
จากภูมิปัญญาการผลิตผ้าไหมที่สืบทอดมายาวนานของชุมชนในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ วันนี้กำลังได้รับการต่อยอดด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีชีวภาพ ผ่านนวัตกรรมเอนไซม์ลอกกาวไหม ซิลค์โปร (SilkPro) ที่ช่วยลดการใช้สารเคมี พลังงาน และระยะเวลาในการผลิต พร้อมรักษาคุณภาพเส้นไหม เพื่อเปิดโอกาสให้ผ้าไหมไทยก้าวสู่ผลิตภัณฑ์รักษ์โลกและตลาดมูลค่าสูง
สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) โดยไบโอเทค และสถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) ร่วมกับกรมหม่อนไหม ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) และหน่วยงานพันธมิตร จัดงาน SilkPro Innovation Day: From Heritage to High Value ณ โครงการส่งเสริมศิลปาชีพบ้านดอนหลี่ อำเภอพยัคฆภูมิพิสัย จังหวัดมหาสารคาม เพื่อถ่ายทอดผลสำเร็จของการนำ SilkPro ไปใช้จริง และเชื่อมโยงนักวิจัย ผู้ประกอบการ นักออกแบบ และเครือข่ายผู้ผลิตผ้าไหมในพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ 5 จังหวัด ได้แก่ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม ศรีสะเกษ สุรินทร์ และยโสธร
ลดสารเคมีกว่า 50% ร่นเวลาได้ถึง 4 เท่า
“การลอกกาวไหม” เป็นขั้นตอนสำคัญที่ส่งผลต่อความนุ่ม ความมันวาว การย้อมสี และคุณภาพของเส้นไหม โดยวิธีดั้งเดิมต้องใช้สารเคมีหรือด่างร่วมกับความร้อน ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานและอาจสร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
ทีมวิจัยเทคโนโลยีตัวเร่งปฏิกิริยาชีวภาพ ไบโอเทค สวทช. นำโดย ดร.ธิดารัตน์ นิ่มเชื้อ จึงพัฒนา SilkPro ซึ่งเป็นเอนไซม์โปรติเอสที่มีความจำเพาะต่อโปรตีนกาวไหม ช่วยลดการใช้สารเคมีหรือด่างฟอกขาวได้มากกว่า 50% และร่นระยะเวลาการลอกกาวไหมได้ถึง 4 เท่า อีกทั้งลดการใช้ความร้อนและพลังงาน ทำให้กระบวนการผลิตปลอดภัยต่อผู้ปฏิบัติงานและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น
ที่สำคัญ ชุมชนสามารถใช้ SilkPro กับน้ำประปาและอุปกรณ์ที่มีอยู่เดิมได้ โดยเส้นไหมยังคงความนุ่ม มันวาว แข็งแรง และย้อมสีธรรมชาติได้ดี จึงเป็นเทคโนโลยีที่เข้ามาเสริมศักยภาพภูมิปัญญาดั้งเดิม มากกว่าการเปลี่ยนวิถีการผลิตของชุมชน
จากห้องวิจัยสู่ 11 วิสาหกิจชุมชน
ในปี 2569 ไบโอเทคและ สท. ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้และขยายผล SilkPro สู่วิสาหกิจชุมชน 11 แห่ง ใน 5 จังหวัด รวม 299 คน พร้อมสร้างเครือข่ายนวัตกรและศูนย์เรียนรู้ต้นแบบ 3 แห่ง เพื่อเป็นฐานในการถ่ายทอดเทคโนโลยีและต่อยอดสู่การใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์
ดร.กอบกุล เหล่าเท้ง รองผู้อำนวยการไบโอเทค สวทช. ระบุว่า เทคโนโลยีดังกล่าวพัฒนาภายใต้กรอบทุ่งกุลาม่วนชื่น โดยมุ่งนำวิทยาศาสตร์และนวัตกรรมมาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ควบคู่กับการสร้างเครือข่ายนวัตกรชุมชน เพื่อพัฒนาผ้าไหมไทยที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเพิ่มมูลค่าในตลาด
ด้านคุณสมเกียรติ วิริยะกุลนันท์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม มองว่า ทุ่งกุลาร้องไห้เป็นพื้นที่ที่มีทุนทางวัฒนธรรมด้านผ้าไหมที่สำคัญ การนำวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรมมาผสานกับภูมิปัญญาท้องถิ่น จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกระดับผ้าไหมไทยสู่ตลาดมูลค่าสูง และสร้างรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน
ขณะที่ ธ.ก.ส. พร้อมสนับสนุนการขยายผลเทคโนโลยีผ่านแหล่งเงินทุน เพื่อให้เกษตรกรและวิสาหกิจชุมชนสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้ พัฒนาผลิตภัณฑ์ และสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้น
จาก “ผ้าไหมภูมิปัญญา” สู่ “ผ้าไหมรักษ์โลก”
SilkPro จึงไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมสำหรับลอกกาวไหม แต่เป็นตัวอย่างของการนำงานวิจัยและเทคโนโลยีชีวภาพมาเชื่อมโยงกับภูมิปัญญาท้องถิ่น ตั้งแต่การลดต้นทุนและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ไปจนถึงการเพิ่มคุณภาพและมูลค่าของผลิตภัณฑ์
เมื่อวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับภูมิปัญญาชุมชน ผ้าไหมทุ่งกุลาร้องไห้จึงมีโอกาสก้าวจากผลิตภัณฑ์หัตถกรรมที่ทรงคุณค่าทางวัฒนธรรม สู่ผ้าไหมรักษ์โลกที่ตอบโจทย์ตลาดสมัยใหม่ และสร้างรายได้ให้ชุมชนอย่างยั่งยืน
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ได้ที่ สถาบันการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเกษตร (สท.) สวทช. โทร. 0 2564 7000 หรือไบโอเทค โทร. 0 2564 6700
