ข่าวสาร
F01 การผลิตพืช
24 กุมภาพันธ์ 2569
เทคนิคการคลุมดิน ช่วยต้นไม้ผ่านหน้าแล้งอย่างยั่งยืน

เมื่อเข้าสู่ฤดูแล้ง เกษตรกรจำนวนไม่น้อยเลือกแก้ปัญหาด้วยการเพิ่มปริมาณการให้น้ำ หวังให้ดินชุ่มแฉะเพื่อประคองต้นไม้ให้รอด แต่ในหลายกรณีกลับพบว่า แม้จะรดน้ำเท่ากันทั้งแปลง ต้นไม้บางจุดเขียวสด ขณะที่บางจุดกลับเหลือง เหี่ยว หรือแม้แต่โคนต้นเริ่มเน่า ปรากฏการณ์นี้สะท้อนความจริงสำคัญว่า “ความอยู่รอดของพืชไม่ได้ขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่ความสามารถของดินในการรักษาความชื้นและสมดุลอากาศในระบบราก”

การคลุมดิน เป็นแนวทางจัดการดินที่เรียบง่าย แต่มีประสิทธิภาพสูง โดยใช้วัสดุอินทรีย์ที่หาได้ในท้องถิ่นมาปกคลุมผิวดินรอบโคนต้น นอกเหนือจากวัสดุยอดนิยมอย่าง ฟางข้าว เศษใบไม้แห้ง และเศษพืชทั่วไปแล้ว เกษตรกรยังสามารถเลือกใช้วัสดุทางเลือกอื่น ๆ ตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่น
แกลบดิบ หาง่ายในพื้นที่ทำนา ราคาถูก ช่วยให้ดินมีความโปร่งร่วนซุยดี
กาบมะพร้าวสับ มีคุณสมบัติเด่นในการอุ้มน้ำและเก็บความชื้นได้ยาวนาน เหมาะอย่างยิ่งสำหรับไม้ผลหรือพืชที่ต้องการความชื้นสม่ำเสมอ
หญ้าแห้งที่ตัดแล้ว เป็นการใช้ประโยชน์จากวัชพืชในแปลง แต่ข้อควรระวังคือ ต้องตากให้แห้งสนิท ก่อนนำมาคลุม เพื่อป้องกันการเกิดความร้อนจากการหมักหมมที่อาจทำลายรากพืชได้
ปุ๋ยหมักหรือมูลสัตว์เก่า ได้ประโยชน์สองต่อ คือทั้งช่วยรักษาความชื้นและค่อย ๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้พืช แต่ต้องมั่นใจว่าเป็นปุ๋ยที่ผ่านการหมักสมบูรณ์ (เย็นตัวลงแล้ว) ไม่ใช่ปุ๋ยสดที่ยังมีความร้อนสูง
เศษกิ่งไม้สับหรือขี้เลื่อย เหมาะสำหรับพืชยืนต้น ย่อยสลายช้า ช่วยเพิ่มอินทรียวัตถุให้ดินในระยะยาว

วัสดุเหล่านี้ทำหน้าที่เสมือนฉนวน ลดการระเหยของน้ำจากหน้าดินและช่วยควบคุมอุณหภูมิไม่ให้ร้อนจัดจากแสงแดดโดยตรง เมื่อหน้าดินไม่ร้อนเกินไป รากฝอยซึ่งมีหน้าที่ดูดน้ำและธาตุอาหารก็สามารถทำงานได้อย่างต่อเนื่อง พืชจึงไม่ชะงักการเจริญเติบโตแม้สภาพอากาศจะแห้งแล้ง

อย่างไรก็ตาม ประสิทธิภาพของการคลุมดินขึ้นอยู่กับวิธีปฏิบัติ หากคลุมอย่างเหมาะสม โดยวางวัสดุหนาประมาณ 5–10 เซนติเมตร ครอบคลุมบริเวณแนวทรงพุ่ม และ สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องเว้นระยะห่างจากโคนต้นเล็กน้อย เพื่อให้อากาศถ่ายเท เปลือกต้นจะไม่อับชื้น ดินยังคงความโปร่ง รากได้รับทั้งความชื้นและออกซิเจนอย่างสมดุล วิธีนี้ช่วยลดความถี่การให้น้ำ ประหยัดแรงงาน และลดการงอกของวัชพืชที่มาแย่งทรัพยากร

อ้างอิงภาพจาก https://www.marthastewart.com/fruit-tree-mulching-mistakes-11765938?utm_source=chatgpt.com

 

ในทางตรงกันข้าม หากนำวัสดุมากองอัดแน่นชิดโคนต้นเพื่อหวังเก็บความชื้นให้นานที่สุด ความชื้นจะสะสมอยู่บริเวณลำต้น เกิดภาวะอับชื้น เปลือกไม้เปื่อย และกลายเป็นแหล่งสะสมของเชื้อราและแมลงศัตรูพืช อีกทั้งการอัดแน่นมากเกินไปยังลดการแลกเปลี่ยนอากาศในดิน ส่งผลให้รากเน่าและไม่สามารถดูดน้ำได้ แม้ดินจะยังเปียกอยู่ก็ตาม

การคลุมดินที่ถูกต้องควรเริ่มจากการกำจัดวัชพืชรอบโคนต้นก่อน จากนั้นรดน้ำให้ดินชุ่ม แล้วจึงกระจายวัสดุคลุมจากด้านนอกเข้าหาโคนต้น โดยเว้นระยะห่างประมาณหนึ่งฝ่ามือ ไม่ให้วัสดุสัมผัสลำต้นโดยตรง การเตรียมการที่ถูกต้องตั้งแต่ต้นจะช่วยให้การคลุมดินทำหน้าที่ “กักเก็บ” ความชื้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะกลายเป็นสาเหตุของปัญหาโรคพืช

การทำเกษตรในเขตร้อน การคลุมดินมิใช่เพียงเทคนิคเสริม แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้น้ำ (Water use efficiency) ลดต้นทุนการจัดการแปลง และเพิ่มคุณภาพผลผลิตในช่วงสภาพอากาศแปรปรวน การดูแลหน้าดินให้เย็นและชุ่มอย่างพอเหมาะ คือการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการทำงานของราก เมื่อรากแข็งแรง พืชก็เติบโตได้ต่อเนื่อง

การคลุมดินอย่างถูกวิธีคือการทำงานร่วมกับธรรมชาติ ไม่ใช่การฝืนธรรมชาติ การห่มดินให้พอดีจึงเปรียบเสมือนการสร้างสมดุลให้ระบบรากในวันที่สภาพอากาศไม่เป็นใจ และเป็นพื้นฐานสำคัญของการผลิตพืชอย่างยั่งยืนในระยะยาว


แหล่งที่มา

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สำนักหอสมุด มก.
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู