สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ชายแดนไทย–กัมพูชา ตั้งแต่วันที่ 7 ธันวาคมที่ผ่านมา ซึ่งครอบคลุมพื้นที่ 5 จังหวัดสำคัญ ได้แก่ บุรีรัมย์ อุบลราชธานี ศรีสะเกษ สุรินทร์ และตราด เหตุการณ์ดังกล่าวไม่เพียงส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยในชีวิต แต่ยังกระทบโดยตรงต่อปากท้องของพี่น้องเกษตรกรชาวสวนยางกว่า 55,000 ราย ที่ไม่สามารถออกไปประกอบอาชีพกรีดยางได้ตามปกติ
ดร.เพิก เลิศวังพง รักษาการแทนผู้ว่าการการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) ได้ประเมินผลกระทบจากวิกฤตครั้งนี้ พื้นที่สวนยางกว่า 609,000 ไร่ต้องหยุดชะงัก ซึ่งคาดการณ์ว่าจะส่งผลให้ปริมาณยางพาราหายไปจากตลาดสูงถึงวันละ 487,000 กิโลกรัม (ยางแห้ง) สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจในระดับท้องถิ่นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เพื่อเป็นการบรรเทาความเดือดร้อนอย่างเร่งด่วน กยท. ได้จัดสรรงบประมาณจำนวนกว่า 1.8 ล้านบาท สำหรับจัดทำถุงยังชีพเพื่อมอบให้แก่เกษตรกรและประชาชนในพื้นที่ พร้อมทั้งเปิดศูนย์พักพิงชั่วคราวเพื่อดูแลผู้ที่ต้องอพยพ นอกจากนี้ เพื่อให้การบริการยังคงดำเนินต่อไปได้ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียด กยท. ได้ตัดสินใจย้ายที่ทำการสาขาในพื้นที่เสี่ยงเป็นการชั่วคราว โดยย้ายสาขาบ้านกรวดไปที่จังหวัดบุรีรัมย์ และสาขากันทรลักษ์ไปที่จังหวัดศรีสะเกษ เพื่อความปลอดภัยของทั้งเจ้าหน้าที่และเกษตรกรผู้มาติดต่อ
ในส่วนของการเยียวยาความเสียหาย กยท. ได้เตรียมมาตรการสวัสดิการสำหรับเกษตรกรที่ขึ้นทะเบียนไว้ หากสวนยางได้รับความเสียหายจนเสียสภาพ หรือมีต้นยางเสียหายเกิน 20 ต้นต่อแปลง สามารถยื่นขอรับเงินช่วยเหลือได้รายละไม่เกิน 3,000 บาท และในกรณีที่เลวร้ายที่สุดหากมีเกษตรกรเสียชีวิต ทายาทจะได้รับเงินช่วยเหลือรายละไม่เกิน 30,000 บาท
มาตรการทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมและความห่วงใยของ กยท. ที่มุ่งมั่นจะดูแลและยืนหยัดเคียงข้างพี่น้องชาวสวนยางให้ผ่านพ้นช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปด้วยกัน
