ปัญหา “น้ำเค็มรุกล้ำ” เป็นหนึ่งในความเสี่ยงสำคัญของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา โดยเฉพาะบริเวณคาบสมุทรสทิงพระ เพราะหากสูบน้ำที่มีความเค็มสูงเข้าสู่พื้นที่เพาะปลูกในช่วงเวลาที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อพืชผล คุณภาพดิน และรายได้ของเกษตรกรได้
จากปัญหาดังกล่าว ทีมนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลศรีวิชัย นำโดย ผศ.ดร.ณัฐพล แก้วทอง คณะวิศวกรรมศาสตร์ ได้พัฒนา “นวัตกรรมระบบติดตามค่าความเค็มพร้อมระบบพยากรณ์แบบเรียลไทม์” ภายใต้โครงการ นวัตกรรมการบริหารจัดการน้ำแบบบูรณาการเพื่อยกระดับเศรษฐกิจชุมชนในลุ่มน้ำทะเลสาบสงขลา ซึ่งได้รับทุนสนับสนุนการวิจัยจากสำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตร (องค์การมหาชน) หรือ สวก.
จุดเด่นของระบบนี้คือ ไม่ได้หยุดอยู่เพียงการตรวจวัดว่า “ขณะนี้น้ำเค็มแค่ไหน” แต่สามารถนำข้อมูลจากเครื่องตรวจวัดอัตโนมัติในพื้นที่มาวิเคราะห์ร่วมกับแบบจำลองและเทคโนโลยี Machine Learning เพื่อพยากรณ์แนวโน้มค่าความเค็ม ล่วงหน้าได้ถึง 7 วัน
ข้อมูลดังกล่าวจึงช่วยให้เกษตรกรและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถวางแผนบริหารจัดการน้ำได้ดีขึ้น เช่น การเลือกช่วงเวลาที่เหมาะสมในการสูบน้ำ การกักเก็บน้ำจืด การจัดสรรน้ำ รวมถึงการวางแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ
อีกจุดสำคัญคือ การทำให้ข้อมูลทางวิชาการเข้าถึงได้ง่าย โดยเกษตรกรสามารถติดตามสถานการณ์และผลการพยากรณ์ผ่านเว็บไซต์ skawater.com เฟซบุ๊กเพจ “ค่าความเค็มในทะเลสาบสงขลา” และกลุ่ม LINE ของเกษตรกรในพื้นที่ ทำให้ข้อมูลจากระบบตรวจวัดสามารถนำไปใช้ประกอบการตัดสินใจในพื้นที่จริงได้อย่างรวดเร็ว
ตามข้อมูลที่เผยแพร่เกี่ยวกับโครงการ มีการติดตั้งสถานีตรวจวัดอัตโนมัติครอบคลุมพื้นที่รอบทะเลสาบสงขลาและคลองสาขา 19 สถานี และรายงานว่าการนำระบบมาใช้ช่วยลดความเสียหายของพืชผลจากปัญหาน้ำเค็มได้ประมาณ 30–50% คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจประมาณ 50–100 ล้านบาทต่อปี รวมทั้งช่วยลดต้นทุนในการเฝ้าระวังและจัดการคุณภาพน้ำของภาครัฐได้ประมาณ 20–30%
นวัตกรรมนี้จึงสะท้อนให้เห็นว่า IoT, Machine Learning และข้อมูลแบบเรียลไทม์ สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับภาคการเกษตรได้อย่างเป็นรูปธรรม จากเดิมที่เกษตรกรต้องอาศัยประสบการณ์และการสังเกตสถานการณ์เป็นหลัก ก็สามารถนำข้อมูลและการพยากรณ์มาช่วยประกอบการตัดสินใจ ลดความเสี่ยง และวางแผนการใช้น้ำได้แม่นยำมากขึ้น
ที่สำคัญ แนวคิดดังกล่าวยังมีศักยภาพในการนำไปประยุกต์ใช้กับพื้นที่เกษตรอื่นที่เผชิญปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำ โดยเฉพาะพื้นที่ลุ่มน้ำและพื้นที่เกษตรบริเวณชายฝั่ง
จากการ “ตรวจวัดเมื่อปัญหาเกิดขึ้นแล้ว” สู่การ “รู้ล่วงหน้าและวางแผนรับมือ” นี่จึงเป็นอีกตัวอย่างของการนำเทคโนโลยีมาช่วยบริหารจัดการความเสี่ยงทางการเกษตร และสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถปรับตัวต่อความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

