แจ้งเตือน
H10 ศัตรูพืช
17 กุมภาพันธ์ 2564
เตือนภัยการเกษตร : ระวังเพลี้ยกระโดดท้องขาวศัตรูข้าวโพดตัวใหม่ที่น่าจับตา

เพลี้ยกระโดดท้องขาว หรือเพลี้ยกระโดดข้าวโพด (White-Bellied Planthopper, Corn Planthopper) มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Stenocranus pacificus Kirkaldy จัดอยู่ในอันดับ Hemiptera วงศ์ Delphacidae
รูปร่างลักษณะ ตัวเต็มวัยมีสีน้ำตาลอ่อน ปีกค่อนข้างใส บริเวณด้านสันหลังมีแถบสีน้ำตาลอ่อน 2 แถบ ทอดยาวคู่กันตั้งแต่บริเวณสันกระโหลกไปจนถึงปลายปีก เพศเมียมีขนาดลำตัวใหญ่กว่าเพศผู้ โดยเพศเมียมีความยาวลำตัวประมาณ 4.5-5.0 มม. เพศผู้ลำตัวยาว 4.0-4.2 มม. บริเวณส่วนท้องด้านล่างของเพศผู้จะมีสีน้ำตาลส้ม ส่วนของเพศเมียจะมีลักษณะของไขหรือขี้ผึ้งสีขาวเคลือบอยู่ ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ "เพลี้ยกระโดดท้องขาว" หรือ White-Bellied Planthopper นั่นเอง

วงจรชีวิต จากการศึกษาในประเทศอินโดนีเซียพบว่าเพลี้ยกระโดดท้องขาว มีวงจรชีวิตอยู่ที่ประมาณ 38-47 วัน ระยะไข่ใช้เวลาประมาณ 9-11 วัน โดยเพศเมียใช้อวัยวะวางไข่แทงทะลุเนื้อเยื่อพืชเพื่อวางไข่บริเวณเส้นกลางใบและกาบใบ จากนั้นเพศเมียจะทำการขับสารที่มีลักษณะคล้ายไขขี้ผึ้งสีขาวปกคลุมไข่เพื่อป้องกันอันตราย ซึ่งสารสีขาวนี้จะพบในส่วนท้องของเพศเมียเท่านั้น โดยไข่ที่วางในแต่ละจุดมีจำนวนประมาณ 1-24 ฟอง โดยเพศเมีย 1 ตัว สามารถวางไข่ได้เฉลี่ย 181-214 ฟอง ระยะตัวอ่อนมี 5 วัย แต่ละวัยใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน ตัวเต็มวัยเพศเมียมีอายุประมาณ 13-17 วัน ซึ่งยาวนานกว่าเพศผู้ที่มีอายุประมาณ 8-12 วัน ตัวอ่อนวัยแรกที่เพิ่งฟักออกจากไข่จะมีสีลำตัวค่อนข้างขาว และเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลืองปนเขียวในวัยที่ 2 จากนั้นจะค่อยๆเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลในระยะตัวอ่อนวัยที่ 3 - 4 และสีน้ำตาลอ่อนอมส้มในระยะตัวเต็มวัย

ลักษณะการทำลาย ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของเพลี้ยกระโดดชนิดนี้จะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อนและกาบใบ ทำให้ต้นข้าวโพดชะงักการเจริญเติบโต หากระบาดรุนแรงทำให้เกิดอาการใบไหม้ นอกจากนี้ยังขับถ่ายมูลหวานลงบนต้นพืชเป็นสาเหตุทำให้เกิดราดำขึ้นปกคลุมส่วนต่างๆทำให้พืชสังเคราะห์แสงได้ลดน้อยลง อีกทั้งยังมีรายงานว่าเพลี้ยกระโดดชนิดนี้ทำให้เกิดปมตามเส้นใบและใต้ผิวใบอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีรายงานว่าการระบาดของเพลี้ยกระโดดท้องขาวทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลง ซึ่งจากข้อมูลในประเทศอินโดนีเซียพบว่าในฤดูแล้งปี 2017 ที่พบเพลี้ยกระโดดท้องขาวระบาดรุนแรงทำให้ผลผลิตข้าวโพดลดลงถึง 52.2% โดยผลผลิตที่ได้จากข้าวโพดที่ถูกเพลี้ยกระโดดท้องขาวเข้าทำลายนั้นจะมีฝักที่ลีบเล็ก เมล็ดมีน้ำหนักน้อย เปราะและแตกหักได้ง่ายเมื่อนำไปเข้าเครื่องกะเทาะเมล็ด

เบื้องต้นควรหมั่นสำรวจแปลงปลูกข้าวโพดอย่างสม่ำเสมอม่ำเสมอหากพบปุยสีขาวคล้ายขี้ผึ้งเกาะอยู่บริเวณเส้นกลางใบหรือกาบใบแสดงว่าเริ่มมีการเข้าทำลายของเพลี้ยกระโดดท้องขาว
หากพบการระบาดรุนแรง ให้เลือกใช้สารกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่ง ดังนี้
1. สารคาร์บาริล 85%WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม1)
2. สารไทอะมีโทแซม 25% WP อัตรา 2 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม4)
3. สารไดโนทีฟูแรน 10% WP อัตรา 15 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม4)
4. สารอิมิดาโคลพริด 10% SL อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม4)
5. สารไพมีโทซีน 50% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม9)***
6. สารบูโพรเฟซิน 25%WP อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม16)
7. สารฟลอนิคามิค 50% WG อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร (กลุ่ม29)***

หมายเหตุ สารไพมีโทซีนและสารฟลอนิคามิดเป็นสารที่คาดว่าน่าจะมีประสิทธิภาพดีที่สุดแต่ก็มีราคาค่อนข้างสูงเช่นกัน ดังนั้นจึงควรคำนึงถึงต้นทุนและความคุ้มค่าในการใช้สารด้วย สำหรับสารอิมิดาโคลพริด, ไทอะมีโทแซม และไดโนทีฟูแรน เป็นสารกลุ่มนีโอนิโคตินอยด์ จัดอยู่ในกลุ่ม 4 เป็นสารกลุ่มที่มีพิษต่อผึ้งและแมลงผสมเกสรค่อนข้างสูง ดังนั้นจึงควรระมัดระวังในการพ่น โดยอาจเลือกช่วงเวลาในการพ่นสารโดยพ่นช่วงเช้าตรู่หรือช่วงเย็นเพื่อหลีกเลี่ยงช่วงเวลาที่ผึ้งและแมลงผสมเกสรออกหาอาหาร จะช่วยลดความเสี่ยงและอันตรายต่อผึ้งและแมลงผสมเกสรได้


แหล่งที่มา

กลุ่มงานวิจัยการใช้สารป้องกันกำจัดศัตรูพืช
http://bit.ly/3ps6uYf
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู