ถาม-ตอบ
ถามเมื่อ 20 มกราคม 2018
1. มะนาวล้มเอน ชิดกัน กิ่งทับซ้อนกัน ต้องทำยังไง (มีมะนาว 2 ต้น มีต้นหนึ่งที่ล้มเอน ไปหาอีกต้นหนึ่ง โดยไม่ได้ทำอะไร ปล่อยให้มันโตไปตามธรรมชาติ ก็มีกิ่งที่โตและกิ่งที่ตายอยู่ในทรงพุ่มที่เบียดกัน จะต้องทำอย่างไร โดยตั้งใจว่าจะเอาดินมากลบโคนต้นที่เอน ) 2. การปลูกมะนาว ถ้าไม่ปลูกในวงซีเมนต์จะได้มั้ย 3. การปลูกมะนาวในวงซีเมนต์จะต้องใส่ดินลงไปเท่าไหร่ 4. การบังคับแล้ง ทำไมดินยังชื้นตลอด ไม่แห้งหรือแล้งเสียที (เอาพลาสติกคลุมดินตลอดเวลา)

การจัดการต้นไม้ที่เอน ห้ามนำดินมากลบต้นไม้ที่เอน เนื่องจากจะให้ชื้นและเกิดการเน่าและตายได้ แต่จะต้องทำโคนให้โปร่ง และ ให้ดัดแต่งกิ่งที่ทับซ้อน เป็นโรค กิ่งแห้ง กิ่งที่ไม่ได้รับแสง ให้ตัดออกไป แล้วค่อยๆตัดแต่งกิ่งที่แตกจากต้นที่เอนไปทีละเล็กทีละน้อย จนกระทั่งได้กิ่งตั้งตรง การปลูกมะนาวไม่จำเป็นต้องปลูกในวงซีเมนต์ก็ได้ แต่ที่ปลูกในในวงซีเมนต์ ก็เพราะ 1. ต้องการทำมะนาวนอกฤดู ในช่วงหน้าแล้ง โดยต้องทำให้ออกดอกช่วงเดือนพฤศจิกายนหรือธันวาคม จึงต้องควบคุมน้ำได้ โดยการเอาพลาสติกมาคลุมดินไม่ให้ดินชื้น ในเวลาที่ฝนตก 2. พื้นบ้านเป็นพื้นปูนอยู่แล้ว จึงใช้วงซีเมนต์ไปวางบนพื้นซีเมนต์ แต่หากไม่มีวงซีเมนต์อาจจะใช้ถังน้ำมันหรืออะไรก็ได้ที่กักดินได้ การใส่ปุ๋ยให้มะนาวที่ปลูกในวงซีเมนต์ จะใส่เฉพาะปุ๋ยคอกปุ๋ยหมักไม่ได้ เพราะไม่เพียงพอ จะต้องใช้ปุ็ย NPK หรืออาจจะเพิ่มธาตุอาหารเสริม ธาตุอาหารรองฉีดพ่นทางใบด้วย การใส่ดินในวงซีเมนต์ จะต้องใส่ดินและปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก ให้ดินเต็มรองหรือระดับหน้าดินต่ำกว่าวงซีเมนต์เพียง 1 ข้อนิ้ว เพราะนานๆไปดินจะยุบตัวลง และไม่ควรใช้วงซีเมนต์ที่เจาะรู เพราะจะระบายน้ำไม่ดี ควรใช้วงซีเมนต์ (หัวกลวงท้ายกลวง) วางบนพื้นซีเมนต์หรือปูนเลย การออกดอกของมะนาวและคุณภาพของดอก มะนาวจะออกดอกพร้อมยอดอ่อนที่ผลิขึ้นมาใหม่ โดย 1. ดอกที่เกิดพร้อมปลายยอดอ่อนที่ผลิใหม่ จะเป็นดอกที่มีคุณภาพสูงที่สุด เพราะใบจะมีความสามารถในการสร้างอาหารหรือสังเคราะห์แสงสูง ซึ่งจะมาช่วยในการเจริญเติบโตของดอกซึ่งจะมีการติดผลต่อไป 2. ดอกที่เจริญจากตาข้างของใบที่แก่ หรือใบที่มีอายุมากกว่า 1 ฤดูกาล มีคุณภาพรองลงมา เนื่องจากตอนที่ผลิใบอ่อนนั้น สภาพต้นไม่สมบูรณ์หรือจากสภาพแวดล้อมไม่เหมาะสม เช่น มีฝนตกมาก ใบถูกโรคแคงเกอร์ หนอนชอนใบทำลาย จึงยังไม่ออกดอกในระยะแรก เมื่อกระทบแล้งอีกครั้งหรือถูกกระตุ้น จึงทำให้เกิดดอกจากตาข้างหรือกิ่งเหล่านั้น แต่ดอกเหล่านั้นจะไม่มีการติดผล หรือติดผลแล้วผลอ่อนมักจะหลุดร่วงไป 3. ดอกที่เกิดจากกิ่งที่ไม่มีใบ จัดว่าเป็นดอกที่มีคุณภาพเลวที่สุด เนื่องจากไม่มีใบช่วยสร้างอาหารและมักจะเป็นดอกตัวผู้ ซึ่งไม่ติดผล หรือโอกาสติดผลต่ำมาก หรือติดแต่จะขนาดเล็ก ไม่สมบูรณ์ มักจะพบว่ายอดเกสรตัวเมียโผล่พ้นกลีบดอกตั้งแต่ระยะก่อนบาน มะนาวจะออกดอกได้ดีเมื่อผ่านช่วงของการแล้ง หรืองดน้ำระยะหนึ่ง ประมาณ 20-30 วัน หรือ 15-20 วัน ทั้งนี้แล้วแต่ดินที่ปลูกจะหมดความชื้นไปเมื่อไหร่ และความสมบูรณ์ของต้น ดินทรายจะทำให้แล้งได้ดีกว่าดินเหนียว และใช้ระยะเวลางดน้ำน้อยกว่าดินเหนียว การตัดแต่งกิ่งก็มีผล ข้อสำคัญ มะนาวจะไม่มีการออกดอกในกิ่งที่มีการผลติดอยู่ ดังนั้นถ้าต้องการให้กิ่งออกดอกตามช่วงที่กำหนดไว้ ก็จะต้องกำจัดดอกหรือผลอ่อนให้หมดก่อน การคลุมพลาติกในการบังคับการออกดอกนอกฤดู จะคลุมเฉพาะช่วงเวลาที่ฝนตกเท่านั้น เพื่อไม่ให้ดินชื้น ดังนั้นเวลาปกติจะไม่คลุมพลาสติก เพื่อต้องการให้ดินแห้งหรือแล้งเร็วที่สุด


แหล่งที่มา

รายการทิดบ้วนชวนคุย

คำสำคัญ

มะนาวการผลิตนอกฤดูการบังคับการออกดอกการปลูกการปลูกในวงซีเมนต์การตัดแต่งกิ่งการออกดอกการติดผลคุณภาพดอก

คำถามแนะนำสำหรับคุณ

ถาม-ตอบ
จิ้งหรีด และการเลี้ยงจิ้งหรีด
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 6 วัน
จิ้งหรีด (Cricket) เป็นแมลงเศรษฐกิจชนิดหนึ่งที่นิยมเลี้ยง และนำมาบริโภคทั่วทุกภาคของประเทศเนื่องจากมีรสชาติอร่อย กรอบ มัน และมีคุณค่าทางอาหารสูง ลักษณะทั่วไป จิ้งหรีด เป็นแมลงที่มีลำตัวขนาดกลางถึงขนาดใหญ่ ขาคู่หลังส่วนต้นมีขยายใหญ่ และแข็งแรง ใช้สำหรับกระโดด ขาคู่หน้ามีขนาดเล็กกว่าขาคู่หลังมาก ใช้สำหรับเดิน และเขี่ยอาหาร มีหนวดยาว 2 เส้น ขนาดเท่าเส้นผมคนเรา ความยาวหนวดประมาณ 3-5 ซม. และมากกว่าลำตัว หนวดมีหน้าที่รับความรู้สึก และรับกลิ่นอาหาร มีปากเป็นแบบกัดกิน ปีกขวาทับปีกซ้าย ปีกคู่หน้าปกคลุมด้วยฟิล์มบางๆ พันธุ์จิ้งหรีดที่พบในไทย ชนิดจิ้งหรีด จิ้งหรีดที่พบในประเทศไทย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันอย่างแพร่หลาย มี 4 ชนิด ดังนี้ 1. จิ้งโกร่ง (Brachtrupes Portentosus Lichtenstein) 2. จิ้งหรีดทองดำ (Gryllus Bimaculatus Degeeer) 3. จิ้งหรีดทองแดง (Teleogryllus Testaceus Walker) 4. จิ้งหรีดทองลาย (Modicogryllus Confirmata Walker) การเพาะเลี้ยงจิ้งหรีด จิ้งหรีดสามารถนำมาเลี้ยงขยายพันธุ์ได้ทุกพันธุ์ แต่พันธุ์ที่รู้จักกันแพร่หลายมี 2 ชนิด ได้แก่ จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ และพันธุ์ทองแดง อุปกรณ์การเลี้ยงจิ้งหรีด 1. บ่อเลี้ยง 2. ผ้าเขียวหรือลวดตาข่าย 3. วัสดุหลบซ่อน 4. ถาดน้ำ และถาดอาหาร 5. วัสดุรองพื้น การให้น้ำ และอาหาร จิ้งหรีดเป็นแมลงที่กินพืชเป็นอาหารหลัก ประเภทยอดหญ้าอ่อนทุกชนิด เช่น หญ้าขน หญ้าลูซี่ ผักตบชวา ผักกาด เป็นต้น แต่เกษตรกรบางรายอาจเลี้ยงด้วยการให้อาหารเสริมควบคู่หรือให้อาหารเสริมเพียงอย่างเดียว เช่น อาหารสำเร็จรูปพวกอาหารไก่ อาหารปลา รำ ปลายข้าว การให้อาหารเสริมจะให้ทุก 2 วัน/ครั้ง อย่าให้ขาด ส่วนหญ้าสดจะให้ทุกวัน พร้อมมั่นถ่ายน้ำทุกครั้ง สำหรับหญ้าหรือพืชสดที่ให้ควรมั่นตรวจสอบอย่าให้เน่า หากจิ้งหรีดกินไม่หมดภายในวันที่ 2 ควรเปลี่ยนถ่ายทิ้งออกไป และซากหญ้าของเก่าต้องกำจัดออกไปด้วยเสมอ การจับจิ้งหรีด จิ้งหรีดที่เลี้ยงจะสามารถจับจำหน่ายได้เมื่ออายุประมาณ 35 วัน ขึ้นไป หลังฟักออกจากไข่ ซึ่งวิธีการจับจะใช้การเปลี่ยนวัสดุหลบอาศัยหรือเป็นวัสดุที่ใส่ตั้งแต่ตอนแรกที่สามารถเก็บรวบรวมจิ้งหรีดขณะหลบซ่อนตัวได้ดี เช่น กระบออกไม่ไผ่หรือท่อพลาสติก ด้วยการปิดคลุมด้วยปลายด้านใดด้านหนึ่งให้มิดชิด เวลาจับจะใช้ปลายด้านที่เปิดเทภายใส่ภายในถุงผ้าที่ครอบปากไว้ แล้วค่อยๆเคาะให้จิ้งหรีดออก
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 13 วัน
ถาม-ตอบ
ทำไร่ปลูกมันสำปะหลัง อยากทราบวิธีการปลูกและสูตรปุ๋ย เพาะปลูกแล้วมันต้นเล็กลง และอยากให้มันลงหัว
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 1 เดือน
การปลูกมันสำปะหลังควรมีการพักดินในพื้นที่ปลูก โดยปลูกปอเทืองหรือพืชตระกูลถั่วเป็นปุ๋ยพืชสด ปลูกประมาณ 40-45 วัน เมื่อออกดอกให้ไถกลบ หรือใส่ปุ๋ยอินทรีย์ พื้นที่ 1ไร่ต่อปุ๋ยอินทรีย์ 2-3 ตัน ควรเสริมธาตุอาหารให้ครบถ้วน ปุ๋ยที่ใช้ควรใช้สูตรอะไรถึงจะดี ให้ดูลักษณะของดินในพื้นที่ปลูกเป็นหลัก ถ้าเป็นดินทรายมาก ใช้สูตรไนโตรเจน 2 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน โพแทสเซียม 3 ส่วน แต่ถ้าดินทรายไม่มากอาจใช้สูตรไนโตรเจน 2 ส่วน ฟอสฟอรัส 1 ส่วน โพแทสเซียม 2 ส่วน อัตราส่วนไม่จำเป็นต้องเหมือนตามนี้ เพราะลักษณะของดินในแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ใช้ท่อนพันธุ์มันสำปะหลังอายุ 10-12 เดือน และต้องปลูกมันสำปะหลังภายใน 15 วันหลังจากตัดท่อนพันธุ์ สับท่อนพันธ์ุ ความยาว 20 เซนติเมตร ปักตั้งฉากลงไปในดิน 10 เซนติเมตร ก่อนปลูกลงดินนำท่อนพันธุ์ไปแช่ในสารป้องกันกำจัดเพลี้ยแป้งสีชมพู กดท่อนพันธุ์ให้จม จุ่ม 10-15 นาที เพื่อให้ท่อนพันธุ์ปลอดโรค ฤทธิ์ยาอยู่ได้ 1 เดือน หลังจากนั้นหมั้นตรวจแปลงดูว่ามีเพลี้ยแป้งหรือไม่ อาจใช้สารเคมีป้องกัน หรือใช้ชีววิธีธรรมชาติ เช่นแมลงช้างปีกใส และแตนเบียน นอกจากนี้ยังมีศัตรูมันสำปะหลังอีกหนึ่งชนิดคือ ไรศัตรูพืช ต้องใช้สารกำจัดไรโดยเฉพาะ ลักษณะอาการที่พบเห็นคือ ใบซีด ใบปะด่างขาว และโรคที่ระบาดมากในปัจจุบันคือ โรคพุ่มแจ้ ลักษณะอาการใบแตกเป็นพุ่มมาก เกิดจากเชื้อไฟโตพลาสมามีเพลี้ยจั๊กจั้นปีกใบหยักเป็นพาหะ และโรคหัวมันเน่า เกิดจากเชื้อราไฟท๊อปธอร่า หากเกิดโรคต้องขุดต้นออกทันที และปลูกข้าวโพดหมุนเวียน 2-3 ปี ถึงกลับมาปลูกมันสำปะหลังในพื้นที่ได้
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 1 เดือน
ถาม-ตอบ
การเลี้ยงกุ้งส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมอย่างไร ที่ผ่านมามีการลงพื้นที่ตรวจสอบหรือไม่
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 20 วัน
ในการติดตามตรวจสอบพื้นที่นั้น กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยกรมควบคุมมลพิษ ได้ดำเนินการติดตามตรวจสอบคุณภาพสิ่งแวดล้อมจากการเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งทะเลชนิดอื่นๆ ในพื้นที่น้ำจืด ในระหว่างปี 2549–2552 โดยทำการเก็บตัวอย่างน้ำในบ่อเพาะเลี้ยงจำนวนรวมทั้งสิ้น 127 ฟาร์ม ซึ่งพบว่า ส่วนใหญ่มีค่าความเค็ม ไนโตรเจนรวม และสารแขวนลอย สูงเกินค่ามาตรฐานควบคุมการระบายน้ำทิ้งจากบ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำกร่อย โดยบ่อเพาะเลี้ยงที่คุณภาพน้ำมีค่าความเค็มสูงเกินมาตรฐาน มีจำนวนถึง 123 ฟาร์ม คิดเป็นร้อยละ 96 และมีบ่อเพาะเลี้ยงมากกว่าร้อยละ 66 ระบายน้ำลงสู่แหล่งน้ำสาธารณะหรือออกสู่สิ่งแวดล้อมเมื่อมีการจับกุ้งหรือมีโรคระบาดในบ่อเพาะเลี้ยง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมได้ และจากการสำรวจคุณภาพดินจากบ่อเพาะเลี้ยงกุ้งกุลาดำและกุ้งขาวแวนนาไมในทุกภาคของประเทศ ในปี 2551 จำนวนทั้งสิ้น 25 ฟาร์ม ในเรื่องการแพร่กระจายของความเค็ม ซึ่งพิจารณาจากค่าการนำไฟฟ้าของน้ำในดินในสภาพที่ดินอิ่มตัวด้วยน้ำ (Electrical Conductivity of Saturation Water Extract, ECe) บริเวณรอบบ่อเพาะเลี้ยงเปรียบเทียบกับดินในพื้นที่อ้างอิง พบว่า หนึ่งในสามของบ่อเพาะเลี้ยงที่มีการสำรวจ มีค่า ECe ที่ระยะขอบบ่อสูงกว่าพื้นที่อ้างอิง แสดงถึงการแพร่กระจายของความเค็มจากบ่อเพาะเลี้ยง โดยพื้นที่ฟาร์มที่ตั้งอยู่ในพื้นที่ดอนหรือที่เนินจะเกิดการแพร่กระจายของความเค็มออกสู่พื้นที่ภายนอกได้มากกว่าพื้นที่อื่น
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 1 เดือน
© 2017 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู