กรมประมงประกาศเริ่มมาตรการฤดูน้ำแดง ปี 2569 ตั้งแต่วันที่ 16 พฤษภาคมนี้ เพื่อคุ้มครองสัตว์น้ำจืดในช่วงวางไข่และเลี้ยงตัวอ่อน ฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศแหล่งน้ำทั่วประเทศ

นางฐิติพร หลาวประเสริฐ อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า มาตรการดังกล่าวดำเนินมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2507 โดยมีการติดตามและประเมินผลทางวิชาการทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับข้อมูลชีววิทยาของสัตว์น้ำ ปริมาณน้ำฝน และสภาพแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดในปี 2568 ได้ปรับปรุงประกาศใหม่ เพิ่มอำนาจให้คณะกรรมการประมงประจำจังหวัดสามารถกำหนดพื้นที่และเงื่อนไขการทำประมงให้เหมาะสมกับแต่ละพื้นที่ และมีผลใช้บังคับต่อเนื่อง 5 ปี ระหว่างวันที่ 16 พฤษภาคม 2568 ถึง วันที่ 30 พฤศจิกายน 2572
ผลการศึกษาวิจัยในปี 2568 ซึ่งสำรวจปลาน้ำจืด 155 ชนิด จาก 60 แหล่งน้ำ ใน 40 จังหวัด พบว่า ช่วงเวลาที่ปลาน้ำจืดมีการสืบพันธุ์สูงสุดอยู่ระหว่างปลายเดือนพฤษภาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม โดยเฉพาะปลายเดือนกรกฎาคมที่พบปลาพร้อมวางไข่มากถึง 124 ชนิด สะท้อนว่าช่วงต้นถึงกลางฤดูฝนเป็นช่วงสำคัญต่อการขยายพันธุ์สัตว์น้ำจืด
กรมประมงจึงยังคงกำหนดมาตรการห้ามทำการประมงในแหล่งน้ำธรรมชาติ เช่น แม่น้ำ ลำคลอง หนอง บึง อ่างเก็บน้ำ และพื้นที่น้ำท่วมตามธรรมชาติ โดยแบ่งระยะเวลาบังคับใช้ออกเป็น 3 ระยะ ตามลักษณะระบบนิเวศของแต่ละพื้นที่ ได้แก่
ระยะที่ 1 วันที่ 16 พฤษภาคม – 15 สิงหาคม ครอบคลุม 33 จังหวัด
ระยะที่ 2 วันที่ 1 มิถุนายน – 31 สิงหาคม ครอบคลุม 39 จังหวัด
ระยะที่ 3 วันที่ 1 กันยายน – 30 พฤศจิกายน ครอบคลุม 5 จังหวัดภาคใต้
แม้จะมีการห้ามทำประมงในช่วงดังกล่าว แต่ยังอนุญาตให้ใช้เครื่องมือบางประเภทที่ไม่กระทบต่อการขยายพันธุ์สัตว์น้ำ เช่น เบ็ดทั่วไป สวิง ยอ ฉมวก สุ่ม ไซ และแหขนาดจำกัด ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด โดยแต่ละจังหวัดสามารถออกมาตรการที่เข้มงวดเพิ่มเติมได้ตามความเหมาะสมของพื้นที่

สำหรับผู้ฝ่าฝืนประกาศฯ ตามมาตรา 70 แห่งพระราชกำหนดการประมง พ.ศ.2558 และที่แก้ไขเพิ่มเติม จะมีโทษปรับตั้งแต่ 5,000 – 50,000 บาท หรือปรับเป็นจำนวน 5 เท่าของมูลค่าสัตว์น้ำที่จับได้
อธิบดีกรมประมงกล่าวทิ้งท้ายว่า กรมประมงขอความร่วมมือจากชาวประมงทั่วประเทศ ร่วมกันงดใช้เครื่องมือที่ส่งผลกระทบต่อทรัพยากรสัตว์น้ำในช่วงฤดูน้ำแดง เพื่อเปิดโอกาสให้สัตว์น้ำได้แพร่ขยายพันธุ์ตามธรรมชาติ พร้อมเดินหน้าฟื้นฟูระบบนิเวศแหล่งน้ำจืด ภายใต้แนวคิด “Fisheries Connect for Sustainability” เพื่อสร้างความยั่งยืนให้ทรัพยากรสัตว์น้ำและคุณภาพชีวิตของชาวประมงไทยในระยะยาว
