนติเมตรเคลื่อนไหวช้า การป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ผัก หมั่นตรวจดูสวนผักบ่อยๆ เมื่อพบหนอนกระทู้ฟักให้ทำลายไข่ ตัวหนอน หรือใบหรือต้นที่เจอหนอนนั้นเสีย เพราะอาจมีไข่หนอนอยู่รอบๆ บริเวณนั้น หนอนคืบกะหล่ำ ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อขนาดกลาง หนอนคืบกะหล่ำเป็นหนอนที่กินจุ เข้าทำลายคะน้าในระยะที่เป็นตัวหนอน โดยจะกัดกินเนื้อใบจนขาดและมักจะเหลือเส้นใบไว้หนอนชนิดนี้เมื่อเกิดระบาดแล้วจะแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็วมาก การป้องกันกำจัดหนอนคืบกะหล่ำ ตรวจดูไข่หรือตัวหนอนในระยะเล็กๆ หากพบให้กำจัดเสียหรือถอนต้นกำจัดเสีย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 26 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    อยากสอบถามเรื่องมะม่วงใบอ่อนไหม้จะทำอย่างไรดี มีอาการปลายใบไหม้ทั้งใบแก่ใบอ่อน แล้วกิ่งนั้นจะค่อย ๆ แห้งทั้งกิ่ง คิดว่าถ้าทิ้งไว้คงตายทั้งต้นค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2563
    ตอบ คุณ Oranuchh สาเหตุใบไหม้เกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เรียกว่าเพลี้ยไฟมะม่วง เข้าทำลายช่วงมะม่วงช่วงที่แตกใบอ่อน เพลี้ยไฟเข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยงตามแนวของเส้นใบ เมื่อน้ำเลี้ยงถูกดูดมากๆ ทำให้สารอาหารไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงที่ใบ ใบจึงแห้ง วิธีแก้ ช่วงที่แตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นน้ำที่ใบพอชุ่มโดยประมาณ หรือใช้สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ประเภทดูดซึม เช่น ฟิโพรนิล หรือแอสเซนด์ นอกจากนี้เพลี้ยไฟยังสร้างความเดือดร้อน ช่วงออกช่อดอกหรือช่วงที่ติดผลเล็กๆ เพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผิวเปลือกหรือขั้วผล ทำให้ผลเป็นคราบสีน้ำตาล ผลจะไม่โต แต่ถ้ามาทำลายตอนลูกโต จะเห็นเป็นคราบสีน้ำตาล ส่งผลให้ผิวไม่สวย ขายไม่ได้ราคา
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    พันธุศาสตร์พืช
    สวัสดีค่ะ ขอสอบถามชื่อต้นไม้หน่อยค่ะ เป็นไม้ยืนตัน มีดอกออกมาที่ลำต้นแบบในภาพเลย เจอในป่าที่ภาคใต้ค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2563
    ตอบ คุณ Zea ต้นยางปุ่มค่ะ ชื่อวิทยาศาสตร์ : Polyalthia clavigera King วงศ์ ANNONACEAE อ้างอิงข้อมูล : ปิยะ เฉลิมกลิ่น. 2544. พรรณไม้วงศ์กระดังงา. สำนักพิมพ์บ้านและสวน, กรุงเทพมหานคร. หน้า 268-269. จากฐานข้อมูล http://agkc.lib.ku.ac.th/plantlib/plantinfo.php?code=217 โดยสามารถอ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้จาก ไฟล์แนบด้านล่าง : 217.pdf
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ตอนนี้เจอ "ด้วงหมัดผัก" ระบาด ถ้าไม่ใช้สารเคมี ต้องแก้อย่างไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2563
    ตอบ คุณน้าทอง สวนธรรมจัย แนะนำให้ใช้ไส้เดือนฝอยควบคู่กับการใช้เชื้อราบิวเวอร์เรียเป็นเวลา 7 วัน อัตรา 4 ล้านตัวต่อพื้นที่ 20 ตารางเมตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือเชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ทูริงเยนซิส หรือเชื้อราบิวเวอร์เรีย โดยพ่นหรือราดทุก 7 วัน เพื่อป้องกันกำจัดตัวอ่อนด้วงหมัดผักในดิน แต่หากเกิดการระบาดแล้วให้กำจัดโดยใช้สารเคมีดังต่อไปนี้ คาร์บาริล, คาร์โบซัลแฟน, ไพรไธโอฟอส, ไพรฟีโนฟอส และฟีโปรนิล ตามอัตราแนะนำ คาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 40 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี อัตรา 50 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารโพรไทโอฟอส 50% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร นอกจากนี้ การพ่นสารสกัดหางไหลแดง Derris elliptica สามารถฆ่าตัวเต็มวัยของด้วงหมัด ผักได้ แต่สารออกฤทธิ์จากสารสกัดจะเสื่อมคุณภาพได้ง่ายในสภาพแสงแดดจัดและอุณหภูมิสูง ทําให้อาจเกิดการ แพร่ระบาดซ้ําได้ การป้องกันกําจัดจึงควรผสมผสานกันหลาย ๆ วิธีทั้งการไถพรวน ตากดินก่อนปลูก การพ่นด้วยสารสกัดหางไหลแดง จะช่วยให้การป้องกันกําจัดด้วงหมัดผักประสบความสําเร็จค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 18 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    สวัสดีครับ ปลูกผักสลัดในกระถางแล้วเกิดปัญหาใบผักเป็นแบบนี้ (ภาพประกอบ) เกิดจากอะไรครับ มีวิธีแก้ไขอย่างไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2563
    อาการที่ขอบใบต้นกล้าผักสลัดคล้ายอาการขาดธาตุอาหารรอง ซึ่งไม่เป็นอันตรายค่ะ ทั้งนี้หัวใจสำคัญของการปลูกผักให้งาม คือการปรุงดินให้ดี การใช้ดินถุงที่วางจำหน่ายทั่วไปอาจจะต้องผสมดินและหมักดินก่อนนำมาใช้ โดยอาจจะใช้ดินผสมปุ๋ยมูลไส้เดือน น้ำหมักชีวภาพ หรือทำปุ๋ยหมักจากเศษอาหารในครัวเรือน จุลินทรีสังเคราะห์แสงก็ได้ผลดีเช่นกันค่ะ สำหรับวิธีปรุงดิน หรือการหมักดิน มีหลายสูตรแล้วแต่ส่วนผสมที่มีในแต่ละท้องถิ่น แต่โดยทั่วๆ ไป ก็จะประกอบด้วย 1. ดินถุง (ควรร่ออนก่อนนำมาใช้) 2. ปุ๋ยคอก เช่น มูลสัตว์ต่างๆ 3. เศษใบไม้แห้ง 4. เศษอาหาร เศษผักผลไม้ กากกาแฟ เปลือกไข่ ฯลฯ 5. หัวเชื้อจุลินทรีย์ 6. น้ำตาล (เพื่อกระตุ้นให้หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่เรานำมาผสมทำงานย่อยสลายได้เต็มประสิทธิภาพมากขึ้น)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 9 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    เกษตรกลวิธาน
    คำถามเกี่ยวกับปั๊มเจ็ทท่อดูดคู่ดูดน้ำลึก บ่อน้ำขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 1.2 เมตร ความลึก 13-14 เมตร ระดับน้ำในหน้าฝนลึกจากผิวดิน 3-4 เมตร หน้าแล้ง 6-12 เมตร เดิมใช้ปั๊มหอยโข่ง 1” แต่หน้าแล้งต้องหย่อนปั๊มลงในบ่อจึงจะใช้งานได้ ต้องการเปลี่ยนเป็นปั๊มเจ็ทขนาด 1 แรงม้า ท่อดูดมีขนาด 1.25” และ 1” ท่อส่งมีขนาด 1” ระยะดูด 18-30 เมตร ระยะส่งสูงสุด 45 เมตร เพื่อจ่ายให้ถังเก็บระบบน้ำหยดสูงจากปั๊ม 4 เมตรและใช้ในบ้าน มีคำถามดังนี้ 1) ส่วนตัวคิดว่าปั๊มเจ็ทคู่น่าจะถูกออกแบบมาสำหรับดูดน้ำบาดาลที่มีความลึกตั้งแต่ 15-18 เมตรเป็นต้นไป จนถึง 30 เมตรซึ่งเป็นระยะเหมาะสม ซึ่งไม่ตรงกับบ่อน้ำที่มีอยู่ แต่ก็หาปั๊มที่เหมาะสมกับสภาพบ่อไม่ได้ ถ้าจะติดตั้งปั๊มเจ็ทคู่ตัวนี้จะสามารถใช้งานได้หรือไม่และจะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นได้บ้าง 2) หัวเจ็ทจะต้องจมลงไปใต้น้ำลึกเท่าใดจึงจะเหมาะสม (ในคู่มือไม่ได้ระบุไว้) 3) การติดตั้งฟุตวาล์วต่อกับตัวหัวเจ็ท ระยะที่เหมาะสมควรเป็นเท่าใด หรือควรต่อให้ติดชิดกันไปเลย(ในคู่มือไม่ได้ระบุไว้) 4) ระยะจากฟุตวาล์วถึงก้นบ่อห่างอย่างน้อยเท่าไหร่ 1 ฟุตเพียงพอหรือไม่ 5) ท่อดูด PVC 1.25” ร้านค้าไกล้บ้านไม่มีขาย ถ้าจะแปลงขนาดท่อดูดเป็น 1” หรือ 1.5” จะมีผลกับการใช้งานมากน้อยเพียงใด 6) Self-priming pump แตกต่างจากปั๊มหอยโข่งธรรมดาอย่างไร ขอบคุณมากครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2563
    ข้อมูลจาก ผู้ช่วยศาสตราจารย์สมพงษ์ เจษฎาธรรมสถิต ผู้เชี่ยวชาญจากภาควิชาเกษตรกลวิธาน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้ตอบคำถามเป็นข้อ ๆ ดังนี้นะคะ 1) ปั๊มเจ็ท อาศัยความเร็วของน้ำในการสร้างแรงดูดเพิ่มขึ้น ซึ่งขึ้นกับว่าความเร็วของน้ำมากแค่ไหน นั่นหมายถึงน้ำส่วนหนึ่งที่ปากบ่อจะต้องสูบน้ำท่อของปั๊มเจ็ท แล้วผสมกับน้ำที่จะสูบขึ้นมาอีก หากความลึกจาปากบ่อไม่มาก (ระยะดูด) ไม่ควรเกิน 10 เมตรก็จะสะดวก แต่เสียค่าพลังงานเพื่อช่วยเพิ่มแรงดูดไปส่วนหนึ่ง -- หากระยะดูดตามที่กล่าว แนะนำเป็นปั๊ม Submerse ดีกว่า -- หากต้องการระบุขนาดปั๊ม Sunmerse ต้องแจ้งด้วยว่า ต้องการสูบน้ำอัตราชม.ละ กี่ ลบ.ม. 2) หัวเจ็ท ต้องจุ่มลงใต้ผิวน้ำ ประมาณ 15 cm (สามเท่าของท่อทางดูด) 3) ฟุตวาล์วในกรณีนี้ไม่จำเป็นถ้าจะติดต้องชิดกับหัวเจ็ท 4) สามเท่าของขนาดท่อ/ฟุตวาล์ว 5) ท่อดูดและท่อส่งสามารถขยายขนาดได้ตามที่ต้องการ ท่อขนาดใหญ่จะทำให้เสียพลังงานน้อย และปริมาณน้ำจะมากขึ้น 6) ปั๊มหอยโข่ง เป็นปั๊มที่ต้องล่อน้ำก่อนสูบ คือต้องเติมน้ำในท่อดูดและในเรือนป้๊มให้เต็มก่อนเดินเครื่อง ส่วน Self-primming คือปั๊มหอยโข่งที่ไม่ต้องล่อน้ำ และทางเพจระบบรดน้ำต้นไม้ในบ้าน สปริงเกอร์ หัวน้ำหยด หัวสเปร์ Rain Bird https://www.facebook.com/fonuttaroporn/ ได้ให้คำแนะนำดังนี้ค่ะ ตามที่แจ้งมาว่าระยะดูดและส่งสูงสุดอยู่ที่ประมาณ 16 เมตร ดังนั้นการเลือกปั๊มต้องเป็นปั๊มที่มี Head ไม่ต่ำกว่า 30 เมตร ซึ่งโดยทั่วไปจะระบุไว้ที่ Plate pump ส่วนขนาดท่อดูด 1นิ้วจะช่วยเรื่องระยะส่งน้ำ แต่ปริมาณน้ำที่สูบได้ก็จะลดลง หากขยายทางดูดปริมาณน้ำเพิ่ม แต่ระยะส่งจะลดลง ปกติสามารถต่อตรงได้ตามภาพประกอบด้านล่าง ระยะจุ่มดูตามระดับน้ำต่ำสุดลงไปอีกไม่ต่ำกว่า 50 ซม. เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด Vertex circle หรือปั๊มดูดอากาศส่วนเกินลงไปในระบบ ทั้งนี้ Self priming pump เหมาะสำหรับใช้กับน้ำที่มีตะกอนเยอะ และมี Check valve กันน้ำย้อนกลับในตัว ซึ่งจะช่วยป้องกันปัญหาถ้า Foot valve รั่วอีกที
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    พันธุศาสตร์พืช
    สวัสดีครับ พอรู้ไหมครับว่านี่คือต้นอะไรครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2563
    ตอบ คุณ Topfy ผู้เชี่ยวชาญทางภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ มก. แจ้งว่า ต้นด้านบน คือ ทลายเขา (Antheroporum glaucum Z. Wei) ชื่ออื่น : ทลายเขา (ประจวบคีรีขันธ์); เมงไพร (นครศรีธรรมราช); ราโยด (ยะลา) พบที่จีนตอนใต้ พม่า ในไทยพบทางภาคตะวันออกเฉียงใต้ ภาคตะวันตกเฉียงใต้ และภาคใต้ตอนบน ขึ้นตามป่าดิบแล้ง และป่าดิบชื้นที่เป็นเขาหินปูน ความสูงถึงประมาณ 300 เมตร เป็นไม้ยืนต้นสูงได้ถึง 20 ม. ไม่มีหูใบ ใบประกอบมีใบย่อย 1-3 คู่ ยาว 25-30 ซม. ก้านยาว 6-7 ซม. ใบย่อยเรียงตรงข้าม รูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 12-22 ซม. ปลายแหลมยาวหรือยาวคล้ายหาง แผ่นใบมีนวลด้านล่าง ก้านใบยาว 0.5-1 ซม. ใบแห้งสีดำ ช่อดอกแบบช่อกระจะ มี 2-5 ช่อ ยาว 7-10 ซม. มีใบประดับหุ้มตาช่อดอก แต่ละกระจุกมี 1-2 ดอก ก้านดอกยาวประมาณ 3 มม. กลีบเลี้ยงรูปถ้วย ยาวประมาณ 5 มม. ปลายจักไม่ชัดเจน ดอกสีขาวหรืออมม่วง ยาวประมาณ 7 มม. กลีบกลางกลม กลีบปีกเชื่อมติดกลีบคู่ล่างบางส่วน เกสรเพศผู้เชื่อมติดกลุ่มเดียว อับเรณูมีรูเปิดที่ปลาย รังไข่มีขน ก้านเกสรเพศเมียสั้น ฝักรูปรีหรือรูปขอบขนาน ยาว 3-5.5 ซม. ปลายมีจะงอย มี 1-2 เมล็ด กลมแบน ๆ มีขั้วเมล็ด ทั้งนี้พืชในสกุล Antheroporum Gagnep. อยู่ภายใต้วงศ์ย่อย Faboideae เผ่า Millettieae มี 4-5 ชนิด พบที่จีนตอนใต้ พม่า และเวียดนาม ในไทยอาจมีเพียงชนิดเดียว ชื่อสกุลมาจากภาษากรีก “anthera” อับเรณู และ “poros” รูเปิด ตามลักษณะของอับเรณู ส่วนอีกสองภาพสุดท้าย น่าจะเป็น มะกา Bridelia ovata วงศ์ Euphorbiaceae (วงศ์โมก) เป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-10 เมตร แตกกิ่งก้านแผ่กว้าง เปลือกลำต้นเรียบเป็นสีน้ำตาล พอลำต้นแก่จะแตกเป็นสะเก็ดยาว ลักษณะใบเป็นใบเดี่ยวออกเรียงสลับ ลักษณะใบเป็นรูปรี ปลายใบมน โคนใบมน ขอบใบเรียบหรือเป็นคลื่น ยอดอ่อนเป็นสีแดง กว้างประมาณ 3-8 เซนติเมตร ยาวประมาณ 8-21 เซนติเมตร แผ่นใบด้านหลังเหลี้ยงเป็นสีเขียวเข้ม ส่วนท้องใบเป็นคราบสีขาว เนื้อใบบาง หลังใบและท้องใบเรียบ ก้านใบสั้น ลักษณะดอก ออกดอกเดี่ยวหรือออกเป็นกระจุกตามซอบใบ ดอกเป็นแบบแยกเพศอยู่ในต้นเดียวัน ดอกเป็นสีเขียวอ่อน มีกลีบดอก 5 กลีบ ปลายกลีบดอกแหลม โคนกลีบดอกเชื่อมติดกัน เกสรดอกเป็นสีแดง ลักษณะผลเป็นทรงกลม ขนาด 1 เซนติเมตร ผิวเรียบ ผลอ่อนเป็นสีเขียว เมื่อสุกจะเปลี่ยนเป็นสีม่วงดำ ภายในมีเมล็ดขนาดเล็ก ลักษณะเป็นรูปไข่ สรรพคุณ แก่นมีรสขมเป็นยาแก้กระษัย แก้ไตพิการ ช่วยระบายอุจจาระธาตุ ใบ แก้ตานขโมย บำรุงโลหิต บำรุงธาตุไฟ แก้โลหิตเป็นพิษ แก้ไข้ เป็นยาขับเสมหะและโลหิต แก้อาการสะอึก ช่วยย่อยอาหาร บำรุงน้ำดี บำรุงน้ำเหลือง แก้น้ำเหลืองเสีย แก้เหน็บชา
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 4 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    การเกษตรทั่วไป
    เห็นหลาย ๆ ท่านบอกว่า ถ้าปลูกพืชหลายชนิดในที่เดียวใกล้ ๆ กัน มันจะเเย่งอาหารกัน จริงไหมครับ เหตุผลทางวิทยาศาสตร์ให้เหตุผลว่ายังไงครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 3 กุมภาพันธ์ 2563
    จริงค่ะ การแย่งอาหารของพืชจะสัมพันธ์โดยตรงกับระบบรากของพืช ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ราก เป็นส่วนประกอบหนึ่งของพืช มีหน้าที่สำคัญ คือ ดูด (Absorption) น้ำและแร่ธาตุอาหารจากดินเข้าไปในลำต้น ลำเลียง (Conduction) น้ำและแร่ธาตุ รวมทั้งอาหารซึ่งพืชสะสมไว้ในรากขึ้นสู่ส่วนต่าง ๆ ของลำต้น ยึด (Anchorage) ลำต้นให้ติดกับพื้นดิน เป็นแหล่งสร้างฮอร์โมน (Producing hormones) รากเป็นแหล่งสำคัญในการผลิตฮอร์โมนพืชหลายชนิด เช่น ไซโทไคนิน จิบเบอเรลลิน ซึ่งจะนำไปใช้ในการเจริญส่วนลำต้นและยอด รากแบ่งออกเป็น 3 ชนิดตามจุดกำเนิด คือ • รากแก้ว (Tap root) • รากแขนง (Lateral root) • รากที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปทำหน้าที่พิเศษ (Adventitious root) 1. รากแก้ว (Tap root) มีลักษณะโตตรงโคน แล้วค่อยเรียวเล็กลงไปจนถึงปลาย จะยาวและใหญ่กว่ารากอื่นๆ ทำหน้าที่เป็นเสาหลักรับส่วนอื่นๆ ของพืชให้ทรงตัวอยู่ได้ รากชนิดนี้พบในพืชใบเลี้ยงคู่ ที่งอกออกจากเมล็ดโดยตรง ส่วนพืชใบเลี้ยงเดี่ยวเมื่องอกออกจากเมล็ดใหม่ๆ ก็มีระบบรากแก้วเหมือนกัน แต่มีอายุได้ไม่นานก็เน่าเปื่อยไปแล้วเกิดรากชนิดใหม่ขึ้นมาแทน คือ รากฝอย (Fibrous root) 2. รากแขนง (Lateral root) เป็นรากที่เจริญเติบโตออกมาจาก รากแก้ว มักงอกเอียงลงไปในดินและเจริญเติบโตไปตามแนวขนานกับพื้นดิน รากชนิดนี้อาจแตกแขนงออกเป็นทอดๆ ได้อีกเรื่อยๆ ทั้งรากแขนงและแขนงต่างๆที่ยื่นออกไปเป็นทอดๆต่างกำเนิดมาจากเนื้อเยื่อเพริไซเคิลในรากเดิมทั้งสิ้น 3. รากที่เปลี่ยนแปลงตัวเองไปทำหน้าที่พิเศษ (Adventitious root) เป็นรากที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะไปทำหน้าที่พิเศษประกอบไปด้วย 3.1 รากฝอย (fibrous root) เป็นรากที่มีลักษณะเป็นเส้นเล็กๆมากมาย ไม่มีรากใดเป็นรากหลักขนาดโตสม่ำเสมอกัน ไม่เรียวเล็กลงที่ปลายเช่นอย่างรากแก้ว เจริญเติบโตและงอกแผ่กระจายออกไปโดยรอบโคนต้นในพืชบางชนิด โดยเฉพาะพืชใบเลี้ยงเดี่ยว เช่น รากข้าวโพด รากหญ้า รากมะพร้าว รากฝอยจะเจริญเติบโตแทนที่รากแก้วที่ฝ่อเสียไปหรือที่หยุดเติบโต 3.2 พูพอนหรือรากค้ำยัน (Buttress root) มีลักษณะเป็นแผงขยายออกจากส่วนโคนของลำต้น โดยเป็นการปรับตัวของต้นไม้บางชนิดที่เกิดอยู่บริเวณริมน้ำ อยู่พื้นที่ที่มีดินตื้น หรือข้างล่างเป็นหิน เพราะดินลักษณะดังกล่าวจะต้นไม้โค่นล้มง่ายเมื่อเจอกับพายุ ต้นไม้จึงปรับตัวโดยการสร้างรากพูพอนเพื่อช่วยค้ำยันต้นไม้ ลดแรงสั่นสะเทือน และอีกประโยชน์หนึ่งของพูพอนก็คือช่วยกักและดูดซับธาตุอาหารเนื่องเวลาฝนตกน้ำจะชะแร่ธาตุซึ่งส่วนใหญ่จะอยู่บริเวณผิวดินออกไป การที่มีพูพอนจะทำให้สามารถกักแร่ธาตุสารอาหารไม่ให้ไหลไปกับน้ำ 3.3 รากยึดเกาะ (Climbing root) มีการปรับเปลี่ยนตัวเองให้แตกออกจากข้อของลำต้นเพื่อใช้ในการยึดเกาะตามพื้นผิวด้านนอก เพื่อชูลำต้นให้ไต่ขึ้นที่สูงโดยการที่ต้นไม้มีการปรับเปลี่ยนลักษณะของตัวเองให้รากงอกตามลำต้น เป็นเพราะพืชจำพวกไม้เลื้อย จำเป็นต้องเจริญเติบโตให้รับแสงแดด เพื่อใช้ในการสังเคราะห์แสง จึงต้องพัฒนาตัวเองให้มีกลไกรากพยุงต้นให้เลื้อยขึ้นที่สูงๆรากชนิดนี้จะเติบโตโดยที่ไม่แย้งอาหารของต้นไม้ที่มันใช้เกาะ ซึ่งสามารถพบได้ในพืชจำพวก กล้วยไม้ และพริกไทย เป็นต้น 3.4 รากหายใจ (Pneumatophore) เป็นรากที่แทงปลายรากขึ้นมาเหนือพื้นดิน เพื่อช่วยในการหายใจเอาออกซิเจนจากอากาศให้ได้มากขึ้นเพราะในดินเลนมีออกซิเจนต่ำ รากประเภทนี้มีเซลล์พาเรงไคมา (parenchyma) เรียงตัวกันอย่างหลวมๆ ในเนื้อเยื่อ ทำให้มีช่องว่างระหว่างเซลล์มากขึ้น ออกซิเจนจึงสามารถผ่านเข้าสู่เซลล์ชั้นในของรากได้ง่ายขึ้น พบในพืชจำพวกต้นแสมและลำพูที่ขึ้นอยู่ได้ในบริเวณป่าชายเลน 3.5 รากสะสมอาหาร (storage root) เป็นรากที่ทำหน้าที่ในการสะสมอาหารประเภทแป้ง น้ำตาล และ โปรตีนเอาไว้ที่บริเวณรากของมัน ทำให้มีลักษณะอวบอ้วน 3.6 รากกาฝากหรือรากปรสิต (Parasitic root) เป็นรากที่แทงเข้าไปในกิ่งของพืชชนิดอื่นเพื่อพักอาศัยและเป็นแหล่งอาหารเพื่อใช้ในการเจริญเติบโต ซึ่งบางครั้งจะเจริญเติบโตและแย้งอาหารจนทำให้พืชที่ถูกเกาะนั้นตายรากกาฝากจะกระจายพันธุ์ด้วยนกในกลุ่มกาฝาก โดยนกในกลุ่มกาฝากนั้นจะกินผลของต้นกาฝากจากต้นหนึ่ง และบินไปถ่ายมูลไว้ที่ต้นอื่นๆ เมื่อสภาพอากาศเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตก็จะทำการงอกรากลงบนพืชที่นกได้มาถ่ายมูลไว้และเจริญเติบโตต่อไป เราจะพบรากกาฝากได้ในต้น กาฝาก ต้นฝอยทอง และต้นไทรบางชนิด ซึ่งการกำหนดระยะปลูกพืชแต่ละชนิดเพื่อให้ได้ระยะที่เหมาะสม ควรพิจารณาถึงปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องดังนี้ 1. ขนาดของทรงพุ่ม 2. ราก 3. ฟ้า อากาศ 4. ดินปลูก ***โดยสามารถอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมได้จาก https://www.slideshare.net/ssuserd88898/srn3 (คลิกที่ข้อมูลเพิ่มเติมด้านล่าง) และ สามารถหาจำนวนต้นต่อพื้นที่ได้จากสูตร จำนวนต้น = พื้นที่/ระยะปลูก เช่น พื้นที่ 1 ไร่ กว้าง 40 เมตร ยาว 40 เมตร (40x40 = 1,600 ตารางเมตร) ต้องการปลูกมะม่วง ซึ่งมีระยะปลูก 10x10 เมตร ก็จะเท่ากับ (40x40)/(10x10) = 16 ต้น เป็นต้น ทั้งนี้ ดินมีอิทธิพลต่อการเจริญเติบโตของต้นไม้อย่างมาก ถ้าดินปลูกมีความอุดมสมบูรณ์ด้วยธาตุอาหารพืช ต้นไม้ที่ปลูกก็สามารถเจริญเติบโตแผ่กิ่งก้านออกไปได้มากตามกำลังของต้น แต่ถ้าดินปลูกเป็นดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ การเจริญเติบโตของต้นไม้ต้นนั้นก็จะอยู่ในวงจำกัด การแผ่กิ่งก้านเป็นไปได้น้อย ฉะนั้นต้นไม้ชนิดเดียวกันที่ปลูกในสภาพดินดีและดินไม่ดี ระยะปลูกก็จะแตกต่างกันเพราะการแผ่กิ่งก้าน ทรงพุ่ม และรากของพืชแต่ละชนิดไม่เท่ากัน จึงได้มีการกำหนดระยะปลูกต้นไม้แต่ละชนิดไว้ตามภาพประกอบด้านล่าง (Planting period)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2563
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    อยากทราบว่า เเมลงที่บนต้นฝรั่งในภาพคือตัวอะไร สามารถป้องกันได้ยังไงบ้าง เเบบไม่ใช่สารเคมีมีวิธีไหนบ้างครับ และใช้สารเคมีเเบบไหนบ้างในการป้องกันเเละกำจัดครับ ขอบคุณนะครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 31 มกราคม 2563
    1) ตัวสีขาวๆ ในภาพคือเพลี้ยแป้ง (Mealybug) เป็นแมลงปากดูด มีลักษณะพิเศษคือลำตัวอ่อนนุ่ม สามารถสืบพันธุ์ได้ทั้งแบบอาศัยเพศและแบบไม่อาศัยเพศ มีการเจริญเติบโตแบบเปลี่ยนแปลงรูปร่างทีละน้อย ประกอบด้วยระยะไข่ ตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตัวอ่อนเมื่อฟักออกจากไข่จะเคลื่อนที่ได้ว่องไวและคลานไปยังพืชที่เหมาะสม ในระยะแรกมีขนาดเล็ก ไม่มีไขแป้งปกคลุมลำตัว และจะเจริญเติบโตโดยการลอกคราบจนกระทั่งเป็นตัวเต็มวัย เมื่อเข้าสู่วัยที่ 2 ตัวอ่อนจะมีลำตัวปกคลุมด้วยผงแป้งสีขาวและเพิ่มมากขึ้นเมื่อเข้าวัยที่ 3 จะเป็นระยะตัวเต็มวัย อายุตั้งแต่วางไข่-ตัวเต็มวัย 17-21 วัน อายุตลอดอายุขัย 66-93 วันขึ้นอยู่กับสภาพอากาศ เพศเมียลอกคราบ 3 ครั้ง ส่วนเพศผู้ลอกคราบ 4 ครั้ง เพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้ประมาณ 300-600 ฟอง ซึ่งจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอด ใบ ดอกและผล สามารถระบาดและทำลายพืชทุกระยะการเจริญเติบโต โดยเพลี้ยแป้งจะขับถ่ายมูลที่มีลักษณะของเหลวข้นเหนียวมีรสหวาน ทำให้เกิดราดำปกคลุมปิดบังบางส่วนของใบพืช ผล ดอกหรือยอดอ่อนมีผลทำให้การสังเคราะห์แสงของพืชลดลง และอาจแห้งตายไปในที่สุดหลังจากถูกเพลี้ยแป้งดูดน้ำเลี้ยง และผลผลิตลดลงได้ การป้องกันกำจัด ควรหมั่นสำรวจแปลงไม้ผลเป็นประจำ โดยเฉพาะในช่วงระยะเวลาที่ฝนทิ้งช่วง หรือเข้าสู่หน้าแล้ง ซึ่งเป็นช่วงที่เหมาะแก่การระบาดมาก หากพบเริ่มมีการระบาดแนะนำให้เกษตรกรดำเนินการดังต่อไปนี้ 1. กำจัดแหล่งพืชอาศัยบริเวณรอบแปลงปลูกหากพบให้รีบทำลายโดยการตัดเผาทำลาย 2. ถ้ามีการระบาดเล็กน้อยใช้น้ำฉีดพ่น ตัดแต่งกิ่ง ห่อผล และใช้พืชสมุนไพร น้ำหมักฉีดพ่นควบคู่กับการปล่อยศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่าตัวห้ำ 3. ใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุม เช่น บิวเวอเรีย สารสกัดจากไหลแดง (โล่ติ้น) สารสะเดา เป็นต้น 4. ในกรณีพบการระบาดมากแนะนำให้ใช้สารเคมีพ่นทางใบ ได้แก่ อะเซทามิพริด อิมิดาโคลพริด บูโพรเฟซิน ไดโนทีฟูแรน และไทอะมีทอกแซม หรือสารสะลายอะโซดรินพ่นให้ทั่วใบ ต้น กิ่งอ่อน และผลทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง และหยุดพ่นสารเคมีก่อนเก็บผลอย่างน้อย 7 วัน 2) ตัวสีเหลืองๆ มีจำนวนค่อนข้างมาก คือ เพลี้ยอ่อน เป็นศัตรูของพืชหลายชนิด ดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบและยอด ทำให้ต้นพืชชะงักการเจริญเติบโต เป็นพาหะนำเชื้อไวรัสโรคพืชหลายชนิด เพลี้ยอ่อนพบระบาดมากในช่วงอากาศค่อนข้างแห้งแล้ง วิธีป้องกันกำจัดเพลี้ยอ่อน ควรป้องกันไม่ให้แมลงชนิดนี้เข้ามาในแปลงปลูก โดยกำจัดวัชพืชในบริเวณแปลงปลูก เพราะเป็นที่หลบอาศัยของเพลี้ยอ่อน ถ้าพบพืชมีอาการยอดหงิกให้ตัดส่วนที่แสดงอาการออกและเผาทำลาย 1. ถ้าจำนวนเล็กน้อยให้ใช้น้ำแรงๆ พ่นไล่ ตัดแต่งกิ่ง ห่อผล และใช้พืชสมุนไพร น้ำหมักพ่นควบคู่กับการปล่อยศัตรูธรรมชาติ เช่น แมลงช้างปีกใส ด้วงเต่าตัวห้ำ 3. ใช้สารชีวภัณฑ์ในการควบคุม เช่น บิวเวอเรีย สารสกัดจากไหลแดง (โล่ติ้น) สารสะเดา เป็นต้น 4. ถ้าพบการระบาดให้ใช้ อิมิดาโคลพริด (คอนฟิดอร์ 100 เอสแอล 10% SL) อัตรา 20 มิลลิลิตร/น้ำ 20 ลิตร เลือกใช้สารเคมีชนิดใดชนิดหนึ่ง ควรพ่นสารเคมีติดต่อกัน 2 ครั้ง ห่างกัน 7 วัน 3) ส่วนแมลงสีน้ำตาล 2 ตัว ที่อยู่ตรงกลางใบ คือ ตัวอ่อนด้วงเต่าตัวห้ำ (แมลงเต่าทอง) ซึ่งเป็นแมลงตัวห้ำที่มีประโยชน์ จากในภาพที่ส่งมาจะเห็นว่ากำลังกินเพลี้ยอ่อนอยู่ค่ะ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 30 มกราคม 2563
  • ถาม-ตอบ
    ระบบการปลูกพืช
    ปุ๋ย
    ปลูกเมลอนในโรงเรือนและวางระบบน้ำหยดจ่ายจากถังน้ำ 200 ลิตร 4 ถังวางสูง 3 เมตร ขอสอบถามการให้ปุ๋ยไปกับระบบน้ำตั้งแต่ปลูกต้นเล็กจนเก็บเกี่ยวครับ 1) ต้องใช้ปุ๋ยชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ จ่ายไปพร้อมน้ำกี่ลิตรต่อวัน 2) สามารถผสมธาตุอาหารรองเช่นปุ๋ยแคลเซียม 15-0-0 และ ปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟตไปด้วยกันได้หรือไม่ ในอัตราเท่าไหร่ 3) ควรให้จุลธาตุไปกับระบบน้ำหรือใช้ฉีดพ่นแบบเดิม 4) จะป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟโดยใช้สารกำจัดแมลงประเภทดูดซึมเช่น อะบาเม็กตินลงไปกับระบบน้ำเลยได้หรือไม่ ขอบคุณมากครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มกราคม 2563
    ขออนุญาตตอบเป็นข้อๆ ดังนี้ค่ะ - ใช้ปุ๋ยชนิดใด จำนวนเท่าไหร่ จ่ายไปพร้อมน้ำกี่ลิตรต่อวัน คำตอบ : ควรให้ปุ๋ยเคมีทางน้ำ ด้วยระบบน้ำหยด เพราะเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพดีที่สุด ทำได้โดยการติดตั้งปั๊มปุ๋ยที่ส่วนต้นทางของระบบน้ำหยดก่อนเข้าสู่แปลงปลูก และผสมปุ๋ยลงในถังผสมขนาดใหญ่ 80-200 ลิตร เป็นต้น เมื่อจุ่มสายดูดจากปั๊มปุ๋ยลงในถังผสมปุ๋ยและปล่อยให้ปั๊มทำงานเพื่อดูดปุ๋ยเข้มข้นขึ้นไปผสมกับน้ำที่กำลังผ่านเข้าไปในแปลงปลูกสู่ต้นพืช กลายเป็นน้ำปุ๋ยเจือจาง หยดให้ต้นเมล่อนแต่ละต้นในความเข้มข้นดังนี้ ธาตุไนโตรเจน (N) 150 - 200 มก./ลิตร >> (ถัง 200 ลิตร = 30-40 กรัม) ธาตุฟอสฟอรัส (P) 30 - 50 มก./ลิตร >> (ถัง 200 ลิตร = 60-100 กรัม) ธาตุโปแตสเซียม (K) 150 - 200 มก./ลิตร >> (ถัง 200 ลิตร = 30-40 กรัม) ***ความเข้มข้นในถังปุ๋ยที่จะทำการผสมเพื่อดูดไปผสมกับน้ำแล้วได้ความเข้มข้นสุดท้ายเท่ากับที่ต้องการให้กับต้นเมล่อนนั้น จะขึ้นกับอัตราการดูดปุ๋ยของปั๊มปุ๋ย และอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่แปลงปลูกซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของปั๊มปุ๋ยที่ใช้ และอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่แปลง คำนวณจากจำนวนหัวน้ำหยดและอัตราการหยดต่อหัวร่วมด้วย ***ควรจ่ายน้ำเปล่าก่อน ใช้เวลาประมาณ 15 นาที ขณะที่กำลังจ่ายน้ำเปล่า (เมื่อครบ 15 นาที) ให้เปิดวาล์วที่ถังผสมสารละลายปุ๋ย ปล่อยปุ๋ยให้หมดถังโดยใช้เวลาประมาณ 15 นาที แล้วปิดวาล์ว จ่ายน้ำเปล่าอีกครั้ง ใช้เวลา 15 นาที เพื่อเป็นการชำระล้างท่อ หัวจ่ายน้ำ ตลอดจนเครื่องสูบน้ำด้วย ***ในช่วงหลังของการพัฒนาของผล ควรเพิ่มความเข้มข้นธาตุอาหารโปแตสเซียมให้มากขึ้นอีกเล็กน้อย (ก่อนเก็บเกี่ยว เพิ่มความหวานด้วยการใส่ปุ๋ยเกร็ดพ่นทางใบ 0-0-50 หรือให้ทางราก) และลดความเข้มข้นของไนโตรเจนที่ให้ไปพร้อมกับน้ำลงเพื่อเพิ่มความหวานให้แก่เมล่อนก่อนการเก็บเกี่ยว ปัจจุบันปุ๋ยน้ำสำเร็จรูปที่อยู่ในรูปผงที่ละลายน้ำได้มีการนำมาจำหน่ายแล้ว มีมากมายหลายสูตรแตกต่างกันไปตามบริษัทผู้ผลิต ในช่วงแรกของการเจริญเติบโตทางใบและลำต้นก่อนการออกดอกติดผล ควรใช้สูตรปุ๋ยที่ให้ธาตุไนโตรเจนสูง เช่น 20-20-20, 21-11- 21, 10-10-20 หรือสูตรใกล้เคียง เป็นต้น แต่ภายหลังเมื่อเริ่มออกดอกติดผลแล้ว ควรเปลี่ยนมาใช้สูตรปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูงขึ้น เช่น 14-7-28, 12-5-40 หรือสูตรใกล้เคียง เป็นต้น ทั้งนี้ ความเข้มข้นในถังปุ๋ยที่จะทำการผสมเพื่อดูดไปผสมกับน้ำแล้วได้ความเข้มข้นสุดท้ายเท่ากับที่ต้องการให้กับต้นเมล่อนนั้น จะขึ้นกับอัตราการดูดปุ๋ยของปั๊มปุ๋ย และอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่แปลงปลูก ซึ่งจะแตกต่างกันไปตามชนิดและขนาดของปั๊มปุ๋ยที่ใช้ และอัตราการไหลของน้ำเข้าสู่แปลง โดยคำนวณจากจำนวนหัวน้ำหยดและอัตราการหยดต่อหัว - สามารถผสมธาตุอาหารรอง เช่น ปุ๋ยแคลเซียม 15-0-0 และปุ๋ยแมกนีเซียมซัลเฟตไปด้วยกันได้หรือไม่ ในอัตราเท่าไหร่ คำตอบ : ได้ค่ะ (อัตราการใช้ต้องคำนวณจากสูตรด้านบน และต้องทราบจำนวนต้นเมล่อนที่ปลูกร่วมด้วย) แคลเซียม (C) และแมกนีเซียม (Mg) ธาตุทั้งสองนี้เป็นธาตุที่พืชต้องการ ดังนั้นมีอยู่ในน้ำไม่มากนักก็จัดว่าเป็นธาตุอาหารที่สำคัญของพืช ทำให้เราประหยัดค่าปุ๋ยที่มีแคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (M) ลงได้ แต่อย่างไรก็ตามน้ำบาดาลในบางพื้นที่เป็นน้ำกระด้างที่มีปริมาณแคลเซียมในรูปแคลเซียมคาร์บอเนต (Caco3) และแคลเซียมไบคาร์บอเนต (C(HC03)2) ซึ่งเมื่อมีมากเกินไปจะก่อปัญหาอย่างมากกับการละลายตัวของปุ๋ยในน้ำ โดยเฉพาะปุ๋ยที่มีฟอสฟอรัสและซัลเฟตเป็นองค์ประกอบจะเกิดการตกตะกอนอุดตันหัวปล่อยน้ำ ส่วนซัลเฟต (Sulphate) เป็นธาตุที่พืชต้องการ โดยทั่วไปในน้ำจะมีอยู่ไม่มากนัก และไม่ก่อปัญหาอะไรกับระบบน้ำหยด แต่ทั้งนี้ในปัจจุบัน ปุ๋ยเคมีมีการเสริมธาตุอาหารรองเข้าไปในสูตรปุ๋ยต่างๆ ให้เลือกใช้มากมาย - จะป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ โดยใช้สารกำจัดแมลงประเภทดูดซึม เช่น อะบาเม็กติน ลงไปกับระบบน้ำเลยได้หรือไม่ คำตอบ : วิธีที่ง่ายที่สุดในการจะทราบว่าปุ๋ยหรือกรดเข้ากันได้หรือไม่ โดยการทดลองผสมปุ๋ยหรือกรด โดยทำการละลายปุ๋ยที่ต้องการทดสอบในเหยือกแก้วใสขนาดใหญ่ประมาณ 1 ลิตร และผสมปุ๋ยที่เราต้องการทดลองลงไปในความเข้มข้นที่เราจะใช้ผสมลงในถังผสมปุ๋ย และคนให้เข้ากันทิ้งไว้สักครึ่งถึงหนึ่งชั่วโมง ถ้าไม่พบตะกอนนอนกันหรือลอยที่ผิวน้ำ หรือไม่เห็นเป็นสีขาวขุ่นเหมือนน้ำนม และเมื่อทิ้งไว้จะตกตะกอน แสดงว่าปุ๋ยนั้นสามารถผสมกันได้ ทั้งนี้แนะนำให้พ่นทางใบจะดีกว่าค่ะ และไม่ควรพ่นในระยะก่อนเก็บเกี่ยว - ควรให้จุลธาตุไปกับระบบน้ำหรือใช้ฉีดพ่นแบบเดิม คำตอบ : หากต้องการผสมจุลธาตุในสารละลายธาตุอาหาร ให้ระวังการทำปฏิกริยากับธาตุหลัก เช่น ฟอสฟอรัส อาจเลี่ยงโดยใช้จุลธาตุในรูปคีเลต ซึ่งมักมีราคาแพงกว่าจุลธาตุในรูปซัลเฟต หรือคลอไรด์ ค่ะ นอกจากนี้ จุลธาตุที่ควรระมัดระวังในการใช้ คือ เหล็ก (Fe) เหล็กที่อยู่ในน้ำถ้ามีปริมาณมากจะเกิดการตกตะกอนเป็นเฟอร์ริกไฮดรอกไซด์ ซึ่งพืชไม่สามารถนำไปใช้ได้ นอกจากนี้ตะกอนที่เกิดขึ้นจะไปเคลือบเครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ และจะไปอุดตันหัวน้ำหยด ความเข้มขันของเหล็กที่เกิน 10 micromol โดยเฉพาะเมื่อในน้ำมีอนุมูลไบคาร์บอเนต (Bicarbonate) มากกว่า 1 micromol จะเกิดการตกตะกอนของเหล็กเป็นคราบสีน้ำตาลแดง ตามชิ้นส่วนต่าง ๆ ของเครื่องมือ ส่วนจุลธาตุอื่นๆ พืชมีความต้องการอยู่แล้วจึงไม่มีปัญหา ทั้งนี้การให้ปุ๋ยน้ำทางใบ เช่น แคลเซียมโบรอน กรดอะมิโน จะใช้อัตรา 1-2 cc/น้ำ 1 ลิตร พ่น 4-7 วัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 29 มกราคม 2563
แสดง 1 - 20 จาก 366
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู