แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 15 จาก 15
หน้า
  • แจ้งเตือน
    ระวังโรคใบจุดดำในลำไย
    สภาพอากาศในช่วงนี้ฝนตกต่อเนื่อง และมีฝนตกหนักบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกลำไยในระยะการเจริญเติบโตทางใบ-พัฒนาผล รับมือโรคใบจุดดำ (เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides)
    อาการเริ่มแรก บนใบแก่พบแผลจุดกลมสีน้ำตาลอ่อน มีขอบสีเหลืองล้อมรอบ ต่อมาแผลเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลเข้มถึงดำ หากอาการรุนแรงแผลจะขยายติดกันเป็นแผลขนาดใหญ่ ทำให้ใบบิดเบี้ยวผิดรูป แผลอาจขาดเป็นรู หากสภาพแวดล้อมเหมาะสม มีความชื้นสูง โรคจะระบาดลุกลามไปที่ใบเพสลาดและใบอ่อน ใบจะหลุดร่วงในที่สุด
    แนวทางป้องกัน
    - หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบอาการของโรคที่ใบแก่ ตัดแต่งและเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค
    - หากพบเริ่มมีอาการของโรคที่ใบเพสลาดและใบอ่อน ให้ตัดแต่งส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น อะซอกซีสโตรบิน ๒๕% เอสซี อัตรา ๕-๑๐ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือ แมนโคเซบ ๘๐% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา ๕๐ กรัมต่อน้ำ ๒๐ ลิตร หรือโพรคลอราซ ๔๕% อีซี อัตรา ๑๕ มิลลิลิตรต่อน้ำ ๒๐ ลิตร พ่นทุก ๗-๑๐ วัน
    - กำจัดวัชพืชรอบโคนต้นเพื่อลดความชื้นสะสม
    - ไม่ควรใส่ปุ๋ยที่มีค่าไนโตรเจนมากเกินไป เพราะจะทำให้พืชอ่อนแอต่อการเกิดโรค
    - หลังการเก็บเกี่ยวผลผลิต ควรตัดแต่งกิ่งเพื่อให้ทรงพุ่มโปร่ง โดยเฉพาะกิ่งที่มีใบเป็นโรค และเก็บส่วนที่เป็นโรค นำไปทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อไม่ให้เป็นแหล่งสะสมของโรคในฤดูกาลผลิตต่อไป

    อ่านต่อ
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    สละใกล้เก็บเกี่ยวระวังโรคผลเน่า

    สภาพอากาศในช่วงนี้ฝนตกปานกลางถึงหนักมาก เตือนผู้ปลูกสละในระยะติดผล/เก็บเกี่ยว รับมือโรคผลเน่า (เชื้อรา Marasmius palmivorus)
    อาการ เปลือกผลสละมีสีน้ำตาล ถ้าความชื้นสูงจะพบเส้นใยของเชื้อราสีขาวหรือขาวอมชมพู เปลือกจะเปราะแตก เนื้อด้านในเน่า ผลร่วง เส้นใยเชื้อราเจริญเต็มที่จะสร้างดอกเห็ดสีขาว เมื่อดอกเห็ดบานจะปลดปล่อยสปอร์แพร่ระบาดไปสู่ทะลายผลอื่น ๆ และต้นอื่น
    แนวทางป้องกัน
    1. ตัดแต่งทางใบแก่ โดยเฉพาะทางใบที่อยู่ด้านล่าง ๆ ให้มีการถ่ายเทอากาศได้ดี ไม่มีความชื้นสะสมใต้ทรงพุ่มมากเกินไป
    2. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ ปลิดผลที่เป็นโรคบนทะลาย เก็บเศษซากพืชและผลที่ร่วงอยู่ใต้ต้น นำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก เพื่อลดปริมาณเชื้อสะสม
    3. พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไพราโคลสโตรบิน 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือทีบูโคนาโซล+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50% + 25% ดับเบิ้ลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 25 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นสาร 2 ครั้ง ครั้งแรกก่อนเก็บเกี่ยวผลสละ 2 เดือน ครั้งที่สองหลังจากครั้งแรก 7 วัน

    อาจเป็นรูปภาพของ อาหาร และ ข้อความพูดว่า "สละ ผลแก่ ใกล้เก็บเกี่ยว =ให้ระวัง!= โรคผลเน่า"


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนเจาะฝักมะขาม

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศเย็นและมีความชื้นสูงในตอนกลางคืนและเช้า อากาศร้อนในตอนกลางวัน เตือนผู้ปลูกมะขามในระยะพัฒนาผลรับมือหนอนเจาะฝักมะขาม
    ตัวเต็มวัยเป็นผีเสื้อกลางคืนขนาดเล็ก ผีเสื้อเพศเมียวางไข่เป็นฟองเดี่ยว ๆ บนฝักมะขาม ตั้งแต่มะขามเริ่มเป็นฝักอ่อน โดยวางไข่บนฝักที่มีรอยแตกหรือรอยหักมากกว่าฝักปกติ เมื่อไข่ฟักเป็นตัวหนอนจะเจาะเปลือกมะขามเข้ากัดกินเนื้อและเมล็ดมะขาม หนอนถ่ายมูลออกมาที่บริเวณปากรูเป็นกระจุกสีน้ำตาล และอาศัยอยู่ในฝักจนกระทั่งเข้าดักแด้ เมื่อออกเป็นตัวเต็มวัยจะบินไปผสมพันธุ์และวางไข่ต่อไป การทำลายในช่วงฝักอ่อนทำให้ฝักแห้งลีบ การทำลายในช่วงฝักแก่ทำให้เนื้อในถูกกัดกิน ทำให้ฝักมะขามเสียหาย

    แนวทางป้องกัน
    หมั่นสำรวจและเก็บฝักมะขามที่ถูกทำลายทิ้ง หากพบการระบาดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช เช่น อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% W/V EC อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 2.5% W/V EC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% W/V SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูสัตว์
    เตือนประมงกระชัง ระวังเห็บปลามากับน้ำเปลี่ยนสี หวั่นเกิดโรคป่วย-ตาย สร้างความเสียหาย

    ประมงอำเภอครบุรี จ.นครราชสีมา ตรวจเยี่ยมเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง ทั้งเตือนระวังเห็บปลาช่วงน้ำเปลี่ยนสี หวั่นเกิดโรคตาย หากพบปรสิตติดตัวปลา แยกปลาออก แจ้ง สนง.ประมงใกล้บ้านทันที

    นายอายุวัฒน์ อนุตรอริยกุล ประมงอำเภอครบุรี ออกตรวจเยี่ยมกระชังปลาของเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังในเขื่อนลำแชะ ต.โคกกระชาย อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อแนะนำให้ความรู้เกี่ยวกับการดูแลปลากระชังในช่วงฤดูน้ำเปลี่ยน ซึ่งอาจจะนำไปสู่การเกิดปัญหาโรคในปลาหลากหลายชนิด สร้างความเสียหายหนักให้เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง

    นายอายุวัฒน์ กล่าวว่า ช่วงนี้ทางสำนักงานประมงมีความห่วงใยในปัญหาของเรื่องฤดูน้ำเปลี่ยนสี ในกรณีเกิดฝนตกหนักอาจจะทำให้เกิดมีปรสิตไหลมากับน้ำ ซึ่งปรสิตในช่วงฤดูน้ำหลากนี้จะมีความแข็งแรงมากเป็นพิเศษ อาจจะเข้ามาเกาะติดปลาหรือที่เรียกกันว่า “เห็บปลา” ทำให้ปลาเกิดโรค ทำให้ปลาป่วยและตายได้ สร้างความเสียหายต่อเกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชัง

    สำหรับการป้องกันนั้นทำได้ค่อนข้างยาก เกษตรกรผู้เลี้ยงปลากระชังต้องหมั่นดูแลกระชังปลาของตนเอง โดยให้มีการถ่ายเทของน้ำและอากาศอยู่ตลอดเวลา หากพบปลามีเห็บหรือปรสิตติดอยู่บริเวณลำตัวหรือเหงือกให้พยายามแยกปลาออก และประสานทางสำนักงานประมงใกล้บ้าน เพื่อเข้าไปดูแลและให้คำแนะนำในการกำจัดโดยทันที


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคสัตว์
    ปศุสัตว์เตือน! ถ่านไม่สามารถรักษาโรคลัมปีสกินในวัวได้

    ศูนย์ต่อต้านข่าวปลอม ประเทศไทย เปิดเผยว่า ตามที่ได้มีข้อความปรากฎในสื่อออนไลน์ต่าง ๆ ในประเด็นเรื่องถ่านสามารถรักษาโรคลัมปีสกินในวัวได้ ทางกรมปศุสัตว์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ตรวจสอบข้อมูลและชี้แจงว่า ยังไม่พบข้อมูลว่าผงถ่านดังกล่าวมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อไวรัสและเชื้อแบคทีเรีย และผงถ่านทั่วไปที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการเผาด้วยความร้อนสูง เพื่อให้ได้ผงอนุภาคเล็กที่มีรูพรุนเป็นผงถ่านชาร์โคลนั้น ยังไม่พบการรายงานการใช้ในการรักษาทางการแพทย์

    การใช้ถ่านทาบริเวณแผลของสัตว์ที่เป็นโรคลัมปีสกิน อาจเป็นเพียงการใช้สำหรับการดูดซับกลิ่นจากแผลที่ผิวหนัง ลดการตอมและการชอนไชของแมลงพาหะ หรือบรรเทาอาการจากการอักเสบของแผลเท่านั้น อย่างไรก็ตาม หากนำถ่านที่ไม่มีความสะอาดเพียงพอไปใช้ในการทาแผล อาจทำให้แผลเกิดการติดเชื้อลุกลามมากขึ้นหรือเกิดเป็นแผลเรื้อรังได้

    ดังนั้น ขอให้ประชาชนอย่าหลงเชื่อข้อมูลดังกล่าว และขอความร่วมมือไม่ส่ง หรือแชร์ข้อมูลดังกล่าวต่อในช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ และเพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลข่าวสารจาก กรมปศุสัตว์ สามารถติดตามได้ที่เว็บไซต์ www.dld.go.th หรือ โทร. 0 2653 4444


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังไรกำมะหยี่ลำไย

    สภาพอากาศในช่วงนี้มีฝนตกกระจายทั่วทุกพื้นที่ เตือนผู้ปลูกลำไยในระยะแตกใบอ่อน ติดผล ออกดอก รับมือไรกำมะหยี่ลำไย (Aceria longana Boczek and Knihinicki) เข้าทำลายช่อใบอ่อนของลำไย ทำให้ใบอ่อนมีขนาดเล็กลง ขอบใบบิดม้วนงอ บางครั้งมีลักษณะบิดเป็นเกลียว เมื่อนำใบที่มีลักษณะดังกล่าวมาตรวจดูใต้กล้องที่มีกำลังขยายตั้งแต่ 40 เท่าขึ้นไป จะพบเส้นขนละเอียด สีเขียว หรือน้ำตาลอ่อนขึ้นปกคลุมที่ผิวใบ หรือยอดอ่อนทั้งบนใบและใต้ใบ บริเวณซอกขนเหล่านี้จะพบไรตัวเล็ก ๆ คล้ายหนอน ลำตัวสีขาวนวล อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก ช่อใบที่ถูกทำลายนี้ต่อมาจะค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลและแห้งคาช่อ บางส่วนที่ยังไม่ถูกไรทำลายสามารถแทงช่อใบขึ้นมาใหม่ แต่จะมีอาการหงิกเช่นเดิม ช่อใบที่ถูกไรทำลายนี้จะมีก้านช่อแตกเป็นพุ่มเป็นกระจุก มีข้อปล้องสั้นคล้ายพุ่มไม้กวาด ถ้าไรเข้าทำลายในระยะที่ลำไยแตกช่อดอกจะทำให้ช่อดอกมีลักษณะแตกพุ่มคล้ายไม้กวาด ช่อดอกสั้น ที่ดอกมีขนละเอียดสีน้ำตาลปกคลุม เช่นเดียวกับที่พบบนใบอ่อน ช่อดอกหลังจากที่ถูกไรเข้าทำลาย ดอกจะแห้ง ร่วง เหลือแต่ก้านช่อเป็นพุ่มสีน้ำตาลแห้ง ไม่ติดผลหรือติดผลน้อย
    *ข้อสังเกต การเข้าทำลายของไรกำมะหยี่ลำไยมีลักษณะคล้ายกับใบลำไยที่ได้รับสารกำจัดวัชพืช 2,4-ดี แต่แตกต่างกันที่ผิวใบลำไยที่เกิดจากการเข้าทำลายของไรกำมะหยี่ลำไยจะมีลักษณะเป็นขนละเอียดคล้ายพรม ส่วนใบลำไยที่ได้รับสารกำจัดวัชพืช 2,4-ดี ผิวใบจะเรียบ

    แนวทางป้องกัน
    1. ใช้พันธุ์ต้านทาน จากการสำรวจพบว่าไรกำมะหยี่ลำไยระบาดมากในลำไยพันธุ์เบี้ยวเขียว โดยเฉพาะต้นที่มีอายุมาก ส่วนพันธุ์อีดอและพันธุ์อื่น ๆ พบน้อยกว่า ดังนั้นจึงควรแก้ไขด้วยการปลูกลำไยพันธุ์ต้านทานแทน
    2. ใช้วิธีตัดแต่งกิ่ง ให้ตัดแต่งกิ่งและยอดที่ถูกไรทำลายแล้วนำไปเผาทิ้ง จะช่วยลดการระบาดของไรกำมะหยี่ลำไยได้
    3. ใช้สารกำจัดไรถ้ามีการระบาดมาก และหากไม่สามารถตัดแต่งกิ่งที่ถูกทำลายลงได้หมด ให้ใช้สารกำจัดไรพ่นหลังการเก็บเกี่ยว และตัดแต่งทรงพุ่ม โดยใช้สารโพรพาไกด์ 30% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือกำมะถันผง 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออะมิทราซ 20% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นซ้ำเมื่อลำไยแทงยอดใหม่
    *ไม่ควรพ่นสารกำจัดไรเมื่อมีแดดจัด เพราะอาจทำให้ใบอ่อนไหม้ได้


    อ่านต่อ
    วันที่ 28 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร ระหว่างวันที่ 20-26 มิถุนายน พ.ศ. 2565

    การคาดหมายลักษณะอากาศ ในช่วงวันที่ 20-21 มิ.ย. 2565 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้กำลังอ่อนพัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย ทำให้ประเทศไทยมีฝนน้อย แต่ยังคงมีฝนฟ้าคะนองและลมกระโชกแรงเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ส่วนมากบริเวณด้านรับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้

    ส่วนในช่วงวันที่ 22-26 มิ.ย. 2565 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะเริ่มมีกำลังแรงขึ้น โดยในช่วงวันที่ 22-24 มิ.ย. 2565 ร่องมรสุมจะพาดผ่านประเทศเมียนมาและประเทศลาวตอนบน เข้าสู่หย่อมความกดอากาศต่ำบริเวณประเทศเวียดนามตอนบน ทำให้บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ มีฝนตกหนักและลมกระโชกแรงบางแห่ง

    คําเตือน ในช่วงวันที่ 22-26 มิ.ย. 2565 ขอให้ประชาชนระวังอันตรายจากฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และฝนตกหนัก โดยหลีกเลี่ยงการอยู่บริเวณใต้ต้นไม้ใหญ่ อาคารก่อสร้างและป้ายโฆษณาที่ไม่แข็งแรง ขณะเกิดฝนฟ้าคะนอง

    คำแนะนําสำหรับการเกษตร อ่านเพิ่มเติมได้ที่ https://www.tmd.go.th/programs/uploads/Agrodoc/agro-0029.pdf

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 22 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคใบจุดหรือใบจุดตากบในผักสลัด (โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด)

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกผักสลัด (โดยเฉพาะผักที่มีใบกว้าง เช่น กรีนคอส บัตเตอร์เฮด) ในทุกระยะการเจริญเติบโตรับมือโรคใบจุดหรือใบจุดตากบ (เชื้อรา Cercospora lactucae-sativa)

    เริ่มแรกแผลมีลักษณะเป็นจุดฉ่ำน้ำสีน้ำตาลอ่อน ต่อมาแผลขยายใหญ่ มีลักษณะกลมหรือค่อนข้างกลม เรียงซ้อนกันเป็นชั้น กลางแผลมีสีเทาหรือสีขาว ขอบแผลเป็นสีน้ำตาล ลักษณะคล้ายตากบ แผลมีหลายขนาดตั้งแต่จุดเล็กถึงจุดใหญ่ ขนาด 1-10 มิลลิเมตร เกิดกระจายทั่วใบ ถ้าอาการรุนแรงแผลจะลามขยายติดกันทำให้ใบไหม้ หากเกิดกับใบอ่อนอาจทำให้เกิดอาการใบหงิกงอ

    แนวทางป้องกัน
    1. ใช้เมล็ดพันธุ์ที่ปลอดโรค หรือฆ่าเชื้อที่อาจติดมากับเมล็ด โดยแช่ในน้ำอุ่นประมาณ 50 องศาเซลเซียส นาน 20-25 นาที
    2. ก่อนการปลูกควรไถพรวนดินลึก ๆ ทิ้งไว้อย่างน้อย 30 วัน เพื่อให้เศษซากพืชและวัชพืชย่อยสลาย
    3. จัดการแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี และควรมีอากาศถ่ายเท
    4. หมั่นตรวจแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอเมื่อพบโรคพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เช่น เบโนมิล 50% WP อัตรา 12 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ 80% WP อัตรา 80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    5. ถ้าพบโรคระบาดรุนแรงให้ปลูกพืชอื่นสลับหมุนเวียนอย่างน้อย 3 ปี


    อ่านต่อ
    วันที่ 22 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังแมลงหวี่ขาวยาสูบในพริก

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อนและมีฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกพริกในทุกระยะการเจริญเติบโต รับมือแมลงหวี่ขาวยาสูบ ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบ และเป็นพาหะนำโรคที่เกิดจากไวรัส ทำให้ใบพริกหงิก ซีดด่าง หรือใบหงิกเหลือง ยอดไม่เจริญ และต้นพริกไม่สมบูรณ์ ผลพริกที่ได้ไม่มีคุณภาพ

    แนวทางป้องกัน
    ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพ เช่น สไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไพมีโทรซีน 50% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือบูโพรเฟซิน 40% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออะซีทามิพริด 20% SP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วโดยเฉพาะใบล่าง เมื่อพบการระบาด


    อ่านต่อ
    วันที่ 22 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนกระทู้หอม

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน และมีฝนตกบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกหอมแดง, หอมหัวใหญ่ ในระยะ  เริ่มปลูก-พัฒนาหัว รับมือหนอนกระทู้หอม หนอนกระทู้หอมจะเจาะเข้าไปอาศัยในใบหอมและกัดกินเนื้อเยื่อใบหอมทำให้ใบมีสีขาว และจะกัดกินไปถึงหัวหอมทำให้ไม่สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้

    แนวทางป้องกัน
    1. เก็บกลุ่มไข่และหนอนทำลายเพื่อช่วยลดการระบาด
    2. ใช้เชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (WDG, WG, WP) หรือ 60-80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร (SC)
    3. ใช้นิวเคลียร์โพลีฮีโดรซีสไวรัส หรือเอ็นพีวีหนอนกระทู้หอม อัตรา 20-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7 วัน เมื่อพบต้นที่มีรอยทำลายเกิน 10 เปอร์เซ็นต์ กรณีพบการะบาดรุนแรงมีความเสียหายเกิน 20 เปอร์เซ็นต์ ควรพ่นติดต่อกัน 2 ครั้งทุก 4 วัน
    4. สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพ เช่น โทลเฟนไพแรด 16% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอฟีนาเพอร์ 10% SC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟลูเบนไดอะไมด์ 20% WG อัตรา 6 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอแรนทรานิลิโพรล 5.17% SL อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรืออินดอกซาคาร์บ 15% EC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบกลุ่มไข่เฉลี่ย 0.5 กลุ่มต่อ 1 ตารางเมตร โดยการสุ่มนับแบบทแยงมุม 25 จุดต่อไร่ พ่นจนกว่าการทำลายจะลดลงต่ำกว่า 10 เปอร์เซ็นต์


    อ่านต่อ
    วันที่ 22 มิถุนายน 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ระวังโรคยอดเน่า รากเน่าในสับปะรด

    สภาพอากาศในช่วงนี้อากาศร้อน มีฝนตก และฝนตกหนักบางพื้นที่ เตือนผู้ปลูกสับปะรด ในทุกระยะการเจริญเติบโตรับมือโรคยอดเน่า รากเน่า (เชื้อรา Phytophthora spp.) อาการที่ต้น ใบยอดมีสีซีด ที่โคนใบหรือฐานใบจะเน่าช้ำมีสีขาวอมเหลืองขอบแผลสีน้ำตาล ส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว เมื่อดึงส่วนยอดจะหลุดโดยง่าย หากอาการรุนแรงกลุ่มใบตรงกลางต้นจะหักล้มพับลงมา
    อาการที่ราก อาการเริ่มแรกจะเห็นใบมีสีซีดคล้ายอาการที่ต้น ใบด้านล่างนิ่มกว่าปกติและแห้งตายเข้ามาจากปลายใบ ต้นชะงักการเจริญเติบโต รากมีแผลสีน้ำตาล เปื่อยและเน่า ดึงหลุดออกมาจากดินโดยง่าย
    อาการที่ผล ผลมีขนาดเล็ก ผลเน่าเป็นจุดสีเขียวเข้ม ผ่าดูภายในเนื้อเยื่อจะเน่าเป็นสีน้ำตาล
    แนวทางป้องกัน
    1. เลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เคยมีการระบาดของโรคนี้มาก่อน
    2. แปลงปลูกควรมีการระบายน้ำดี ไม่ควรมีน้ำท่วมขัง และเมื่อมีน้ำท่วมขังควรรีบระบายออก
    3. ใช้ส่วนขยายพันธุ์จากแหล่งที่ไม่พบการระบาดของโรค
    4. ก่อนปลูกแช่จุก หรือ หน่อพันธุ์ ด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 25% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 20-40 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟอสโฟนิก แอซิด 40% เอสแอล อัตรา 50-60 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร นาน 15-20 นาที
    5. ตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ เมื่อพบต้นเริ่มแสดงอาการของโรค พ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ตามข้อ 4 ทุก 1 เดือน จำนวน 2 ครั้ง
    6. ต้นที่เป็นโรครุนแรง ควรขุดออกนำไปทำลายนอกแปลง แล้วพ่นด้วยสาร ตามข้อ 4 ลงดินบริเวณหลุมที่ขุด และต้นที่อยู่บริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันการระบาดของโรค
    7. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิต นำส่วนต่าง ๆ ของพืชที่เป็นโรคไปทำลายนอกแปลง
    8. ไม่นำเครื่องมือที่ใช้กับต้นเป็นโรคไปใช้ต่อกับต้นปกติ และควรทำความสะอาดเครื่องมือก่อนนำไปใช้ใหม่ทุกครั้ง


    อ่านต่อ
    วันที่ 18 พฤษภาคม 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนชาวสวนทุรียนระวัง "หนอนด้วงหนวดยาว" เจาะลำต้นทุเรียน
    การระบาดของแมลงศัตรูชนิดนี้ เกิดขึ้นในลักษณะค่อยๆ สะสมความรุนแรงแบบภัยมืด โดยชาวสวนไม่ทราบว่ามีการระบาดของศัตรูพืช เนื่องจากเป็นแมลงกลางคืนพฤติกรรมต่างๆ เกิดขึ้นในช่วงกลางคืน และส่วนใหญ่พบทำลายทุเรียนพันธุ์หมอนทอง ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่โดยฝังไว้ใต้เปลือกตามลำต้นและกิ่งขนาดใหญ่ หนอนกัดกินชอนไชไปตามเปลือกไม้ด้านในไม่มีทิศทาง หรืออาจกัดควั่นเปลือกรอบต้น การทำลายที่เกิดจากหนอนขนาดเล็กไม่สามารถสังเกตได้จากภายนอก แต่เมื่อหนอนโตขึ้นจะพบขุยไม้ละเอียดซึ่งเป็นมูลของหนอนตามแนวรอยทำลาย หรือตรงบริเวณที่หนอนทำลายกัดกินเนื้อไม้อยู่ภายในจะเห็นมีของเหลวสีน้ำตาลแดงไหลเยิ้มอยู่ ในระยะต่อมาจึงจะพบมูลหนอนออกมากองเป็นกระจุกอยู่ข้างนอกเปลือก เมื่อใช้มีดปลายแหลมแกะเปลือกไม้ จะพบหนอนอยู่ภายใน เกษตรกรจะสังเกตพบรอยทำลายต่อเมื่อหนอนตัวโตและอาจเจาะเข้าเนื้อไม้ หรือกินควั่นรอบต้นทุเรียนแล้วซึ่งจะมีผลทำให้ท่อน้ำท่ออาหารถูกตัดทำลายเป็นเหตุให้ทุเรียนเริ่มทรุดโทรม ใบเหลืองและร่วง และยืนต้นตายได้
     
    อาจเป็นรูปภาพของ ต้นไม้ และ กลางแจ้ง
     
    แนวทางป้องกันกำจัด
    1. กำจัดแหล่งขยายพันธุ์ โดยตัดต้นทุเรียนที่ถูกทำลายรุนแรงจนไม่สามารถให้ผลผลิตเผาทิ้ง และควรดูแลรักษาต้นทุเรียน ให้มีความสมบูรณ์ แข็งแรงอยู่เสมอ
    2. กำจัดตัวเต็มวัย โดยใช้ไฟส่องจับตามต้นทุเรียนในช่วงเวลา 20.00 น. ถึงช่วงเช้ามืด หรือใช้ตาข่ายดักปลาตาถี่พันรอบต้นหลายๆ ทบ เพื่อดักตัวด้วง
    3. หมั่นตรวจสวนเป็นประจำ โดยสังเกตรอยแผล ซึ่งเป็นแผลเล็กและชื้น ที่ตัวเต็มวัยทำขึ้นเพื่อการวางไข่ ถ้าพบให้ทำลายไข่ทิ้ง หรือถ้าพบขุยและการทำลายที่เปลือกไม้ให้ใช้มีดแกะ และจับตัวหนอนทำลาย
    4. แหล่งที่มีการระบาดรุนแรง ควรป้องกันการเข้าทำลายของด้วงหนวดยาว โดยพ่นสารฆ่าแมลง ไทอะมีทอกแซม/แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 14.1%/10.6% ZC อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ โคลไทอะนิดิน 16% SG อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อะซีทามิพริด 20% SP อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้โชกเฉพาะบริเวณลำต้น ตั้งแต่โคนจนถึงยอด และกิ่งขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นตำแหน่งที่ด้วงชอบวางไข่ พ่น 2 ครั้ง ห่างกัน 2 สัปดาห์

    อ่านต่อ
    วันที่ 28 เมษายน 2565
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้ และชนิดแมลงวันผลไม้ที่สำคัญในประเทศไทย
    • วงจรชีวิตแมลงวันผลไม้ และชนิดแมลงวันผลไม้ที่สำคัญในประเทศไทย
      - แมลงวันผลไม้หรือแมลงวันทองในประเทศไทยมีทั้งหมด 211 ชนิด 63 สกุล ชนิดที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจ 9 ชนิด มีพืชอาศัยประมาณ 150 ชนิด ซึ่งผลไม้ที่มีเปลือกบางและเนื้ออ่อนนุ่ม เช่น มะม่วง ชมพู่ มะเฟือง น้อยหน่า ฝรั่ง พุทรา กระท้อน ละมุด ลองกอง สามารถถูกทำลายได้ง่าย รวมถึงพืชตระกูลแตง พริก มะเขือ เป็นต้น


    อ่านต่อ
    วันที่ 21 เมษายน 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    โรคเส้นดำในยางพารา
    วันที่ 20 เมษายน 2565
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    โรครากขาวในยางพารา
    วันที่ 20 เมษายน 2565
แสดง 1 - 15 จาก 15
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู