
ไมโครพลาสติกเป็นหนึ่งในปัญหาสิ่งแวดล้อมที่ทั่วโลกให้ความสนใจ เพราะพลาสติกขนาดเล็กเหล่านี้สามารถปนเปื้อนอยู่ในน้ำ ดิน อาหาร และสิ่งมีชีวิตได้โดยที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่า ไมโครพลาสติกหมายถึงชิ้นส่วนพลาสติกที่มีขนาดเล็กกว่า 5 มิลลิเมตร เกิดได้จากการแตกตัวของขยะพลาสติกขนาดใหญ่ หรือมาจากผลิตภัณฑ์บางชนิด เช่น เส้นใยสังเคราะห์ เครื่องสำอาง ยางรถยนต์ และบรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ
แม้โรงบำบัดน้ำเสียในปัจจุบันจะสามารถกรองขยะหรือสิ่งปนเปื้อนขนาดใหญ่ได้ แต่ไมโครพลาสติกจำนวนมากยังมีขนาดเล็กเกินกว่าจะถูกกำจัดออกได้อย่างสมบูรณ์ จึงอาจหลุดรอดออกสู่แม่น้ำ ทะเล และระบบนิเวศต่อไป ปัญหานี้ทำให้นักวิจัยพยายามพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ที่สามารถดักจับไมโครพลาสติกได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
หนึ่งในแนวคิดที่น่าสนใจคือการใช้ สาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรม ให้สามารถผลิตสารที่มีคุณสมบัติช่วยจับไมโครพลาสติกได้ โดยสารสำคัญที่ถูกกล่าวถึงคือ ลิโมนีน หรือ Limonene ซึ่งเป็นสารธรรมชาติที่พบมากในเปลือกผลไม้ตระกูลส้ม เช่น ส้ม มะนาว และเลมอน สารนี้เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้ผลไม้เหล่านี้มีกลิ่นหอมสดชื่นคล้ายกลิ่นส้ม
ความน่าสนใจของลิโมนีนไม่ได้อยู่เพียงกลิ่นหอมเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่คุณสมบัติทางเคมีของสารชนิดนี้ ลิโมนีนเป็นสารที่ ไม่ชอบน้ำ หรือมีคุณสมบัติแบบ Hydrophobic เช่นเดียวกับไมโครพลาสติกหลายชนิด เมื่อสาหร่ายถูกปรับให้ผลิตลิโมนีน พื้นผิวของสาหร่ายจึงมีแนวโน้มไม่ชอบน้ำมากขึ้น ทำให้สามารถจับกับไมโครพลาสติกที่มีคุณสมบัติคล้ายกันได้ง่ายขึ้น
หลักการนี้อธิบายได้ง่าย ๆ ว่า สารที่ไม่ชอบน้ำมักมีแนวโน้มจับหรือรวมตัวกับสารที่ไม่ชอบน้ำเหมือนกัน เช่น น้ำมันที่ไม่ละลายในน้ำ แต่สามารถรวมตัวกับคราบน้ำมันอื่นได้ เมื่อสาหร่ายและไมโครพลาสติกมีลักษณะพื้นผิวที่เข้ากัน จึงอาจเกาะรวมกันเป็นก้อน ตกตะกอน หรือถูกแยกออกจากน้ำได้ง่ายกว่าเดิม
แนวคิดดังกล่าวต่างจากการกรองแบบทั่วไป เพราะไม่ได้อาศัยเพียงตะแกรงหรือเยื่อกรองขนาดเล็ก แต่ใช้สมบัติทางเคมีของพื้นผิวเข้ามาช่วยดึงไมโครพลาสติกออกจากน้ำ วิธีนี้จึงอาจช่วยลดข้อจำกัดของระบบบำบัดน้ำเสียเดิมที่ยังไม่สามารถกำจัดอนุภาคขนาดเล็กได้ทั้งหมด
นอกจากการดักจับไมโครพลาสติกแล้ว สาหร่ายยังมีบทบาทสำคัญในการบำบัดน้ำเสียอยู่แล้วตามธรรมชาติ สาหร่ายสามารถใช้สารอาหารส่วนเกินในน้ำ เช่น ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส เพื่อการเจริญเติบโต จึงช่วยลดปริมาณสารปนเปื้อนบางชนิดในน้ำได้ ขณะเดียวกันชีวมวลของสาหร่ายที่เกิดขึ้นยังสามารถนำไปต่อยอดเป็นพลังงานชีวภาพ ปุ๋ยชีวภาพ หรือวัสดุชีวภาพบางประเภทได้
หากเทคโนโลยีนี้พัฒนาได้สำเร็จในระดับใช้งานจริง สาหร่ายอาจทำหน้าที่ได้หลายอย่างพร้อมกัน ได้แก่ ช่วยบำบัดน้ำเสีย ดักจับไมโครพลาสติก และสร้างชีวมวลที่นำไปใช้ประโยชน์ต่อได้ แนวทางนี้จึงสอดคล้องกับแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ที่พยายามลดของเสียและเพิ่มมูลค่าให้กับสิ่งที่ถูกแยกออกจากระบบ
อย่างไรก็ตาม เทคโนโลยีสาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรมยังต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมก่อนนำไปใช้จริงในระดับเมืองหรืออุตสาหกรรม ประเด็นสำคัญที่ต้องพิจารณา ได้แก่ ความปลอดภัยของสิ่งมีชีวิตดัดแปลงพันธุกรรม การควบคุมไม่ให้สาหร่ายหลุดออกสู่สิ่งแวดล้อม ประสิทธิภาพเมื่อนำไปใช้กับน้ำเสียจริงที่มีสารปนเปื้อนหลากหลาย ต้นทุนการเพาะเลี้ยงสาหร่าย และวิธีจัดการกับก้อนสาหร่ายที่จับไมโครพลาสติกแล้ว
อีกประเด็นหนึ่งที่สำคัญคือ ไมโครพลาสติกไม่ได้มีเพียงชนิดเดียว แต่มีความหลากหลายทั้งขนาด รูปร่าง ความหนาแน่น และชนิดของพลาสติก เช่น โพลีเอทิลีน โพลีโพรพิลีน โพลิสไตรีน หรือโพลีเอสเตอร์ ดังนั้น เทคโนโลยีใด ๆ ที่ใช้กำจัดไมโครพลาสติกจำเป็นต้องทดสอบกับพลาสติกหลายประเภท เพื่อประเมินว่าใช้งานได้จริงในสถานการณ์ที่ซับซ้อนเพียงใด
ถึงแม้แนวคิด “กลิ่นส้มช่วยแก้ปัญหาไมโครพลาสติก” อาจฟังดูแปลกใหม่ แต่สาระสำคัญของงานวิจัยนี้คือการนำความรู้ด้านเคมี ชีววิทยา และวิศวกรรมสิ่งแวดล้อมมาผสมผสานกันอย่างสร้างสรรค์ โดยใช้ธรรมชาติเป็นแรงบันดาลใจในการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อแก้ปัญหามลพิษ
ในอนาคต หากสามารถพัฒนาระบบนี้ให้ปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ เทคโนโลยีสาหร่ายดักจับไมโครพลาสติกอาจกลายเป็นอีกหนึ่งทางเลือกสำคัญสำหรับโรงบำบัดน้ำเสีย โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ที่มีปัญหาขยะพลาสติกและน้ำเสียจำนวนมาก
กล่าวโดยสรุป “กลิ่นส้ม” ในที่นี้ไม่ได้เป็นเพียงกลิ่นหอมจากธรรมชาติ แต่เป็นตัวแทนของสารลิโมนีนที่อาจช่วยเปลี่ยนพื้นผิวของสาหร่ายให้จับกับไมโครพลาสติกได้ดีขึ้น แนวคิดนี้สะท้อนให้เห็นว่า การแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อมยุคใหม่อาจไม่ได้มาจากเทคโนโลยีที่ซับซ้อนเสมอไป แต่อาจเริ่มจากการเข้าใจหลักการง่าย ๆ ของธรรมชาติ แล้วนำมาประยุกต์ใช้อย่างชาญฉลาด
บรรณานุกรม
Abdel-Raouf, N., Al-Homaidan, A. A., & Ibraheem, I. B. M. (2012). Microalgae and wastewater treatment. Saudi Journal of Biological Sciences, 19(3), 257–275.
Carr, S. A., Liu, J., & Tesoro, A. G. (2016). Transport and fate of microplastic particles in wastewater treatment plants. Water Research, 91, 174–182.
Dai, S., et al. (2026). งานวิจัยเกี่ยวกับสาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อดักจับไมโครพลาสติกในน้ำ. Nature Communications. เผยแพร่เมื่อ 12 พฤษภาคม 2026.
Rawat, I., Ranjith Kumar, R., Mutanda, T., & Bux, F. (2011). Dual role of microalgae: Phycoremediation of domestic wastewater and biomass production for sustainable biofuels production. Applied Energy, 88(10), 3411–3424.
University of Missouri-Columbia. (2026). Researchers develop algae-based approach to remove microplastics from water. ScienceDaily. เผยแพร่เมื่อ 12 พฤษภาคม 2026.
World Health Organization. (2019). Microplastics indrinking waterr. World Health Organization.
แหล่งข้อมูลเพิ่มเติม
Nature Communications. (2026). บทความวิจัยด้านสาหร่ายดัดแปลงพันธุกรรมและการกำจัดไมโครพลาสติก. Nature Portfolio.
ScienceDaily. (2026). Mizzou researchers use citrus-scented algae to help remove microplastics from water. ScienceDaily.
