กรมประมงเดินหน้าเพาะพันธุ์ “หอยหวาน” ฟื้นฟูทรัพยากรทะเล สร้างรายได้ชุมชนชายฝั่ง
กรมประมงเดินหน้าวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีการเพาะขยายพันธุ์ หอยหวาน (Babylonia areolata) สัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง พร้อมผลิตลูกพันธุ์ปล่อยคืนสู่แหล่งน้ำธรรมชาติอย่างต่อเนื่อง เพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรทางทะเล และสร้างความมั่นคงทางอาชีพให้แก่ชุมชนประมงชายฝั่ง
การดำเนินงานดังกล่าวเกิดขึ้นหลังพบว่า ความต้องการบริโภคหอยหวานมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นจากการขยายตัวของภาคการท่องเที่ยว ร้านอาหารทะเล และตลาดส่งออก ขณะที่ผลผลิตส่วนใหญ่ยังพึ่งพาการจับจากธรรมชาติ ปัจจุบันหอยหวานมีชีวิตมีราคาประมาณ 600–1,000 บาทต่อกิโลกรัม และสามารถสร้างรายได้ให้ชาวประมงในจังหวัดระยองเฉลี่ย 600–1,500 บาทต่อวันต่อเรือ จึงนับเป็นสัตว์น้ำที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจสูง
อย่างไรก็ตาม ทรัพยากรหอยหวานในธรรมชาติมีแนวโน้มลดลง โดยข้อมูลในจังหวัดระยองพบว่า อัตราการจับเฉลี่ยลดลงจาก 6.35 กิโลกรัมต่อวันในปี 2562 เหลือ 2.97 กิโลกรัมต่อวันในช่วงปี 2565–2567 สะท้อนถึงความจำเป็นในการเร่งฟื้นฟูและบริหารจัดการทรัพยากรควบคู่กับการใช้ประโยชน์
กรมประมงจึงนำองค์ความรู้จากงานวิจัยและเทคโนโลยีมาใช้ตั้งแต่การศึกษาชีววิทยาการสืบพันธุ์ การกระตุ้นการวางไข่ การอนุบาลลูกหอย ไปจนถึงการพัฒนาเทคนิคเพิ่มอัตรารอดและประสิทธิภาพการผลิต โดยมีหน่วยงานหลักดำเนินงาน ได้แก่ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งระยอง และศูนย์ศึกษาการพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งร่วมกันผลิตลูกพันธุ์ปล่อยคืนสู่ธรรมชาติ ปีละกว่า 300,000 ตัว
นอกจากนี้ ยังส่งเสริมให้ชุมชนประมงมีส่วนร่วมตั้งแต่การรวบรวมพ่อแม่พันธุ์ การเพาะขยายพันธุ์ การสร้างแหล่งอาศัยสัตว์น้ำ ไปจนถึงการปล่อยลูกพันธุ์คืนสู่ทะเล เพื่อให้เกิดการอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรร่วมกันอย่างเหมาะสม
การดำเนินงานดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของแนวทาง “Fisheries Connect For Sustainability” ที่นำงานวิจัย เทคโนโลยี นวัตกรรม และการมีส่วนร่วมของชุมชนมาเชื่อมโยงกัน เพื่อฟื้นฟูระบบนิเวศ เพิ่มผลผลิตสัตว์น้ำ และผลักดัน “หอยหวาน” ให้เป็นสัตว์น้ำเศรษฐกิจที่สร้างรายได้และโอกาสทางอาชีพแก่ชุมชนชายฝั่ง ควบคู่กับการรักษาทรัพยากรทะเลไทยอย่างยั่งยืน
ที่มา: กรมประมง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์

