
ผักตบชวา เป็นพืชน้ำที่ปรากฏอยู่คู่กับสายน้ำของหลายประเทศในโลก รวมถึงประเทศไทย ในฐานะวัชพืชน้ำที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็ว ผักตบชวาได้สร้างผลกระทบเชิงระบบต่อแหล่งน้ำ ทั้งการทำให้ทางน้ำตื้นเขิน การลดทอนความหลากหลายทางชีวภาพ การกระทบต่อการประมงและการคมนาคมทางน้ำ ตลอดจนกลายเป็นภาระงบประมาณด้านการกำจัดที่รัฐต้องแบกรับอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม ในอีกฟากหนึ่งของโลก กลุ่มสตาร์ทอัปในเคนยากำลังตั้งคำถามใหม่ต่อพืชชนิดเดียวกันนี้ พวกเขาไม่ได้มองผักตบชวาเป็นเพียงปัญหา หากแต่ตั้งต้นจากการมองว่า สิ่งที่ธรรมชาติผลิตออกมาอย่างล้นเกิน อาจเป็นทรัพยากรที่รอการจัดการอย่างมีปัญญา และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนวิกฤตสิ่งแวดล้อมให้กลายเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจ

เปลี่ยนมุมมองจากภาระ สู่ฐานวัตถุดิบ
หัวใจของกรณีศึกษาในเคนยา คือการเปลี่ยนกรอบคิดจากการจัดการผักตบชวาในฐานะต้นทุนในการกำจัด ไปสู่การมองว่าเป็นวัตถุดิบชีวภาพที่มีต้นทุนต่ำ มีปริมาณมาก และหมุนเวียนได้ตามธรรมชาติ สตาร์ทอัปหลายรายนำผักตบชวามาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วัสดุก่อสร้าง แผ่นฉนวน เฟอร์นิเจอร์ งานหัตถกรรม เชื้อเพลิงชีวภาพ ไปจนถึงวัตถุดิบสำหรับอุตสาหกรรมสีเขียว
กระบวนการเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดปริมาณผักตบชวาในแหล่งน้ำ แต่ยังสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ เกิดการจ้างงาน และทำให้การจัดการสิ่งแวดล้อมไม่ใช่ภาระฝ่ายเดียวของรัฐ หากแต่กลายเป็นกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ชุมชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์โดยตรง
ไบโอชาร์จากผักตบชวา วัสดุฟื้นฟูดิน และเครื่องมือดูดซับคาร์บอน นอกเหนือจากการแปรรูปผักตบชวาเป็นวัสดุและผลิตภัณฑ์เชิงพาณิชย์ อีกหนึ่งแนวทางที่ได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นในแวดวงเกษตรสิ่งแวดล้อม คือการนำผักตบชวามาผลิตเป็น ไบโอชาร์ (Biochar) ซึ่งเป็นถ่านชีวภาพที่ได้จากกระบวนการย่อยสลายชีวมวลภายใต้สภาวะออกซิเจนต่ำ
ผักตบชวาเป็นชีวมวลที่มีโครงสร้างเส้นใยสูงและดูดซับธาตุอาหารจากแหล่งน้ำจำนวนมาก เมื่อนำมาผ่านกระบวนการผลิตไบโอชาร์ จะได้วัสดุที่มีโครงสร้างพรุนสูง สามารถกักเก็บน้ำและธาตุอาหารในดินได้ดี ช่วยปรับปรุงคุณสมบัติดินเสื่อมโทรม เพิ่มประสิทธิภาพการใช้ปุ๋ย และลดการชะล้างธาตุอาหารลงสู่แหล่งน้ำ
ในเชิงสิ่งแวดล้อม ไบโอชาร์ยังทำหน้าที่เป็นแหล่งกักเก็บคาร์บอนในระยะยาว ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และสนับสนุนเป้าหมายด้านการเกษตรคาร์บอนต่ำ (low-carbon agriculture) ซึ่งกำลังเป็นทิศทางสำคัญของนโยบายสิ่งแวดล้อมในหลายประเทศ
โอกาสเชิงธุรกิจจากไบโอชาร์ผักตบชวา กรณีของสตาร์ทอัปในเคนยาชี้ให้เห็นว่า ไบโอชาร์จากผักตบชวาไม่เพียงเป็นเครื่องมือฟื้นฟูดิน แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ได้ ทั้งในรูปวัสดุปรับปรุงดินสำหรับเกษตรอินทรีย์ วัสดุดูดซับมลพิษ หรือส่วนผสมในระบบบำบัดน้ำเสีย โมเดลธุรกิจลักษณะนี้ช่วยเชื่อมโยงการจัดการผักตบชวาเข้ากับตลาดเกษตรและสิ่งแวดล้อมได้อย่างเป็นรูปธรรม

แนวทางที่ประเทศไทยสามารถต่อยอด สำหรับประเทศไทยการพัฒนาไบโอชาร์จากผักตบชวาอาจเป็นจุดเชื่อมสำคัญระหว่างการแก้ปัญหาวัชพืชน้ำกับการพัฒนาการเกษตรอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรที่ประสบปัญหาดินเสื่อมคุณภาพ ดินทราย หรือดินเค็ม หากมีการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีการผลิตในระดับชุมชน และการรับรองมาตรฐานผลิตภัณฑ์ ไบโอชาร์จากผักตบชวาสามารถกลายเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สีเขียวที่สร้างรายได้ พร้อมลดภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปพร้อมกัน
เศรษฐกิจหมุนเวียนที่เติบโตจากรากฐานชุมชน
สิ่งที่น่าสนใจในรูปแบบธุรกิจของสตาร์ทอัปในเคนยา คือการไม่เริ่มต้นจากโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ แต่เลือกเติบโตจากระดับชุมชน ชาวบ้านมีบทบาทตั้งแต่การเก็บผักตบชวา การคัดแยก ไปจนถึงการแปรรูปขั้นต้น โมเดลเช่นนี้ช่วยกระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ำ และทำให้การจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน มากกว่าการแก้ปัญหาแบบเฉพาะหน้า หรือการสั่งการจากส่วนกลางเพียงลำพัง
บทเรียนเชิงนโยบายที่ประเทศไทยสามารถนำไปใช้ กรณีของเคนยาเปิดพื้นที่ให้ประเทศไทยได้ทบทวนแนวทางจัดการผักตบชวาในมิติที่ลึกยิ่งขึ้น
ประการแรก ประเทศไทยควรขยับนโยบายจากการกำจัด ไปสู่การใช้ประโยชน์อย่างเป็นระบบ งบประมาณที่ใช้ไปกับการกำจัดผักตบชวาในแต่ละปีอาจแปรเปลี่ยนเป็นการลงทุนเพื่อสร้างอาชีพและมูลค่าเพิ่มให้ชุมชนได้ หากมีการออกแบบนโยบายที่เหมาะสม
ประการที่สอง การสนับสนุนธุรกิจสีเขียวและสตาร์ทอัปท้องถิ่นเป็นกลไกสำคัญ ผักตบชวาเป็นวัตถุดิบที่เอื้อต่อธุรกิจขนาดเล็กถึงกลาง รัฐสามารถเข้ามาเสริมผ่านทุนวิจัย เทคโนโลยีการแปรรูป และตลาดนำร่อง เพื่อเปิดพื้นที่ให้ผู้ประกอบการรายใหม่เติบโต
ประการที่สาม การจัดการผักตบชวาควรถูกบูรณาการเข้ากับนโยบายด้านการจ้างงานและการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ไม่ใช่แยกเป็นเพียงประเด็นสิ่งแวดล้อม หากแต่เป็นเครื่องมือสร้างอาชีพและความมั่นคงให้ชุมชนริมน้ำ
และประการสุดท้าย การสร้างห่วงโซ่มูลค่าที่ครบวงจร ตั้งแต่การเก็บ การแปรรูป การออกแบบผลิตภัณฑ์ ไปจนถึงการตลาด คือหัวใจของความยั่งยืน หากมีการวางระบบอย่างเป็นขั้นตอน ผักตบชวาสามารถก้าวข้ามสถานะวัชพืชน้ำ ไปเป็นสินค้าเชิงพาณิชย์ที่แข่งขันได้ทั้งในและต่างประเทศ
จากขยะสู่โอกาสเชิงยุทธศาสตร์ กรณีศึกษาจากเคนยาชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ปัญหาสิ่งแวดล้อมจำนวนมากไม่ได้ขาดทางออก หากแต่ขาดกรอบคิดใหม่ในการจัดการ หากประเทศไทยสามารถยกระดับผักตบชวาจากวัชพืชน้ำ ไปสู่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน การฟื้นฟูแหล่งน้ำอาจไม่ใช่เพียงภารกิจด้านสิ่งแวดล้อม แต่จะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของอุตสาหกรรมสีเขียวรูปแบบใหม่ ที่เติบโตควบคู่กับความยั่งยืนของสังคมและธรรมชาติในระยะยาว
สำหรับผู้ที่สนใจ สามารถรับชมคลิป ได้ทาง https://www.facebook.com/reel/936426156220831
เอกสารอ้างอิง (References)
Barrett, S. C. H. (1989). Waterweed invasions. Scientific American, 261(3), 90–97.
https://doi.org/10.1038/scientificamerican0989-90
Gopal, B. (1987). Water hyacinth. Elsevier Science Publishers.
Kibwage, J. K., Njue, E., & Makokha, V. A. (2015). Sustainable utilization of water hyacinth (Eichhornia crassipes) in Kenya. Journal of Environmental Science and Engineering B, 4(1), 1–9.
Ndimele, P. E., Kumolu-Johnson, C. A., & Anetekhai, M. A. (2011). The invasive aquatic macrophyte, water hyacinth (Eichhornia crassipes [Mart.] Solms): Problems and prospects. Research Journal of Environmental Sciences, 5(6), 509–520.
https://doi.org/10.3923/rjes.2011.509.520
United Nations Environment Programme. (2019). Waste to value: Circular economy strategies for invasive species. UNEP.
World Bank. (2020). Circular economy approaches to invasive species management. World Bank Group.
