ข่าวสาร
P01 การอนุรักษ์ธรรมชาติ/ที่ดิน
22 พฤษภาคม 2569
บทความเรื่อง จุลินทรีย์ย่อยพลาสติก PET ความหวังใหม่ของการจัดการขยะ หรือเพียงงานวิจัยในห้องทดลอง

พลาสติกเป็นวัสดุที่อยู่ใกล้ตัวเรามากกว่าที่คิด ขวดน้ำดื่ม กล่องบรรจุอาหาร เส้นใยผ้า และบรรจุภัณฑ์จำนวนมากล้วนเกี่ยวข้องกับพลาสติกชนิดหนึ่งที่เรียกว่า PET หรือ Polyethylene terephthalate จุดเด่นของ PET คือ แข็งแรง น้ำหนักเบา ใส ทนทาน และขึ้นรูปได้ง่าย จึงถูกนำมาใช้แพร่หลายทั่วโลก แต่คุณสมบัติที่ทำให้ PET ใช้งานดี ก็เป็นเหตุผลเดียวกันที่ทำให้มันย่อยสลายยากเมื่อกลายเป็นขยะ

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา นักวิทยาศาสตร์ทั่วโลกให้ความสนใจกับคำถามสำคัญว่า เราสามารถใช้จุลินทรีย์หรือเอนไซม์ช่วยย่อยพลาสติก PET ได้หรือไม่ คำตอบคือได้ แต่ยังไม่ใช่คำตอบง่าย ๆ แบบที่ว่าเพียงนำพลาสติกไปฝังดินแล้วจุลินทรีย์จะย่อยหายไปเองในเวลาอันสั้น

จุดเริ่มต้นสำคัญของความหวังนี้มาจากการค้นพบแบคทีเรีย Ideonella sakaiensis ซึ่งสามารถใช้ PET เป็นแหล่งคาร์บอนและพลังงานได้ โดยแบคทีเรียชนิดนี้มีเอนไซม์สำคัญคือ PETase และ MHETase ช่วยเปลี่ยน PET ให้กลายเป็นสารตั้งต้นขนาดเล็ก เช่น Terephthalic acid (TPA) และ Ethylene glycol (EG) ซึ่งสามารถนำกลับไปใช้ประโยชน์ในกระบวนการรีไซเคิลได้

จากพบจุลินทรีย์ย่อยพลาสติก สู่ออกแบบเอนไซม์ให้ย่อยได้ดีขึ้น
ในอดีต งานวิจัยส่วนใหญ่เน้นค้นหาว่า มีจุลินทรีย์ชนิดใดบ้างที่สามารถย่อยพลาสติกได้ แต่ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา ทิศทางของงานวิจัยเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน นักวิจัยไม่ได้หยุดอยู่แค่การค้นพบจุลินทรีย์ตามธรรมชาติ แต่เริ่มออกแบบ ปรับปรุง และดัดแปลงเอนไซม์ ให้ทำงานได้เร็วขึ้น ทนความร้อนได้ดีขึ้น และเหมาะกับการใช้ในกระบวนการรีไซเคิลมากขึ้น

ตัวอย่างเช่น งานวิจัยเกี่ยวกับ CaPETase จาก Cryptosporangium aurantiacum แสดงให้เห็นว่า เอนไซม์จากจุลินทรีย์บางชนิดมีความสามารถในการย่อย PET ได้ดี และเมื่อนำมาปรับปรุงด้วยวิศวกรรมโปรตีน ก็สามารถเพิ่มทั้งประสิทธิภาพและความเสถียรของเอนไซม์ได้

อีกตัวอย่างหนึ่งคือ TurboPETase ซึ่งเกิดจากการออกแบบเอนไซม์ด้วยคอมพิวเตอร์ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า การใช้แบบจำลองโครงสร้างโปรตีนและเทคโนโลยีชีวภาพสมัยใหม่สามารถช่วยสร้างเอนไซม์ที่ย่อย PET ได้มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายใต้เงื่อนไขที่ใกล้เคียงกับการใช้งานจริงมากขึ้น

ทำไมต้องใช้เอนไซม์มากกว่าหนึ่งชนิด การย่อย PET ไม่ใช่กระบวนการขั้นตอนเดียว PETase ช่วยตัดสายพอลิเมอร์ PET ให้แตกออกเป็นโมเลกุลขนาดเล็ก แต่ยังอาจเกิดสารตัวกลาง เช่น MHET หรือ BHET ซึ่งต้องอาศัยเอนไซม์ชนิดอื่นช่วยเปลี่ยนต่อไปเป็น TPA และ EG

ดังนั้น งานวิจัยสมัยใหม่จึงให้ความสำคัญกับระบบเอนไซม์คู่หรือ Enzyme cascade เช่น การใช้ PETase ร่วมกับ MHETase งานวิจัยหนึ่งรายงานว่า ระบบเอนไซม์ที่รวม FAST-PETase กับ KL-MHETase สามารถเพิ่มอัตราการย่อย PET ได้ดีกว่าการใช้ PETase เพียงชนิดเดียว และช่วยเพิ่มผลผลิตของ TPA ซึ่งเป็นสารตั้งต้นสำคัญสำหรับการรีไซเคิล PET ประเด็นนี้สะท้อนให้เห็นว่า การย่อยพลาสติกด้วยชีวภาพไม่ได้หมายถึงการทำให้พลาสติกหายไปเท่านั้น แต่เป้าหมายที่สำคัญกว่าคือการเปลี่ยนขยะ PET ให้กลับมาเป็นวัตถุดิบที่นำไปใช้ใหม่ได้

จุลินทรีย์ทั้งเซลล์ ลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสใช้จริง อีกแนวทางหนึ่งที่น่าสนใจคือ การใช้ Whole-cell biocatalyst หรือการใช้เซลล์จุลินทรีย์ทั้งเซลล์เป็นตัวช่วยย่อย PET แทนการผลิตเอนไซม์บริสุทธิ์แยกออกมา วิธีนี้อาจช่วยลดต้นทุน เพราะไม่จำเป็นต้องผ่านขั้นตอนการทำเอนไซม์ให้บริสุทธิ์มากเท่ากระบวนการปกติ

งานวิจัยปี 2021 พัฒนา E. coli ให้แสดง PETase บนผิวเซลล์ เพื่อช่วยย่อยขยะ PET หลังการบริโภคที่มีความเป็นผลึกสูง ซึ่งเป็นประเภทที่ย่อยได้ยากกว่าฟิล์มหรือผง PET ในห้องปฏิบัติการ ต่อมา งานวิจัยปี 2022 ได้พัฒนาจุลินทรีย์ให้แสดงทั้ง PETase และโปรตีนกลุ่ม Hydrophobin บนผิวเซลล์ เพื่อช่วยให้เซลล์เกาะติดกับพื้นผิว PET ได้ดีขึ้น เพราะการย่อยพลาสติกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอนไซม์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสัมผัสระหว่างเอนไซม์กับพื้นผิวพลาสติกด้วย

ความหวังของการรีไซเคิลเชิงชีวภาพ คำว่า Biorecycling หรือการรีไซเคิลเชิงชีวภาพ เริ่มถูกพูดถึงมากขึ้น เพราะต่างจากการรีไซเคิลเชิงกลแบบเดิม ที่อาจทำให้คุณภาพวัสดุลดลงเมื่อผ่านการรีไซเคิลหลายครั้ง การใช้เอนไซม์ย่อย PET มีแนวคิดว่า จะสามารถแยก PET กลับไปเป็นสารตั้งต้นเดิม แล้วนำไปผลิตพลาสติกใหม่ได้อีกครั้ง หากพัฒนาได้สำเร็จ วิธีนี้อาจช่วยให้การจัดการขยะ PET เข้าใกล้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนมากขึ้น กล่าวคือ ขยะพลาสติกไม่ใช่เพียงของเสีย แต่กลายเป็นวัตถุดิบที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้

อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากยังอยู่ในขั้นทดลองหรือกึ่งทดลอง การย่อย PET ในห้องปฏิบัติการมักใช้พลาสติกที่เตรียมขึ้นโดยควบคุมเงื่อนไขได้ดี ขณะที่ขยะ PET จริงมีความหลากหลายมากกว่า เช่น มีสี มีสารเติมแต่ง มีฉลาก มีกาว มีฝุ่น มีคราบอาหาร หรือมีระดับความเป็นผลึกแตกต่างกัน สิ่งเหล่านี้ล้วนมีผลต่อประสิทธิภาพของเอนไซม์

ข้อควรตระหนัก
จุลินทรีย์ย่อยพลาสติกไม่ใช่ข้ออ้างให้ใช้พลาสติกมากขึ้น แม้งานวิจัยด้านจุลินทรีย์และเอนไซม์ย่อย PET จะเป็นความก้าวหน้าที่น่าตื่นเต้น แต่มีประเด็นที่ประชาชนควรเข้าใจอย่างถูกต้อง ดังนี้
ประการแรก จุลินทรีย์ย่อย PET ได้ แต่ไม่ได้ย่อยพลาสติกทุกชนิด พลาสติกแต่ละชนิดมีโครงสร้างทางเคมีต่างกัน เช่น PET, PE, PP, PS หรือ PVC จึงไม่สามารถใช้จุลินทรีย์หรือเอนไซม์ชนิดเดียวกันย่อยได้ทั้งหมด

ประการที่สอง ย่อยได้ไม่ได้แปลว่าย่อยเร็วในธรรมชาติ หลายงานวิจัยต้องควบคุมอุณหภูมิ ค่า pH ปริมาณเอนไซม์ และลักษณะของ PET อย่างเหมาะสมจึงจะย่อยได้ดี การปล่อยขวดพลาสติกลงดินหรือแหล่งน้ำจึงไม่ได้หมายความว่าพลาสติกจะถูกย่อยอย่างปลอดภัยและรวดเร็ว

ประการที่สาม การย่อยด้วยเอนไซม์ยังมีต้นทุน ทั้งด้านการผลิตเอนไซม์ การควบคุมสภาพแวดล้อม และการแยกผลิตภัณฑ์หลังการย่อย งานวิจัยปี 2025 จึงเสนอความจำเป็นของการกำหนดมาตรฐานการทดสอบ PET hydrolase เพื่อให้สามารถเปรียบเทียบผลงานวิจัยได้อย่างน่าเชื่อถือ และช่วยเร่งการพัฒนาเทคโนโลยีที่คุ้มค่ามากขึ้น

ประการสุดท้าย เทคโนโลยีนี้ไม่ควรถูกมองว่าเป็นทางออกเดียวของปัญหาพลาสติก การลดใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว การออกแบบบรรจุภัณฑ์ให้รีไซเคิลง่าย การแยกขยะที่ต้นทาง และการจัดการขยะอย่างเป็นระบบยังคงเป็นเรื่องจำเป็น

งานวิจัยเรื่องจุลินทรีย์และเอนไซม์ย่อย PET ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาแสดงให้เห็นพัฒนาการที่สำคัญ จากเดิมที่นักวิทยาศาสตร์เพียงค้นหาว่า มีจุลินทรีย์ชนิดใดย่อยพลาสติกได้บ้าง ปัจจุบันได้ก้าวสู่การออกแบบเอนไซม์และจุลินทรีย์ให้ย่อย PET ได้เร็วขึ้น เสถียรขึ้น และมีศักยภาพต่อการรีไซเคิลเชิงชีวภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การนำไปใช้จริงในระดับอุตสาหกรรมยังต้องแก้ปัญหาอีกหลายด้าน ทั้งต้นทุน สภาพการย่อย ความหลากหลายของขยะ PET จริง และมาตรฐานการทดสอบประสิทธิภาพ เรียกได้ว่า เทคโนโลยีนี้เป็นความหวังใหม่ แต่ยังไม่ใช่ทางลัด ที่ทำให้เราสามารถใช้พลาสติกอย่างไม่ระมัดระวัง

