ถาม-ตอบทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 20 จาก 100
หน้า
  • ถาม-ตอบ
    สมุนไพรไล่แมลงพื้นบ้านใช้แล้วได้ผลมีชนิดไดบ้าง
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มีนาคม 2561
    สมุนไพรไล่แมลง เป็นพืชที่มีส่วนต่าง ๆ เช่น ใบ ราก เปลือก ดอก ผล ที่มีสารออกฤทธิ์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ในการป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ผลทางตรง จะมีผลกระทบต่อระบบประสาท และระบบหายใจ ทำให้แมลงตายทันที ผลทางอ้อม จะมีผลต่อระบบอื่น ๆ โดยการไปยับยั้งการกินอาหาร การลอกคราบ การเจริญเติบโตของแมลง การใช้สมุนไพรไล่แมลงหรือกำจัดศัตรูพืชควรใช้ให้เหมาะสม คือ เลือกใช้ส่วนต่าง ๆ ของพืชสมุนไพรในช่วงเวลาที่เหมาะสม ดังนี้ ดอก ควรเก็บในระยะดอกตูมเพิ่งจะบาน ผล ควรเก็บในระยะที่ผลยังไม่สุก เพราะสารต่างยังไม่ถูกส่งไปเลี้ยงเมล็ด เมล็ด ควรเก็บในระยะที่ผลสุกงอมเต็มที่ ซึ่งจะมีระยะที่เมล็ดแก่เต็มที่ และจะมีสารต่าง ๆ สะสมอยู่ในปริมาณมาก หัวและราก ควรเก็บในระยะที่เริ่มมีดอก เพราะระยะนี้ต้นพืชจะมีการสะสมสารต่าง ๆ ไว้ที่รากและควรเก็บในฤดูหนาวปลายฤดูร้อน เพราะเป็นช่วงที่กระบวนสังเคราะห์แสงหยุดทำงาน เปลือก ควรเก็บก่อนที่จะมีการผลิใบใหม่และควรเก็บในฤดูร้อนและฤดูฝน ดังนั้นก่อนที่จะนำสมุนไพรแต่ละชนิดมาในในการป้องกันกำจัดหรือไล่แมลงศัตรูพืช ควรมีการศึกษาหาข้อมูลให้ดีเสียก่อนว่าจะนำส่วนไหนมาใช้และใช้ในช่วงเวลาใดจึงจะก่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการป้องกันกำจัดแมลง เพราะบางคนรู้เพียงว่าใช้พืชตัวนั้นตัวนี้ในการป้องกันกำจัดแต่ไม่ทราบว่าใช้ส่วนใดเวลาใดจึงจะเกิดประสิทธิภาพดีที่สุด การเลือกใช้สมุนไพรเพื่อกำจัดศัตรูพืชให้มีประสิทธิภาพ แบ่งได้ดังนี้ 1. สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้แก่ :- หางไหลขาว (โล่ติ้น) หางไหลแดง (กะเพียด) ยาสูบ (ยาฉุน) เถาบอระเพ็ด สาบเสือ พริกไทย ข่าแก่ ขมิ้นชัน ตะไคร้หอม ตะไคร้แกง ดีปลี พริก โหระพา สะระแน่ กระเทียม กระชาย กระเพรา ใบผกากรอง ใบดาวเรือง ใบมะเขือเทศ ใบคำแสด ใบน้อยหน่า ใบยอ ใบลูกสบู่ต้น ใบลูกเทียนหยด ใบมะระขี้นก เปลือกว่านหางจระเข้ ว่านน้ำ เมล็ดโพธิ์ เมล็ดแตงไทย เปลือกมะม่วงหิมพานต์ ดอกลำโพง ดอกเฟื่องฟ้าสด กลีบดอกชบา ลูกทุเรียนเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง 2. สมุนไพรที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนชนิดต่างๆ ได้แก่ :- สะเดา (ใบ+ผล) หางไหลขาว (โล่ติ้น) หางไหลแดง (กะเพียด) หนอนตายหยาก สาบเสือ ยาสูบ (ยาฉุน) ขมิ้นชัน ว่านน้ำ หัวกลอย เมล็ดละหุ่ง ใบและเมล็ดสะบู่ต้น ดาวเรือง ฝักคูณแก่ ใบเลี่ยน ใบควินิน ลูกควินิน ใบมะเขือเทศ เถาบอระเพ็ด ใบลูกเทียนหยด เปลือกใบเข็มป่า เปลือกต้นจิกและจิกสวน ต้นส้มเช้า เมล็ดมันแกว ใบยอ ลูกเปลือกต้นมังตาล เถาวัลย์ยาง เครือบักแตก คอแลน มุยเลือด ส้มกบ ตีนตั่งน้อย ปลีขาว เกล็ดลิ้น ย่านสำเภา พ่วงพี เข็มขาว ข่าบ้าน บัวตอง สบู่ดำ แสยก พญาไร้ใบ ใบแก่-ผลยี่โถ
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 20 มีนาคม 2561
  • ถาม-ตอบ
    อยากทราบข้อมูลเกี่ยวกับชีวภัณฑ์กำจัดหนู
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 24 พฤศจิกายน 2560
    มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ ภาควิชาสัตววิทยา ได้ทำการวิจัยสมุนไพรไทยจำนวน 1,000 ชนิด และได้พบว่าพืชสมุนไพรไทยหลายชนิดมีผลทางการนำมาใช้ในการกำจัดศัตรูพืช จากความรู้เกี่ยวกับเรื่องสมุนไพรไทยที่ได้จากการวิจัยมาเป็นระยะเวลา 20 ปี ภาควิชาสัตววิทยา มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จึงได้วิจัยพบสูตรสมุนไพรและวิธีกลที่อาศัยหลักนิเวศวิทยาสัตว์ต่างๆ เพื่อนำมาใช้ทางการเกษตร ในบ้านเรือนและทางการแพทย์ จำนวน 34 สูตร ซึ่งแบ่งออกเป็นสมุนไพรและวิธีกลที่ใช้กำจัดศัตรูในบ้านเรือน ทางการเกษตร จำนวน 18 สูตร และสมุนไพรที่ใช้ในทางการบำรุงร่างกายและทางการแพทย์ จำนวน 9 สูตร เครื่องมือทางอิเล็คโทรนิคส์ในการไล่ศัตรูในบ้านเรือนและทางการเกษตร 7 สูตร มีบริการให้คำปรึกษาศัตรูพืชและศัตรูในบ้านเรือน กรุณาติดต่อที่ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และหาซื้อผลิตภัณฑ์ได้ ที่ร้านพันธุ์ไม้ ม.ก. บริเวณ KU Avenue (ประตู 3 ถนนงามวงศ์วาน) หรือติดต่อโดยตรงที่ รศ.ดร.สุรพล วิเศษสรรค์ ภาควิชาสัตววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โทร 089-980-4983; 089-618-4723 สามารถดูรายละเอียดผลงานวิจัยผ่าน www.suraphon.com และ http://www3.rdi.ku.ac.th/exhibition/51/Clinic/Clinic_04/index.htm
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 16 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    รุปแบบฟาร์มปศุสัตว์ อินทรีย์
    นักเอกสารสนเทศ สำนักหอสมุด มก.
    ตอบเมื่อ 29 มีนาคม 2561
    ปัจจุบันประเทศไทยได้กำหนดมาตรฐานของฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ด้วย มกอช 9000 เล่ม 2-2554 โดยให้คำนิยามของปศุสัตว์อินทรีย์ (Organic livestock) คือ ระบบการจัดการการผลิตปศุสัตว์ที่มีความสัมพันธ์กลมกลืนระหว่างผืนดิน พืช และสัตว์ที่เหมาะสม เป็นไปตามสรีรวิทยาและพฤติกรรมของสัตว์ ที่ทำให้เกิดความเครียดต่อสัตว์น้อยที่สุด ส่งเสริมให้สัตว์มีสุขภาพดี เน้นการป้องกันโรคอาศัยการจัดการฟาร์มที่ดี หลีกเลี่ยงการใช้ยาและสารเคมี การทำฟาร์มปศุสัตว์อินทรีย์ มีข้อกำหนดและรายละเอียดค่อนข้างมาก ผู้ผลิตสามารถศึกษารายละเอียดการทำฟาร์มฯ และการขอรับรองมาตรฐานปศุสัตว์อินทรีย์ได้จากเว็บไซต์ของสำนักพัฒนาระบบและรับรองมาตรฐานสินค้าปศุสัตว์ กรมปศุสัตว์ หรือติดต่อสอบถามได้ที่ 69/1 ถนนพญาไท ราชเทวี กรุงเทพมหานคร 10400 หมายเลขโทรศัพท์ 0-2653-4917 หรือจากไฟล์มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000 เล่ม 1 – 2552 (เกษตรอินทรีย์) ชื่อไฟล์ organic-farming-V1 และ มาตรฐานสินค้าเกษตร มกษ. 9000 เล่ม 2 – 2554 (ปศุสัตว์อินทรีย์) ชื่อไฟล์ organic-farming-V2 ที่ส่งมาให้ท่านด้วย นอกจากนี้ท่านยังสามารถอ่านหนังสือเกี่ยวกับเกษตรอินทรีย์ได้จากแหล่งข้อมูลหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ด้านการเกษตรฯ ของสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ (สืบค้นข้อมูลให้ท่านแล้ว)
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 15 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ชลประทาน
    ปุ๋ย
    การปลูกมะขามหวานแบบอินทรีย์ มีที่ 500 ไร่ จ.เพชรบูรณ์ อยากทราบการปลูก การดูแล ปุ๋ย แมลง เชื้อราการให้น้ำ อินทรย์ต่างกับเคมีอย่างไรบ้าง จุดวิกฤตที่สำคัญของการดูแลมีอะไรบ้าง มีตัวอย่างไร่ในเพชรบูรณ์หรือจังหวัดอื่นที่ประสบความสำเร็จมีไหม ขอรายละเอียดติดต่อ การใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนดินอย่างเดียวเพียงพอกับมะขามไหม รายละเอียดในการทำสาวเป็นอย่างไร ต้นมะขามพันธุ์เบาสีชมพู ขันดี หมื่นจง พันธุ์หนัก อย่างสีทอง อายุ 30 ปี ไม่ทำสาวดูแลดีควรให้ผลต่อไร่เท่าไหร่ ทำสาวให้ผลต่อไร่เท่าไหร่ ปัจจุบันมีเครื่องเก็บฝักผลมะขามหวานหรือยังถ้ามีขอรายละเอียด โรงงานแปรูปพร้อมเครืองแกะเปลือกแยกเมล็ดราคาเป็นอย่างไรขอรายละเอียด
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    การปลูก การดูแล ปุ๋ย แมลง เชื้อราการให้น้ำ อินทรย์ต่างกับเคมีอย่างไรบ้าง ปัจจุบันยังไม่มีใครทำเกษตรอินทรีย์จริงๆ บางท่านใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ก็เรียกอินทรีย์ ซึ่งไม่ใช่ ถ้าทำเกษตรอินทรีย์จริงพื้นที่ที่ปลูกต้องไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมีมาก่อน สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชต้องไม่ใช้เลย ต้องมีการสร้างกำบังให้พืชป้องกันสารเคมีจาแปลงข้างๆ ในการทำอินทรีย์ต้องมีผู้มาตรวจว่าได้มาตรฐานหรือไม่ มะขามอินทรีย์น่าจะทำมะขามหวานปลอดภัยมากกว่าคือปลอดภัยกับผู้บริโภค สิ่งแวดล้อม ผู้ทำปลอดภัย จุดวิกฤตที่สำคัญของมะขามหวานคือ น้ำ เมื่อออกฝักต้องได้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าปล่อยให้ขาดน้ำ แล้วมีฝนตก จะทำให้ฝักแตก สามารถเสริมด้วยแคลเซียมทำให้เซลล์แข็งแรงขึ้น รองลงมาคือปุ๋ย มะขามหวานจะให้ดอกพร้อมแตกใบ เมื่อตัดแต่งกิ่งให้ใส่ปุ๋ย 12-24-12 หรือ 8-24-24 เพื่อให้ออกดอกพร้อมแตกใบอ่อน เมื่อติดฝักให้ใส่ปุ๋ย 20-10-10 หรือ 30-10-10 เร่งใบให้สมบูรณ์เพื่อสร้างอาหารเลี้ยงฝักแล้วใส่ปุ๋ย 13-13-21 หรือปุ๋ยที่มีโพแทสเซียมสูงเพื่อสร้างความหวาน มะขามปลายปีมีอากาศหนาวกลางคืนร้อนกลางวัน โรคที่สำคัญคือโรคราแป้งขาว ใบจะมีแต้มสีขาวเหมือนโรยแป้ง และใบร่วง การป้องกันกำจัดเชื้อราจากธรรมชาติไม่มีในปัจจุบัน จึงยังต้องใช้สารเคมีอยู่ และที่สำคัญมากคือช่วงมะขามติดฝัก ถ้าไม่ฉีดสารป้องกันกำจัดเชื้อราจะมีเชื้อราติดไปกับฝัก และถ้าเก็บรักษาไม่ดีจะมีราสีขาวขึ้นในฝัก พบแมลงศัตรูหลายชนิด เช่น หนอนเจาะฝัก จุดวิกฤตที่สำคัญของมะขามหวานอีกเรื่องคือ กระบวนการก่อนการเก็บเกี่ยวที่ไม่ให้มีแมลงกับเชื้อราติดมากับฝัก การเก็บเกี่ยวต้องใช้แรงงานคนเก็บ และต้องเข้าห้องเย็นเพื่อควบคุมอุณหภูมิ ต้องมีกระบวนการแปรรูปเป็นมะขามหวานรูปแบบต่างๆ มีตัวอย่างไร่ที่ประสบความสำเร็จ โดยอยู่ก่อนถึงจ.เพชรบูรณ์ซ้ายมือมีร้านขายผลิตภัณฑ์จากมะขามร้านใหญ่มาก หลังร้านเป็นห้องเย็น สามารถเข้าไปดูได้ การใช้ปุ๋ยมูลไส้เดือนดินอย่างเดียวไม่เพียงพอกับมะขาม ตามจริงก็คือปุ๋ยหมักธรรมดา โดยเอาเศษซากพืชให้ไส้เดือนย่อยสลาย ซึ่งคือปุ๋ยหมัก ถ้าพืชอื่นพอเพียง ถ้ามะขามหวานปุ๋ยมูลไส้เดือนดินอย่างเดียวไม่เพียงพอ การทำสาวเป็นการตัดแต่งกิ่งหลังการเก็บเกี่ยวผลลผิต เพื่อแตกกิ่งใหม่ ใบใหม่ หลักการตัดแต่งกิ่งโดยเอากิ่งที่เป็นโรคมีแมลงรบกวนตัดออก กิ่งตาย ทรงพุ่มทึบ ตัดแต่งให้โปร่ง ทำให้ไม่มีโรคและแมลงศัตรูพืชสะสม หลังตัดแต่งให้ใส่ปุ๋ยอินทรีย์คู่กับปุ๋ยเคมี ซึ่งจะทำให้ดินร่วนซุยดี รากหาอาหารได้สะดวก เสริมด้วยธาตุอาหารรอง จะทำให้มะขามได้รับธาตุอาหารครบถ้วน ฉีดโบรอนเพื่อการผสมติดที่ดี ต้นมะขามพันธุ์เบาสีชมพู ขันดี หมื่นจง พันธุ์หนัก อย่างสีทอง อายุ 30 ปี ถ้าไม่ตัดแต่งกิ่ง จะสะสมโรคและแมลงมาก ถ้าทำสาวโดยตัดแต่งแต่ไม่ดูแล ไม่ใส่ปุ๋ย ก็ไม่ได้ผลผลิต ซึ่งไม่ได้อยู่ที่การทำสาวแต่อยู่ที่การดูแล แต่ถ้าทำสาวแล้วดูแลดี ผลผลิตจะมาก แต่มะขามอายุมากผลผลิตอาจลดลง ปัจจุบันยังไม่มีเครื่องเก็บฝักผลมะขามหวาน ซึ่งยังต้องใช้คนเก็บและต้องระมัดระวัง ต้องทะนุถนอมมาก ไม่งั้นฝักแตก ฝักได้รับความเสียหาย และยังไม่มีโรงงานแปรรูปพร้อมเครื่องแกะเปลือกแยกเมล็ด เนื่องจากยังใช้คนแยกฝักและต้องเก็บในห้องเย็นอยู่
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การขยายพันธุ์พืช
    ปุ๋ย
    การผลิตพืช
    จะทำให้มะนาวออกผลดีทั้งที่ต้นแม่ออกผลดก พอตอนกิ่งไม่ดก
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    มะนาวตอนกิ่งถ้าต้นแม่ดีต้นลูกก็ต้องดี แต่ที่ไม่ดีเพระการดูแลรักษาต่างกัน หรืออาจเป็นเพราะต้นแม่มีโรคทริเตซ่าทำลายกิ่ง ปกติใบเขียวเข้มถ้ามีบางใบหรือบางกิ่งเป็นจ้ำเขียวสลับเหลืองแสดงว่ากิ่งนั้นเกิดจากเชื้อไวรัสทริเตซ่า ถ้าตอนกิ่งนั้นมาลูกจะไม่ดกและต้นไม่โต ถ้าไม่เป็นโรคให้ดูเรื่องการบำรุงรักษา เวลาตอนกิ่งมะนาวแล้วปลูกพื้นดินปกติ ให้เตรียมหลุมปลูก 50*50 ซม. ใส่ปุ๋ยคอกผสมคลุกเคล้ากับดิน เอากิ่งลง ปักหลักให้มั่นคงและอย่ารดน้ำมากจนน้ำขัง กิ่งที่ต้นยังเล็กให้ใส่ปุ๋ย 2 สูตรคือสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 หรือจะเป็นสูตร 20-10-10 หรือ 30-10-10 โดยให้มีตัวหน้าสูงหน่อย แล้วรดน้ำให้แตกใบ ถ้ามะนาวออกดอกติดผลให้เด็ดทิ้ง ให้รดน้ำจนต้นโตจนพอให้ไว้ลูกไว้ผลได้แล้ว ถ้าปลูกมะนาวในบ่อวงซีเมนต์ แสดงว่าปลูกเพื่อทำนอกฤดู เพราะต้องการคุมน้ำ ให้ใช้ฐานล่างเป็นฝารองกลวง อย่าซื้อรองตันแล้วมาเจาะรูจะทำให้น้ำขัง เตรียมดินโดยผสมปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักแล้วให้ใส่ต่ำกว่าขอบวงบ่อลงมา 1 ข้อของนิ้ว เพื่อให้รากมีพื้นที่ดูดกินธาตุอาหารต่างๆ ได้ เมื่อดินเริ่มยุบต่ำจากขอบเติมใบไม้ให้ผุเปื่อย เพื่อเพิ่มธาตุอาหารในดิน และใส่ปุ๋ยสูตรเสมอ 15-15-15 หรือ 16-16-16 ซึ่งดินต้องมีปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักเพื่อเพิ่มความร่วนซุย และต้องมีเฟทิลอนฉีดพ่นทางใบจะทำให้พืชได้รับธาตุอาหารครบถ้วน เมื่อเริ่มออกดอกให้ใส่ปุ๋ยสูตรตัวกลางสูงโดยใส่ปุ๋ยทางใบ 15-30-15 ทางดิน 12-24-12 หลังจากนั้น 15-20 วันให้งดการให้น้ำ ดินจะแห้ง ใบจะเริ่มห่อ แต่อย่าให้ใบร่วง ค่อยให้น้ำเต็มที่ ต้นจะแตกใบอ่อนแล้วมีผลตามมา เมื่อมะนาวเริ่มติดลูกให้ดูว่าใบที่เลี้ยงลูกนั้นมีมะนาวติดกี่ลูก ถ้าดูแล้วเลี้ยงไม่ไหวให้ใส่ปุ๋ยสูตรเสมออีกรอบ ส่วนผิวลูกมะนาวต้องดูแลไม่ให้เพลี้ยไฟหรือไรศัตรูพืชทำลายผิว โดยรดน้ำชโลมใบไว้ หรือถ้ามีการระบาดควรใช้สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟหรือไรศัตรูพืช - การตอนกิ่งมะนาวให้เลือกกิ่งกระโดงที่ตั้งตรงแล้วควั่นรอยบนกับล่าง โดยเอาเชือกหุ้มรอบกิ่งที่จะตอนแล้วคลี่ออกจะได้ระยะห่างระหว่างรอยควั่นบนกับล่าง ลอกเปลือกออกโดยกรีดจากบนลงล่างจรดรอยควั่น ขูดลอกเปลือกเพื่อตัดท่อลำเลียงน้ำอาหาร แล้วเอาตุ้มมาหุ้ม โดยเอาขุยมะพร้าวแช่น้ำแล้วใส่ถุงผูกปากห้อยลงแล้วแหวกถุงหุ้มรอยควั่น ผูกเชือกบนกับล่าง และทำให้ได้รับความชุ่มชื้นอยู่เสมอ จะทำให้มีรากออกรอบทิศทาง เมื่อรากแตกอย่ารีบตัด ให้รากสีขาวเปลี่ยนสีเป็นสีน้ำตาลให้แตกรากฝอยก่อนค่อยตัด และอย่าเพิ่งลงปลูกเลยให้ปลูกในกระถางหรือถุงใส่ดินผสม ตัดแต่งกิ่งใบเพื่อลดการคายน้ำ จนรากเริ่มจับดิน แตกใบใหม่ แสดงว่ารากพร้อมที่เดินและหาอาหารมาเลี้ยงต้นแล้ว ถ้าเป็นแป้นพิจิตรจะทนกับโรคแคงเกอร์ ถ้าแป้นทั่วๆ ไปต้องสู้กับโรคแคงเกอร์ต้องใช้คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ฉีดพ่นป้องกันไม่ให้เกิดโรคแคงเกอร์ ตัดแต่งกิ่งควบคู่กันไป ปัญหามะนาวคือโรคทริเตซ่า หนอนชอนใบ โรคแคงเกอร์ รากเน่าโคนเน่า ต้องระมัดระวังไว้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    สาเหตุและวิธีป้องกันโรคตายพรายในกล้วยทำอย่างไร
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    สาเหตุโรคตายพรายหรือโรคเหี่ยวที่เกิดจากเชื้อราชื่อ Fusarium oxisporum ซึ่งชอบสภาพความชื้นสูง ดินกรด จะเติบโตได้ดี วิธีการแก้ไข คือกำจัดกอที่เป็นโรคและไม่แยกหน่อจากต้นที่เป็นโรคมาปลูก ถ้าไม่แน่ใจว่าหน่อติดเชื้อหรือไม่ ให้จุ่มหรือแช่สารป้องกันกำจัดเชื้อราชื่อ แมนโคเซบหรือคาร์เบนดาซิมนาน 15 นาที ปรับสภาพดินด้วยปูนขาวเพื่อให้ดินเป็นด่าง และใช้เชื้อราไตรโคเดอร์มาคลุกเคล้ากับดินเพื่อป้องกันโรค ถ้าแปลงนั้นเป็นมากให้ปลูกพืชอื่นแล้วค่อยหันมามาทำสวนกล้วยใหม่ ส่วนหน่อที่จะใช้ปลูกควรเลือกกล้วยโคนใหญ่ปลายเรียว ที่เรียกว่าหน่อใบดาบจะดี
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ปุ๋ย
    อาหารทางใบฉีดพ่นได้ทั้งวันหรือตอนเช้าและเย็น
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    การฉีดพ่นปุ๋ยทางใบหรือธาตุอาหารพืชไม่ว่าเป็นปุ๋ยเกร็ดปุ๋ยน้ำ เวลาฉีดควรดูว่าอยู่ในรูปคีเลตหรือไม่ ถ้าเป็นคีเลตจะดูดซึมเข้าทางใบได้ดีและให้ฉีดตอนเช้าตรู่ จะได้มีเวลาพอเพียงที่ธาตุอหารจะดูดซึมเข้าทางใบ และอย่าฉีดตอนแดดแรง หรือตอนเย็น ไม่ดี แสงจ้า หรือเป็นช่วงเวลาที่แสงจะไม่มีและต้นไม้หยุดการทำงาน ทำให้ดูดซึมได้น้อย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ทำไมข้าวหอมมะลิราคาถูก
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    ปัจจัยที่ทำให้ผลิตผลทางการเกษตรราคาต่ำลงมีหลายปัจจัย เช่น ระบบการเมือง ภาวะเศรษฐกิจโลก พ่อค้าที่ไร้คุณธรรม การช่วยให้ชาวนาขายข้าวได้ราคาต้องปรับระบบข้าวให้เหมือนอ้อย คือชาวนากับโรงสีต้องเป็นเหมือนกับอ้อยกับโรงงานน้ำตาล จากที่เห็น ชาวไร่อ้อยทุกวันนี้ได้รับการดูแลจากโรงงานน้ำตาลอย่างดี แต่ข้าวบางปีน้ำท่วมบางปีไม่มีน้ำทำนา ทำไปทำมาหลายปี ทำไปทำมาที่นาทั้งหมดเป็นของโรงสี เกษตรกรที่ปลูกอย่างอื่นสามารถส่งออกได้กำไร มีแต่ชาวนาบ้านเราที่ยากจน พ่อค้าที่ส่งออกร่ำรวยกันหมด
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    โรคพืช
    มะนาววงบ่อเป็นราดำที่ใบและผล มีวิธีแก้ไขอย่างไร มะนาวอายุปีกว่า
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    มะนาวที่ใบดำเรียกว่าราดำ เชื้อราชนิดนี้ขึ้นปกคลุมผิวใบเพราะว่ามีเพลี้ยแป้ง เพลี้ยหอย เพลี้ยอ่อน ดูดกินน้ำเลี้ยง เมื่อเพลี้ยขับถ่ายสารเหนียวราดำจะขึ้นปกคลุม แนวทางป้องกันกำจัดคือต้องกำจัดเพลี้ยและราดำจะไม่เกิด แต่ถ้าเกิดแล้วนานไปจะแห้งเป็นสะเก็ดหลุดออกไปเอง แล้วสร้างความเสียหายอะไรหรือไม่ การที่ใบสีดำไม่มีสีเขียวทำให้ใบนั้นสร้างอาหารสังเคราะห์ไม่ได้ ต้นไม่เจริญเติบโต
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ปลูกบ้านใหม่ ร้อนมากไม่มีร่มเงา ปลูกต้นอะไรดีที่ทนแดด ให้ร่มเงา
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    ต้นไม้ที่ให้ร่มเงาและโตเร็ว เช่น ตะขบ ขี้เหล็ก กระถินเทพา พวกนี้เป็นไม้ไม้กิ่งเปราะและต้องหมั่นตัดยอด ปัญหาคือใบร่วงมาก ใหนำไปทำปุ๋ย ลูกตะขบกินได้ ใบขี้แหล็กแกงได้ ตอนปลูกให้กะระยะอย่าให้ต้นแผ่กิ่งถึงชายบ้านเพื่อป้องกันหนู กระรอก สัตว์มีพิษเข้าบ้าน ถ้าไม่อยากปลูกไม้พวกนี้ให้ทำซุ้มบังแดดแล้วปลูกใบระบาดซึ่งเป็นไม้โตเร็วมากจะช่วยบังแดดได้ดี หรือใช้ตาข่ายพรางแสง (ซาแลน) ทำเป็นซุ้มบังแดดชั่วคราวและให้ใช้สีดำขนาด 90% จะช่วยให้แสงลอดได้น้อย 10% ทิศที่จะปลูกบ้านไม่ควรขวางตะวัน เพราะจะรับแดดทั้งวัน ควรให้บ้านข้างใดข้างหนึ่งไปทางตะวันออกหรือตะวันตกเพื่อเลี่ยงการรับแดดโดยตรง
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ปุ๋ย
    โรคพืช
    ศัตรูพืช
    ทำไร่ปลูกมันสำปะหลัง อยากทราบวิธีการปลูกและสูตรปุ๋ย เพาะปลูกแล้วมันต้นเล็กลง และอยากให้มันลงหัว
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    การปลูกมันสำปะหลังควรมีการพักดินในพื้นที่ปลูก โดยปลูกปอเทืองหรือพืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสด ปลูกประมาณ 40-45 วัน เมื่อออกดอกให้ไถกลบ หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ พื้นที่ 1ไร่ต่อปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 ตัน ควรเสริมธาตุอาหารให้ครบถ้วน ปุ๋ยที่ใช้ควรใช้สูตรอะไรถึงจะดี ให้ดูลักษณะของดินในพื้นที่ปลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นดินทรายมาก ใช้สูตรไนโตรเจน 2 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน โพแทสเซียม 3 ส่วน แต่ถ้าดินทรายไม่มากอาจใช้สูตรไนโตรเจน 2 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน โพแทสเซียม 2 ส่วน อัตราส่วนไม่จำเป็นต้องเหมือนตามนี้ เพราะลักษณะของดินในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอายุ 10-12 เดือน และต้องปลูกมันสำปะหลังภายใน 15 วันหลังจากตัดท่อนพันธุ์ สับท่อนพันธ์ุ ความยาว 20 เซนติเมตร ปักตั้งฉากลงไปในดิน 10 เซนติเมตร ก่อนปลูกลงดินนำท่อนพันธุ์ไปแช่ในสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพู กดท่อนพันธุ์ให้จม จุ่ม 10-15 นาที เพื่อให้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค ฤทธิ์ยาอยู่ได้ 1 เดือน หลังจากนั้นหมั้นตรวจแปลงดูว่ามีเพลี้ยแป้งหรือไม่ อาจใช้สารเคมีป้องกัน หรือใช้ชีววิธีธรรมชาติ เช่นแมลงช้างปีกใส และแตนเบียน นอกจากนี้ยังมีศัตรูมันสำปะหลังอีกหนึ่งชนิดคือ ไรศัตรูพืช ต้องใช้สารกำจัดไรโดยเฉพาะ ลักษณะอาการที่พบเห็นคือ ใบซีด ใบปะด่างขาว และโรคที่ระบาดมากในปัจจุบันคือ โรคพุ่มแจ้ ลักษณะอาการใบแตกเป็นพุ่มมาก เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมามีเพลี้ยจั๊กจั้นปีกใบหยักเป็นพาหะ และโรคหัวมันเน่า เกิดจากเชื้อราไฟท๊อปธอร่า หากเกิดโรคต้องขุดต้นออกทันที และปลูกข้าวโพดหมุนเวียน 2-3 ปี ถึงกลับมาปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    มีลำไยต้นใหญ่ 30 ต้น ต้นเล็ก 80 ต้น ปลูกนอกฤดูกาล ช่วงราดสารลำไย หลังราดสาด 20 วัน ลำไยจะแทงช่อดอก แต่ช่อดอกจะชะงักไม่โต เพราะสาเหตุใด
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    การปลูกลำไยนอกฤดู ต้นลำไยควรมีความสมบูรณ์ อัตราสารเคมีที่ใช้และวิธีการใช้เหมาะสมหรือไม่
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ศัตรูพืช
    ปลููกมะม่วงที่บ้าน ใบอ่อนมีลักษณะใบไหม้ ยอดแห้งเกือบทั้งใบ ใบแก่ขอบตรงปลายใบไหม้เป็นปื้น อยากทราบว่าคืออะไร แก้ไขอย่างไรค่ะ
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    สาเหตุใบไหม้เกิดจากการเข้าทำลายของเพลี้ยไฟ เรียกว่าเพลี้ยไฟมะม่วง เข้าทำลายช่วงมะม่วงช่วงที่แตกใบอ่อน เพลี้ยไฟเข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยงตามแนวของเส้นใบ เมื่อน้ำเลี้ยงถูกดูดมากๆ ทำให้สารอาหารไม่สามารถไปหล่อเลี้ยงที่ใบ ใบจึงแห้ง วิธีแก้ ช่วงที่แตกใบอ่อนให้ฉีดพ่นน้ำที่ใบพอชุ่มโดยประมาณ หรือใช้สารป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ ประเภทดูดซึม เช่น ฟิโพรนิล หรือแอสเซนด์ นอกจากนี้เพลี้ยไฟยังสร้างความเดือดร้อน ช่วงออกช่อดอกหรือช่วงที่ติดผลเล็กๆ เพลี้ยไฟจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ผิวเปลือกหรือขั้วผล ทำให้ผลเป็นคราบสีน้ำตาล ผลจะไม่โต แต่ถ้ามาทำลายตอนลูกโต จะเห็นเป็นคราบสีน้ำตาล ส่งผลให้ผิวไม่สวย ขายไม่ได้ราคา
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ปลูกชมพูพันธุ์ทับทิมจันทร์ 2 ต้น ออกดอกออกผลมาแล้ว 2-3 ปี พอชมพู่ติดผลห่อผลด้วยถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้ว 6x14 นิ้ว เจาะรูที่ก้น เพื่อให้น้ำออกและระบายอากาศ ห่อไว้ช่อละ 2-3 ลูก พอลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ลูกมักจะหลุดออกจากขั้ว บางช่อลูกหลุดจากขั้วหมด บางช่อเหลือ 1 ลูก เมื่อผ่าผลที่หลุดจากขั้วไม่พบว่าเป็นโรคหรือหนอนเจาะทำลาย อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไร แก้ไขอย่างไร
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    สำหรับคนไม่ห่อผลชมพู่ แมลงวันทอง (แมลงวันผลไม้) จะวางไข่ที่ผิวผลไม้ หนอนฟักออกมาจะเจาะเข้าไปในผล ผลจะเน่าร่วงหล่น หนอนเข้าสู่ดักแด้เข้าสู่การเป็นแมลง สำหรับคนห่อผลชมพู่ ตอนชมพู่ติดลูกแล้วควรให้น้ำสม่ำเสมอ น้ำต้องซึมถึงระบบราก เพราะถ้าขาดน้ำจะขาดปุ๋ยด้วย เนื่องจากน้ำทำละลายปุ๋ย ชมพู่จะได้รับธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และเสริมเฟตติรอนคอมบี (ธาตุอาหารเสริมสำหรับพ่นทางใบ) การห่อด้วยถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วต้องเจาะรู โดยตัดมุมซ้าย ขวา และกลาง ควรผูกหูหิ้วกับกิ่ง อย่าผูกกับลูก เพราะถ้าผูกกับกิ่งถุงช่วยพยุงผลไว้ได้ สำหรับกรณีผ่าผลชมพู่แล้วพบว่าไม่มีหนอนแมลงวันทองให้ดูว่ามีรอยแผลยุบตัวที่ผิวผลและตุ่มดำหรือไม่ หากมีลักษณะอาการนี้เรียกว่าโรคแอนแทรคโนส ก่อนห่อถ้าไม่ได้ฉีดพ่นเกิดสารป้องกันเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บ อาจทำให้เกิดโรคได้ เพราะเมื่อห่อถุงข้างในถุงจะมีความชื้นสูง เก็บผลที่ร่วงออกจากโคนต้น หรือจะนำสารป้องกันเชื้อราใส่กระบอกเอาไปจุ่มที่ผลได้ ปัจจุบันต้นสูงไม่เกิน 2-3 เมตร สามารถใช้บันไดปีนขึ้นไปได้ หรือจะใส่ฮอร์โมนให้ขั้วเหนียวก็สามารถทำได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    โรคพืช
    ศัตรูพืช
    ขอข้อมูลเกี่ยวกับการปลูกพริกขี้หนูอย่างละเอียด ตั้งแต่การปลูก การใส่ปุ๋ย การแก้ปัญหาเมื่อเกิดโรค เมล็ดพันธุ์พริกควรเลือกอย่างไร ซื้อจากบริษัทเมล็ดพันธุ์ที่ขายเป็นซองดีหรือไม่
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    การเลือกซื้อเมล็ดพันธุ์แบบซองหรือกระป๋อง ควรซื้อจากบริษัทที่ผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ได้มาตรฐานเมล็ดพันธุ์และปลอดโรค แต่ต้องพิจารณาว่าหมดอายุแล้วหรือไม่ ซึ่งที่ซองจะมีบอกวันหมดอายุ เพราะถ้าหมดอายุไปแล้วโอกาสที่เอามาเพาะปลูกอาจจะไม่งอก เนื่องจากเมล็ดตายไปแล้ว (เมล็ดพันธุ์ คือ เมล็ดที่มีชีวิต งอกได้ มีคุณสมบัติตามพันธุ์ เมื่อได้เมล็ดพันธุ์มานำมาเพาะพันธุ์กล้าในถาดเพาะ ใช้วัสดุเพาะ เช่น ขุยมะพร้าว ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ หรือดินผสม ซึ่งต้องเป็นวัสดุเพาะที่ปลอดเชื้อโรค นำเมล็ดมาหยอดในแต่ละหลุม เมื่อถึงระยะเวลาย้ายกล้า ก่อนย้ายกล้าอย่าไปใส่ไนโตรเจนมากเกินไป เพราะจะทำให้กล้าอวบ และให้โดนแสงแดด เว้นระยะการให้น้ำ การเตรียมหลุมปลูกควรเตรียมปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก คลุดเคล้ากับดิน เพื่อให้ดินร่วนซุย ใส่ปุ๋ยรองก้นหลุม อาจใช้ปุ๋ยสูตร 15-15-15 เอาดินทับอีกชั้นก่อนย้ายต้นกล้าลงหลุม เมื่อพริกเริ่มตั้งตัวได้ อาจใส่ปุ๋ยสูตรเสมอร่วมกับเฟตติรอนคอมบี (ธาตุอาหารเสริมสำหรับพ่นทางใบ) ช่วงจะใกล้ออกดอกประมาณ 4 สัปดาห์ ให้ใส่ปุ๋ยสูตร 12-24-12 หรือ 15-30-15 เมื่อออกดอกมาแล้วต้องให้น้ำสม่ำเสมอ ถ้าต้นพริกขาดน้ำช่วงนี้ พริกจะสลัดดอกออก เมื่อออกผล อุปสรรคที่สำคัญในการปลูกพริก มีดังนี้ 1. การเพาะกล้า ถ้าเมล็ดพันธุ์และวัสดุปลูกไม่ปลอดเชื้อโรค ให้น้ำปริมาณมากจนมีความชื้นสูง หว่านเมล็ดแน่นจนเกินไป มีโอกาสที่จะเกิดโรคที่เรียกว่า เน่าคอดิน สูง 2. เพลี้ยไฟ ต้องระมัดระวังเป็นอย่างมากเป็นแมลงศัตรูพืชที่สำคัญมากของพริก ต้องรดน้ำให้ใบให้ชุ่ม ถ้าเพลี้ยไฟเข้ามาทำลายจะทำให้ใบเล็ก แสดงอาการหงิกงอม้วนขึ้น เมื่อเริ่มพบอาการใบหงิกควรรีบป้องกันกำจัดเพลี้ยไฟ โดยใช้แอสเซ็นด์ไปฉีดพ่น 3. ไรขาว เป็นศัตรูพืชที่ทำให้ใบแสดงอาการหงิกงอ ขอบใบม้วนลงทางด้านล่าง ใช้กำมะถันผง หรือสารป้องกันกำจัดไร ซึ่งทั้งเพลี้ยไฟและไรขาว หากรดน้ำที่ใบให้ชุ่มๆ โอกาสที่จะมารบกวนจะน้อยลง 4. ช่วงติดผล หากพบว่ามีการร่วงให้รีบเก็บผลที่ร่วงออกไป สาเหตุเกิดจากหนอนเจาะผลพริก 5. พริกเมื่อใกล้เก็บเกี่ยว หากแสดงอาการเน่า ไม่มีตุ่มดำ แผลไม่ยุบ มีร่องรอยที่เป็นรู เมื่อฉีกผลออกจะพบหนอนลักษณะหัวแหลม ก้นป้าน เกิดจากแมลงวันทอง (แมลงผลไม้) มาวางไข่ ต้องใช้กรงดักแมลงวันผลไม้ ปลูกสลับชนิดพืช หรือปลูกเดลีใบกล้วยไว้ล่อแมลง 6. เชื้อราเซอโคสะปอร่า เกิดในช่วงฤดูฝนและการรดน้ำมากเกินไป จะทำให้ใบเกิดแผลเป็นจุดสีน้ำตาล ใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา 7. โรคหัวโกร๋น สาเหตุจากเชื้อรา แสดงอาการเน่าจากปลายยอด ควรตัดแต่งเอาที่เป็นโรคออกและใช้สารป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บ 8. ช่วงพริกติดผล ถ้าปลูกในสภาพความชื้นสูง ระยะปลูกหนาแน่นจะเกิดอาการเน่าที่เรียกว่า โรคกุ้งแห้งหรือโรคแอนแทรคโนส ลักษณะอาการแผลจะยุบตัวและแห้ง ควรเก็บส่วนที่เน่าออกจากแปลง เว้นระยะปลูกให้อากาศในดินระบายถ่ายเท และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดเชื้อรา 9. หากพบต้นพริกที่เหี่ยว ให้ดูที่โคนต้นว่ารากเปื่อย เกิดจากเชื้อรา Sclerotium rolfsii หรือราเมล็ดผักกาด ถ้าพบรีบขุดถอนทั้งต้นทิ้งทันที และระมัดระวังไม่ให้ดินบริเวณต้นที่เป็นโรคไปผสมกับบริเวณอื่น หากพึ่งพบเห็นอาการเริ่มแรกรีบราดสารป้องกันกำจัดเชื้อรา 10. เชื้อราฟิวซาเรียมไปอุดตันท่อน้ำเลี้ยงของพืช ทำให้ต้นเหี่ยวใบเหลือง 11. โรคเหี่ยวจากแบคทีเรีย ใบจะเหี่ยวเขียว หากพบอาการควรรีบป้องกันไม่ให้แพร่กระจาย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    โรคพืช
    ผักบุ้งใบเป็นจุดสีขาว ขอทราบเอกสารกำกับชื่อยากำจัดโรค
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    ผักบุ้ง ไม่ว่าจะเป็นผักบุ้งจีน ผักบุ้งไทย หรือผักบุ้งอื่นๆ มีโรคที่สำคัญที่สุด คือ โรคราสนิมขาว (White rust) อาการที่พบเห็น แบ่งออกเป็น 2 แบบ ตามลักษณะการเข้าทำลายและอาการที่แสดงออก 1. อาการเฉพาะแห่ง จะเกิดขึ้นตรงจุดที่เชื้อเข้าทำลาย เกิดจุดสีเหลืองซีดที่ด้านบนของใบ ต่อมาอีก 2-3 วัน ด้านในตรงกันข้ามจะเกิดแผลเป็นกระจุกสีขาว ซึ่งกระจุกสีขาวคือสปอร์เชื้อรา มองดูเป็นตุ่มนูนเล็กๆ ขนาด 1-2 มิลลิเมตร ถ้าเกิดตุ่มมากๆ จะเชื่อมติดกันเกิดเป็นแผลใหญ่ ทำให้มีขนาดรูปร่างไม่แน่นอน แต่เมื่อเกิดแผลขึ้นแล้ว ผิวด้านบนของใบจะแสดงอาการซีดและเหลือง ในตอนแรกใบจะเริ่มโป่งพองออกมาเป็นปุ่มปมคล้ายๆ ผิวมะระและไม่ราบเรียบ ส่วนใหญ่อาการเฉพาะแห่งจะพบมากในใบ แต่บางครั้งก็ไปเกิดกับส่วนของลำต้นหรือก้านใบได้ 2. การแพร่กระจายที่เกิดขึ้นจากการแพร่เชื่อเข้าไปในพืช ทำให้พืชแสดงอาการเป็นปุ่มปมหรือบวมขึ้น จะเกิดที่ส่วนลำต้น กิ่งก้านตามข้อและโคนต้น บางครั้งเกิดที่ก้านดอก แต่จะไม่มีสปอร์ปรากฎออกมา สำหรับอาการอีกลักษณะหนึ่ง คือ ตาผิดปกติ เช่น มีตาหลายตา ส่วนลำต้นจะหนาป้อม ใบมีรูปร่างผิดปกติหรือบิดเบี้ยวเป็นหยักคลื่น เชื้อสาเหตุของโรคชื่อ Albugo ipomoea-aquaticae เป็นเชื้อราชั้นต่ำ ต้องการความชื้นสูงในการเจริญเติบโตและการเข้าทำลาย เชื้อสามารถอยู่ข้ามฤดูอาศัยอยู่กับพวกวัชพืช วิธีการกำจัดคือ เก็บต้น ใบ เศษซากต้นที่เป็นโรคออกไปจากแปลง รวมถึงวัชพืช ผักบุ้งป่า อย่าให้มาเป็นแหล่งที่อยู่อาศัยสะสมของโรค ในแปลงที่เกิดโรคควรหาพืชอื่นมาปลูกหมุนเวียน 2-3 ปี หลีกเลี่ยงการปลูกซ้ำที่เดิม ระวังการรดน้ำขณะที่เกิดโรคระบาดไม่ควรใช้การสาดน้ำแรงๆ หรือเครื่องพ่นน้ำแรงดันสูง เพราะจะทำให้เชื้อแพร่กระจายจากจุดที่เกิดโรคไปยังต้นอื่นๆ ที่ข้างเคียง ควรให้น้ำตอนเช้ารดน้ำในปริมาณที่เหมาะสม เพื่อให้น้ำระเหยไม่สะสมความชื้น ถ้าจำเป็นต้องฉีดพ่นน้ำ ก็ควรกำจัดผักบุ้งที่เป็นโรคออกไปจากแปลง และฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดโรค เช่น แมนโคเซบ ริดโดมิล และเบโนมิล หากคิดว่าไม่คุ้มทุน อาจใช้วิธีการตัดแต่งผลผลิตก่อนออกจำหน่าย สามารถนำผักบุ้งที่เป็นโรคไปบริโภคได้ไม่ก่อเกิดอันตรายต่อคน ยกเว้นเชื้อรา Aspergillus ที่สร้างสารพิษอะฟลาทอกซินที่เป็นอันตรายต่อคน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ปุ๋ย
    น้ำหมักชีวภาพคืออะไร และมีวิธีทำอย่างไร
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    บ้างท่านสับสนน้ำหมักชีวภาพกับปุ๋ยน้ำ ซึ่งทั้งสองไม่ใช่อันเดียวกัน น้ำหมักชีวภาพเป็นสิ่งที่ต้องพึ่งพาจุลินทรีย์ช่วยในการหมักหรือย่อยสลาย 1. น้ำหมักผักหรือผลไม้ 50 ลิตร ต้องใช้ผักหรือผลไม้ 40 ก.ก. กากน้ำตาล 10 ก.ก. เพื่อใช้เลี้ยงจุลินทรีย์ น้ำ 10 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 จำนวน 1 ซอง (25 กรัม) หมักประมาณ 7 วัน 2. น้ำหมักจากปลาหรือหอยเชอรี่ 50 ลิตร ใช้ปลาหรือหอยเชอรี่ 10 ก.ก. ผลไม้ 10 ก.ก. กากน้ำตาล 10 ก.ก. น้ำ 10 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 จำนวน 1 ซอง หมักประมาณ 10-15 วัน วิธีทำให้หั่นย่อยวัตถุดิบให้เล็กที่สุดเท่าที่จะทำได้ ผสมกากน้ำตาลในถังหมัก 50 ลิตร เอาสารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ผสมกับน้ำ 10 ลิตรผสมให้เข้ากันนานประมาณ 5 นาทีเพื่อปลุกเชื้อ จากนั้นเทสารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ที่ผสมกับน้ำเทลงในถังหมัก คนให้ส่วนผสมให้เข้ากัน ปิดฝาไม่ต้องสนิท ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม ในระหว่างหมักควรจะคนหรือกวน 1-2 ครั้งต่อวัน เพื่อระบายแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมาและทำให้ส่วนผสมคลุกเคล้าเข้ากัน วิธีที่ดูว่าน้ำหมักใช้ได้หรือยัง ให้ดูที่การเจริญของจุลินทรีย์ลดลง โดยดูที่คราบเชื้อที่พบในช่วงแรกจะน้อยลง ไม่พบฟองแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และกลิ่นแอลกอฮอล์ลดลง ถ้าวัดค่าความเป็นกรด-ด่างจะอยู่ที่ pH 3-4 น้ำหมักชีวภาพเมื่อหมักเสร็จจะได้ฮอร์โมนหรือสารเสริมการเจริญเติบโต เช่น ออกซิน, จิบเบอเรลลิน, ไซโตไคนิน, วิตามินบีและกรดอินทรีย์ เช่น กรดแลกติก, กรดอะมิโน, กรดฮิวมิก เป็นต้น น้ำหมักชีวภาพจากน้ำนมและน้ำหมักชีวภาพจากผลไม้จะได้ฮอรืโมนมากที่สุด โดยได้ออกซินถึง 48 ม.ก.ต่อลิตร จิบเบอเรลลิน 360 ม.ก.ต่อลิตร ไซโตไคนิน 25.6 ม.ก.ต่อลิตร แต่ในน้ำหมักชีวภาพจะมีธาตุอาหารน้อยมาก จะไม่ใช้น้ำหมักชีวภาพเป็นปุ๋ย การต่อเชื้อจุลินทรีย์ทำได้โดยเอาน้ำหมักชีวภาพที่ใช้สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ที่หมักเป็นเวลา 5 วัน ที่เป็นฝ้าสีขาวที่ผิวหน้าวัสดุหมัก 2 ลิตรแทนการใช้สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 ได้ 1 ซอง สามารถผลิตน้ำหมักชีวภาพได้ 50 ลิตร สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 คือ กลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติการย่อยโปรตีน ไขมัน ช่วยลดกลิ่นเหม็นและเพิ่มการละลายธาตุอาหารในการหมัก พวกเปลือกไข่ กาง กระดูกในเวลาสั้น พวกจุลินทรีย์กลุ่มนี้จะเจริญได้ในสภาพที่เป็นกรด ในสารเร่งซุปเปอร์พด. 2 จะมีจุลินทรีย์อยู่ 5 สายพันธุ์คือ ยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์และกรดอินทรีย์, แบคทีเรียผลิตกรดแลกติก, แบคทีเรียย่อยสลายโปรตีน, แบคทีเรียย่อยสลายไขมัน และแบคทีเรียละลายอนินทรีย์ฟอตฟอรัส สารเร่งซุปเปอร์พด. 2 สามารถขอได้ที่กรมพัฒนาที่ดิน
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    การผลิตพืช
    ปุ๋ย
    โลจิสติกส์ผลิตผลทางการเกษตร
    ปลูกฝรั่งขายแต่ขายไม่ดี เนื่องจากลูกสวยแต่รสชาติไม่ดี เมื่อเปรียบเทียบกับสวนฝรั่งข้างกันลูกไม่ค่อยสวยแต่ขายดีกว่า ควรทำอย่างไร
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    ถ้าปลูกในดินค่อนข้างเป็นทรายรสชาติผลผลิตจะสู้ที่ปลูกในดินเหนียวไม่ได้ เพราะปริมาณโปแตสเซียมไม่ค่อยมี ความหวานความอร่อยจะเกี่ยวพันกันอยู่ 2 เรื่อง คือ 1. สายพันธุ์ เนื่องจากแต่ละสายพันธุ์จะมีรสชาติที่ต่างกัน 2. ปุ๋ย การใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมช่วยได้มาก ก่อนเก็บผลฝรั่งประมาณ 10-15 วัน ควรใส่ปุ๋ยสูตร 13-13-21 และก่อนเก็บผลผลิต 7 วัน ให้หยุดการให้น้ำแล้วจึงค่อยเก็บเกี่ยวผลผลิตไปขาย ถ้าเกษตรกรผลิตเพื่อต้องการแต่น้ำหนักโดยการให้น้ำมากๆ จะทำให้รสชาติของผลผลิตจืด เรื่องของรูปร่างผิวพรรณผล อยู่ที่การห่อผล ซึ่งการห่อจะป้องกันไม่ให้เพลี้ยไฟ, แมลงวันทอง, แมลงวันผลไม้เข้าทำลายได้ ขั้นตอนการห่อควรห่อผลตั้งแต่ลูกยังเล็ก เอาถุงพลาสติกห่อก่อนหนึ่งชั้นหลังจากนั้นก็เอาถุงกระดาษมาหุ้ม เพราะถ้าห่อแต่ถุงพลาสติกเมื่อเจอแดดแรงๆ จะทำให้ผิวฝรั่งไหม้ทำให้ผิวเสีย
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
    ปุ๋ย
    การใส่ปุ๋ยในนาข้าวดินทรายควรใช้ปุ๋ยสูตรไหน และจริงหรือไม่ถ้าตอนข้าวตั้งท้องให้ใส่ปุ๋ยยูเรีย แต่ถ้าใส่ปุ๋ยยูเรียจะทำให้ข้าวบ้าใบจริงหรือไม่
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    ดินทรายเป็นดินที่ขังน้ำไม่ดี อินทรียวัตถุต่ำ ปริมาณธาตุอาหารน้อย เวลาใส่ปุ๋ยต้องใส่ปุ๋ยที่มีโปแตสเซียมสูง เนื่องจากดินทรายมีโปแตสเซี่ยมน้อยทำให้พืชมีโปแตสเซียมไม่พอใช้ ต้นข้าวจะไม่แข็งแรง เช่น สูตร 16-12-8, 16-8-8 เป็นต้น ถ้าเป็นนาดินเหนียวสามารถใช้ปุ๋ยสูตร 16-20-0 ได้ ไม่จำเป็นต้องใช้ปุ๋ยสูตรเสมอ เวลาปรับปรุงดินทรายควรเติมอินทรียวัตถุ เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วอย่าเผาฟางข้าวและตอซังทิ้งควรไถกลบเลย ตัวฟางข้าวและตอซังจะเป็นตัวเพิ่มอินทรียวัตถุ หรือใช้ปอเทือง, โสนแอฟริกาไปหว่านแล้วไถกลบไปด้วยจะยิ่งดี การใช้แหนแดง (ปุ๋ยชีวภาพ), ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมักก็สามารถช่วยให้โครงสร้างดินทรายดีขึ้นได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
  • ถาม-ตอบ
    ความอุดมสมบูรณ์ของดิน
    ปุ๋ย
    วิธีแก้ปัญหาดินแน่นทำอย่างไร เพื่อให้ดินซึมน้ำได้ดี (ไม่สามารถใส่อินทรียวัตถุได้ เนื่องจากได้มีการปลูกพืชไปแล้ว)
    ผ.ศ. อดิศักดิ์ บ้วนกียาพันธุ์
    ตอบเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
    เมื่อดินแน่นเวลารดน้ำลงดินน้ำจะขังอยู่ด้านบนไม่สามารถซึมลงดินสู่รากได้ การเจริญเติบโตของพืชก็จะไม่ดี วิธีการแก้ปัญหาดินแน่นคือ ในขั้นตอนเตรียมดินถ้ามีเวลาให้นำพวกพืชตระกูลถั่วหรือปอเทืองไปหว่านลงแปลง ถึงเวลา 45 วันก็ไถกลบ จะทำให้ดินฟูขึ้นเวลารดน้ำลงดินจะสามารถซึมผ่านไปได้ดี หรือใช้ปุ๋ยคอก, ปุ๋ยหมัก แต่ต้องทำตั้งแต่ต้นฤดู แต่ถ้ากรณีที่ไม่ได้ทำตั้งแต่ต้นฤดูแล้วเกิดดินแน่น น้ำไม่ไหลไม่ซึม ในปัจจุบันมีเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการแก้ปัญหาดินแน่นโดยใช้สารที่เรียกว่า สารน้ำซึม เอามาราดจะทำให้ซึมน้ำได้ดี ในภาคการเกษตรทุกครั้งที่มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว การแก้ปัญหาด้วยอินทรียวัตถุก็เป็นเรื่องจำเป็น แต่ถ้านอกภาคเกษตร เช่น สนามหญ้าฟุตบอลที่การกระบายไม่ดี ให้ราดด้วยสารน้ำซึมก็จะช่วยดึงน้ำที่ค้างให้ซึมลงดินได้
    อ่านต่อ
    ถามเมื่อ 13 พฤศจิกายน 2560
แสดง 1 - 20 จาก 100
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู