ข่าวสาร
C10 การศึกษา
12 ธันวาคม 2566
บทสรุปการเสวนาเรื่อง “อนาคตทุเรียนไทย ทุเรียนอาเซียน”

การเสวนาเรื่อง “อนาคตทุเรียนไทย ทุเรียนอาเซียน”

ในงานพิธีเปิดคลังข้อมูลดิจิทัล “เคหการเกษตร”

วันที่ 28 พฤศจิกายน 2566

ณ สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

วิทยากร 3 ท่าน ได้แก่
1) อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย เป็นผู้ดำเนินรายการและวิทยากร
2) ผศ.เจนจิรา ชุมภูคำ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เชี่ยวชาญไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อน และ
3) คุณวุฒิชัย คุณเจตน์ นายกสมาคมทุเรียนไทย

อาจารย์ปราโมช ร่วมสุข ประธานสถาบันทุเรียนไทย ได้เปิดประเด็นปัญหาทุเรียนของประเทศไทยยังไม่มีเจ้าภาพ หรือยังไม่มีหน่วยงานรับผิดชอบอย่างแท้จริง ซึ่งประเทศไทยเคยส่งออกทุเรียนไปประเทศจีนเป็นอันดับ 1 หาก 3 ปีข้างหน้ายังไม่มีการเปลี่ยนแปลงไปในทิศทางที่ดีขึ้น อาจถูกประเทศคู่แข่งเข้ามามีส่วนแบ่งการตลาด อาจทำให้ทุเรียนไทยจะถึงจุดจบ เห็นได้จากพืชที่มีศักยภาพในอดีต เช่น ลำไย กล้วยไข่ กล้วยไม้ เป็นต้น ในปัจจุบันทุเรียนกำลังไปในทิศทางเดียวกับลำไยและอีกประมาณ 3 ปีอาจพบจุดจบ โดยการปลูกทุเรียนมีหลายปัญหา เช่น ไม่ออกดอก มีคนต่างชาติกว้านซื้อสวนทุเรียน คิดเป็นประมาณ 25% ของพื้นที่ปลูกทุเรียนทั้งหมด

ใน พ.ศ. 2562 ตนเองได้เชิญชวนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีจัดตั้ง “สถาบันทุเรียนไทย” แต่ติดปัญหาที่จดทะเบียนจัดตั้งไม่ได้เนื่องจากกฎหมายไม่รองรับ และใน พ.ศ. 2566 ได้เห็นถึงโอกาสของการจัดตั้ง “สถาบันทุเรียนไทย” อีกครั้ง จากการได้เห็นต้นทุเรียนได้ให้ผลผลิตในปีแรกของภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

ในด้านการผลิตทุเรียนปัญหาด้านแรงงานหรือปัจจัยอื่น ๆ ยังเป็นปัญหาที่แก้ได้ แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นในปีนี้ คือ ทุเรียนออกดอกน้อย นอกจากนี้ปัญหาการผลิตทุเรียนของประเทศไทยในปัจจุบันอย่างหนึ่ง คือ มีการขยายพื้นที่ปลูกอย่างไร้ทิศทาง โดยปลูกทุเรียน 44 จังหวัด และพื้นที่เหล่านั้นไม่สามารถบอกได้ว่าจะประสบความสำเร็จหรือไม่ นอกจากนี้ประเทศเพื่อนบ้าน เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย มีการโค่นต้นยางพาราและปาล์มน้ำมันเพื่อปลูกทุเรียนเพิ่มขึ้น หรือบางประเทศในอาเซียน เช่น กัมพูชา เมียนมาร์ ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลจึงยังไม่ทราบข้อมูลที่แน่ชัด ซึ่งหากลากเส้นจากทวายที่เป็นแหล่งกำเนิดทุเรียนทางทิศตะวันตกไปทิศตะวันออก ผ่านจังหวัดนครราชสีมา อุบลราชธานี ผ่านแขวงจำปาสักประเทศสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ผ่านมณฑลคีรีประเทศกัมพูชา จนถึงเมืองดาลัดประเทศเวียดนาม เส้นทางนี้เป็นดินภูเขาไฟและมีการปลูกทุเรียนทั้งหมด จากที่ประมาณการณ์ไว้หากแหล่งปลูกทุเรียนยังเป็นแบบนี้และประเทศจีนเปิดรับจะทำให้ตลาดสามารถขยายได้อี กประมาณ 30-40 เท่า ซึ่งอยู่ที่การจัดการปัญหาแรงงานในการเก็บเกี่ยวได้อย่างไร และจะหารือกับประเทศในอาเซียนอย่างไรในเรื่องการขนส่ง ซึ่งอาจมีมากถึง 3 ล้านตัน ถึงแม้การขนส่งจะสามารถทำได้หลายเส้นทางแต่ปัญหา คือ ตู้คอนเทนเนอร์ไม่เพียงพอ และในส่วนนี้ประเทศไทยยังมีโอกาสที่ดีมากกว่าประเทศอื่น เนื่องจากระบบโลจิสติกส์ที่อยู่รอบประเทศไทยดีกว่าประเทศอื่น ๆ ทั้งนี้เป็นเพียงแค่การประมาณการณ์ตามข้อมูลพื้นที่ปลูกเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันทุเรียนกำลังประสบปัญหาไม่ออกดอกหรือออกช้าเนื่องจากสภาพแวดล้อมและอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป

ปัญหาบรรจุภัณฑ์ของผลผลิตแปรรูปของทุเรียนได้เป็นประเด็นมานานแล้ว แต่ปัจจุบันก็ยังไม่มีการเปลี่ยนแปลง เช่น ทุเรียนกวนที่มีลักษณะไม่อ่อนและไม่แข็งจึงทำให้ยากต่อการทำบรรจุภัณฑ์ จึงต้องเป็นโจทย์ในการทำวิจัยต่อไป

การที่ประเทศจีนปลูกทุเรียนเองภายในประเทศ ประเด็นนี้ไม่มีความกังวลเนื่องจากต้นทุนการผลิตที่ประเทศจีนค่อนข้างสูง และกลุ่มเป้าหมายหรือลูกค้าเป็นคนละกลุ่มกับประเทศไทย แต่กลับมองว่าประเทศจีนปลูกทุเรียนเพื่อสร้างองค์ความรู้ต่าง ๆ ในการผลิตทุเรียนให้มีคุณภาพ ซึ่งบางครั้งได้มีการขอเข้ามาติดตั้งสถานีตรวจอากาศในสวนทุเรียนจังหวัดจันทบุรีเพื่อเก็บข้อมูลสภาพอากาศ ซึ่งเป็นการนำเอาองค์ความรู้ของประเทศไทยไปปรับใช้ในพื้นที่ปลูกของประเทศจีน ดังนั้น สถานการณ์การผลิตทุเรียนของอาเซียนยังไม่น่ากังวล

นอกจากนี้ ปัญหาการผลิตทุเรียนของประเทศไทยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำยังไม่มีทิศทาง เช่น ในส่วนของต้นน้ำ ยังไม่มีข้อมูลการให้ปุ๋ยที่เหมาะสมในแต่ละระยะการเจริญเติบโต องค์ความรู้ในด้านจัดการทรงต้น ระยะปลูก ความหวังสุดท้าย คือ การจัดตั้ง “สถาบันทุเรียนไทย” ซึ่งได้เรียนปรึกษากับท่านนายกสภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ภายใต้มูลนิธิมหาวิทยาลัยฯ และมีภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นผู้ขับเคลื่อนกิจกรรมต่าง ๆ ในการสร้างองค์ความรู้ หลักสูตรการผลิตทุเรียน โดยมีเครือข่ายเกษตรกรสวนทุเรียนทุกภาค เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้และฝึกงานให้กับนิสิตจนสามารถนำไปประกอบอาชีพต่อไปได้ เกษตรกรจะได้มีที่พึ่งพาและศาสตร์ความรู้ต่าง ๆ ของทุเรียนจะไม่สูญหายไป

การผลิตทุเรียนของประเทศไทย ตนอยากให้ลดพื้นที่ในการปลูกลง เนื่องจากผลผลิตต่อไร่ก็สู้ต่างประเทศไม่ได้แล้ว อยากให้สนใจองค์ความรู้ที่จะทำอย่างไรให้ได้ผลผลิตต่อไร่เพิ่มขึ้น ซึ่งหากทำได้ต้นทุนต่อการผลิตต่อหน่วยก็จะลดลง ดังนั้น ในตอนนี้จึงต้องการเจ้าภาพทุเรียนเพื่อหารือในประเด็นต่าง ๆ ของทุเรียนในประเทศไทย และสุดท้ายอยากฝากไว้ว่า “ถ้าทุกหน่วยงานไม่หลงภารกิจ ทุเรียนหรือพืชอื่นทางธุรกิจไม่มีเจ๊ง”

ผศ.เจนจิรา ชุมภูคำ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้เล่าความเป็นมาของการปลูกทุเรียนของภาควิชาฯ โดยคณาจารย์สาขาไม้ผลของภาควิชาพืชสวนได้ทดลองปลูกทุเรียนที่แปลงทดลอง 2 ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มาแล้วหลายครั้งแล้วในอดีต แต่ไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ซึ่งอาจเกิดจากสภาพแวดล้อมที่ไม่เหมาะสม อีกทั้งยังประสบปัญหาน้ำท่วม ซึ่งประมาณ 6 ปีที่ผ่านมา อ.รัฐพล ฉัตรบรรยงค์ อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร เชี่ยวชาญด้านไม้ผลเขตร้อนและกึ่งร้อน ได้ซื้อกิ่งพันธุ์ทุเรียนที่เป็นพันธุ์เศรษฐกิจมาทดลองปลูกที่แปลงทดลอง 2 แต่ต้นทุเรียนไม่สามารถเจริญเติบโตได้จึงตายไป จากนั้นได้นำเมล็ดทุเรียนหลากหลายพันธุ์มาปลูกในแปลงและคัดเลือกต้นที่เจริญเติบโตได้ดีเพื่อใช้เป็นต้นตอ หลังจากนั้น 6 เดือน ทำการเสียบยอดกิ่งพันธุ์ดี จนเข้าสู่ปีที่ 3 ต้นทุเรียนเริ่มออกดอกแต่ต้นยังไม่พร้อม ดอกจึงร่วงไป เข้าสู่ปีที่ 4-5 ทุเรียนออกดอกแต่สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม พื้นที่ปลูกมีร่มเงาของต้นไม้ใหญ่บังอยู่ ทำให้ทุเรียนมีการสังเคราะห์ด้วยแสงได้ไม่เต็มที่ จึงทำให้ดอกทุเรียนร่วง หลังจากนั้นจึงปรับวิธีการดูแลต่าง ๆ ทั้งการจัดการน้ำ ปุ๋ย การตัดแต่งกิ่งให้เหมาะสมกับสภาพพื้นที่ของแปลงทดลอง 2 ทำให้ใน พ.ศ. 2566 การผลิตทุเรียนในพื้นที่ประสบความสำเร็จ ทุเรียนสามารถออกดอกและเก็บเกี่ยวผลผลตได้เป็นครั้งในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ สามารถติดตามข้อมูลหรือความรู้ได้จากหนังสือ “ทุเรียนกลางกรุง @เกษตรบางเขน” ที่คลังความรู้ดิจิทัล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

สำหรับภาพรวมการผลิตทุเรียนในตลาดอาเซียนที่ส่งไปยังประเทศจีน ประเทศไทยยังเป็นอันดับ 1 โดยรสชาติอร่อยเป็นที่ยอมรับของคนจีน อันดับ 2 คือ ประเทศเวียดนาม ซึ่งปีนี้เป็นปีแรกที่ประเทศเวียดนามเริ่มให้ผลผลิตและส่งทุเรียนไปยังประเทศจีน โดยประเทศเวียดนามมีข้อได้เปรียบหลายประการในการผลิตทุเรียนส่งออกไปยังประเทศจีน ทั้งมีฤดูกาลการเก็บเกี่ยวที่ยาวนานและให้ผลผลิตสูงต่อปี อยู่ใกล้ประเทศจีนมากกว่า การขนส่งทุเรียนทางรถยนต์ไปถึงจีนเร็วกว่า ทำให้รักษาความสดและคุณภาพทุเรียนไว้ได้ดี ค่าใช้จ่ายถูกกว่า และค่าจ้างแรงงานในประเทศเวียดนามต่ำกว่า จึงทำให้ต้นทุนการผลิตของประเทศเวียดนามต่ำกว่าด้วย สามารถขายทุเรียนได้ในราคาที่ต่ำกว่าประเทศไทย ทำให้จีนมีตัวเลือกเพิ่มขึ้น ในอนาคตประเทศเวียดนามจึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญ อันดับ 3 คือ ประเทศฟิลิปปินส์ แม้จะสามารถส่งทุเรียนไปประเทศจีนได้ แต่ปริมาณยังไม่เพียงพอกับความต้องการ อันดับ 4 คือ ประเทศมาเลเซีย ทุเรียนพันธุ์มูซานคิงเป็นพันธุ์ที่ประเทศจีนสนใจมาก แต่มีข้อจำกัด คือ ส่งได้แบบแช่แข็งเท่านั้น ยังไม่สามารถส่งผลสดได้ อันดับ 5 คือ ประเทศจีน โดยประเทศจีนได้ทดลองปลูกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2501 แต่ไม่ประสบความสำเร็จ และยังคงทดลองปลูกเรื่อยมา ใน พ.ศ. 2562 จีนได้ทดลองปลูกพันธุ์หมอนทองประสบความสำเร็จ ที่เกาะไห่หนาน และในปี พ.ศ. 2566 สามารถเก็บเกี่ยวได้เป็นปีแรก ซึ่งเป็นการผลิตทุเรียนแบบต้นทุนสูง โดยมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยเพิ่มผลผลิต แต่ยังไม่ได้คุณภาพตามที่ต้องการ ในประเทศจีนมีการจัดตั้งศูนย์วิจัยเกี่ยวกับทุเรียนแล้ว และเชื่อว่าในอนาคตจะต้องผลิตสายพันธุ์ที่เป็นของตนเอง โดยอาจใช้พ่อแม่พันธุ์จากประเทศไทย มาเลเซีย และเวียดนาม ในตอนนี้ประเทศจีนให้ความสนใจทุเรียนพันธุ์มูซานคิงและพันธุ์หนามดำเป็นอย่างมาก และได้มีการเพาะปลูกที่มณฑลกวางตุ้งแล้วตั้งแต่ปี พ.ศ.2565 ดังนั้นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยยังคงความเป็นอันดับที่ 1 ต่อไปได้ คือ ต้องรักษาคุณภาพผลผลิต หรือสำหรับเกษตรกรบางรายที่ต้องการเพิ่มพื้นที่ปลูกทุเรียน อยากให้พิจารณาพันธุ์มูซานคิงและพันธุ์หนามดำไว้เป็นทางเลือกด้วย นอกจากนี้ยังมีทุเรียนไทยที่มีความโดดเด่น เช่น พันธุ์พวงมณี จันทบุรี กระดุม มีรสชาติไม่แตกต่างจากพันธุ์มูซานคิง (พันธุ์ที่ถือว่าเป็นแอร์เมสของวงการทุเรียน) และมีราคาถูกกว่า ซึ่งประเทศไทยในหลายพื้นที่สามารถปลูก 2 พันธุ์นี้ได้ดี อาจเป็นทางเลือกพันธุ์ที่สามารถส่งออกในอนาคตได้อีก

การทำให้ประเทศจีนและชาวต่างชาติหันมาสนใจทุเรียนไทยมากขึ้นอาจต้องอาศัยบุคคลที่มีชื่อเสียงอินฟลูเอนเซอ ร์ เช่น น้องลิซ่า แบล็กพิงก์ หรือบุคคลที่มีผู้ติดตามเป็นจำนวนมากบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น Facebook, Instagram, TikTok หรือ YouTube ซึ่งจะมีอิทธิพลต่อความสนใจ ความคิดเห็น พฤติกรรม ความเชื่อ และการตัดสินใจซื้อสินค้าได้ง่ายขึ้น

ประเทศจีนยังได้เข้าไปลงทุนในประเทศลาวและมาเลเซียแล้ว นอกจากนี้ประเทศอินโดนีเซียกำลังเจรจาต่อรองกับประเทศจีนให้สามารถส่งออกทุเรียนไปยังประเทศจีน โดยขอเพียง 25-30% ของการส่งออกทั้งหมด และเสนอให้ประเทศจีนเข้ามาลงทุนเพาะปลูกในประเทศอินโดนีเซียได้ถึง 70% และเหลือไว้ปลูกเองแค่ 30%

ดังนั้นในด้านการตลาดอาจต้องมองหาตลาดอื่นนอกจากประเทศจีนด้วย เช่น ยุโรป อินเดีย ออสเตรเลีย อาหรับ แอฟริกาใต้ นอกจากทุเรียนสดแล้ว อยากให้มุ่งเน้นการแปรรูปผลผลิตทุเรียนด้วย เช่น ทุเรียนกวน ทุเรียนทอดกรอบ ควรออกแบบภาชนะบรรจุ (Packaging Design) ให้น่าสนใจและดึงดูดผู้ซื้อให้มากขึ้น อาจเรียนรู้การออกแบบจากประเทศไต้หวัน ซึ่งทุกสินค้านั้นออกแบบได้น่าสนใจ น่ารัก น่ามอง และน่าซื้อ เป็นต้น รวมถึงทุเรียนอบแห้ง (freeze dry) ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่จะสามารถเพิ่มมูลค่าได้ และนอกจากนี้ควรคิดผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ ด้วย

ขณะนี้ ภาคพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ได้จัดทำคลิปวิดีโอเรื่อง “การผลิตทุเรียนคุณภาพ” โดย อ.รัฐพล ฉัตรบรรยงค์ มีเนื้อหาเกี่ยวกับการปลูกทุเรียนอย่างไรให้รอด ดูแลอย่างไรให้ต้นพร้อมให้ผลผลิต ทำอย่างไรให้ได้คุณภาพดี และเก็บเกี่ยวอย่างไรให้ได้คุณภาพ คาดว่าจะเปิดรับสมัครเรียนออนไลน์ภายใน 31 ธันวาคม 2566 โปรดติดตามข่าวสารได้ที่หน้าเว็บไซต์ของภาควิชาพืชสวนหรือจากประชาสัมพันธ์ของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์

คุณวุฒิชัย คุณเจตน์ นายกสมาคมทุเรียนไทย เป็นเจ้าของสวนทุเรียนรุ่นใหม่ที่ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ โดยติดตั้งสถานีตรวจวัดสภาพอากาศ ได้ให้มุมมองสภาพอากาศที่แปรปรวนส่งผลต่อปริมาณและคุณภาพของผลผลิต ซึ่งในปีนี้อากาศร้อน ความชื้นสัมพัทธ์ต่ำทำให้ดอกร่วง หรือดอกติดน้อยประมาณ 10%

หลังจากโควิด-19 ตลาดทุเรียนเติบโตอย่างรวดเร็วและมีโอกาสโตขึ้นเรื่อย ๆ ในอดีตประเทศไทยได้สิทธิ์ประเทศเดียวที่ส่งผลทุเรียนสดไปประเทศจีน แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งเพิ่มขึ้นแล้ว เช่น เวียดนาม ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย กัมพูชา ลาว ดังนั้น ประเทศไทยไม่ใช่ทุเรียนเจ้าเดียวอีกแล้วในประเทศจีน จึงต้องมีการปรับตัว ในปัจจุบันการผลิตทุเรียนของประเทศไทยเกิดปัญหาหลายอย่าง ทั้งในด้านการผลิตทุเรียน ด้านการตลาด และปัญหาที่สำคัญในปัจจุบัน คือ คุณภาพผลผลิตไม่สม่ำเสมอ ซึ่งเป็นคุณภาพเดียวกับที่ประเทศคู่แข่งจึงยังสามารถผลิตได้ จึงเป็นความท้าทายสำหรับทุเรียนไทยในอนาคตว่าจะจัดการในเรื่องของคุณภาพผลผลิตได้อย่างไร นอกจากคุณภาพที่ดีขึ้นแล้วต้นทุนในการผลิตควรต่ำด้วย ซึ่งเป็นแนวทางในการยกระดับสู่อุตสาหกรรมได้อย่างไร ผลิตได้ดีแต่หากต้นทุนสูงก็ไม่มีกำไรอยู่ไม่ได้ ในปัจจุบันไม่ได้มีแค่ประเทศไทยที่สร้างองค์ความรู้การผลิตทุเรียน แต่ในประเทศจีนซึ่งเป็นผู้นำเข้าก็สนใจองค์ความรู้ที่จะพัฒนาการผลิตทุเรียนให้ได้คุณภาพดีและต้นทุนต่ำ ซึ่งใครสามารถปรับตัวได้เร็วกว่าก็จะได้เปรียบกว่า หากยังไม่ได้รีบเตรียมตัวโอกาสที่มีก็จะจางหายไป

สภาพอากาศแปรปรวนเกิดขึ้นมาประมาณ 5-6 ปีแล้ว ส่งผลให้ผลผลิตลดลงจนบางปีได้ผลผลิตเพียงครึ่งเดียว ความแปรปรวนของสภาพอากาศส่งผลต่อทุกระยะการเจริญเติบโตของทุเรียน แต่ยังไม่รู้ว่าต้นเปลี่ยนแปลงอย่างไรแล้วจะแก้ไขอย่างไร จึงเป็นโจทย์ที่ท้าทายสำหรับการผลิตทุเรียนไทยให้มีประสิทธิภาพและมีต้นทุนต่ำในสภาพอากาศที่แปรปรวน

ปรากฏการณ์เอลนีโญจะส่งผลกระทบในเรื่องน้ำ ซึ่งน้ำเป็นปัจจัยสำคัญในการผลิตทุเรียนที่จะกำหนดว่าพื้นที่ปลูกทุเรียนใดสามารถให้ผลผลิตได้ แต่กว่าจะรู้ว่าพื้นที่ใดเหมาะสมก็เป็นช่วงที่ทุเรียนเริ่มให้ผลผลิต เนื่องจากเป็นช่วงที่ทุเรียนต้องใช้น้ำมาก จึงเป็นความเสี่ยงของผู้ที่จะเข้ามาลงทุนใหม่ ซึ่งหากไม่รู้ว่าพื้นที่เหมาะสมหรือไม่ อาจทำให้เสียทั้งเวลาและต้นทุนในช่วง 6 ปีก่อนให้ผลผลิต ทุเรียนเป็นพืชที่มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสภาพอากาศ การปลูกทุเรียนจึงต้องมีองค์ความรู้สูง กลับมามองถึงปัจจุบันและอนาคตว่าเราจะพัฒนาทุเรียนให้เป็นอุตสาหกรรมเป็นธุรกิจจะต้องมีความชัดเจนและรว ดเร็ว ซึ่งต้องกลับมาออกแบบองค์ความรู้ใหม่ทั้งหมด

เรียบเรียงโดย นายนพวัฒน์ อามาตยวงค์ และ ผศ.พิจิตรา แก้วสอน

ตรวจทานเนื้อหาโดย ผศ.เจนจิรา ชุมภูคำ 

ภาควิชาพืชสวน คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์


แหล่งที่มา

สำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
https://kasets.art/tS6mVV
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู