กรมวิชาการเกษตร โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรสงขลา ได้สำรวจ รวบรวม และคัดเลือก เห็ดร่างแหกระโปรงสั้นสีขาวสายพันธุ์ไทย (Phallus atrovolvatus) เพื่อพัฒนาเป็นเห็ดเศรษฐกิจทดแทนการนำเข้าเห็ดเยื่อไผ่จากต่างประเทศ ซึ่งประเทศไทยนำเข้าเห็ดเยื่อไผ่แห้งไม่น้อยกว่า 6,500 ตันต่อปี และเคยตรวจพบการตกค้างของ สารซัลเฟอร์ไดออกไซด์และแคดเมียม ในระดับสูง
เห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยมีจุดเด่นหลายประการ ได้แก่ ให้ผลผลิตสูง เพาะได้ตลอดทั้งปี ไม่มีกลิ่นเหม็น ดอกใหญ่ เนื้อกรอบ ไม่เปื่อยยุ่ย และไม่พบการปนเปื้อนของสารปรอทและแคดเมียม จึงเป็นเห็ดที่มีศักยภาพทั้งด้านความปลอดภัยและคุณภาพ
ในด้านโภชนาการ เห็ดร่างแหอุดมด้วย กรดอะมิโนจำเป็น 7 ชนิด และมีสารสำคัญ ได้แก่ Phosphatidylcholine, Dictyophorine A และ B ซึ่งมีส่วนช่วยกระตุ้นการทำงานของเซลล์ประสาทและอาจช่วยป้องกันโรคสมองเสื่อม นอกจากนี้ยังมี สารโพลีฟีนอล (Polyphenol) ที่มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ขณะที่ตำราแพทย์แผนจีนระบุว่า เห็ดร่างแหระยะดอกตูมมีสรรพคุณเป็นยาโป้ว
กรมวิชาการเกษตรได้พัฒนา เทคโนโลยีการเพาะเห็ดร่างแห โดยใช้วัสดุเพาะจากใบไผ่ ขุยมะพร้าว และแกลบดิบ พร้อมกำหนดขั้นตอนการเพาะเป็นระบบ 5 ชั้น ทำให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ภายใน 15–20 วัน โดยฤดูฝนจะให้ผลผลิตสูงกว่าฤดูอื่น เนื่องจากมีความชื้นเหมาะสมต่อการเจริญของดอกเห็ด
สำหรับการจัดการแปลงเพาะ เกษตรกรควรเฝ้าระวัง กิ้งกือ หอยทาก และด้วงเจาะดอก ซึ่งเป็นศัตรูสำคัญที่เข้าทำลายเส้นใยและดอกเห็ดในแต่ละระยะการเจริญเติบโต
ปัจจุบันเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยได้รับความสนใจในตลาด โดยเฉพาะการแปรรูปเป็น เห็ดแห้งสำหรับโรงแรมและภัตตาคาร มีราคาจำหน่ายสูงถึง 2,500–6,000 บาทต่อกิโลกรัม ขึ้นอยู่กับคุณภาพของดอกเห็ด สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจแก่เกษตรกรไทย
ประเด็นสำคัญ
พัฒนาเห็ดร่างแหสายพันธุ์ไทยเพื่อทดแทนการนำเข้า
ปลอดภัย ไม่มีสารปรอทและแคดเมียมตกค้าง
มีคุณค่าทางโภชนาการและสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์ต่อสุขภาพ
มีเทคโนโลยีการเพาะที่เหมาะสม ใช้เวลาเก็บเกี่ยวเพียง 15–20 วัน
เป็นพืชเศรษฐกิจมูลค่าสูง ราคาจำหน่าย 2,500–6,000 บาทต่อกิโลกรัม
มีศักยภาพในการสร้างอาชีพและเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรไทย
