
แป้งมันสำปะหลังไทยกำลังก้าวเข้าสู่ช่วงเวลาสำคัญของการยกระดับบทบาทในตลาดโลก จากเดิมที่ถูกใช้เป็นวัตถุดิบพื้นฐานสำหรับเพิ่มความข้น ความเหนียว และสร้างเนื้อสัมผัสในอาหาร ไปสู่การเป็นส่วนประกอบเฉพาะทางที่มีมูลค่าสูงขึ้นในอุตสาหกรรมอาหารเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ Clean Label อาหารปราศจากกลูเตน เคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ ตลอดจนอุตสาหกรรมกระดาษและบรรจุภัณฑ์ โดยเฉพาะในตลาดสหรัฐอเมริกา ซึ่งมีความต้องการวัตถุดิบที่ตอบโจทย์ทั้งด้านคุณภาพ ความปลอดภัย และความยั่งยืนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
ระหว่างวันที่ 15–17 กรกฎาคม พ.ศ. 2569 กรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ได้นำคณะผู้แทนจากหน่วยงานภาครัฐและนักวิชาการด้านแป้งมันสำปะหลังเดินทางไปหารือกับบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในสหรัฐอเมริกา เพื่อสำรวจโอกาสในการขยายตลาดและสร้างความร่วมมือกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ โดยมีบริษัทที่ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบอาหารและภาคการผลิตในระดับโลกเข้าร่วม เช่น Meelunie, Ettlinger และ Ingredion การหารือดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า ภาคเอกชนสหรัฐฯ ให้ความสนใจแป้งมันสำปะหลังจากไทย เนื่องจากมีจุดแข็งด้านคุณภาพ มาตรฐาน ความสม่ำเสมอของสินค้า และความสามารถในการส่งมอบอย่างต่อเนื่อง
อีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน คือการที่แป้งมันสำปะหลังไทยได้รับสิทธิยกเว้นภาษีภายใต้ Annex A ของมาตรการ Section 301 อย่างไรก็ตาม สิทธิประโยชน์ทางภาษีควรถูกมองว่าเป็นเพียงประตูที่ช่วยเปิดโอกาสเข้าสู่ตลาด ไม่ใช่หลักประกันว่าคำสั่งซื้อจะเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติ เพราะผู้ซื้อในสหรัฐฯ ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสม่ำเสมอของสินค้า ความสามารถในการผลิตและส่งมอบ ต้นทุนด้านโลจิสติกส์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ มาตรฐานความปลอดภัย ตลอดจนความพร้อมของผู้ผลิตในการร่วมวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้ตรงตามความต้องการเฉพาะของแต่ละอุตสาหกรรม
ในอดีต แป้งมันสำปะหลังมักถูกนำมาใช้เพื่อเพิ่มความข้น ความเหนียว ช่วยสร้างเนื้อสัมผัส และรักษาความคงตัวของผลิตภัณฑ์อาหาร แต่ตลาดยุคใหม่ต้องการวัตถุดิบที่มีคุณสมบัติเฉพาะมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นแป้งสำหรับอาหารปราศจากกลูเตน แป้งสำหรับผลิตภัณฑ์ Clean Label แป้งที่ทนต่อความร้อนหรือความเย็น ตลอดจนวัตถุดิบสำหรับผลิตเคมีภัณฑ์ วัสดุชีวภาพ กระดาษ บรรจุภัณฑ์ และผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมชนิดต่าง ๆ การยกระดับแป้งมันสำปะหลังไทยจึงไม่อาจพึ่งพาการแข่งขันด้านราคาและปริมาณเพียงอย่างเดียว แต่ต้องอาศัยการวิจัยและพัฒนาเพื่อปรับคุณสมบัติของแป้งให้เหมาะสมกับการใช้งานของผู้ประกอบการปลายทาง
ตลาด Clean Label เป็นหนึ่งในโอกาสที่น่าจับตามอง เนื่องจากผู้บริโภคให้ความสนใจกับผลิตภัณฑ์ที่มีรายการส่วนผสมไม่ซับซ้อน อ่านแล้วเข้าใจง่าย และลดการใช้สารปรุงแต่งที่ถูกมองว่าเกินความจำเป็น แป้งมันสำปะหลังมีจุดเด่นตรงที่ไม่มีสี กลิ่น และรสชาติเด่น จึงสามารถนำไปใช้เพื่อปรับปรุงความข้น ความเหนียว และเนื้อสัมผัสของอาหารได้อย่างหลากหลาย โดยไม่รบกวนลักษณะหลักของผลิตภัณฑ์มากนัก
อย่างไรก็ตาม ความเป็น Clean Label เพียงอย่างเดียวยังไม่เพียงพอสำหรับการตอบโจทย์อุตสาหกรรมอาหาร ผู้ผลิตยังต้องรักษาคุณภาพด้านรสชาติ เนื้อสัมผัส อายุการเก็บรักษา ความปลอดภัย ความสะดวกในกระบวนการผลิต และต้นทุนรวมให้สามารถแข่งขันได้ ดังนั้น โอกาสของไทยจึงขึ้นอยู่กับความสามารถในการพัฒนาสูตรและคุณสมบัติของแป้งให้สอดคล้องกับกระบวนการผลิตจริงของผู้ประกอบการในแต่ละกลุ่ม ไม่ใช่เพียงการนำเสนอแป้งในฐานะวัตถุดิบจากธรรมชาติเท่านั้น
ขณะเดียวกัน ความมั่นคงของวัตถุดิบต้นน้ำยังเป็นประเด็นสำคัญ เนื่องจากผลผลิตมันสำปะหลังอาจได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ฝนแปรปรวน โรคพืช และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ปัจจัยเหล่านี้อาจส่งผลต่อทั้งปริมาณและคุณภาพของวัตถุดิบในระยะยาว หากประเทศไทยต้องการก้าวสู่การเป็นผู้ผลิตวัตถุดิบเฉพาะทางสำหรับตลาดมูลค่าสูง จำเป็นต้องพัฒนาระบบการผลิตตั้งแต่ระดับแปลง ทั้งด้านพันธุ์ การจัดการดินและน้ำ การควบคุมโรค การเก็บเกี่ยว ตลอดจนระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อมโยงข้อมูลจากเกษตรกรไปถึงโรงงานและผู้ซื้อปลายทาง
การหารือกับหน่วยงานด้านเศรษฐกิจและเครือข่ายอุตสาหกรรมอาหารในรัฐอิลลินอยส์ ซึ่งอยู่ในภูมิภาค Mid-West อันเป็นศูนย์กลางสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเกษตรแปรรูปของสหรัฐฯ ยังเปิดโอกาสให้เกิดความร่วมมือในมิติที่กว้างกว่าการซื้อขายสินค้า เช่น การร่วมวิจัย การพัฒนาวัตถุดิบเฉพาะสำหรับตลาดสหรัฐฯ การเชื่อมโยงผู้ผลิตไทยกับอุตสาหกรรมปลายน้ำ และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่มีเสถียรภาพมากขึ้น หากความร่วมมือเหล่านี้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม รูปแบบการค้าก็อาจเปลี่ยนจากการจำหน่ายแป้งมาตรฐานตามราคาตลาด ไปสู่การร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์เฉพาะทาง ซึ่งมีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มและคำสั่งซื้อระยะยาวมากกว่าเดิม
อย่างไรก็ตาม การขยายตลาดควรดำเนินควบคู่กับการพิจารณาด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล การผลิตแป้งมันสำปะหลังในอนาคตจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับการใช้น้ำและพลังงานในโรงงาน การลดของเสีย การใช้ประโยชน์จากวัสดุเหลือทิ้ง การตรวจสอบย้อนกลับของวัตถุดิบ การปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนรายได้และเสถียรภาพของเกษตรกร มูลค่าที่เพิ่มขึ้นไม่ควรกระจุกตัวอยู่เฉพาะในขั้นแปรรูปหรือการส่งออก แต่ควรถูกกระจายกลับไปยังเกษตรกร วิสาหกิจชุมชน โรงงาน นักวิจัย และผู้ประกอบการไทยตลอดห่วงโซ่คุณค่า
ในขณะนี้ กระทรวงพาณิชย์ยังไม่ได้เปิดเผยมูลค่าคำสั่งซื้อ ปริมาณการส่งออกที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้น หรือข้อตกลงวิจัยเชิงพาณิชย์ที่มีการลงนามแล้ว จึงยังต้องติดตามต่อไปว่า บริษัทใดจะเริ่มทดลองใช้หรือสั่งซื้อแป้งจากไทย จะมีโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกันจำนวนเท่าใด แป้งชนิดใดจะมีศักยภาพสูงในตลาด Clean Label และไทยจะสามารถพัฒนาแป้งเฉพาะทางให้ตอบโจทย์อุตสาหกรรมได้มากเพียงใด
ท้ายที่สุด ความสำเร็จของแป้งมันสำปะหลังไทยในตลาดสหรัฐฯ จะไม่ได้วัดจากการเปิดประตูทางการค้าเพียงอย่างเดียว แต่จะวัดจากความสามารถของประเทศไทยในการเปลี่ยนวัตถุดิบทางการเกษตรให้เป็นส่วนประกอบที่ตลาดต้องการ มีคุณสมบัติเฉพาะ มีมูลค่าสูง และสร้างผลประโยชน์กลับคืนสู่ภาคเกษตรได้อย่างเป็นธรรมและยั่งยืน หากประเทศไทยสามารถเชื่อมโยงการผลิตต้นน้ำ งานวิจัย การแปรรูป อุตสาหกรรมปลายน้ำ และตลาดต่างประเทศเข้าด้วยกันได้ แป้งมันสำปะหลังก็อาจก้าวจากสินค้าโภคภัณฑ์ไปสู่การเป็นวัตถุดิบเชิงยุทธศาสตร์ของเศรษฐกิจชีวภาพไทยในอนาคต
เครดิตข้อมูล: กระทรวงพาณิชย์ และกรมการค้าต่างประเทศ
