
ผำ (Wolffia) พืชน้ำขนาดเล็กที่คนไทยภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือคุ้นเคยกันมานาน กำลังได้รับการยกระดับจากอาหารพื้นบ้านสู่ วัตถุดิบอาหารเพื่อสุขภาพที่มีศักยภาพทางเศรษฐกิจ ด้วยการนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเข้ามาช่วยควบคุมคุณภาพตั้งแต่การเพาะเลี้ยงจนถึงการแปรรูป
นักวิจัยจาก สวทช.พัฒนาระบบเกษตรอัจฉริยะสำหรับการเพาะเลี้ยงผำ โดยใช้ IoT และ HandySense B-Farm เชื่อมต่อกับเซนเซอร์เพื่อติดตามความเข้มแสง อุณหภูมิน้ำและอากาศ ความเป็นกรด-ด่าง ธาตุอาหาร และคาร์บอนไดออกไซด์แบบเรียลไทม์ เกษตรกรจึงสามารถติดตามสภาพการเพาะเลี้ยงผ่านสมาร์ตโฟนและปรับการผลิตให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมได้
นอกจากนี้ ยังนำไฟ LED ที่ควบคุมสเปกตรัมและความเข้มแสง มาชดเชยช่วงที่แสงธรรมชาติไม่เพียงพอ ช่วยรักษาปริมาณและคุณภาพผลผลิตให้สม่ำเสมอ พร้อมเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ โดยผลการทดลองภายใต้เงื่อนไขที่เหมาะสมให้ผลผลิตประมาณ 1 กิโลกรัมต่อตารางเมตรต่อรอบการผลิต 7 วัน และผำแห้งที่ได้มีโปรตีนมากกว่า 40 กรัมต่อน้ำหนักแห้ง 100 กรัม
เทคโนโลยียังครอบคลุมไปถึงขั้นตอนหลังการเก็บเกี่ยว มีการพัฒนาระบบล้างด้วยนาโนบับเบิลร่วมกับโอโซน เพื่อช่วยให้ผำสะอาด ลดปริมาณไนเตรต และเพิ่มความปลอดภัย รวมถึงพัฒนาเทคโนโลยีอบแห้งระดับอุตสาหกรรมที่ควบคุมแสงระหว่างการอบ เพื่อรักษาสี กลิ่น รส และคุณค่าทางโภชนาการของผำ
ปัจจุบันเทคโนโลยีดังกล่าวเริ่มขยายผลจากฟาร์มต้นแบบไปยังเครือข่ายในหลายภูมิภาค และภาคเอกชนได้นำผำคุณภาพสูงไปต่อยอดเป็น **อาหาร ขนม และเครื่องดื่มโปรตีนทางเลือกเพื่อสุขภาพ โดยมีเป้าหมายเข้าสู่ตลาดสมัยใหม่และช่องทางออนไลน์
จากพืชน้ำพื้นบ้านที่เคยบริโภคกันในชุมชน วันนี้ ผำ จึงเป็นตัวอย่างที่น่าสนใจของการนำงานวิจัย + เกษตรอัจฉริยะ + การแปรรูป + ตลาด มาเชื่อมโยงกัน เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มให้ผลผลิตทางการเกษตร และเปิดโอกาสให้ผำก้าวสู่การเป็น พืชเศรษฐกิจใหม่ของไทยในอนาคต
ที่มา: สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.)
เทคโนโลยีการผลิตผำพรีเมียม