สิ่งที่ประชาชนควรตระหนักคือ เทคโนโลยีจุลินทรีย์ย่อยพลาสติกอาจเป็นส่วนหนึ่งของทางออกในอนาคต แต่ทางออกที่เริ่มได้ทันทีในวันนี้คือ ลดการใช้ แยกขยะ ใช้ซ้ำ รีไซเคิล และเลือกใช้บรรจุภัณฑ์อย่างรับผิดชอบ

รายการประเด็นสำคัญของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับจุลินทรีย์และเอนไซม์ย่อย PET
1. การใช้ PETase แสดงบนผิวเซลล์ E. coli เพื่อย่อยขยะ PET หลังการบริโภค
งานวิจัยนี้พัฒนา E. coli ให้แสดงเอนไซม์ PETase บนผิวเซลล์ในรูปแบบ whole-cell biocatalyst ทำให้ไม่จำเป็นต้องแยกเอนไซม์บริสุทธิ์ออกมาใช้งานโดยตรง จุดเด่นคือช่วยลดต้นทุนการผลิตเอนไซม์ และสามารถย่อย PET หลังการบริโภคที่มีความเป็นผลึกสูงได้ที่อุณหภูมิต่ำกว่าการใช้เอนไซม์อิสระ งานนี้จึงสะท้อนแนวทางสำคัญของการพัฒนาระบบชีวภาพให้เข้าใกล้การใช้งานจริงมากขึ้น
อ้างอิง: Gercke, D., Furtmann, C., Tozakidis, I. E. P., Jose, J., & Schwaneberg, U. (2021). Highly crystalline post-consumer PET waste hydrolysis by surface displayed PETase using a bacterial whole-cell biocatalyst. ChemCatChem, 13(15), 3479–3489. https://doi.org/10.1002/cctc.202100443

2. การค้นพบ RgPETase จาก Rhizobacter gummiphilus
งานวิจัยนี้รายงานเอนไซม์ PET hydrolase ชนิดใหม่จาก Rhizobacter gummiphilus หรือ RgPETase ซึ่งมีความสามารถในการย่อย microcrystalline PET ใกล้เคียงกับ IsPETase จาก Ideonella sakaiensis แต่มีพฤติกรรมต่อ PET ที่มีความเป็นผลึกต่ำแตกต่างกัน ข้อค้นพบนี้ชี้ให้เห็นว่าเอนไซม์ย่อย PET จากจุลินทรีย์ต่างชนิดอาจมีประสิทธิภาพต่างกันตามโครงสร้างและลักษณะของพลาสติกที่ใช้ทดสอบ
อ้างอิง: Sagong, H.-Y., Son, H. F., Seo, H., et al. (2021). Implications for the PET decomposition mechanism through similarity and dissimilarity between PETases from Rhizobacter gummiphilus and Ideonella sakaiensis. Journal of Hazardous Materials, 416, 126075. https://doi.org/10.1016/j.jhazmat.2021.126075

3. การพัฒนา whole-cell biocatalyst ที่แสดง PETase ร่วมกับ hydrophobin
งานวิจัยนี้ใช้แนวคิดการแสดงโปรตีนสองชนิดบนผิวเซลล์ ได้แก่ PETase สำหรับย่อย PET และ hydrophobin สำหรับช่วยยึดเกาะกับพื้นผิวพลาสติก โดยเฉพาะ PET ที่มีความเป็นผลึกสูง ซึ่งเป็นพลาสติกที่ย่อยได้ยาก งานวิจัยรายงานว่าการเพิ่มความสามารถในการเกาะติดพื้นผิวช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการย่อย PET อย่างมาก แสดงให้เห็นว่าการย่อยพลาสติกไม่ได้ขึ้นอยู่กับเอนไซม์เพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับการสัมผัสระหว่างเอนไซม์กับพื้นผิวพลาสติกด้วย
อ้างอิง: Chen, Z., Duan, R., Xiao, Y., et al. (2022). Biodegradation of highly crystallized poly(ethylene terephthalate) through cell surface codisplay of bacterial PETase and hydrophobin. Nature Communications, 13, 7138. https://doi.org/10.1038/s41467-022-34908-z

4. ระบบ hydrophobic cell surface display ของ PETase เพื่อเพิ่มการย่อย PET bottle
งานวิจัยนี้พัฒนาระบบ hydrophobic cell surface display ใน E. coli โดยแสดง PETase ร่วมกับโปรตีนที่ช่วยเพิ่มความไม่ชอบน้ำของผิวเซลล์ ทำให้เซลล์มีโอกาสสัมผัสกับพื้นผิว PET ได้ดีขึ้น ผลการศึกษาแสดงว่าระบบนี้ช่วยเพิ่มการย่อย PET bottle เมื่อเทียบกับ PETase อิสระ อีกทั้งยังมีความเสถียรและสามารถนำกลับมาใช้ซ้ำได้หลายรอบ จึงเป็นแนวทางที่น่าสนใจต่อการลดต้นทุนของกระบวนการชีวภาพ
อ้างอิง: Jia, Y., Samak, N. A., Hao, X., Chen, Z., Wen, Q., & Xing, J. (2022). Hydrophobic cell surface display system of PETase as a sustainable biocatalyst for PET degradation. Frontiers in Microbiology, 13, 1005480. https://doi.org/10.3389/fmicb.2022.1005480

5. การค้นพบและปรับปรุง CaPETase/CaPETaseM9
งานวิจัยนี้ค้นพบเอนไซม์ CaPETase จาก Cryptosporangium aurantiacum และพัฒนาเป็นตัวแปร CaPETaseM9 ด้วยการออกแบบเชิงเหตุผลหรือ rational engineering ผลการศึกษาพบว่า CaPETaseM9 มีความเสถียรต่อความร้อนสูงขึ้นและมีประสิทธิภาพในการย่อย PET ดีขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยสามารถย่อย PET หลังการบริโภคทั้งแบบใสและแบบมีสีได้ภายใต้สภาวะควบคุม งานนี้สะท้อนความสำคัญของการปรับปรุงเอนไซม์ให้เหมาะกับการใช้งานจริง
อ้างอิง: Hong, H., Ki, D., Seo, H., et al. (2023). Discovery and rational engineering of PET hydrolase with both mesophilic and thermophilic PET hydrolase properties. Nature Communications, 14, 4556. https://doi.org/10.1038/s41467-023-40233-w

6. ระบบเอนไซม์คู่ FAST-PETase และ KL-MHETase เพื่อเพิ่มการรีไซเคิล PET
งานวิจัยนี้พัฒนาระบบเอนไซม์คู่ โดยรวม FAST-PETase กับ KL-MHETase เพื่อให้กระบวนการย่อย PET เกิดได้ต่อเนื่องและสมบูรณ์ขึ้น ผลการศึกษาพบว่าระบบเอนไซม์คู่ช่วยเพิ่มอัตราการย่อย PET ได้เร็วกว่าการใช้ FAST-PETase เพียงอย่างเดียว และช่วยเพิ่มผลผลิตของ TPA ซึ่งเป็นโมโนเมอร์สำคัญสำหรับการรีไซเคิล PET งานนี้จึงชี้ให้เห็นว่า การย่อย PET อย่างมีประสิทธิภาพควรใช้ระบบเอนไซม์หลายขั้นตอน ไม่ใช่พึ่งพา PETase เพียงชนิดเดียว
อ้างอิง: Zhang, J., Wang, H., Luo, Z., et al. (2023). Computational design of highly efficient thermostable MHET hydrolases and dual enzyme system for PET recycling. Communications Biology, 6, 1135. https://doi.org/10.1038/s42003-023-05523-5

7. การค้นพบและวิศวกรรม BHETase เพื่อสนับสนุน PET recycling/upcycling
งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาเอนไซม์ BHETase ซึ่งช่วยย่อยสารตัวกลาง BHET ที่เกิดขึ้นระหว่างการย่อย PET การลดการสะสมของสารตัวกลางเหล่านี้มีความสำคัญ เพราะช่วยให้กระบวนการย่อย PET มีความสมบูรณ์และมีประสิทธิภาพมากขึ้น งานวิจัยรายงานการค้นหาและปรับปรุง BHET hydrolases จากสิ่งแวดล้อม เพื่อเพิ่มศักยภาพของกระบวนการรีไซเคิลและการเพิ่มมูลค่าขยะ PET
อ้างอิง: Li, A., Sheng, Y., Cui, H., et al. (2023). Discovery and mechanism-guided engineering of BHET hydrolases for improved PET recycling and upcycling. Nature Communications, 14, 4169. https://doi.org/10.1038/s41467-023-39929-w

8. การออกแบบเอนไซม์ด้วยคอมพิวเตอร์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการย่อย PET
งานวิจัยนี้ใช้แนวทาง computational redesign เพื่อปรับปรุงเอนไซม์ hydrolase ให้สามารถย่อย PET ได้เกือบสมบูรณ์ภายใต้ความเข้มข้นของพลาสติกที่สูง ซึ่งใกล้เคียงกับเงื่อนไขในระดับอุตสาหกรรม ตัวแปรเอนไซม์ที่พัฒนาขึ้น คือ TurboPETase มีประสิทธิภาพเหนือกว่า PET hydrolase ที่เป็นที่รู้จักหลายชนิด และสามารถย่อย PET ได้อย่างรวดเร็วในสภาวะควบคุม งานนี้สะท้อนบทบาทสำคัญของชีวสารสนเทศ โครงสร้างโปรตีน และการออกแบบเอนไซม์ต่อการพัฒนาเทคโนโลยีรีไซเคิลเชิงชีวภาพ
อ้างอิง: Cui, Y., Chen, Y., Sun, J., et al. (2024). Computational redesign of a hydrolase for nearly complete PET depolymerization at industrially relevant high-solids loading. Nature Communications, 15, 1417. https://doi.org/10.1038/s41467-024-45662-9

9. แนวคิด Cellular upcycling ของ PET
งานวิจัย/บทความทบทวนด้าน cellular upcycling เสนอแนวทางที่ก้าวไปไกลกว่าการย่อย PET เพื่อให้ได้เพียง TPA และ EG โดยมุ่งเชื่อมการย่อย PET ด้วยเอนไซม์เข้ากับกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ เพื่อเปลี่ยนผลิตภัณฑ์จากการย่อย PET ให้เป็นสารมูลค่าเพิ่ม แนวทางนี้สะท้อนการเปลี่ยนมุมมองจาก “การกำจัดขยะพลาสติก” ไปสู่ “การใช้ขยะพลาสติกเป็นวัตถุดิบชีวภาพ” ในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน
อ้างอิง: Amornloetwattana, R., Eiamthong, B., & Kamput, S. (2025). Cellular upcycling of polyethylene terephthalate (PET) with an engineered human saliva metagenomic PET hydrolase. ChemSusChem. https://doi.org/10.1002/cssc.202501014
อ้างอิงเพิ่มเติมสำหรับภาพรวม: Liu, F., et al. (2025). Efficient biodegradation and upcycling of polyethylene terephthalate: A review. Frontiers in Microbiology, 16, 1599470. https://doi.org/10.3389/fmicb.2025.1599470

10. การกำหนดมาตรฐานการทดสอบ PET hydrolase
งานวิจัยปี 2025 เสนอแนวทางมาตรฐานสำหรับการทดสอบ PET hydrolase เนื่องจากงานวิจัยแต่ละชิ้นมักใช้ชนิด PET เงื่อนไขการทดลอง วิธีวัดผล และหน่วยรายงานผลแตกต่างกัน ทำให้เปรียบเทียบประสิทธิภาพของเอนไซม์ระหว่างงานวิจัยได้ยาก ข้อเสนอเรื่องมาตรฐานจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนาเทคโนโลยีให้เข้าสู่การใช้งานจริงและการประเมินความคุ้มค่าในระดับอุตสาหกรรม
อ้างอิง: Wei, R., Westh, P., Weber, G., et al. (2025). Standardization guidelines and future trends for PET hydrolase research. Nature Communications, 16, 4684. https://doi.org/10.1038/s41467-025-60016-9


เอกสารอ้างอิง
Chen, Z., Duan, R., Xiao, Y., et al. (2022). Biodegradation of highly crystallized poly(ethylene terephthalate) through cell surface codisplay of bacterial PETase and hydrophobin. Nature Communications, 13, 7138. [https://doi.org/10.1038/s41467-022-34908-z](https://doi.org/10.1038/s41467-022-34908-z)

Cui, Y., Chen, Y., Sun, J., et al. (2024). Computational redesign of a hydrolase for nearly complete PET depolymerization at industrially relevant high-solids loading. Nature Communications, 15, 1417. [https://doi.org/10.1038/s41467-024-45662-9](https://doi.org/10.1038/s41467-024-45662-9)

Gercke, D., Furtmann, C., Tozakidis, I. E. P., Jose, J., & Schwaneberg, U. (2021). Highly crystalline post-consumer PET waste hydrolysis by surface displayed PETase using a bacterial whole-cell biocatalyst. ChemCatChem, 13(15), 3479–3489. [https://doi.org/10.1002/cctc.202100443](https://doi.org/10.1002/cctc.202100443)

Hong, H., Ki, D., Seo, H., et al. (2023). Discovery and rational engineering of PET hydrolase with both mesophilic and thermophilic PET hydrolase properties. Nature Communications, 14, 4556. [https://doi.org/10.1038/s41467-023-40233-w](https://doi.org/10.1038/s41467-023-40233-w)

Jia, Y., Samak, N. A., Hao, X., Chen, Z., Wen, Q., & Xing, J. (2022). Hydrophobic cell surface display system of PETase as a sustainable biocatalyst for PET degradation. Frontiers in Microbiology, 13, 1005480. [https://doi.org/10.3389/fmicb.2022.1005480](https://doi.org/10.3389/fmicb.2022.1005480)

Li, A., Sheng, Y., Cui, H., et al. (2023). Discovery and mechanism-guided engineering of BHET hydrolases for improved PET recycling and upcycling. Nature Communications, 14, 4169. [https://doi.org/10.1038/s41467-023-39929-w](https://doi.org/10.1038/s41467-023-39929-w)

Wei, R., Westh, P., Weber, G., et al. (2025). Standardization guidelines and future trends for PET hydrolase research. Nature Communications, 16, 4684. [https://doi.org/10.1038/s41467-025-60016-9](https://doi.org/10.1038/s41467-025-60016-9)

Yoshida, S., Hiraga, K., Takehana, T., Taniguchi, I., Yamaji, H., Maeda, Y., Toyohara, K., Miyamoto, K., Kimura, Y., & Oda, K. (2016). A bacterium that degrades and assimilates poly(ethylene terephthalate). Science, 351(6278), 1196–1199. [https://doi.org/10.1126/science.aad6359](https://doi.org/10.1126/science.aad6359)

Zhang, J., Wang, H., Luo, Z., et al. (2023). Computational design of highly efficient thermostable MHET hydrolases and dual enzyme system for PET recycling. Communications Biology, 6, 1135. [https://doi.org/10.1038/s42003-023-05523-5](https://doi.org/10.1038/s42003-023-05523-5)

 

 

 


แหล่งที่มา

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด ฝ่ายสารสนเทศ
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู