
นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและภูมิอากาศเตือนให้เฝ้าระวังปรากฏการณ์ El Niño รอบใหม่ในช่วงปี 2026–2027 หลังหน่วยงานด้านภูมิอากาศระหว่างประเทศและแบบจำลองสภาพอากาศประเมินว่า ปรากฏการณ์ดังกล่าวมีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ต่อเนื่องถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจส่งผลต่ออุณหภูมิโลก ปริมาณฝน ภัยแล้ง พายุ ระบบอาหาร และภาคเกษตรในหลายภูมิภาค รวมถึงประเทศไทย
ดร.สนธิ คชวัฒน์ นักวิชาการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ ชมรมนักวิชาการสิ่งแวดล้อมไทย โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก Sonthi Kotchawat ระบุถึงความจำเป็นในการเตรียมรับมือปรากฏการณ์ El Niño ที่มีแนวโน้มรุนแรง โดยเฉพาะหากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลในมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าเฉลี่ยมาก อาจทำให้รูปแบบสภาพอากาศทั่วโลกแปรปรวนมากขึ้น ทั้งคลื่นความร้อน ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความผันผวนของผลผลิตทางการเกษตร
ขณะเดียวกัน รศ.ดร.เสรี ศุภราทิตย์ ผู้อำนวยการศูนย์การเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศและภัยพิบัติ มหาวิทยาลัยรังสิต ระบุว่า El Niño ปี 2026–2027 มีความเป็นไปได้ที่จะพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงพิเศษ จึงจำเป็นต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดและเตรียมความพร้อมรับมืออย่างมีสติ ภายใต้แนวคิด “ตระหนัก แต่ไม่ตระหนก” หรือ “ตื่นตัว ไม่ตื่นกลัว” เนื่องจาก El Niño ไม่ได้เกิดขึ้นอย่างฉับพลัน แต่จะค่อย ๆ พัฒนาและส่งผลกระทบตามลำดับเวลา
ข้อมูลจากองค์การบริหารมหาสมุทรและชั้นบรรยากาศแห่งชาติสหรัฐฯ หรือ NOAA ระบุว่า ในเดือนมิถุนายน 2026 ได้ประกาศภาวะ El Niño อย่างเป็นทางการ และแบบจำลองภูมิอากาศคาดการณ์ว่าปรากฏการณ์ดังกล่าวมีโอกาสพัฒนาไปสู่ระดับรุนแรงมากในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งเป็นช่วงที่ El Niño มักส่งผลชัดเจนต่อสภาพอากาศในหลายภูมิภาคของโลก
El Niño เป็นปรากฏการณ์ที่เกิดจากอุณหภูมิผิวน้ำทะเลบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเขตศูนย์สูตรสูงกว่าค่าปกติ ส่งผลต่อการหมุนเวียนของบรรยากาศและรูปแบบฝนทั่วโลก เมื่อเกิดขึ้นท่ามกลางภาวะโลกร้อน ซึ่งทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยของโลกสูงขึ้นอยู่แล้ว ผลกระทบที่เกิดขึ้นจึงอาจรุนแรงกว่าหลายเหตุการณ์ในอดีต และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อสภาพอากาศสุดขั้วในหลายพื้นที่
นักวิทยาศาสตร์ประเมินว่า หาก El Niño รอบนี้มีกำลังแรง อาจทำให้ปี 2026 หรือ 2027 เป็นอีกปีที่มีอุณหภูมิเฉลี่ยสูงมากในระดับโลก และอาจทำให้อุณหภูมิโลกสูงเกินเกณฑ์ 1.5 องศาเซลเซียสเป็นการชั่วคราว ขณะเดียวกัน ยังอาจส่งผลต่อกระแสลมกรดและแนวพายุ ทำให้บางพื้นที่เผชิญภัยแล้งรุนแรง ขณะที่บางภูมิภาคอาจมีฝนตกหนักและน้ำท่วมเพิ่มขึ้น
ผลกระทบของ El Niño แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค โดยเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ออสเตรเลีย และบางส่วนของเอเชียใต้ มักมีความเสี่ยงต่อฝนลดลง อากาศร้อนจัด และภัยแล้ง ขณะที่บางพื้นที่ของทวีปอเมริกาอาจเผชิญฝนตกหนัก พายุฝน และน้ำท่วม ส่วนแอฟริกาบางภูมิภาคมีความเสี่ยงด้านภัยแล้งและผลผลิตอาหารลดลง ขณะที่ยุโรปยังต้องจับตาคลื่นความร้อนและสภาพอากาศสุดขั้วที่อาจเกิดขึ้นในช่วงเปลี่ยนผ่านของระบบภูมิอากาศ
สำหรับประเทศไทย การจำลองสภาพอากาศจากเหตุการณ์ El Niño ในอดีตชี้ว่า ทุกภูมิภาคมีแนวโน้มเผชิญอุณหภูมิสูงกว่าค่าปกติตั้งแต่ช่วงกลางปี และอาจร้อนจัดมากขึ้นในช่วงครึ่งแรกของปีถัดไป ขณะที่ปริมาณฝนมีแนวโน้มลดลงในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อภัยแล้ง ฝนทิ้งช่วง และปริมาณน้ำต้นทุนลดลง
อย่างไรก็ตาม ผลกระทบอาจแตกต่างกันในแต่ละพื้นที่ โดยบางช่วงบางพื้นที่ เช่น ภาคตะวันตก ภาคเหนือ หรือภาคใต้ อาจยังมีโอกาสเกิดฝนมากกว่าค่าเฉลี่ยหรือฝนตกหนักได้ จึงไม่ควรมอง El Niño เพียงด้านภัยแล้งเท่านั้น แต่ควรเตรียมรับมือทั้งสถานการณ์ร้อนแล้ง ฝนทิ้งช่วง และฝนสุดขั้วเฉพาะพื้นที่ควบคู่กัน
ผลกระทบที่ประเทศไทยต้องเฝ้าระวัง ได้แก่ อากาศร้อนจัด ปริมาณน้ำในแหล่งน้ำลดลง ความเสี่ยงต่อภาคเกษตร โดยเฉพาะพื้นที่เพาะปลูกที่พึ่งพาน้ำฝนและพืชที่ต้องใช้น้ำมาก รวมถึงความเสี่ยงต่อไฟป่า หมอกควัน และฝุ่น PM2.5 นอกจากนี้ อุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้นยังอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อระบบนิเวศทางทะเล เช่น ปะการังฟอกขาวในบางพื้นที่
การเตรียมรับมือจึงควรมุ่งเน้นการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ ทั้งในระยะสั้นและระยะยาว การสำรองน้ำสำหรับอุปโภคบริโภคและการเกษตร การปรับแผนเพาะปลูกให้สอดคล้องกับสถานการณ์น้ำ การส่งเสริมพืชใช้น้ำน้อย การใช้ข้อมูลภูมิสารสนเทศและแผนที่ความเสี่ยงเพื่อประเมินพื้นที่เปราะบาง ตลอดจนการเฝ้าระวังไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็กอย่างใกล้ชิด
ในภาคเกษตร ควรมีการวางแผนการผลิตล่วงหน้า โดยพิจารณาปริมาณน้ำต้นทุนในแต่ละพื้นที่ ลดการเพาะปลูกพืชใช้น้ำมากในพื้นที่เสี่ยง ส่งเสริมการใช้น้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และเตรียมมาตรการช่วยเหลือเกษตรกรในกรณีที่ผลผลิตได้รับความเสียหายจากภัยแล้งหรือสภาพอากาศแปรปรวน
ขณะเดียวกัน ภาคสาธารณสุขควรเตรียมระบบเตือนภัยและแผนดูแลประชาชนกลุ่มเสี่ยงจากโรคที่เกี่ยวข้องกับความร้อน เช่น โรคลมแดด รวมถึงปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดจากการขาดแคลนน้ำสะอาด โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท พื้นที่เกษตรกรรม และพื้นที่ที่มีแหล่งน้ำจำกัด
แม้ระดับความรุนแรงของ El Niño 2026–2027 ยังต้องติดตามจากข้อมูลและแบบจำลองภูมิอากาศอย่างต่อเนื่อง แต่สัญญาณในขณะนี้สะท้อนว่า ประเทศไทยและหลายประเทศควรเตรียมมาตรการล่วงหน้า เพื่อลดผลกระทบต่อระบบน้ำ ภาคเกษตร ระบบอาหาร เศรษฐกิจ พลังงาน ระบบนิเวศ และสุขภาพประชาชน หากปรากฏการณ์ดังกล่าวทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027
สิ่งสำคัญคือการสื่อสารความเสี่ยงอย่างรอบด้าน ไม่สร้างความตื่นตระหนก แต่กระตุ้นให้ทุกภาคส่วนตื่นตัว รับฟังข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ และเตรียมพร้อมรับมือทุกฉากทัศน์อย่างเป็นระบบ เพื่อให้สามารถบริหารความเสี่ยงจาก El Niño ครั้งนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
El Niño ปี 2026–2027 มีแนวโน้มทวีความรุนแรงในช่วงปลายปี 2026 ถึงต้นปี 2027 และอาจส่งผลต่อสภาพอากาศทั่วโลก ทั้งอากาศร้อนจัด ภัยแล้ง ฝนตกหนัก น้ำท่วม ไฟป่า และความเสี่ยงด้านอาหาร สำหรับประเทศไทยต้องเฝ้าระวังอุณหภูมิสูง ฝนลดลง น้ำต้นทุนลดลง ผลกระทบต่อภาคเกษตร ไฟป่า PM2.5 สุขภาพจากความร้อน และระบบนิเวศทางทะเล โดยควรเตรียมแผนบริหารจัดการน้ำ ปรับแผนเพาะปลูก และติดตามข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้แนวคิด “ตื่นตัว ไม่ตื่นตระหนก”
