ข่าวสาร
Q60 การแปรรูปผลิตผลเกษตรที่ไม่ใช่อาหาร
23 กรกฎาคม 2569
สกัดความรู้ : การใช้สารสกัดจากเมล็ดมะรุมเพื่อกำจัดไมโครพลาสติกในน้ำ

1. องค์ความรู้หลัก

เมล็ดมะรุม (Moringa oleifera Lam.) มีสารออกฤทธิ์ที่สามารถทำหน้าที่เป็นสารช่วยตกตะกอนจากธรรมชาติ โดยเฉพาะโปรตีนและพอลิเพปไทด์ที่มีประจุบวก ซึ่งมีศักยภาพในการจับและรวมอนุภาคแขวนลอย รวมถึงอนุภาคไมโครพลาสติกที่มีประจุลบบริเวณพื้นผิว

สารสกัดจากเมล็ดมะรุมจึงสามารถนำมาประยุกต์ใช้ในกระบวนการปรับปรุงคุณภาพน้ำ โดยช่วยให้อณูขนาดเล็กที่กระจายตัวอยู่ในน้ำรวมตัวเป็นกลุ่มขนาดใหญ่ขึ้น ก่อนถูกแยกออกด้วยการตกตะกอนหรือการกรอง

2. ปัญหาที่องค์ความรู้นี้มุ่งแก้ไข

ไมโครพลาสติกเป็นอนุภาคพลาสติกขนาดไม่เกิน 5 มิลลิเมตร ซึ่งเกิดจากการผลิตพลาสติกขนาดเล็กโดยตรง หรือเกิดจากการแตกตัวของขยะพลาสติกในสิ่งแวดล้อม

ความยากในการกำจัดไมโครพลาสติกเกิดจากปัจจัยสำคัญ ได้แก่
- อนุภาคมีขนาดเล็กและบางส่วนไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า
- มีรูปร่าง ความหนาแน่น และสมบัติพื้นผิวแตกต่างกัน
- สามารถกระจายตัวอยู่ในน้ำได้เป็นเวลานาน
+ กระบวนการกรองทั่วไปอาจไม่สามารถแยกอนุภาคขนาดเล็กได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ไมโครพลาสติกชนิดพอลิไวนิลคลอไรด์ หรือ PVC เป็นหนึ่งในมลพิษที่ได้รับความสนใจ เนื่องจาก PVC ถูกนำไปใช้ในผลิตภัณฑ์หลายประเภท เช่น ท่อ วัสดุก่อสร้าง สายไฟ และบรรจุภัณฑ์ เมื่อผลิตภัณฑ์เสื่อมสภาพ อนุภาคพลาสติกอาจแพร่กระจายเข้าสู่ดินและแหล่งน้ำ

3. หลักการทำงานของสารสกัดเมล็ดมะรุม

กลไกการกำจัดไมโครพลาสติกของสารสกัดเมล็ดมะรุมประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ดังนี้
1. อนุภาคไมโครพลาสติกและสารแขวนลอยในน้ำมีประจุลบบริเวณพื้นผิว
2. โปรตีนและสารออกฤทธิ์จากเมล็ดมะรุมมีประจุบวก
3. ประจุบวกจากสารสกัดเข้าจับกับพื้นผิวของอนุภาคที่มีประจุลบ
4. แรงผลักระหว่างอนุภาคลดลง และประจุบนพื้นผิวมีความเป็นกลางมากขึ้น
5. อนุภาคขนาดเล็กเริ่มเกาะรวมกันเป็นกลุ่มหรือฟล็อก
6. กลุ่มอนุภาคที่มีขนาดใหญ่ขึ้นถูกแยกออกด้วยการตกตะกอนหรือการกรอง

กระบวนการดังกล่าวเรียกว่า การสร้างตะกอนและการรวมตะกอน ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการใช้สารช่วยตกตะกอนในระบบบำบัดน้ำทั่วไป

4. ผลการวิจัยสำคัญ

งานวิจัยของ Batista และคณะ ศึกษาการใช้สารสกัดด้วยน้ำเกลือจากเมล็ดมะรุมเพื่อกำจัดไมโครพลาสติก PVC จากน้ำดื่มสังเคราะห์ที่มีความขุ่นต่ำ

ภายใต้สภาวะเหมาะสมที่ pH 6 พบว่า สารสกัดเมล็ดมะรุมความเข้มข้น 30 มิลลิกรัมต่อลิตร กำจัดไมโครพลาสติก PVC ได้ร้อยละ 98.5 อะลูมิเนียมซัลเฟตความเข้มข้น 9 มิลลิกรัมต่อลิตร กำจัดไมโครพลาสติกได้ร้อยละ 98.7 สารทั้งสองชนิดลดความขุ่นของน้ำได้มากกว่าร้อยละ 98 ผลการทดลองแสดงให้เห็นว่า สารสกัดจากเมล็ดมะรุมมีประสิทธิภาพใกล้เคียงกับอะลูมิเนียมซัลเฟตภายใต้เงื่อนไขที่ควบคุม

อย่างไรก็ตาม ตัวเลขประสิทธิภาพร้อยละ 98.5 เป็นผลที่ได้จากการทดลองกับน้ำสังเคราะห์ ไมโครพลาสติก PVC และเงื่อนไขที่กำหนด ไม่ควรนำไปสรุปว่าเมล็ดมะรุมสามารถกำจัดไมโครพลาสติกทุกชนิดออกจากน้ำทุกประเภทได้ในระดับเดียวกัน

5. จุดเด่นของสารสกัดเมล็ดมะรุม

5.1 เป็นสารช่วยตกตะกอนจากธรรมชาติ

สารออกฤทธิ์จากเมล็ดมะรุมได้จากทรัพยากรชีวภาพและสามารถย่อยสลายได้ จึงมีศักยภาพในการลดการพึ่งพาสารช่วยตกตะกอนอนินทรีย์

5.2 มีประสิทธิภาพในช่วง pH ค่อนข้างกว้าง

สารสกัดเมล็ดมะรุมสามารถทำงานได้ในช่วง pH 5–8 ขณะที่อะลูมิเนียมซัลเฟตให้ผลเหมาะสมในช่วง pH 5–7 คุณสมบัตินี้อาจเป็นประโยชน์ต่อการบำบัดน้ำที่มีค่าความเป็นกรด–ด่างเปลี่ยนแปลงตามฤดูกาลหรือแหล่งกำเนิด

5.3 มีศักยภาพต่ออนุภาคหลายประเภท

งานวิจัยที่ผ่านมาแสดงให้เห็นว่า สารจากเมล็ดมะรุมสามารถช่วยลดความขุ่น ของแข็งแขวนลอย แบคทีเรียบางส่วน ไมโครพลาสติกบางประเภท จึงมีศักยภาพในการพัฒนาเป็นวัสดุบำบัดน้ำแบบหลายหน้าที่

5.4 เชื่อมโยงกับเศรษฐกิจชีวภาพ

การพัฒนาสารช่วยตกตะกอนจากเมล็ดมะรุมอาจสร้างห่วงโซ่มูลค่าใหม่ ตั้งแต่การปลูกมะรุม การคัดเลือกเมล็ด การสกัดสารออกฤทธิ์ การแปรรูป และการผลิตวัสดุบำบัดน้ำ

6. เงื่อนไขสำคัญในการนำไปใช้

6.1 ต้องใช้สารสกัด ไม่ใช่เมล็ดทั้งเมล็ด

งานวิจัยไม่ได้ใช้วิธีนำเมล็ดมะรุมใส่ลงในน้ำโดยตรง แต่ใช้สารสกัดที่ผ่านกระบวนการเตรียมอย่างเหมาะสม

วิธีการสกัดมีผลต่อ ปริมาณโปรตีนออกฤทธิ์ ประจุของสารสกัด ประสิทธิภาพการตกตะกอน ปริมาณสารอินทรีย์ที่ตกค้างในน้ำ

6.2 ต้องกำหนดปริมาณที่เหมาะสม

การใช้สารสกัดในปริมาณน้อยเกินไปอาจไม่สามารถรวมตะกอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่การใช้มากเกินไปอาจเพิ่มปริมาณสารอินทรีย์ตกค้างในน้ำ

6.3 ต้องใช้ร่วมกับการกรองและการฆ่าเชื้อ

สารสกัดเมล็ดมะรุมมีหน้าที่หลักในการช่วยรวมและแยกอนุภาค ไม่ได้ทำให้น้ำปลอดภัยสำหรับการบริโภคโดยสมบูรณ์ น้ำหลังการบำบัดยังควรผ่านกระบวนการเพิ่มเติม เช่น การตกตะกอน การกรอง การฆ่าเชื้อ การตรวจสอบคุณภาพน้ำ และการควบคุมจุลินทรีย์และสารอินทรีย์ตกค้าง

7. ข้อจำกัดและความเสี่ยง

7.1 สารอินทรีย์ตกค้าง

สารสกัดจากเมล็ดมะรุมอาจเพิ่มปริมาณคาร์บอนอินทรีย์ละลายน้ำ หากมีสารอินทรีย์ตกค้างมาก อาจกลายเป็นแหล่งอาหารของจุลินทรีย์และทำให้เกิดการเจริญกลับของเชื้อในน้ำ

7.2 ไม่ได้กำจัดไมโครพลาสติกโดยการทำลาย

กระบวนการตกตะกอนเป็นการย้ายไมโครพลาสติกออกจากน้ำไปสะสมในกากตะกอน ไมโครพลาสติกไม่ได้ถูกย่อยสลายหรือทำลาย

ดังนั้น ต้องมีระบบจัดการกากตะกอนอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันไม่ให้ไมโครพลาสติกกลับเข้าสู่สิ่งแวดล้อม

7.3 คุณภาพวัตถุดิบอาจไม่สม่ำเสมอ

ประสิทธิภาพของสารสกัดอาจเปลี่ยนแปลงตาม

  • พันธุ์มะรุม
  • อายุและคุณภาพของเมล็ด
  • สภาพพื้นที่ปลูก
  • ฤดูกาล
  • วิธีเก็บรักษา
  • วิธีบดและสกัด

จึงจำเป็นต้องกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบและกระบวนการผลิต

7.4 ยังขาดการทดสอบในน้ำจริงอย่างกว้างขวาง

น้ำธรรมชาติและน้ำเสียมีองค์ประกอบซับซ้อนกว่าน้ำสังเคราะห์ เช่น แร่ธาตุ สารอินทรีย์ สาหร่าย โลหะ จุลินทรีย์ และมลพิษอื่น ซึ่งอาจส่งผลต่อประสิทธิภาพของสารสกัด

7.5 ยังไม่สามารถสรุปว่ามีต้นทุนต่ำกว่าเสมอไป

แม้มะรุมเป็นพืชที่ปลูกได้ในประเทศเขตร้อน แต่ต้นทุนที่แท้จริงต้องรวมถึง

  • การเพาะปลูก
  • การเก็บเกี่ยว
  • การคัดและบดเมล็ด
  • การสกัด
  • การกรอง
  • การเก็บรักษา
  • การควบคุมคุณภาพ
  • การขนส่ง
  • การจัดการกากตะกอน

จึงควรกล่าวว่าเป็นทางเลือกที่มีศักยภาพด้านต้นทุน มากกว่าสรุปว่าเป็นวิธีราคาถูกที่สุด

8. การประยุกต์ใช้ที่เป็นไปได้

องค์ความรู้นี้สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในหลายรูปแบบ ได้แก่

  • สารช่วยตกตะกอนชีวภาพสำหรับระบบบำบัดน้ำ
  • วัสดุกรองน้ำที่เคลือบโปรตีนจากเมล็ดมะรุม
  • ระบบบำบัดน้ำระดับชุมชน
  • กระบวนการลดไมโครพลาสติกในน้ำดิบ
  • ระบบบำบัดน้ำเสียจากกิจกรรมการเกษตรและอุตสาหกรรม
  • ผลิตภัณฑ์ชีวภาพในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
  • การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่เมล็ดมะรุมและผลผลิตทางการเกษตร

9. ประเด็นวิจัยที่ควรศึกษาเพิ่มเติม

การนำสารสกัดเมล็ดมะรุมไปใช้งานจริงควรมีการศึกษาต่อในประเด็นต่อไปนี้

  1. ประสิทธิภาพต่อไมโครพลาสติกชนิดอื่น เช่น พอลิเอทิลีน พอลิโพรพิลีน พอลิสไตรีน และพอลิเอทิลีนเทเรฟทาเลต
  2. ผลของขนาด รูปร่าง และสภาพพื้นผิวของไมโครพลาสติก
  3. ประสิทธิภาพในน้ำธรรมชาติและน้ำเสียจริง
  4. ความปลอดภัยของน้ำหลังการบำบัด
  5. ปริมาณสารอินทรีย์และจุลินทรีย์ตกค้าง
  6. วิธีทำให้โปรตีนออกฤทธิ์บริสุทธิ์
  7. การจัดการกากตะกอนที่มีไมโครพลาสติก
  8. ต้นทุนการผลิตในระดับชุมชนและอุตสาหกรรม
  9. ผลกระทบตลอดวัฏจักรชีวิต
  10. การกำหนดมาตรฐานวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์

10. บทเรียนจากองค์ความรู้

บทเรียนที่ 1

ภูมิปัญญาดั้งเดิมสามารถพัฒนาเป็นนวัตกรรมสมัยใหม่ได้ เมื่อมีการศึกษากลไกทางวิทยาศาสตร์และควบคุมกระบวนการอย่างเป็นระบบ

บทเรียนที่ 2

วัสดุธรรมชาติไม่ได้หมายความว่าปลอดภัยหรือพร้อมใช้ทันที ต้องผ่านการประเมินด้านคุณภาพ ประสิทธิภาพ และความปลอดภัยเช่นเดียวกับสารเคมีอุตสาหกรรม

บทเรียนที่ 3

ประสิทธิภาพสูงในห้องปฏิบัติการยังไม่เพียงพอต่อการยืนยันความสำเร็จในการใช้งานจริง จำเป็นต้องทดสอบในระดับนำร่องและภาคสนาม

บทเรียนที่ 4

การตกตะกอนช่วยแยกไมโครพลาสติกออกจากน้ำ แต่ไม่ได้กำจัดมลพิษออกจากระบบทั้งหมด จึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดการตะกอนหลังการบำบัด

บทเรียนที่ 5

การพัฒนาสารสกัดเมล็ดมะรุมควรบูรณาการความรู้ด้านเกษตร เคมี วิศวกรรมสิ่งแวดล้อม จุลชีววิทยา เศรษฐศาสตร์ และการจัดการทรัพยากร

11. สรุปองค์ความรู้

สารสกัดจากเมล็ดมะรุมมีศักยภาพเป็นสารช่วยตกตะกอนจากธรรมชาติสำหรับกำจัดไมโครพลาสติก PVC ในน้ำ โดยอาศัยสารออกฤทธิ์ที่มีประจุบวกในการลดแรงผลักและทำให้อนุภาคพลาสติกรวมตัวกัน

ภายใต้สภาวะทดลองที่เหมาะสม สารสกัดเมล็ดมะรุมสามารถกำจัดไมโครพลาสติก PVC ได้ร้อยละ 98.5 ซึ่งใกล้เคียงกับอะลูมิเนียมซัลเฟตที่กำจัดได้ร้อยละ 98.7

อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นการวิจัยและพัฒนา จำเป็นต้องศึกษาความปลอดภัย สารอินทรีย์ตกค้าง ประสิทธิภาพในน้ำจริง ต้นทุน การควบคุมคุณภาพ และการจัดการกากตะกอนก่อนนำไปประยุกต์ใช้ในระบบผลิตน้ำดื่มหรือระบบบำบัดน้ำในวงกว้าง

สารสกัดจากเมล็ดมะรุมจึงควรถูกมองว่าเป็นวัตถุดิบชีวภาพที่มีศักยภาพสำหรับการพัฒนาเทคโนโลยีบำบัดน้ำที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม มากกว่าจะถูกนำเสนอเป็นวิธีสำเร็จรูปที่สามารถทดแทนสารเคมีหรือระบบบำบัดน้ำในปัจจุบันได้ทันที

 

เอกสารอ้างอิง

Avazpour, S., & Noshadi, M. (2024). Enhancing the coagulation process for the removal of microplastics from water by anionic polyacrylamide and natural-based Moringa oleifera. Chemosphere, 358, Article 142215. https://doi.org/10.1016/j.chemosphere.2024.142215

Batista, G. S., Ferreira, V. A. S., Godoy, L. G. R., Moruzzi, R. B., Sharifi, S., & Dos Reis, A. G. (2026). Removal of microplastics from drinking water by Moringa oleifera seed: Comparative performance with alum in direct and in-line filtration systems. ACS Omega, 11(4), 6602–6612. https://doi.org/10.1021/acsomega.5c11569

Ferreira, R. S., Napoleão, T. H., Santos, A. F. S., Sá, R. A., Carneiro-da-Cunha, M. G., Morais, M. M. C., Silva-Lucca, R. A., Oliva, M. L. V., Coelho, L. C. B. B., & Paiva, P. M. G. (2011). Coagulant and antibacterial activities of the water-soluble seed lectin from Moringa oleifera. Letters in Applied Microbiology, 53(2), 186–192. https://doi.org/10.1111/j.1472-765X.2011.03089.x

Ghebremichael, K. A., Gunaratna, K. R., & Dalhammar, G. (2006). Single-step ion exchange purification of the coagulant protein from Moringa oleifera seed. Applied Microbiology and Biotechnology, 70(5), 526–532. https://doi.org/10.1007/s00253-005-0130-7

Ghebremichael, K. A., Gunaratna, K. R., Henriksson, H., Brumer, H., & Dalhammar, G. (2005). A simple purification and activity assay of the coagulant protein from Moringa oleifera seed. Water Research, 39(11), 2338–2344. https://doi.org/10.1016/j.watres.2005.04.012

Jerri, H. A., Adolfsen, K. J., McCullough, L. R., Velegol, D., & Velegol, S. B. (2012). Antimicrobial sand via adsorption of cationic Moringa oleifera protein. Langmuir, 28(4), 2262–2268. https://doi.org/10.1021/la2038262

Jung, Y., Jung, Y., Kwon, M., Kye, H., Abrha, Y. W., & Kang, J.-W. (2018). Evaluation of Moringa oleifera seed extract by extraction time: Effect on coagulation efficiency and extract characteristic. Journal of Water and Health, 16(6), 904–913.

Okuda, T., Baes, A. U., Nishijima, W., & Okada, M. (2001). Isolation and characterization of coagulant extracted from Moringa oleifera seed by salt solution. Water Research, 35(2), 405–410. https://doi.org/10.1016/S0043-1354(00)00290-6

Suarez, M., Entenza, J. M., Doerries, C., Meyer, E., Bourquin, L., Sutherland, J., Marison, I., Moreillon, P., & Mermod, N. (2003). Expression of a plant-derived peptide harboring water-cleaning and antimicrobial activities. Biotechnology and Bioengineering, 81(1), 13–20. https://doi.org/10.1002/bit.10550

 


แหล่งที่มา

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด ฝ่ายสารสนเทศ
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู