เมื่อพูดถึงการเลี้ยงจิ้งหรีดหรือหนอนนก หลายคนมักนึกถึงการผลิตโปรตีนทางเลือกสำหรับมนุษย์และอาหารสัตว์ แต่เบื้องหลังการเติบโตของอุตสาหกรรมแมลง ยังมี "ของเสีย" จากการเลี้ยงที่เกิดขึ้นในปริมาณไม่น้อย นั่นคือ มูลแมลง (Insect frass) ซึ่งในอดีตอาจถูกมองว่าเป็นเพียงวัสดุเหลือทิ้ง แต่ปัจจุบันกำลังได้รับความสนใจในฐานะปุ๋ยอินทรีย์ชนิดใหม่ที่มีศักยภาพสูง
งานวิจัยเรื่อง "ผลการใช้ปุ๋ยหมักมูลจิ้งหรีดและมูลหนอนนกอัดเม็ดต่อสมบัติดินและผลผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1" จึงเกิดขึ้นเพื่อตอบคำถามสำคัญว่า มูลจิ้งหรีดและมูลหนอนนกสามารถนำมาพัฒนาเป็นปุ๋ยอินทรีย์ที่ช่วยฟื้นฟูดินและเพิ่มผลผลิตข้าวได้จริงหรือไม่
งานวิจัยดำเนินการในพื้นที่นาของเกษตรกร จังหวัดอ่างทอง โดยเปรียบเทียบการใช้ปุ๋ยอัดเม็ดจากมูลจิ้งหรีด มูลหนอนนก และสูตรที่ผสมหินฟอสเฟต รวมทั้งหมด 7 กรรมวิธี ก่อนประเมินการเปลี่ยนแปลงของสมบัติดิน ธาตุอาหาร และผลผลิตของข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1
ผลการศึกษาพบว่า ปุ๋ยอินทรีย์จากมูลแมลงทุกสูตรสามารถปรับปรุงคุณภาพดินได้อย่างชัดเจน หลังการเก็บเกี่ยว ปริมาณอินทรียวัตถุในดินเพิ่มจากระดับประมาณ 1.26–1.32% เป็น 1.56–1.60% ขณะเดียวกันความหนาแน่นรวมของดินลดลงอย่างมีนัยสำคัญ แสดงให้เห็นว่าดินมีความโปร่ง ร่วนซุย และเหมาะต่อการเจริญของรากพืชมากขึ้น
นอกจากโครงสร้างดินที่ดีขึ้นแล้ว ปุ๋ยจากมูลแมลงยังช่วยเพิ่มธาตุอาหารสำคัญในดิน โดยเฉพาะสูตร มูลหนอนนกผสมหินฟอสเฟต ซึ่งให้ปริมาณฟอสฟอรัสที่เป็นประโยชน์สูงถึง 49.25 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม สูงกว่าวิธีการของเกษตรกรที่มีเพียง 35.01 มิลลิกรัมต่อกิโลกรัม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนว่าการเติมหินฟอสเฟตสามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของปุ๋ยอินทรีย์ในการสะสมธาตุฟอสฟอรัสในดินได้เป็นอย่างดี
เมื่อพิจารณาองค์ประกอบผลผลิตของข้าว พบว่าปุ๋ยมูลแมลงมีผลต่อการเจริญเติบโตของต้นข้าวเช่นกัน โดยปุ๋ยมูลจิ้งหรีดให้จำนวนรวงต่อกอสูงที่สุด ขณะที่สูตรมูลจิ้งหรีดผสมหินฟอสเฟตให้สัดส่วนเมล็ดสมบูรณ์มากที่สุด แสดงให้เห็นว่าธาตุอาหารจากปุ๋ยอินทรีย์สามารถสนับสนุนการพัฒนาของต้นข้าวและการสร้างเมล็ดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
อย่างไรก็ตาม ข้อค้นพบที่น่าสนใจของงานวิจัยกลับไม่ใช่เรื่องผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เพราะแม้ว่าคุณภาพดินจะดีขึ้นอย่างชัดเจน แต่ผลผลิตข้าวในทุกกรรมวิธีอยู่ในช่วง 679–705 กิโลกรัมต่อไร่ และ ไม่แตกต่างกันทางสถิติ
ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรไม่ได้ขึ้นอยู่กับการใส่ปุ๋ยเพียงอย่างเดียว แต่ยังเกี่ยวข้องกับปัจจัยอื่น เช่น พันธุ์ข้าว สภาพอากาศ การจัดการน้ำ และความอุดมสมบูรณ์เดิมของดิน หากดินมีธาตุอาหารเพียงพออยู่แล้ว การใส่ปุ๋ยอินทรีย์เพิ่มเติมอาจไม่ทำให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นทันทีในฤดูปลูกแรก แต่จะส่งผลเชิงบวกต่อการสะสมอินทรียวัตถุ การปรับปรุงโครงสร้างดิน และความอุดมสมบูรณ์ในระยะยาว
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ คุณสมบัติของมูลแมลงทั้งสองชนิดแตกต่างกัน โดย มูลจิ้งหรีดมีไนโตรเจนสูงกว่า จึงเหมาะต่อการส่งเสริมการเจริญเติบโตของต้นข้าว ขณะที่ มูลหนอนนกมีฟอสฟอรัสและโพแทสเซียมสูงกว่า จึงเหมาะสำหรับการเสริมธาตุอาหารในดิน โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับหินฟอสเฟต นอกจากนี้ ปุ๋ยอัดเม็ดทุกสูตรยังผ่านมาตรฐานปุ๋ยอินทรีย์ และการอัดเม็ดช่วยให้ขนส่ง จัดเก็บ และใช้งานได้สะดวก เหมาะต่อการพัฒนาเชิงพาณิชย์
งานวิจัยชิ้นนี้จึงชี้ให้เห็นว่า "มูลแมลงไม่ใช่ของเสีย แต่เป็นทรัพยากรชีวภาพที่มีคุณค่า" การนำของเสียจากฟาร์มแมลงกลับมาใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ไม่เพียงช่วยลดต้นทุนและเพิ่มมูลค่าให้กับฟาร์มเท่านั้น แต่ยังเป็นแนวทางสำคัญในการฟื้นฟูคุณภาพดิน ลดการพึ่งพาปุ๋ยเคมี และสนับสนุนระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
แม้ผลผลิตข้าวอาจยังไม่เพิ่มขึ้นอย่างเด่นชัดในระยะสั้น แต่การสร้าง "ดินที่มีชีวิต" และการหมุนเวียนทรัพยากรกลับมาใช้ใหม่ คือรากฐานสำคัญของการเกษตรยั่งยืน ซึ่งอาจให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่ากว่าในระยะยาว ทั้งต่อเกษตรกร สิ่งแวดล้อม และระบบอาหารของประเทศ

อ้างอิงงานวิจัย เรื่อง ผลการใช้ปุ๋ยหมักมูลจิ้งหรีดและมูลหนอนนกอัดเม็ดต่อสมบัติดินและผลผลิตข้าวพันธุ์ปทุมธานี 1 โดย ดร.ปรัชวนี พิบำรุง สาขาเทคโนโลยีการผลิตพืช คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จากวารสารวิจัยและส่งเสริมวิชาการเกษตร ISSN 2985-0118 (Online)

