ถาม-ตอบ
ถามเมื่อ 11 กุมภาพันธ์ 2561
คำสั่งนายกรัฐมนตรีก่อให้เกิดผลกระทบกับเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งและผู้บริโภค ขัดต่อกฎหมายรัฐธรรมนูญหรือไม่

การอาศัยอำนาจตามมาตรา 9 แห่งพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 เพื่อระงับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยใช้ความเค็มในพื้นที่น้ำจืดนั้น มีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการสะสมและแพร่กระจายของมลพิษ ซึ่งก็คือ ความเค็มที่จะสะสมและแพร่กระจายในดินและน้ำในพื้นที่น้ำจืด อันเป็นแหล่งเกษตรกรรม โดยเฉพาะแหล่งเพาะปลูกข้าวที่สำคัญของประเทศและของโลก ซึ่งหากปล่อยไว้เช่นนั้นจะเป็นอันตรายและเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชนและภาครัฐเป็นอันมาก จึงจำเป็นจะต้องควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลร้ายจากอันตรายและความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นให้ได้อย่างทันท่วงที หากไม่เร่งดำเนินการ จะมีผลต่อการเพิ่มความรุนแรงแก่ภาวะความเค็มและแพร่กระจายในพื้นดินและพื้นที่ใกล้เคียงได้ ทั้งนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550 มาตรา 43 วรรคสอง บัญญัติว่า "การจำกัดเสรีภาพตามวรรคหนึ่งจะกระทำมิได้ เว้นแต่ โดยอาศัยอำนาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย เฉพาะเพื่อประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐหรือเศรษฐกิจของประเทศ การคุ้มครองประชาชนในด้านสาธารณูปโภค การรักษาความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน การจัดระเบียบการประกอบอาชีพ การคุ้มครองผู้บริโภค การผังเมือง การรักษาทรัพยากรธรรมชาติหรือสิ่งแวดล้อม สวัสดิภาพของประชาชน หรือเพื่อป้องกันการผูกขาดหรือขจัดความไม่เป็นธรรมในการแข่งขัน" ดังนั้น การประกาศคำสั่งนายกรัฐมนตรีดังกล่าว จึงเป็นการป้องกัน ควบคุม ระงับ หรือบรรเทาผลร้ายจากอันตรายและความเสียหายจากการสะสมและแพร่กระจายของความเค็มที่เกิดขึ้นในพื้นที่น้ำจืด ซึ่งจะเป็นการป้องกัน และฟื้นฟูทรัพยากรดินและน้ำ ให้สามารถใช้ประโยชน์ได้ตามศักยภาพตามธรรมชาติ รวมทั้งลดข้อขัดแย้งระหว่างกลุ่มเกษตรกรในการใช้ที่ดินและน้ำ อย่างไรก็ตาม คำสั่งฯ ดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อพื้นที่การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำและปริมาณผลผลิตที่ลดลงในช่วงระยะเวลาสั้นๆ


คำสำคัญ

ผู้เพาะเลี้ยงกุ้งการเพาะเลี้ยงกุ้งพื้นที่น้ำจืดการใช้ความเค็มการเติมความเค็มคุณภาพน้ำคุณภาพดินดินเค็มการสะสมของมลพิษการแพร่กระจายของมลพิษผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมข้อกฎหมายระเบียบคำสั่งการคุ้มครองผู้บริโภคการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

คำถามแนะนำสำหรับคุณ

ถาม-ตอบ
คุณสมบัติของเกษตรกรที่สมัครเข้าร่วมโครงการ เกษตรทฤษฎีใหม่ เกษตรผสมผสาน
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 13 กุมภาพันธ์ 2561
1) ไม่เคยดำเนินกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ที่เป็นทางการมาก่อน (Start Zero) 2) มีที่ดินเป็นของตนเองและมีเอกสารสิทธิ์ที่ดินตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง หรือกรณีเป็น ที่ดินเช่า ต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของที่ดิน 3) มีสระน้ำ บ่อน้ำ บ่อบาดาล หรือแหล่งน้ำใช้อื่นที่เพียงพอต่อการทำการเกษตร หากไม่มีบ่อน้ำหรือแหล่งน้ำใช้อื่น แต่มีความประสงค์เข้าร่วมโครงการให้เข้ามาแสดงความประสงค์เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการดำเนินการระยะต่อไป 4) มีแรงงานในครัวเรือนเพียงพอ เหมาะสมกับพื้นที่ดำเนินกิจกรรมเกษตรทฤษฎีใหม่ 5) สมัครใจเข้าร่วมโครงการ และยินดีทำเกษตรทฤษฎีใหม่อย่างต่อเนื่อง
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 6 กุมภาพันธ์ 2561
ถาม-ตอบ
อยากทราบวิธีทำหญ้าหมัก: 1. การทำหญ้าหมัก ต้องทำครั้งเดียว วันเดียวให้เสร็จแล้วปิดหลุม หรือไม่จำกัดทำ 1-3 วัน เมื่อหญ้าเต็มหลุมแล้วปิดปากหลุมได้หรือไม่ 2. การทำหลุมหญ้าหมัก ควรทำในที่ร่ม หรือกลางแจ้ง ถึงจะได้ผลดีไม่มีเสีย 3. เมื่อถึงกำหนด 30 วัน แต่เกินกำหนดไปเปิดเมื่อ 60 วัน ให้วัวกินได้หรือไม่ 4. การทำน้ำปุ๋ยยูเรีย ผสมกากน้ำตาลให้วัวกินเมื่อผสมแล้ว ควรใช้ให้หมดในครั้งเดียวหรือไม่จำกัดอีก 10 วันยังใช้ได้หรือไม่ 5. โคที่กินต้นข้าวฟ่าง,ข้าวโพด และหญ้าจัมโบ้ อย่างไหนมีประโยชน์ต่อวัว เท่ากันหรือมากกว่า
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 4 มีนาคม 2561
ตอบ 1.ปกติการทำหญ้าหมักควรทำให้เร็วและปิดปากหลุมเมื่อเต็ม ภายใน 1 วัน เพราะถ้าทิ้งไว้นาน หญ้าจะมีการหายใจเกิดขบวนการสันดาป เกิดความร้อนในกองหญ้าหมักทำให้สูญเสียคุณค่าทางอาหาร การอัดหญ้าให้แน่นและเมื่อเต็มหลุม ปิดปากหลุมให้สนิทไม่ให้อากาศเข้าได้ จนถึงเวลาที่จะเปิดใช้ จะทำให้ลดการสูญเสียคุณภาพของหญ้าหมักได้ ตอบ 2.ถ้าหลีกเลี่ยงได้ ควรทำในที่ร่ม เพราะจะทำให้อุณหภูมิในกองหญ้าหมักไม่สูงจนเกินไปเพราะจะทำให้หญ้าหมักมีโอกาสเสื่อมคุณภาพได้เร็วขึ้น ตอบ 3. ปกติการทำหญ้าหมักด้วยวิธีการที่ถูกต้อง ไม่มีอากาศรั่วเข้าในหลุมที่ปิดสนิทจะสามารถอยู่ได้นานหลายเดือน หรือถึง 1 ปี แต่เมื่อถึงกำหนดเปิดหลุมนำมาให้วัวกิน ก็ให้กินติดต่อกันไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนหมดเพราะถ้าเปิดหลุมให้กินไม่ต่อเนื่อง ทิ้งหญ้าไว้ ผิวหน้าของหญ้าหมักที่ถูกอากาศก็อาจเน่าเสียหรือขึ้นราได้และเกิดการสูญเสีย การที่วัวกินหย้าหมักที่เสื่อมคุณภาพอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพของวัวได้ ตอบ4. คำถามข้อนี้ยังไม่เข้าใจชัดเจนว่า หมายถึงทำน้ำปุ๋ยยูเรียผสมกากน้ำตาลให้วัวกินอย่างเดียวหรือทำเพื่อนำไปราดคลุกฟางข้าว แล้วจึงเอาไปเลี้ยงวัว และไม่ได้บอกว่าใช้ยูเรียผสมในปริมาณเท่าไหร่ เพราะเรื่องการใช้ยูเรียนั้นจำเป็นต้องระมัดระวังในการใช้เป็อาหารสัตว์ (มีเงื่อนไขและข้อจำกัดในการใช้) เพื่อไม่ให้เป็นพิษต่อสัตว์ ปกติการทำน้ำปุ๋ยยูเรียผสมกากน้ำตาลจะใช้สำหรับราดฟางข้าว เพื่อปรับปรุงคุณภาพของฟางให้ดีขึ้น ก่อนให้วัวกิน ทั้งนี้เนื่องจากในฤดูแล้งโคกระบือมักได้รับอาหารไม่เพียงพอ และหญ้ามีคุณภาพต่ำ ส่วนใหญ่เกษตรกรจะใช้ฟางข้าว ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนะต่ำ วิธีสะดวกในการปรับปรุงคุณภาพของฟางคือ ฟางราดด้วยสารละลายยูเรียกากน้ำตาล โดยมีส่วนผสมและวิธีการทำคือน้ำ 4 ปี้บ (80 ลิตร) ยูเรีย 1.5 กก. กากน้ำตาล 7.5 กก. ใช้กับฟาง 100 กก. โดยนำปุ๋ยยูเรียละลายน้ำให้หมดก่อนแล้วจึงเทกากน้ำตาลลงไป คนให้เข้ากันดี ตามด้วยกากน้ำตาลและนำไปราดบนฟางให้ชุ่มทั่วกันแล้วให้วัวกินทันที ควรผสมทีละครั้งแล้วใช้ให้หมด ไม่ควรผสมสาระละลายดังกล่าวทิ้งไว้ข้ามคืน จะเสื่อมคุณภาพ และไม่ควรใช้ยูเรียละลายน้ำราดฟางโดยที่ไม่มีกากน้ำตาล เพราะนอกจากประสิทธิภาพการใช้ประโยชน์ต่ำแล้ว อาจเป็นพิษต่อวัวได้ ตอบ 5. มีประโยชน์ต่อวัว ทำให้เจริญเติบโตได้เหมือนกัน แต่จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับคุณภาพของพืชแต่ละชนิดดังกล่าว เช่น มีการปลูกพืชและตัดให้กินในระยะอายุที่เหมาะสมหรือไม่กินได้เพียงพอหรือเปล่า โดยทั่วไปข้าวโพด ข้าวฟ่าง จะสะสมสารอาหารในลำต้นได้สูงสุดในช่วงแทงดอก ส่วนหญ้าอาหารสัตว์ ปกติจะแนะนำให้ตัดที่อายุ 60 วันหลังปลูก และตัดครั้งต่อๆไป ทุกๆ 45 วัน
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 25 กุมภาพันธ์ 2561
ถาม-ตอบ
ปลูกชมพูพันธุ์ทับทิมจันทร์ 2 ต้น ออกดอกออกผลมาแล้ว 2-3 ปี พอชมพู่ติดผลห่อผลด้วยถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้ว 6x14 นิ้ว เจาะรูที่ก้น เพื่อให้น้ำออกและระบายอากาศ ห่อไว้ช่อละ 2-3 ลูก พอลูกขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ลูกมักจะหลุดออกจากขั้ว บางช่อลูกหลุดจากขั้วหมด บางช่อเหลือ 1 ลูก เมื่อผ่าผลที่หลุดจากขั้วไม่พบว่าเป็นโรคหรือหนอนเจาะทำลาย อยากทราบว่าเป็นเพราะอะไร แก้ไขอย่างไร
ทิดบ้วน
ตอบเมื่อ 27 กุมภาพันธ์ 2561
สำหรับคนไม่ห่อผลชมพู่ แมลงวันทอง (แมลงวันผลไม้) จะวางไข่ที่ผิวผลไม้ หนอนฟักออกมาจะเจาะเข้าไปในผล ผลจะเน่าร่วงหล่น หนอนเข้าสู่ดักแด้เข้าสู่การเป็นแมลง สำหรับคนห่อผลชมพู่ ตอนชมพู่ติดลูกแล้วควรให้น้ำสม่ำเสมอ น้ำต้องซึมถึงระบบราก เพราะถ้าขาดน้ำจะขาดปุ๋ยด้วย เนื่องจากน้ำทำละลายปุ๋ย ชมพู่จะได้รับธาตุอาหาร ใส่ปุ๋ยสูตร 15-15-15 และเสริมเฟตติรอนคอมบี (ธาตุอาหารเสริมสำหรับพ่นทางใบ) การห่อด้วยถุงพลาสติกแบบมีหูหิ้วต้องเจาะรู โดยตัดมุมซ้าย ขวา และกลาง ควรผูกหูหิ้วกับกิ่ง อย่าผูกกับลูก เพราะถ้าผูกกับกิ่งถุงช่วยพยุงผลไว้ได้ สำหรับกรณีผ่าผลชมพู่แล้วพบว่าไม่มีหนอนแมลงวันทองให้ดูว่ามีรอยแผลยุบตัวที่ผิวผลและตุ่มดำหรือไม่ หากมีลักษณะอาการนี้เรียกว่าโรคแอนแทรคโนส ก่อนห่อถ้าไม่ได้ฉีดพ่นเกิดสารป้องกันเชื้อรา เช่น คาร์เบนดาซิม แมนโคเซ็บ อาจทำให้เกิดโรคได้ เพราะเมื่อห่อถุงข้างในถุงจะมีความชื้นสูง เก็บผลที่ร่วงออกจากโคนต้น หรือจะนำสารป้องกันเชื้อราใส่กระบอกเอาไปจุ่มที่ผลได้ ปัจจุบันต้นสูงไม่เกิน 2-3 เมตร สามารถใช้บันไดปีนขึ้นไปได้ หรือจะใส่ฮอร์โมนให้ขั้วเหนียวก็สามารถทำได้
อ่านต่อ
ถามเมื่อ 20 กุมภาพันธ์ 2561
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู