ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 176
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    ขอข้อมูลต้นหยี
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    ชื่อสามัญ Velvet Tamarind ชื่อวิทยาศาสตร์ Dialium cochinchinense, Dialium indum linn. ชื่อวงศ์ LEGUMINOSAE, CAESALHINIACKAE ชื่ออื่นๆ เขลง กาหยี นางดำ หยี เป็นไม้ยืนต้นขนาดใหญ่ที่มีอายุยาวนานเป็นร้อยปี มีถิ่นกำเนิดอยู่ในรัฐซาบาห์และซาราวักของประเทศมาเลเซีย และพบมีการกระจายพันธุ์อยู่ในอีกหลายประเทศ ได้แก่ กัมพูชา ลาว พม่า เวียดนาม และไทย เป็นผลไม้พื้นเมืองทางภาคใต้ของไทย มักเจริญเติบโตอยู่ตามเชิงเขา ที่ดอนในป่าในแถบจังหวัด สงขลา ปัตตานี นราธิวาส เป็นต้น ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ ลำต้น ลักษณะลำต้นของหยีมีขนาดสูงใหญ่คล้ายต้นพิกุล เปลือกลำต้นเป็นสีเทาอมน้ำตาล ใบ ออกเป็นใบเดี่ยว มีลักษณะเป็นรูปทรงไข่ เรียงสลับกันเป็นกลุ่มที่ปลายกิ่งประมาณ 5-7 ใบ ปลายใบและโคนใบแหลม แผ่นใบและขอบใบเรียบ ขนาดความกว้างของใบมีประมาณ 5 ซม. ยาวประมาณ 15 ซม. ดอก ออกเป็นช่อขนาดเล็กบริเวณปลายกิ่ง เป็นพวงสีขาว ผล ลักษณะผลเป็นรูปทรงกลมรี ผลอ่อนจะมีเปลือกสีเขียว เมื่อสุกจะกลายเป็นสีดำ ผลที่โตเต็มที่จะมีขนาดความกว้างประมาณ 1 ซม. ยาวประมาณ 2 ซม. ภายในผลมีเนื้อสีน้ำตาล รสเปรี้ยวอมหวานเล็กน้อย มักให้ผลผลิตเมื่อมีอายุได้ประมาณ 15 ปี และให้ผลผลิตได้มากที่สุดเมื่อมีอายุประมาณ 30 ปีขึ้นไป เมล็ด ภายในเนื้อผลสีน้ำตาล จะมีเมล็ดสีเทาอมดำรูปทรงกลมแบนอยู่เพียง 1 เมล็ด ซึ่งมีขนาดเล็กมาก การขยายพันธุ์ สามารถทำได้ด้วยวิธีการเพาะเมล็ด วิธีการปลูก ต้นหยีสามารถเจริญเติบโตได้ดีตามสภาพสิ่งแวดล้อมทั่วไปในธรรมชาติ ก่อนนำเมล็ดไปเพาะปลูก ควรนำไปแช่น้ำให้นานพอที่จะทำให้มีการเจริญเติบโตได้ดี เนื่องจากเปลือกเมล็ดจะแข็งมาก ต้นกล้าจะเจริญงอกงามขึ้นมาหลังจากทำการเพาะไปประมาณ 2 เดือน ในระยะนี้ให้ทำการย้ายไปปลูกได้ การเก็บเกี่ยว ต้นหยีจะมีผลผลิตให้เก็บเกี่ยวได้หลังจากที่ปลูกไปได้ประมาณ 15-17 ปี และให้ผลผลิตได้มากที่สุดเมื่อมีอายุต้นได้ประมาณ 30 ปีขึ้นไป การเก็บเกี่ยวก็ต้องใช้วิธีตัดลงมาทั้งกิ่ง เนื่องจากมีต้นที่สูงใหญ่ไม่สะดวกที่จะเก็บเกี่ยวเฉพาะผลได้ และต้องใช้เวลาอีกประมาณ 1-2 ปี กว่าต้นจะแตกกิ่งก้านที่สมบูรณ์ขึ้นใหม่ และให้ผลผลิตในครั้งต่อไปได้ หลังจากตัดกิ่งที่มีผลลงมาแล้ว ก็ให้เด็ดผลออกจากก้านแล้วนำไปผึ่งแดด เมื่อกระเทาะเปลือกออกแล้วก็ใช้รับประทานได้ หากต้องการให้เก็บไว้ได้นานๆ ก็นำไปผึ่งแดดอีกครั้ง หรือจะนำไปแปรรูปเป็นลูกหยีกวน ฉาบ ทรงเครื่อง หรือน้ำผลไม้ เป็นต้น ประโยชน์ โดยทั่วไปแล้วจะไม่ค่อยนิยมรับประทานผลลูกหยีแบบสดๆ แต่มักจะนำไปแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ทำให้มีรสชาติที่ชวนรับประทานมากยิ่งขึ้น และเป็นการถนอมอาหารเอาไว้ใช้ได้เป็นเวลานาน เมื่อนำไปจำหน่ายก็สามารถสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้เป็นอย่างดี ในเนื้อผลของลูกหยีจะประกอบไปด้วยสารอาหารมากมาย มีวิตามินซีสูง และยังมีกรดอินทรีย์ที่จำเป็นต่อร่างกาย เมื่อรับประทานเข้าไปจะช่วยทำให้ชุ่มคอ สดชื่น กระปรี้กระเปร่า บรรเทาอาการไอ ลูกหยีเป็นผลไม้ที่ค่อนข้างหายาก อาจไม่ค่อยพบเห็นวางขายตามตลาดทั่วไปมากนัก แต่ปัจจุบันก็มีผลิตภัณฑ์ที่ทำจากลูกหยีออกมาจำหน่ายอย่างมากมายเช่นกัน ซึ่งนับว่าเป็นพืชที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจอีกชนิดหนึ่งที่ควรอนุรักษ์ไว้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    แฟนชอบทำเกี่ยวกับเห็ด แนะนำได้ไหม
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    อบรมเกี่ยวกับการเพาะเห็ด http://kapi.ku.ac.th/wp-content/uploads/2017/12/KAPI61C9.pdf
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    อยากปลูกไม้ยืนต้นแซมระหว่างมะเขือพวง ควรปลูกอะไรดี
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    การปลูกพืชแซม คือ ระบบการปลูกพืชที่มากกว่า 1 ชนิด บนแปลงเดียวกันและเวลาเดียวกัน การปลูกพืชแซมมีข้อดีมากมายสำหรับเกษตรกรรายย่อยในพื้นที่สูง เช่น ช่วยลดความเสี่ยงที่พืชใดพืชหนึ่งเสียหาย มีพืชอาหารหลายชนิด และมีอาหารบริโภคหรือขายเพื่อสร้างรายได้ตลอดปี การปลูกพืชแซมจะช่วยให้ได้ใช้ประโยชน์จากที่ดินและแรงงานอย่างคุ้มค่า และอาจจะช่วยลดปัญหาเรื่องวัชพืช นอกจากนี้ พืชแซมอาจช่วยตรึงไนโตรเจนและเพิ่มธาตุอาหารให้แก่หน้าดิน และความเร็วของการเจริญเติบโตของพืชแซมจะช่วยคลุมดินและป้องกันฝนไม่ให้ตกกระทบดินโดยตรง ซึ่งจะช่วยลดปัญหาการชะล้างพังทลายของดิน อย่างไรก็ตามการปลูกพืชแซมจะต้องระมัดระวังเรื่องการจัดการปัญหาการแข่งขันแย่งแสง น้ำ และธาตุอาหารกับพืชหลัก ดังนั้นเพื่อให้ได้ผลผลิตสูงสุด จึงมักจะใช้วิธีการปรับระยะปลูก รูปแบบการปลูกพืชหลักและพืชแซม ปรับระยะเวลาปลูก และให้ปุ๋ยให้เพียงพอทั้งพืชหลักและพืชแซม โดยทั่วไปเกษตรกรจะใช้ระบบการปลูกพืชแซมในกรณีที่มีพื้นที่จำกัดและมีแรงงานเพียงพอ แต่จะไม่ใช้ในกรณีเกษตรกรรายใหญ่และขาดแคลนแรงงาน พืชตระกูลมะเขือ ไม่ควรปลูกร่วมกับ มะละกอและกล้วย เนื่องจากมีแมลงศัตรูพืชจำพวกเพลี้ย ไร เหมือนกัน จึงไม่ควรปลูกร่วมกันในแปลง อาจปลูกมะนาว หรือฝรั่ง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    มะพร้าวแกงกับมะพร้าวน้ำหอม ปลูกใกล้กันได้ไหม หรือต้องปลูกห่างกันหรือไกลกันเท่าไหร่
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    ระยะปลูกของมะพร้าวแกง ระยะ 9*9 เมตร ส่วนมะพร้าวน้ำหอม ระยะปลูก 6*6 เมตร และไม่ควรปลูกปะปนกัน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    พอจะช่วยเรื่อง แบบการทำตู้อบพลังงานแสงอาทิตย์ใหมครับ เอาแบบประหยัดๆแบบชาวบ้านพอทำเองได้ต้นทุนไม่สูงหนะครับผม ใช้อบพวกข่าตะไคร้ หรือ ตากกล้วย อะไรแบบนี้ล่ะครับ ขอบคุณครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    การอบแห้งโดยใช้พลังงานเฉพาะจากดวงอาทิตย์ คือระบบที่เครื่องอบแห้งทำงานโดยอาศัยพลังงาน แสงอาทิตย์ วัสดุที่อบจะอยู่ในเครื่องอบแห้งที่ประกอบด้วยวัสดุที่โปร่งใส ความร้อนที่ใช้ในการอบแห้งได้มา จากการดูดกลืนพลังงานแสงอาทิตย์ ซึ่งมีการถ่ายเทความร้อนดังกล่าว 2 ทาง คือ ทางตรงจากดวงอาทิตย์และทางอ้อมจากแผงรับรังสีดวงอาทิตย์ ทำให้อากาศร้อนก่อนที่จะผ่านวัสดุอบแห้ง พลังงานแสงอาทิตย์ได้นำมาใช้เพื่อ การตากแห้งเป็นเวลาช้านาน ปัจจุบันได้มีการนำพลังงานแสงอาทิตย์มาใช้ในอุตสาหกรรม และ ภาคเกษตรกรรมมากมาย อาทิ การตากแห้งกระเบื้องและกระจกสี ยางรถ และอุตสาหกรรมที่ใช้ยาง อุตสาหกรรมสิ่งทอ การหล่อเหล็ก เภสัชกรรม โรงงานยาสูบ การแปรรูป และ ถนอมอาหาร ผลไม้ สมุนไพร เนื้อสัตว์ และพืชผลทางการเกษตร เป็นต้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    รบกวนสอบถามเรื่องการปลูกกล้วยครับอยากปลูกกล้วยเป็นพืชพี่เลี้ยง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    หากต้องการปลูกเพื่อบังแดดให้ต้นไม้ที่เพิ่งปลูก ซึ่งต้องการในระยะ 1-2 ปีแรก หลังจากนั้นก็ไม่ต้องบังแดด ให้ปลูกกล้วยห่างจากพืชหลัก ประมาณ 50-80 ซม ทางทิศตะวันตก หรือจะเป็นตะวันตกเฉียงใต้ก็ได้ หันตำแหน่งที่จะออกเครือ ไปทิศที่ไม่รบกวนพืชหลัก แล้วพิจารณาต่อไปนี้ 1. เมื่อกล้วยตกเครือและเราตัดเครือกล้วยแล้ว ยังไม่ต้องโค่นต้นกล้วย ปล่อยให้ต้นกล้วยบังแดดพืชหลักไปก่อน รอหน่อรุ่นลูกโตพอที่จะช่วยบังแดด จึงตัดต้นกล้วยในระดับเอว แล้วรอให้ต้นที่เหลือผุไปเรื่อย ๆ แล้วใช้จอบเฉาะออกภายหลัง 2. ถ้าจะขุดหน่อกล้วย เราจะไม่ขุดหน่อที่เกิดระหว่างต้นแม่กับพืชหลัก เพื่อไม่รบกวนรากพืช ปล่อยหน่อไว้ตัดเครือ 3. หน่อกล้วยทางด้านอื่น ขุดได้ตามความต้องการ 4. หมั่นสางกอกล้วย อย่าให้รกถ้าโคนกล้วยรก พืชหลักจะโตช้า 5. พืชบางชนิดต้องการร่มเงามาก (เช่นมังคุด ลองกอง) อาจจะต้องปลูกสองหลุม คือทิศใต้ และทิศตะวันตก
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ต้องการงานวิจัย ชนิดและปริมาณ กรดอะมิโน ในน้ำหมักชีวภาพที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพืช Research on effect of types and quantity of amino acid in bio-extract for plant growth and yield9 ซึ่งหาข้อมูลแล้วพบที่ https://info.rdi.ku.ac.th/ThailandResearch/?itemID=600610 แต่ไม่สามารถดาวน์โหลดได้ จะทำอย่างไร
    ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    หัวเรื่อง ชนิดและปริมาณ กรดอะมิโน ในน้ำหมักชีวภาพที่มีผลต่อการเจริญเติบโตและผลผลิตพืช (Research on effect of types and quantity of amino acid in bio-extract for plant growth and yield) น้ำสกัดชีวภาพ หรือที่เรียกกันว่า น้ำหมักชีวภาพ หรือ ปุ๋ยอินทรีย์น้ำ เป็๋นทางเลือกหนึ่งที่เกษตรกรสามารถนำมาใช้ในการป้องกัน กำจัดศัตรูพืชหรือทดแทนปุ๋ยเคมีได้ ปัจจุบันเกษตรกรได้มีการทำน้ำสกัดชีวภาพหรือน้ำหมักชีวภาพหรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำแล้วและได้ผลเป็นที่น่าพอใจระดับหนึ่งแต่ยังไม่มีวิธีการผลิตที่แน่นอน รวมทั้งข้อมูลต่างๆ ทางด้านนี้ยังน้อยมากและขาดความชัดเจน กรมวิชาการเกษตรได้ตระหนักถึงปัญหาที่เกิดขึ้น จึงได้รวบรวมข้อมูลงานวิจัยและงานวิเคราะห์เกี่ยวกับน้ำสกัดชีวภาพ ของนักวิชาการและที่เกษตรกรได้ผลิตใช้เองเพื่อจะได้เผยแพร่ความรู้เรื่องน้ำสกัดชีวภาพ นำไปใช้ประโยชน์อย่างแพร่หลายเพื่อลดปริมาณการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชให้ได้ผลต่อไป วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากรรมวิธีการผลิตน้ำสกัดชีวภาพโดยใช้วัตถุดิบที่แตกต่างกัน เพื่อศึกษาสารออกฤทธิ์ในการป้องกันกำจัดศัตรูพืช ศึกษาประสิทธิภาพในการเพิ่มผลผลิต ศึกษาชนิดและปริมาณของธาตุอาหาร ฮอร์โมน และจุลินทรีย์ในน้ำสกัดชีวภาพ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ไม่ทราบว่าที่จ.นนทบุรี สามารถปลูกอะโวกาโดได้ไหมครับปลูกต้นอะโวคาโด้ในจ.นนทบุรี จะออกลูกไหมครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    จ.นนทบุรีสามารถปลูกต้นอะโวคาโดเพื่อการขยายกิ่งพันธุ์หรือพันธุ์ได้ แต่ไม่สามารถให้ผลผลิตได้เนื่องจากสภาพภูมิอากาศไม่เหมาะสม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ผมมีที่ดินที่ต.ซับสีทอง อ.เมือง จ.ชัยภูมิ ผมอยากจะปลูก องุ่นพันธ์ุ ชีวาส ขอความรู้ในการปลูกองุ่นพันธ์ุประมาณที่ทางทีมงานพอจะอนุเคราะห์แนะนำได้ไหมครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
    องุ่นพันธุ์ ซีร่าห์ (Syrah) หรือ ชีราซ (Shiraz) เป็นองุ่นที่เจริญเติบโตได้ดีในเขตร้อนอย่างเมืองไทย ให้ผลผลิตต่อไร่สูง (ประมาณ 1 ตัน ต่อไร่) เป็นพันธุ์หลักที่ปลูกมากที่สุดในไร่องุ่นของ เสธ. หนั่น องุ่นพันธุ์ซีร่าห์ (Syrah) มีผลเล็กสีดำ มีรสฝาด ได้รับความนิยมนำไปทำไวน์แดงมากพันธุ์หนึ่ง ไวน์ที่ทำจากองุ่นพันธุ์ซีร่าห์ (Syrah) มีกลิ่นหอมแรงจัดจ้าน มีความหอมของลูกเบอร์รี่แดงชนิดต่างๆ สูงเป็นเอกลักษณ์ รสชาติดี ไวน์เป็นสีแดงเข้มหรือแดงดำ มีสารแทนนินมาก และมีคุณภาพเมื่อนำมาผลิตเป็นไวน์จะได้ไวน์แดงที่มีความหนักเบา (body) ค่อนข้างเข้มข้น ซึ่งจะแตกต่างจากชีราซที่ปลูกในเขตหนาวที่รสชาติหนักไปทางเครื่องเทศและพริกไทยดำ ซีร่าห์/ชีราซจัดเป็นพันธุ์องุ่นแดงทำไวน์ที่ปลูกมากที่สุดในเมืองไทย องุ่นพันธุ์ซีร่าห์ (Syrah) ปรากฏหลักฐานว่ามีอยู่ในเขตโรน (Rhone) ตะวันออกเฉียงใต้ประเทศฝรั่งเศส ชื่อ ซีร่าห์ (Syrah) มีการเรียกองุ่นพันธุ์นี้ในประเทศถิ่นกำเนิดที่ฝรั่งเศส รวมทั่วทั้งยุโรป อาร์เจนตินา ชิลี นิวซีแลนด์ อุรุกวัย ตลอดถึงส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกา ส่วนชีราซ (Shiraz) กลับได้รับความนิยมเรียกกันมาในออสเตรเลีย ถูกนำเข้าตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2374 เป็นพันธุ์ที่รวบรวมมาจากฝรั่งเศสและสเปน โดย นายเจมส์ บัสบี้ (James Busby) ชาวสกอตแลนด์ เป็นคนนำเข้ามา สะกดเป็น Scyras และ Ciras ซึ่งก็ทำให้เกิดความสับสนกับผู้บริโภค กระทบการส่งออก ดังนั้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจตรงกัน ฝรั่งจึงกำหนดว่า ชื่อ ชีราซ (Shiraz) เป็นพันธุ์องุ่นที่มีเพาะปลูกอยู่ในแอฟริกาใต้และแคนาดา ชื่อ ชีราซ (Shiraz) มาจากชื่อเมืองในอิหร่านที่มีชื่อเสียงในการผลิตไวน์ชีราซซี่ (Shirazi) บางตำนานกล่าวว่า องุ่นพันธุ์นี้มีแหล่งกำเนิดที่เมืองชีราซ (Shiraz) และถูกนำไปยังเขตโรน (Rhone) วิธีการปลูก องุ่นทุกพันธุ์ที่ปลูกในไร่ขยายพันธุ์ด้วยการติดตากับต้นตอ องุ่นต้นตอ (Root stock) ใช้พันธุ์คูแดกซ์ (Cudax) เป็นพันธุ์ที่ปลูกกันมากในจังหวัดราชบุรี อายุของต้นตอต้องมีอายุตั้งแต่ 10 ปี จึงจะแข็งแรง ทนทานต่อโรคแมลง ทนต่อการทำลายของไส้เดือนฝอย หากินเก่ง รากไชชอนได้ไกล โดยตัดต้นตอประมาณ 1 คืบ ปักชำในเรือนเพาะชำ ต่อจากนั้นนำตาของพันธุ์องุ่นที่ต้องการไปติดตา ทิ้งไว้ 45 วัน แตกยอดอ่อน จึงนำออกไปปลูกในแปลง การเตรียมดินเพื่อการปลูก หลังจากไถเตรียมดินทั้งแปลงแล้ว ขุดหลุมปลูกกว้าง ยาว 30x30 เซนติเมตร ซึ่งไม่ใหญ่และไม่ลึกมากเหมือนกับหลุมไม้ผลอื่น ใช้วัสดุปลูกคลุกเคล้าปุ๋ยคอกในหลุม ยอดอ่อนจากตาจะเจริญเลื้อยเกาะขึ้นค้างที่ขึงด้วยลวด แผ่ทรงพุ่มโปร่งๆ ออกไป
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 5 กรกฎาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ถ้าปลูกมะม่วงแก้วขมิ้น หวังจำนวนผล(ไม่เน้นผลกลายพันธุ์หรือไม่) ต้นที่มาจากเมล็ดให้จำนวนผลมากกว่าที่มาจากทาบกิ่ง ในสภาพการดูแลเดียวกัน ถูกต้องไหมครับ ถ้ามากกว่า น้อยกว่าจะประมาณกี่%ครับ และถ้ามะม่วงพันธ์ุอื่น ผลลัพธ์ เหมือน แก้วขมิ้นหรือไม่ครับ ขอบคุณครับ
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 23 เมษายน 2561
    การปลูกด้วยเมล็ดจะกลายพันธุ์ การจะได้จำนวนผลมากน้อยอยู่ที่การดูแลป้องกัน กำจัดโรคและแมลง ระยะติดผล ส่วนต้นเพาะเมล็ด จะทนทานกว่า เช่น กรณีน้ำท่วม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 เมษายน 2561
  • ถาม-ตอบ
    สมุนไพรไล่แมลงพื้นบ้านใช้แล้วได้ผลมีชนิดไดบ้าง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มีนาคม 2561
    สมุนไพรไล่แมลง เป็นพืชที่มีส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ ราก เปลือก ดอก ผล ที่มีสารออกฤทธิ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลทางตรง จะมีผลกระทบต่อระบบประสาท และระบบหายใจ ทำให้แมลงตายทันที ผลทางอ้อม จะมีผลต่อระบบอื่น ๆ โดยการไปยับยั้งการกินอาหาร การลอกคราบ การเจริญเติบโตของแมลง การใช้สมุนไพรไล่แมลงหรือกำจัดศัตรูพืชควรใช้ให้เหมาะสม คือ เลือกใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพรในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนี้ ดอก ควรเก็บในระยะดอกตูมเพิ่งจะบาน ผล ควรเก็บในระยะที่ผลยังไม่สุก เพราะสารต่างยังไม่ถูกส่งไปเลี้ยงเมล็ด เมล็ด ควรเก็บในระยะที่ผลสุกงอมเต็มที่ ซึ่งจะมีระยะที่เมล็ดแก่เต็มที่ และจะมีสารต่าง ๆ สะสมอยู่ในปริมาณมาก หัวและราก ควรเก็บในระยะที่เริ่มมีดอก เพราะระยะนี้ต้นพืชจะมีการสะสมสารต่าง ๆ ไว้ที่รากและควรเก็บในฤดูหนาวปลายฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่กระบวนสังเคราะห์แสงหยุดทำงาน เปลือก ควรเก็บก่อนที่จะมีการผลิใบใหม่และควรเก็บในฤดูร้อนและฤดูฝน ดังนั้นก่อนที่จะนำสมุนไพรแต่ละชนิดมาในในการป้องกันกำจัดหรือไล่แมลงศัตรูพืช ควรมีการศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่าจะนำส่วนไหนมาใช้และใช้ในช่วงเวลาใดจึงจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันกำจัดแมลง เพราะบางคนรู้เพียงว่าใช้พืชตัวนั้นตัวนี้ในการป้องกันกำจัดแต่ไม่ทราบว่าใช้ส่วนใดเวลาใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพดีที่สุด การเลือกใช้สมุนไพรเพื่อกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพ แบ่งได้ดังนี้ 1. สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ :- หางไหลขาว (โล่ติ้น) หางไหลแดง (กะเพียด) ยาสูบ (ยาฉุน) เถาบอระเพ็ด สาบเสือ พริกไทย ข่าแก่ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ดีปลี พริก โหระพา สะระแน่ กระเทียม กระชาย กระเพรา ใบผกากรอง ใบดาวเรือง ใบมะเขือเทศ ใบคำแสด ใบน้อยหน่า ใบยอ ใบลูกสบู่ต้น ใบลูกเทียนหยด ใบมะระขี้นก เปลือกว่านหางจระเข้ ว่านน้ำ เมล็ดโพธิ์ เมล็ดแตงไทย เปลือกมะม่วงหิมพานต์ ดอกลำโพง ดอกเฟื่องฟ้าสด กลีบดอกชบา ลูกทุเรียนเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง 2. สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชนิดต่างๆ ได้แก่ :- สะเดา (ใบ+ผล) หางไหลขาว (โล่ติ้น) หางไหลแดง (กะเพียด) หนอนตายหยาก สาบเสือ ยาสูบ (ยาฉุน) ขมิ้นชัน ว่านน้ำ หัวกลอย เมล็ดละหุ่ง ใบและเมล็ดสะบู่ต้น ดาวเรือง ฝักคูณแก่ ใบเลี่ยน ใบควินิน ลูกควินิน ใบมะเขือเทศ เถาบอระเพ็ด ใบลูกเทียนหยด เปลือกใบเข็มป่า เปลือกต้นจิกและจิกสวน ต้นส้มเช้า เมล็ดมันแกว ใบยอ ลูกเปลือกต้นมังตาล เถาวัลย์ยาง เครือบักแตก คอแลน มุยเลือด ส้มกบ ตีนตั่งน้อย ปลีขาว เกล็ดลิ้น ย่านสำเภา พ่วงพี เข็มขาว ข่าบ้าน บัวตอง สบู่ดำ แสยก พญาไร้ใบ ใบแก่-ผลยี่โถ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    สนใจเรื่องการเผาถ่านชาโคล ที่บ้าน จ.ตรัง มีเศษไม้ยางพารา (เหลือแปรรูปเยอะมากวันละหลายตัน) สามารถทำประโยชน์ทางการค้า เช่นปุ๋ย ปรับปรุงดินได้หรือไม่ และมีช่องทางการค้า ทางการตลาดมากน้อยแค่ไหน
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 17 เมษายน 2561
    การนำไปใช้งาน ขี้เลื่อยจะนำไปเพาะเห็ด ทำธูป ใช้คลุมเผาถ่าน เศษไม้อื่นๆจะนำไปเป็นเชื้อเพลิง สำหรับโรงบ่มยางพารา เผาถ่าน ใช้ในขบวนการผลิต ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับ ไม้อัดยางพารา (Plywood) Medium densityboard และ Chip board นอกจาก นี้ยังนำไปใช้ในงานก่อสร้าง เช่นเสาเข็ม ใช้ทำเป็นพาเลท ลังไม้ เป็นต้น การทำไม้ทนไฟ ไม้ทนไฟนี้นอกจากจะเพิ่มมูลค่า ให้เศษไม้แล้ว คุณสมบัติที่ ทนต่อปลวกยังทำให้การใช้งานของไม้มีอายุการใช้งานได้นานยิ่งขึ้น ถือว่าเป็นการใช้ไม้อย่างคุ้มค่าและยังเป็นการช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมได้อย่างดีอีกทางหนึ่ง คือ ลดการตัดไม้เพราะไม้ทนไฟนี้ไม่จำเป็นต้องไปตัดไม้ต้นใหญ่มาทำ แต่จะใช้ประโยชน์จากเศษไม้ที่ทิ้งจากการแปรรูปไม้ตามโรงงานมาใช้เท่านั้น แถมยังจะให้ประสิทธิภาพ ในการใช้งานที่ดีกว่าด้วยซ้ำ และด้วยกระบวนการผลิตที่ได้เติมน้ำยาสารประกอบโบรอนที่ใช้กันแมลง ปลวก จึงทำให้ไม้ทนไฟนี้ยิ่งมีอายุการใช้งานที่ยาวนานมากยิ่งขึ้น
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    สนใจปลูกไผ่ ได้ซื้อไผ่กิมซุง ปลูกที่ จ.ตรัง ได้หรือดีหรือไม่ มีตลาดรองรับหรือเปล่าครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 17 เมษายน 2561
    การปลูกไผ่เพื่อขายหน่อหรือขายลำ เราต้องศึกษาตลาดเบื้องต้นก่อนว่าจังหวัดที่เราอยู่ หรือจังหวัดใกล้เคียง หรือชุมชนอำเภอที่เราอยู่นั้นเขาบริโภคหน่อไม้อะไร หรือเขาใช้ลำไผ่อะไรเป็นหลัก ลำเขาเอาไปใช้งานอะไร ก่อสร้าง จักรสาน ทำตะเกียบ หรืออื่นๆ คำนึงถึงแหล่งน้ำ ยิ่งการให้หน่อออกนอกฤดูก็ต้องใช้น้ำมากกว่าการปลูกไผ่เพื่อขายลำ หากไม่มีน้ำผลผลิตไม่ได้คุณภาพ รายได้ก็ลด ลำไผ่ไม่ได้คุณภาพราคาก็ตก ขุดสระน้ำ เจาะบาดาลก็คือต้นทุน คำนึงถึงภูมิอากาศ ไผ่บางชนิดเติบโตช้าในพื้นที่สูง เช่นแตกกอช้า ให้ผลผลิตต่ำ ไผ่บางชนิดเจริญเติบโตช้าในพื้นที่ล่าง เช่นให้ลำเล็กกว่า หรือหน่อเล็กกว่า เพราะแหล่งกำเนิดไผ่แต่ละชนิดไม่เหมือนกัน ดังนั้นต้องศึกษาไผ่แต่ละชนิดให้ดี อย่าปลูกไผ่ตามกระแส ควรปลูกไผ่ตามตลาดใกล้บ้านต้องการ บางจังหวัดเป็นเมืองใหญ่ บางจังหวัดเล็ก ชุมชนใหญ่น้อยไม่เท่ากัน เศรษฐกิจรายได้ไม่เท่ากัน รายได้คนในท้องถิ่นโดยเฉลี่ยไม่เท่ากัน ปลูกพื้นที่ราบไม่มีหน่อไม้ธรรมชาติ หรืออยู่ในพื้นที่เขาที่มีไผ่ธรรมชาติ ย่อมมีผลต่อราคาและการขายในฤดูฝน ไผ่ขายลำ ลำเล็กราคาก็ถูกกว่าลำใหญ่ ความต้องการใช้ลำไผ่แต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน จังหวัดใหญ่ใช้ลำไผ่ในงานก่อสร้างมากกว่าจังหวัดเล็กๆ หรือจังหวัดที่ปลูกผัก ผลไม้มาก ก็ต้องใช้ลำไผ่ในการค้ำยันกิ่งมากกว่า เช่นลำไย ทุเรียน ส้ม หรือแม้แต่มะนาว
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ถ้าจะปลูกพริกไทย โดยใช้ลำต้นของยางพารา(อายุ 15 ปี) ต้นคะเคียน(สูง4-5 เมตร) เป็นเสา เพื่อให้พริกไทยเลื้อยได้หรือไม่ บ้านผมอยู่ จ.ตรังครับ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 9 เมษายน 2561
    เนื่องจากพริกไทยมีอายุนานหลายปี ค้างที่ใช้ควรเป็นเป็นไม้เนื้อแข็ง ยิ่งได้แก่นไม้ยิ่งดี เพราะค้างจะโดนพริกไทยคลุมอยู่ตลอดเวลา ในพุ่มจะชื้นอยู่เสมอทำให้ไม้ค้างผุเร็วมาก ซึ่งไม้ที่นิยมใช้ทำค้างมาก ได้แก่ ไม้แดง แก่นไม้กัญเกรา ท่อซีเมนต์ใยหิน หรือเสาซีเมนต์
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 19 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    กล้วยไม้ ชอบแดด
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 19 เมษายน 2561
    กล้วยไม้ ที่ได้รับแสงในปริมาณที่เหมาะและพอเพียงจะให้ดอกได้ง่ายกว่า กล้วยไม้ที่อยู่ในที่ร่มทึบ หลายๆคนที่กำลังฝึกเลี้ยงกล้วยไม้มักพบกับปัญหากล้วยไม้ไม่ออกดอก ให้ลองคำนึงถึงเรื่องแสงดูว่ากล้วยไม้ที่เราเลี้ยงนั้น ได้รับแสงที่พอเพียงต่อเขาแล้วหรือยัง ข้อสังเกตุ กล้วยไม้ที่ได้รับแสงอย่างพอเหมาะจะมีลำต้นอวบ ใบหนาอวบ ให้ดอกเก่ง ลำต้นยืดยาวโตเร็ว ในขณะกล้วยไม้ที่ได้รับแสงน้อยจะมีลักษณะโทรม ทรงใบตก ไม่ตั้งหงายขึ้น ลำต้นเริ่มโค้งงอ ซึ่งทิ้งไว้นานๆ อาจตายในที่สุด หรือถูกโรคกล้วยไม้ต่างๆรุมเร้าจนตายได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ขอลิงค์ คำอธิบาย การสมัครห้องสมุดเกษตรกรไทย พร้อม ขั้นตอนการสมัคร และถามตอบ เป็น info graphic แบบง่ายๆ
    ห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย
    ตอบเมื่อ 13 มิถุนายน 2561
    แนะนำการใช้งานห้องสมุดเพื่อเกษตรกรไทย และการใช้งานถามกูรูเกษตร
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    พริกไทยใช้ปุ๋ยสูตรไหนจะทำให้ติดผลดก
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 มิถุนายน 2561
    การใส่ปุ๋ยพริกไทย ปีที่ 1 สูตร 15-15-15 หรือ 12-12-17+2Mg อัตรา 400-500 กรัมต่อค้าง แบ่งใส่ 2-3 ครั้ง ปีที่ 2 สูตร 15-15-15 หรือ 12-12-17+2Mg อัตรา 800-1,000 กรัมต่อค้าง แบ่งใส่ 3-4 ครั้ง ปีที่ 3 และปีต่อๆไป ครั้งที่1 สูตร 15-15-15 อัตรา 400-500 กรัมต่อค้าง ใส่หลังเก็บเกี่ยว ครั้งที่2 สูตร 2-24-24 อัตรา 400-500 กรัมต่อค้าง ใส่เดือน พฤษภาคม ถึง มิถุนายน ครั้งที่3 สูตร 12-12-17+2Mg อัตรา 400-500 กรัมต่อค้าง ใส่เดือน กันยายน ถึง ตุลาคม
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มกราคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    พริกไทยปลูกยังไงค่ะ
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 18 มิถุนายน 2561
    วิธีการปลูก การเตรียมกิ่งพันธุ์ พริกไทย   ทำได้ 2 วิธี คือ 1. ตัดจากค้างที่สมบูรณ์ เหนือพื้นดินประมาณ 50 เซนติเมตร ตัดเป็นท่อนยาว 5-6 ข้อ ตัดกิ่งแขนงข้อที่ 1-3 ดอก แล้วนำไปปลูกลงหลุม หลุมละ 20 กิ่ง 2. นำกิ่งพันธุ์ที่ตัดเป็นท่อนแล้ว ปักชำในถุงพลาสติก ขนาด 9×14 นิ้ว ประมาณ 2-3 เดือน พริกไทยจะงอกรากและแตกยอด จึงค่อยย้ายมาปลูกลงในแปลง ระยะปลูก – พันธุ์ซาราวัค (มาเลเซีย) ใช้ระยะ 2×2 เมตร – พันธุ์ซีลอน ใช้ระยะปลูก 2.25 x 2.25 หรือ 2.25 x 2.5 เมตร การปักค้าง  ใช้ค้างไม้แก่นหรือค้างปูนซีเมนต์ ขนาด 4x4x4 เมตร ฝังลึก 50-60 เซนติเมตร กลบดินให้แน่น หลังจากนั้นขุดหลุมขนาด 40×50 เซนติเมตร ลึก 40 เซนติเมตร ค้างละ 1 หลุม ห่างจากโคนค้าง 15 เซนติเมตร ผสมดินกับปุ๋ยอินทรีย์แท้ อัตราส่วนดิน 3 ส่วน ต่อ ปุ๋ย 1 ส่วน แล้วใส่ในหลุมประมาณครึ่งหลุม นำยอดพันธุ์ที่เตรียมไว้ปลุกหลุมละ 2 กิ่ง ให้ปลายยอดเอนเข้าหาค้าง กลบดินให้แน่นรดน้ำให้ชุ่ม ใช้สแลนพรางแสงไว้ ประมาณ 3-4 เดือน หรือจนกว่าพริกไทยจะตั้งตัวได้ การดูแลรักษา การตัดแต่ง – ปีที่ 1 เหลือยอดที่สมบูรณ์ไว้ ค้างละ 4-6 ยอด ใช้เถาวัลย์หรือเชือกฟางผูกยอด ให้แนบติดกับค้างโดยผูกขอเว้นข้อ จนกระทั่งพริกไทยอายุ 1 ปี ตัดเถาให้เหลือ 50 เซนติเมตร จากระดับผิวดิน – ปีที่ 2 ตัดแต่งเช่นเดียวกับปีแรก จนกว่าพริกไทยจะสูงเลยค้างไปประมาณ 30 เซนติเมตร ให้ผูกไว้บนยอดค้าง และใช้เชือกไนล่อนผูกทับเถาวัลย์เดิมเป็นเปลาะ ๆ ห่างกัน 40-50 เซนติเมตร – ปีที่ 3 ตัดไหลและปรางบริเวณโคนต้น ปลิดใบที่ลำต้นออก เพื่อให้โคนโปร่ง ถ้าพริกไทยยังไม่ถึงยอดค้าง เด็ดช่อดอกออกให้หมด เพราะจะทำให้พริกไทยเจริญเติบโตช้า
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 มกราคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    ข้าวนาปังปลายฤดูฝน ทำไมเป็นโรคใบแห้งครับ
    ผู้ดูแลระบบถาม-ตอบกูรูเกษตรศาสตร์
    ตอบเมื่อ 2 เมษายน 2561
    โรคขอบใบแห้ง (Bacterial Leaf Blight Disease or Bacterial Blight Disease) พบมาก ในนาน้ำฝน นาชลประทาน ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ ภาคใต้ สาเหตุ เชื้อแบคทีเรีย Xanthomonas oryzae pv. oryzae (ex Ishiyama) Swings et al. โรคนี้เป็นได้ตั้งแต่ระยะกล้า แตกกอ จนถึง ออกรวง ต้นกล้าก่อนนำไปปักดำจะมีจุดเล็กๆ ลักษณะช้ำที่ขอบใบของใบล่าง ต่อมาประมาณ 7-10 วัน จุดช้ำนี้จะขยายกลายเป็นทางสีเหลืองยาวตามใบข้าว ใบที่เป็นโรคจะแห้งเร็ว และสีเขียวจะจางลงเป็นสีเทาๆ อาการในระยะปักดำจะแสดงหลังปักดำแล้วหนึ่งเดือนถึงเดือนครึ่ง ใบที่เป็นโรคขอบใบมีรอยขีดช้ำ ต่อมาจะเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ที่แผลมีหยดน้ำสีครีมคล้ายยางสนกลมๆ ขนาดเล็กเท่าหัวเข็มหมุด ต่อมาจะกลายเป็นสีน้ำตาลและหลุดไปตาม น้ำหรือฝน ซึ่งจะทำให้โรคสามารถระบาดต่อไปได้ แผลจะขยายไปตามความยาวของใบ บางครั้งขยายเข้าไปข้างในตามความกว้างของใบ ขอบแผลมีลักษณะเป็นขอบลายหยัก แผลนี้เมื่อนานไปจะเปลี่ยนเป็นสีเทา ใบที่เป็นโรค ขอบใบจะแห้งและม้วนตามความยาว ในกรณีที่ต้นข้าวมีความอ่อนแอต่อโรคและเชื้อโรคมีปริมาณมาก จะทำให้ท่อน้ำท่ออาหารอุดตัน ต้นข้าวจะเหี่ยวเฉาและแห้งตายทั้งต้นโดยรวดเร็ว เรียกอาการของโรคนี้ว่า ครีเสก (kresek) การป้องกันกำจัด 1.ใช้พันธุ์ข้าวที่ต้านทาน เช่น พันธุ์สุพรรณบุรี 60 สุพรรณบุรี 90 สุพรรณบุรี 1 สุพรรณบุรี 2 กข7 และ กข23 2.ในดินที่อุดมสมบูรณ์ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนมาก 3.ไม่ควรระบายน้ำจากแปลงที่เป็นโรคไปสู่แปลงอื่น 4.ควรเฝ้าระวังการเกิดโรคถ้าปลูกข้าวพันธุ์ที่อ่อนแอต่อโรคนี้ เช่น พันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 กข6 เหนียวสันป่าตอง พิษณุโลก 2 ชัยนาท 1 เมื่อเริ่มพบอาการของโรคบนใบข้าว ให้ใช้สารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น ไอโซโพรไทโอเลน คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ เสตร็พโตมัยซินซัลเฟต+ออกซีเตทตราไซคลินไฮโดรคลอร์ไรด์ ไตรเบซิคคอปเปอร์ซัลเฟต
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 1 มกราคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    1.ขั้นตอนการปลูกไผ่ 2.ใส่ปุ๋ยสูตรอะไร
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 2 เมษายน 2561
    วิธีปลูก ถ้าใช้ปล้องหรือเหง้ากับตอในการขยายพันธุ์ ก็พึงระมัดระวังอย่าให้ตาที่เหง้าและที่ข้อของปล้องได้รับอันตรายมากนัก เพราะอาจจะทำให้ตาซึ่งจะแตกหน่อต่อไปเสียหรือบอดได้เช่นเดียวกันกับในระยะขนย้ายกล้าปล้องหรือเหง้า กับตอก่อนปลูก ในการปลูกโดยใช้วิธีใช้เหง้ากับตอนนี้ ควรจะขุดหลุมให้มีขนาดกว้าง 30 X 30 X 50 ชม. สำหรับปล้องนั้นย่อมขึ้นอยู่กับขนาดใหญ่เล็กและยาวของแต่ละปล้องเป็นหลัก แต่อย่างน้อยก็ควรจะขุดหลุมให้มีขนาด 20 X 30 X 50 ซม. เป็นอย่างน้อย ส่วนในการปลูกกล้าก็อาจจะอนุโลมให้ใช้ขนาดของการปลูกโดยวิธีใช้เหง้ากับตอได้ ภายหลังจากการเตรียมขุดหลุมเรียบร้อยแล้วเมื่อฤดูฝนย่างเข้ามา และฝนเริ่มชุกก็ให้ทำการย้ายปลูกกล้า เหง้ากับตอ และปล้องทันที โดยใช้ดินร่วนกลบโคนกล้าเหง้ากับตอ หรือปล้อง อย่าให้ดินที่กลบแน่นจนเกินไปนัก เพราะจะทำให้การแตกหน่อ ไม่สะดวกนัก การใส่ปุ๋ย ดูแลบำรุงรักษา ภายหลังจากที่หน่อเริ่มแตกจากตาของเหง้าข้อของปล้องแล้ว ควรหมั่นหาทางป้องกันพวกเชื้อราและแมลงที่จะเข้ามากัดกินและอาศัยอยู่ตามกาบของหน่ออ่อนได้ โดยอาจจะใช้ยาจำพวกปราบศัตรูพืชก็ได้ ในระยะช่วงฤดูฝนก็ อาจจะต้องทำการดายวัชพืช จะเป็นเดือนละครั้งหรือสองครั้ง ก็ย่อมแล้วแต่ความมากน้อยของวัชพืชในท้องที่นั้น ๆ ภายหลังจากที่ไม่ไผ่เริ่มตั้งกอหลังจากเริ่มปลูกประมาณ 2-3 ปี ก็ อาจจะเพลาการบำรุงรักษาลงได้บ้าง ในระยะนี้จะเห็นว่าหน่อที่แตกจะมีขนาดค่อนข้างเล็ก และจะมีขนาดโตขึ้นทุก ๆ ปี ถ้าความชุ่มชื้นและดินอุดมสมบูรณ์ดีพอเพียง แต่ถ้าจะให้ได้ผลรวดเร็วก็ควรจะใช้ปุ๋ยเร่ง เช่น ปุ๋ยคอก หรือปุ๋ยวิทยาศาสตร์ก็ได้ ถ้าเป็นปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักแล้ว อย่างน้อยในพื้นที่ป่าไผ่ 1 ไร่ ควรจะใช้ปุ๋ยดังกล่าวประมาณ 100-150 กก. สำหรับอัตราส่วนของปุ๋ยวิทยาศาสตร์ขณะนี้ยังไม่มีสถิติที่แน่นอน ถ้าเป็นพื้นที่มีลมจัด ก็อาจจะปลูกพันธุ์ไม้ชนิดอื่นจำพวกไม้โตเร็วเพื่อกำบังลม และขณะเดียวกันก็ควรจะปลูกพันธุ์ไม้โตเร็ว เช่น พวกสะเดา สะแก มะกอก หรือพันธุ์ไม้ชนิดอื่นควบด้วย ทั้งนี้ นอกจากจะให้ร่มแก่กล้าไม้หรือหน่อไผ่ในระยะแรกแล้วเรายังสามารถ ใช้ประโยชน์จากไม้โตเร็วเหล่านั้นได้อีกด้วย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 10 ธันวาคม 2560
แสดง 1 - 20 จาก 176
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู