ข่าวสาร
F04 ปุ๋ย
15 พฤศจิกายน 2564
เกษตรกรแห่ใช้ปุ๋ยสั่งตัด โชว์ลดต้นทุนเพาะปลูก 20%

เกษตรโชว์ปุ๋ยสั่งตัด ลดต้นทุนการผลิตได้จริง 20% เกษตรกรแห่ใช้บริการ 106.27 % กว่า 4 พันตัน เกินเป้า ด้าน ส.อ.ท. เล็งต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่ม สินค้าเกษตรคุณภาพ

นางดาเรศร์ กิตติโยภาส ที่ปรึกษาสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ส.อ.ท. มีสถาบันอุตสาหกรรมเพื่อการเกษตร โดยมองว่า ภาคการเกษตรคืออุตสาหกรรมอย่างหนึ่ง สามารถดีไซน์ การผลิตให้สอดคล้องความต้องการ และต่อยอดสร้างมูลค่าเพิ่มได้ ดังนั้นการที่ ส.อ.ท. ร่วมกับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภายใต้ คณะกรรมการความร่วมมือระหว่างกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (กรกอ.) จะช่วยผลักดันให้สามารถวางแผนผลิตสินค้าที่มีคุณภาพตรงกับความต้องการของตลาดได้

"ภาคการเกษตรมีสัดส่วนในผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ หรือจีดีพีเพียง 8% เท่านั้น แต่หากมองภาพของอุตสาหกรรมการเกษตร แล้วจะสามารถขยายจีดีพีได้มหาศาล ดังนั้นการนำเอาข้อมูลต่าง ๆ ของกระทรวงเกษตรฯ มาผนวกกับข้อมูลภาคอุตสาหกรรม และส่งเสริมให้เกิดในภาคปฏิบัติ จะทำให้ภาคการเกษตรของไทยเดินหน้าไปได้เร็ว" นางดาเรศร์กล่าว

สำหรับโครงการปุ๋ยสั่งตัด หรือปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์นั้น ถือว่ามีประโยชน์กับภาคการเกษตรมาก ซึ่งได้ผลักดันเรื่องนี้มาตลอด เนื่องจากช่วยลดต้นทุนการผลิตให้เกษตรกรได้ถึง 20% ขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญถึงขั้นกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาติ ในปี 2558 ด้วยการจัดตั้ง ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ขึ้น 882 แห่ง หรืออำเภอละ 1 แห่ง

ทั้งนี้ เกษตรกรที่ต้องการทำปุ๋ยใช้เองสามารถนำตัวอย่างดิน พืชที่ต้องการจะปลูกมาวิเคราะห์ ด้วยชุดตรวจสอบอย่างง่าย หรือ Test Kit เมื่อทราบค่าที่เหมาะสม เกษตรกรก็สามารถซื้อแม่ปุ๋ย คือ N (ไนโตรเจน), P (ฟอสฟอรัส) และ K (โพแทสเซียม) มาผสมและใช้ในพื้นที่ได้ทันที

อย่างไรก็ตาม ในช่วงแรก ๆ ความนิยมการทำปุ๋ยสั่งตัดของเกษตรกรมีไม่มากนัก เนื่องจากขั้นตอนที่ยุ่งยาก ต่อมาในปี 2563 กระทรวงเกษตรและสหกรณ์มีโครงการพัฒนาธุรกิจบริการดินและปุ๋ยเพื่อชุมชน (One Stop Service) ด้วยการซื้อเครื่องผสมปุ๋ยให้ ศดปช. 394 แห่ง เพื่อผลิตปุ๋ยจำหน่ายให้ชุมชนเกิดเป็นธุรกิจชุมชนขึ้น วิธีการนี้สามารถลดขั้นตอน ความยุ่งยาก และเกษตรกรนิยมเข้ามาใช้บริการมากขึ้น

"ในช่วง 2 ปีที่เกิดปัญหาโรคโควิด-19 ระบาด ทำให้รายได้ของเกษตรกรลดลง ขณะที่ปุ๋ยเคมีราคาเพิ่มขึ้น ปุ๋ยสั่งตัดจึงเป็นทางเลือก และเกษตรกรเริ่มมั่นใจว่าการวิเคราะห์ดิน ก่อนนั้นมีส่วนช่วยให้พืชเติบโตได้อย่างมีคุณภาพ อีกทั้งลดต้นทุนการผลิตได้จริง 20%"

นายเข้มแข็ง ยุติธรรมดำรง อธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า โครงการ One Stop Service ปันสุขให้เกษตรกร ซึ่งคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบ เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2563 วงเงิน 169 ล้านบาท ซึ่งเป็นการดำเนินงานภายใต้แผนงาน หรือโครงการลงทุนและกิจกรรมการพัฒนาที่สามารถพลิกฟื้นกิจกรรมทางเศรษฐกิจ เพิ่มศักยภาพ และยกระดับการค้า การผลิต และการบริการ ในสาขาเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศ โดยครอบคลุมภาคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม การค้าและการลงทุน ท่องเที่ยวและบริการ ภายใต้โครงการกู้เงินเพื่อแก้ไขปัญหา เยียวยา และฟื้นฟูเศรษฐกิจและสังคม ที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดของโรคโควิด-19 ระบาด

สำหรับวัตถุประสงค์ของโครงการเพื่อให้เกษตรกรที่ได้รับผลกระทบสามารถเพิ่มประสิทธิภาพและลดต้นทุนการผลิต ด้วยการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมในการวิเคราะห์ดินและใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน และเพื่อพัฒนาศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) ที่มีศักยภาพให้สามารถดำเนินธุรกิจในการจัดหาปุ๋ยที่มีคุณภาพใช้ในชุมชน สร้างความเข้มแข็งและพึ่งพาตนเองให้แก่เกษตรกร

ทั้งนี้ ในการสนับสนุนให้เกษตรกรใช้ปุ๋ยได้ถูกต้องเหมาะสมกับดินและชนิดพืช ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ลดปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีและให้ได้ผลผลิตเพิ่มขึ้น ดำเนินการใน ศดปช.ที่สมัครเข้าร่วมโครงการ 394 ศูนย์ ใน 63 จังหวัด จาก 882 ศูนย์ที่ดำเนินการมาตั้งแต่ปี 2558 ในพื้นที่ 77 จังหวัด โดยแต่ละศูนย์จะได้รับการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์ ได้แก่ ชุดตรวจวิเคราะห์ดิน และแม่ปุ๋ย รวมทั้งให้ยืมเครื่องผสมปุ๋ย เพื่ออำนวยความสะดวกสำหรับเกษตรกรที่ไม่สะดวกในการผสมปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดินเอง

เกษตรกรเป้าหมายหลัก คือ สมาชิกศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน (ศดปช.) แปลงใหญ่ และรวมถึงเกษตรกรทั่วไปที่ปลูกพืชเศรษฐกิจสำคัญ ข้าว ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อ้อย มันสำปะหลัง ไม้ผล พืชผัก ยางพารา ปาล์มน้ำมัน จำนวนประมาณ 107,000 ราย

"กรมส่งเสริมการเกษตรให้ความสำคัญกับการให้ความรู้เรื่องดินและปุ๋ยที่ถูกต้องแก่เกษตรกรผ่านกลไกของ ศูนย์จัดการดินปุ๋ยชุมชน โดยส่งเสริมการใช้ปุ๋ยตามค่าวิเคราะห์ดิน ซึ่งเป็นการใช้ปุ๋ยอย่างถูกต้องแม่นยำเฉพาะพื้นที่ ทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนการใช้ปุ๋ยเคมี ต้นพืชแข็งแรง สามารถต้านทานต่อการเข้าทำลายของศัตรูพืชได้ในระดับหนึ่ง ทำให้ลดการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืช ลดต้นทุน"


แหล่งที่มา

นสพ.กรุงเทพธุรกิจ ฉบับวันที่ 15 พ.ย. 2564
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู