แจ้งเตือน
P40 อุตุนิยมวิทยา
30 กันยายน 2564
เตือนลานีญาแรงดับเบิล ฤทธิ์เร่งฝนกระหน่ำ

ทิ้งทวนโค้งสุดท้ายปลายฤดูฝนปีนี้ “ทั่วทุกภูมิภาค” คงมีฝนตกชุกหนาแน่นมากที่สุดในรอบปี จากผลพวง “ปรากฏการณ์ลานีญาดีดตัวกลับเพิ่มกำลังแรงขึ้นระลอกใหม่” ตั้งแต่เดือน มิ.ย.เป็นต้นมาแล้วยังเจอ “อิทธิพลพายุเขตร้อน” เคลื่อนเข้ามาสลายตัวใกล้ หรือเข้าสู่ประเทศไทยโดยตรงด้วย

“หลายพื้นที่ฝนตกหนักและหนักมากบางแห่ง” ที่เป็นไปตามคาดปีนี้ปริมาณฝนมามากกว่าค่าเฉลี่ย 5-10% จนเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำล้นตลิ่งทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนไร่นาสาโทชาวบ้านเสียหายเดือดร้อน

สิ่งน่ากังวลกว่านั้น คือ “เดือน ต.ค.นี้ที่เป็นช่วงเปลี่ยนจากฤดูฝนเข้าสู่ฤดูหนาวแต่สภาพอากาศกลับแปรปรวนจากลานีญาเร่งกำลังปรับเพิ่มขึ้นอีกนี้” ส่งผลให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเกือบทุกพื้นที่ของประเทศ ทั้ง กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ทำให้ต้องระวังน้ำท่วมฉับพลันอย่างใกล้ชิด

รศ.ดร.วิษณุ อรรถวานิช อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ ม.เกษตรศาสตร์ ผู้เชี่ยวชาญด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการเกษตร บอกว่า เดือน ก.ย.-กลางเดือน ต.ค. 2564 ปริมาณฝนจะมีมากกว่าปกติ เพราะอิทธิพลลานีญาแผลงฤทธิ์ปรับเร่งกำลังแรงเพิ่มขึ้นในพื้นที่ กทม. ภาคกลาง ภาคอีสาน ภาคตะวันออก

สอดคล้องกับ International Research Institute for Climate Society ม.โคลัมเบีย สหรัฐอเมริกา พยากรณ์ผลเพิ่มเติมจากต้นเดือน ส.ค. “สภาพอากาศไทยปรับอยู่เฟสกลาง (ENSO–Neutral)” คงที่ระยะหนึ่งแล้ว ปรากฏว่าลานีญากลับปรับตัวเพิ่มกำลังมากกว่าเดิมโอกาสเกิดขึ้น 70-80% ในเดือน ก.ย. 2564-เดือน ก.พ. 2565 กลายเป็น “ลานีญาดับเบิลรอบสอง” ทำให้ปริมาณฝนเร่งตัวมากกว่าที่เคยพยากรณ์ไว้ไปถึงกลางเดือน ต.ค. ดังนั้น หลายพื้นที่มีโอกาสเสี่ยงเกิดน้ำท่วมได้ “เขื่อนหลักภาคเหนือ” ก็มีแนวโน้มรับน้ำเพิ่มอีก

แต่หลังเดือน ต.ค.ไปแล้ว “ปริมาณฝนจะลดลง” โดยเฉพาะเดือน ม.ค.-มี.ค. 2565 ภาคกลาง และภาคเหนือตอนล่าง ต้องเตรียมรับสถานการณ์น้ำฝนน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ส่วน “ภาคเหนือตอนบน” มีแนวโน้มเผชิญ “อากาศร้อนกว่าค่าเฉลี่ยปกติ” ที่จะเริ่มตั้งแต่ปลายเดือน ต.ค. 2564 ลากยาวไปถึง มี.ค. 2565

บ่งชี้ปีนี้อากาศไม่น่าหนาวกว่าค่าปกติ ส่งสัญญาณฝุ่นพิษ PM 2.5 จะรุนแรงมากกว่าปีที่แล้ว...ส่วน “ภาคใต้” ตั้งแต่เดือน ต.ค.ของทุกปีเป็น “ช่วงฤดูฝนอยู่แล้วแต่ต้องมาเจอลานีญาดับเบิล” สิ่งนี้ก็น่าจะทำให้ฝนตกชุกหนาแน่นหลายพื้นที่ และหนักมากกว่าปกติบางแห่ง มีความเสี่ยงเกิดน้ำท่วมด้วยเช่นกัน

“สิ่งที่เราพูดกันนี้นับเป็นปรากฏการณ์ไม่ปกติที่เกิดจากปัจจัยลานีญาแผ่อิทธิพลเกื้อหนุนให้ฝนเร่งกำลังตกหนักเพิ่มมากกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้มีโอกาสเกิดน้ำท่วมฉับพลันหลายแห่งของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ท่วมเดิมซ้ำซากแล้วยังจะขยายไปพื้นที่ที่ไม่เคยมีน้ำท่วมอีก เหตุนี้จำเป็นต้องระวังเตรียมตัวกันด้วย”

โชคดีว่า “แม้เกิดปรากฏการณ์ลานีญาดับเบิล” ถ้าพูดถึงสถานการณ์ความรุนแรงระดับปริมาณน้ำท่วมแต่ละพื้นที่ไม่น่าต่างจากปีที่แล้วนัก เพราะตามที่ดู “กำลังลานีญา” ยังคงอยู่ระดับเฟสปานกลางมาตลอด รศ.ดร.วิษณุ บอกว่า แต่สิ่งที่ต้องระวังน่าจะเป็นเรื่อง “ขยายพื้นที่เกิดน้ำท่วมเป็นวงกว้างมากกว่าเดิม” โดยเฉพาะในจังหวัดเสี่ยงเกิดน้ำท่วมสูงต้องเฝ้าระวังพิเศษ คือ ภาคเหนือ 9 จังหวัด อีสานตอนบน เช่น ศรีสะเกษ อุบลราชธานี นครราชสีมา เพชรบูรณ์ ตาก ภาคตะวันออก เช่น ชลบุรี ระยอง ตราด และภาคกลาง

ประเด็นนี้มีสาเหตุจาก “ไทยเผชิญการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” เป็นตัวกระตุ้นหย่อมความกดอากาศต่ำ ยกระดับความรุนแรงให้ปริมาณฝนตกหนักมากกว่าปกติ สร้างความเสียหายต่อบ้านเรือน พืชผลการเกษตร อันเป็นผลกระทบใกล้ตัวผู้คนขึ้นเรื่อยๆ ไม่จำเป็นต้องมีพายุเกิดขึ้นก็สร้างความเสียหายได้แล้ว

ตอกย้ำพยากรณ์อากาศในอนาคต “พายุเขตร้อน” มีโอกาสก่อตัว เคลื่อนเข้าในไทยน้อยลง แต่ที่ผ่านมาแต่ละครั้งมักมีระดับความรุนแรงทวีคูณ สร้างความเสียหายระดับสูงมาก ถัดมา...“สภาพอากาศปี 2565” เท่าที่ติดตาม “ลานีญารอบ 2” จะลากยาวถึงเดือน ก.พ.แล้วจะลดกำลังลงมาอยู่ “เฟสกลาง” นับเป็นเรื่องดีที่สภาพอากาศคงปกติ สิ่งนี้ทำให้ฝนตกต้องตามฤดูกาลด้วย

ทั้งอิทธิพลนี้มีผลต่อ “โอกาสเกิดเอลนีโญก็น้อย” ถือเป็นเรื่องดี “เกษตรไทยพักเบรกภัยแล้ง” แต่ถ้าเกิดภัยแล้งจริงมักส่งผลกระทบน้อย เพราะสภาพพื้นดินคงความชุ่มชื้นรับน้ำสะสมมาอย่างเต็มที่แล้ว สิ่งกังวลน่าจะอยู่ที่เดือน มี.ค.-เม.ย.2565 “บริเวณลุ่มเจ้าพระยา” จะมีฝนตกน้อยกว่าค่าเฉลี่ยปกติ ทำให้พื้นที่นี้ต้องเจอ “ภัยแล้ง” โดยเฉพาะพื้นที่นอกเขตชลประทานต้องขาดแคลนน้ำปลูกข้าวนาปรังได้

เหตุนี้ถ้า “เกษตรกร” ฝืนธรรมชาติยังมีการเพาะปลูกอยู่อีก “โอกาสเจ๊งมีสูง” เพราะภูมิประเทศบ้านเรามัก “เพาะปลูกแบบข้าวนาน้ำฝน” ต้องพึ่งฟ้าพึ่งฝนเป็นหลัก อีกทั้งช่วงหลังมานี้ “สภาพอากาศเปลี่ยนไปมากจนทำให้ฝนตกใต้เขื่อน” ไม่สามารถเก็บไว้ได้ต้องปล่อยลงทะเลเปล่าประโยชน์มหาศาล

สาเหตุหลักมาจาก “ป่าไม้ถูกทำลาย” กลายเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพ ธรรมชาติใกล้บริเวณเขื่อนไม่มีฉนวนพลังดึงดูดฝนตกลงหลังเขื่อนดังเคยเป็นมาในอดีต ดังนั้นแม้ “ปะเทศไทย” สร้างเขื่อนเพิ่มมากเพียงใดก็ไม่สามารถมีน้ำเพียงพอต่อการกักเก็บได้ เพราะฝนไม่ตกลงเขื่อนจากป่าถูกทำลายนี้ โดยเฉพาะการก่อสร้างอ่างเก็บน้ำคลองหางแมว จ.จันทบุรี แก้ไขปัญหาขาดแคลนน้ำรองรับการขยายตัวภาคอุตสาหกรรมเขตอีอีซี ที่เป็นการรุกล้ำทำลายป่าต้นน้ำตามธรรมชาติอาจไม่มีฝนลงอ่างเหมือนเดิม

ในช่วงโค้งสุดท้ายฤดูฝนนี้คงต้องลุ้นว่า “เดือน ก.ย.–ต.ค.2564 ฝนที่มากนี้จะมีน้ำไหลลงเขื่อนใหญ่ภาคเหนือมากหรือน้อยเพียงใด” หากได้น้ำมากเกษตรกรลุ่มน้ำเจ้าพระยาก็อุ่นใจได้ ฉะนั้น “การปลูกข้าวนาปรังมักใช้น้ำมาก” ต้องไม่ผูกอนาคตไว้กับธรรมชาติที่เปลี่ยนไปไม่มีฝนตกต้องตรงตามฤดูกาลมาหลายปีนี้ จนทำให้ชาวนาเป็นกลุ่มเปราะบางไม่สามารถเข้าถึงแหล่งน้ำมากมาย

ปัจจัยสำคัญมาจาก “นโยบายรัฐบาล” มักให้การช่วยเหลือแบบไม่มีเงื่อนไข ทำให้เกษตรกรปลูกข้าวที่รับความเสียหายแล้ว “ได้เงินเยียวยา” กลายเป็นความเคยชิน จนไม่พัฒนายกระดับประสิทธิภาพการเพาะปลูกที่ดี ดังนั้น “ภาครัฐ” ควรปรับเปลี่ยนแนวคิดใหม่ เน้นส่งเสริมปลูกพืชใช้น้ำน้อยได้แล้ว

ด้วยการใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์เข้ามาช่วยปรับ เช่น พื้นที่ใดขาดแคลนน้ำ “เกษตรกรฝืนปลูกข้าว” เกิดความเสียหายต้องไม่ได้รับการเยียวยา ยกเว้น “ผู้ปลูกพืชใช้น้ำน้อย” ที่ได้รับการช่วยเหลือแล้วยังต้องส่งเสริมหาตลาดรองรับให้ด้วย แต่ที่ผ่านมา “นโยบายรัฐฉุดรั้งเกษตรกร” ไม่ปรับเปลี่ยนจนเป็นคอขวดอยู่

สุดท้าย “เกษตรกร” ตกเป็นกลุ่มเปราะบางไม่มีภูมิคุ้มกันต่อการเปลี่ยนสภาพภูมิอากาศเพราะผลผลิตเสียหายก็ยังได้เงินชดเชยดังเดิม ทำให้การแก้ปัญหาไม่ยั่งยืนเสียงบประมาณมหาศาลไม่มีวันสิ้นสุด

การเก็บข้อมูลย้อนหลัง 20 ปีของนานาชาติ “ไทย” ถูกจัดว่าเสี่ยงได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นอันดับ 9 ของโลก มีโอกาสเกิดอุทกภัย ภัยแล้ง วาตภัยรุนแรงบ่อยครั้งขึ้น และมีขีดความสามารถรับมือภัยพิบัติอยู่ที่ 39 จาก 48 ประเทศ ดังนั้นเมื่อเกิดภัยธรรมชาติมักเสียหายค่อนข้างรุนแรง

เช่นนี้แล้ว “ไทย” ถือว่ามีความเปราะบางมากจากภัยธรรมชาติที่คาดการณ์ได้ยาก แต่ตอนนี้เรามีโอกาส “ทุกภาคส่วนควรร่วมมือร่วมใจกัน” ระดมสรรพกําลังและเทคโนโลยีที่มีอยู่ เตรียมแผนรับมือภัยพิบัติในอนาคตให้พร้อมดีกว่าพากันไปแก้ภายหลังอันเกิดความเสียหายแล้วอาจไม่คุ้มค่ากับความสูญเสียไปก็ได้ ผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นเรื่องใกล้ตัวพวกเราทุกคนแล้ว “หน่วยงานทุกภาคส่วน และประชาชน” ต้องปรับตัวเตรียมรับมือกันให้ดีก่อนจะเสียหายหนักขึ้นเรื่อยๆ


แหล่งที่มา

© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู