ท่ามกลางการแข่งขันด้านอาหารและเทคโนโลยีชีวภาพที่รุนแรงขึ้นทั่วโลก ประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่จุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อสมาคมเทคโนโลยีชีวภาพสัมพันธ์จัดเสวนาวิชาการเรื่อง “จากนโยบายสู่การปฏิบัติและประโยชน์ที่จะได้รับจากเทคโนโลยีปรับแต่งจีโนม” เมื่อวันที่ 19 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมมารวย การ์เด้นส์ กรุงเทพฯ งานนี้ได้รวบรวมผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายสาขา ตั้งแต่พืช ปศุสัตว์ ประมง ไปจนถึงการแพทย์ เพื่อสะท้อนภาพความก้าวหน้าของเทคโนโลยีที่ถูกมองว่าเป็น “กุญแจสำคัญ” ของการเกษตรและสาธารณสุขยุคใหม่
จากถ่ายยีนสู่ปรับแต่งจีโนม ก้าวใหญ่ของวิทยาศาสตร์สมัยใหม่
ดร.นิพนธ์ เอี่ยมสุภาษิต นายกสมาคมฯ อธิบายว่าโลกได้เดินมาถึงช่วงเปลี่ยนผ่านจากพันธุวิศวกรรมแบบเดิมที่ต้องถ่ายยีนข้ามสิ่งมีชีวิต มาสู่เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมที่สามารถแก้ไขยีนเฉพาะจุดได้โดยไม่ต้องนำยีนจากภายนอกเข้ามา นวัตกรรมนี้ทำให้ผลิตภัณฑ์มีความปลอดภัยมากขึ้นและได้รับการยอมรับในหลายประเทศ สมาคมฯ จึงพยายามเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องและสร้างความเข้าใจว่าจีโนมเอดิตติ้งนั้นแตกต่างจากจีเอ็มโออย่างมีนัยสำคัญ
โลกหมุนเร็ว และไทยต้องไม่ตกขบวน
แม้ไทยยังไม่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ปรับแต่งจีโนมในประเทศ แต่ต่างประเทศได้ผลิตและวางจำหน่ายแล้วหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันถั่วเหลืองโอเลอิกสูง เห็ดและผักกาดหอมที่ไม่ดำง่าย หรือมะเขือเทศที่อุดมด้วยสาร GABA รวมถึงสัตว์เศรษฐกิจที่เติบโตเร็วและทนโรคได้ดี ความก้าวหน้าดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าเทคโนโลยีนี้กำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว และอาจเป็นเครื่องมือสำคัญที่กำหนดความสามารถแข่งขันของประเทศในอนาคต
งานวิจัยไทยเดินหน้าในทุกมิติ
ในเวทีเสวนานี้ นักวิชาการจากหลายสาขาได้สะท้อนความก้าวหน้าของงานวิจัยไทยอย่างน่าภูมิใจ ด้านพืชมีการพัฒนาฟ้าทะลายโจรที่มีสารสำคัญสูง มะเขือเทศทนโรค มะละกอทนไวรัส และสับปะรดที่ไม่เกิดอาการไส้สีน้ำตาล พร้อมทั้งมีงานวิจัยในพืชเศรษฐกิจอย่างข้าวโพด มันสำปะหลัง และอ้อย
ด้านประมงมีการเร่งพัฒนาปลานิล ปลากะพงขาว และกุ้งกุลาดำ เพื่อให้เติบโตเร็วขึ้น ทนโรคมากขึ้น และใช้ประโยชน์อาหารได้ดีขึ้น แม้ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น แต่ถือว่าเป็นฐานสำคัญของการพัฒนาประมงสมัยใหม่
ส่วนด้านปศุสัตว์ นักวิจัยนำเทคโนโลยีจีโนมมาคัดเลือกพันธุ์โคเนื้อ โคนม สุกร และไก่พื้นเมือง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและมูลค่าทางเศรษฐกิจ ขณะที่ด้านการแพทย์มีการพัฒนาเทคนิคปรับแต่งยีนสำหรับรักษาโรคทางพันธุกรรมและโรคมะเร็ง เช่น CAR T-cell Therapy และยีนบำบัดโรคจอตาเสื่อม แม้ยังมีประเด็นด้านจริยธรรมและกฎหมาย แต่ถือเป็นก้าวสำคัญสู่การแพทย์แม่นยำของไทย
นโยบายชัดเจน เป้าหมายชัดยิ่งกว่าไทยต้องเป็น “ฮับอาหารโลก”
ข้อมูลจากเวทีวิชาการครั้งนี้ชี้ชัดว่าไทยมีความพร้อมและมีนโยบายสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีจีโนมเอดิตติ้งอย่างจริงจัง ทั้งเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และทำให้เกษตรกรสามารถรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง สำนักงานพัฒนาการวิจัยการเกษตรยังระบุว่า การลงทุนในเทคโนโลยีเกษตรสมัยใหม่เป็นเรื่องจำเป็นทั้งเพื่อความมั่นคงทางอาหารและเพื่อรองรับการพัฒนาทางการแพทย์ในอนาคต
ผลประโยชน์ที่มากกว่าเกษตรกรรม
ดร.นิพนธ์สรุปว่า เทคโนโลยีปรับแต่งจีโนมนำไปสู่การสร้างพืชทนโรค–ทนแล้ง–ทนเค็ม เพิ่มคุณค่าทางโภชนาการ และช่วยให้เกษตรกรลดต้นทุนการผลิต อีกทั้งยังเป็นประโยชน์ต่อสาธารณสุขของประเทศ ช่วยในการผลิตยาและวัคซีน รวมถึงการรักษาโรคพันธุกรรมอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
เทคโนโลยีที่จะเปลี่ยนอนาคตไทย
จากทุกเสียงในเวทีเสวนา “จีโนมเอดิตติ้ง” ไม่ใช่แค่นวัตกรรมทางวิทยาศาสตร์ แต่เป็นเครื่องมือยุทธศาสตร์สำคัญที่จะช่วยให้ประเทศไทยก้าวสู่ตำแหน่งผู้นำด้านการเกษตรและสุขภาพระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถการแข่งขัน และเสริมสร้างความมั่นคงอาหารและความมั่นคงทางการแพทย์ในระยะยาว
ประเทศไทยจึงอาจกำลังก้าวเข้าสู่ “เกมใหม่” ที่ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีคือปัจจัยชี้ชะตา และจีโนมเอดิตติ้งอาจเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ก้าวนั้นแข็งแรงยิ่งขึ้น
