แจ้งเตือนทุกหมวดหมู่

แสดง 1 - 14 จาก 14
หน้า
  • แจ้งเตือน
    อุตุนิยมวิทยา
    พยากรณ์อากาศเพื่อการเกษตร วันที่ 21-27 สิงหาคม 2562

    คาดหมายลักษณะอากาศ : ช่วง 21-24 ส.ค. 62 ประเทศไทยจะมีฝนต่อเนื่องกับมีฝนตกหนักบางแห่งบริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคตะวันออก และภาคใต้ ส่วนวันที่ 25-27 ส.ค. 62 ประเทศไทยจะมีปริมาณฝนลดลง สำหรับทะเลอันดามันบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองมีคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ส่วนอ่าวไทยตอนบนมีคลื่นสูง 1-2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร ตลอดช่วง
    ลักษณะสำคัญทางอุตุนิยมวิทยา : ช่วง 21-24 ส.ค. 62 ร่องมรสุมจะพาดผ่านภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ประกอบกับมรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังปานกลางถึงค่อนข้างแรง ทำให้ประเทศไทยมีฝนเพิ่มขึ้น กับมีฝนตกหนักบางแห่ง ส่วนคลื่นลมบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนมีกำลังปานกลาง ในช่วงวันที่ 25-27 ส.ค. 62 มรสุมตะวันตกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมทะเลอันดามัน ประเทศไทย และอ่าวไทย จะมีกำลังปานกลาง
    คำเตือน : ช่วงวันที่ 21-23 บริเวณภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคใต้ฝั่งตะวันตก จะมีฝนตกหนัก ซึ่งอาจทำให้เกิดน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว สำหรับบริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นลมแรง ชาวเรือและชาวประมงควรเพิ่มความระมัดระวังในการเดินเรือโดยหลีกเลี่ยงการเดินเรือผ่านบริเวณที่มีฝนฟ้าคะนอง
    เหนือ : ช่วงที่มีฝนตกหนักติดต่อกัน เกษตรกรควรเฝ้าระวังสภาวะน้ำท่วมฉับพลันและน้ำป่าไหลหลาก ตลอดจนน้ำล้นตลิ่ง เนื่องจากสภาพอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา ในพืชไร่ ไม้ผล และพืชผัก สำหรับเกษตรกรที่เลี้ยงสัตว์น้ำในบ่อเลี้ยงไม่ควรปล่อยให้น้ำฝนที่ตกบนดินไหลลงบ่อ เพราะจะทำให้สภาพน้ำเปลี่ยน สัตว์น้ำปรับตัวไม่ทัน อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    ตะวันออกเฉียงเหนือ : พื้นที่ที่มีฝนตกหนักอาจทำให้น้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว ควรหลีกเลี่ยงการย่ำน้ำที่สกปรก หากมีความจำเป็นต้องเดินลุยน้ำควรสวมรองเท้าบู๊ททุกครั้งเพื่อป้องกันโรคฉี่หนู ผู้ที่เลี้ยงสัตว์ไม่ควรปล่อยให้สัตว์เลี้ยงอยู่ในพื้นที่ชื้นแฉะเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้สัตว์อ่อนแอและเป็นโรคได้ง่าย
    กลาง : พื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรควรจัดเตรียมวัสดุสำหรับกันน้ำและอุปกรณ์สำหรับสูบน้ำเอาไว้ให้พร้อมใช้งาน ส่วนผู้ที่เลี้ยงสัตว์ควรจัดเตรียมพื้นที่สูงน้ำท่วมไม่ถึงเอาไว้สำหรับอพยพสัตว์เลี้ยง เมื่อมีฝนตกหนักและเกิดสภาวะน้ำท่วมพื้นที่เลี้ยงสัตว์ รวมทั้งจัดเตรียมระบบส่องสว่างยามค่ำคืนเอาไว้ให้พร้อมใช้งาน
    ตะวันออก : สำหรับพื้นที่การเกษตรที่อยู่ในที่ลุ่ม เกษตรกรไม่ควรปล่อยให้น้ำขังบริเวณพื้นที่เพาะปลูกและโคนต้นพืชเป็นเวลานาน เพราะจะทำให้รากพืชขาดอากาศ ต้นพืชอาจตายได้ ส่วนชาวสวนยางพาราควรดูแลสวนให้โปร่ง อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นในสวนป้องกันโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคใบยางร่วงลูกยางเน่า โรคกรีดยาง เป็นต้น
    ใต้ : ช่วง 21-23 ส.ค. 62 จะมีฝนตกหนักบางแห่ง โดยเฉพาะทางฝั่งตะวันตก เกษตรกรควรระวังอันตรายและป้องกันความเสียหายจากสภาวะดังกล่าว พื้นที่ที่ฝนตกติดต่อกัน ทำให้ดินและอากาศมีความชื้นสูง เกษตรกรควรระวังและป้องกันการระบาดของโรคพืชที่เกิดจากเชื้อรา เช่น โรคราสนิมในกาแฟ โรคหน้ากรีดยาง และโรคใบยางร่วงลูกยางเน่าในยางพารา อนึ่งช่วง 21-26 ส.ค. 62 บริเวณทะเลอันดามันและอ่าวไทยตอนบนจะมีคลื่นสูงประมาณ 2 เมตร บริเวณที่มีฝนฟ้าคะนองคลื่นสูงมากกว่า 2 เมตร ชาวเรือและชาวประมงควรเดินเรือด้วยความระมัดระวัง


    อ่านต่อ
    วันที่ 23 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ปลูกดาวเรืองระวังโรคดอกเน่า

    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เตือนเกษตรกรระวังโรคดอกเน่าในดาวเรือง เริ่มแรกกลีบดอกมีลักษณะฉ่ำน้ำ ต่อมาเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลจาปลายกลีบดอกไปหาโคนดอก แล้วเน่าลุกลามเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลทั้งดอก ดอกเสียคุณภาพ ถ้าเชื้อเข้าทำลายในระยะดอกตูม จะทำให้ดอกไม่บาน หากโรครุนแรงจะลุกลามสู่ต้นทำให้ต้นเน่าและยืนต้นตาย
    วิธีป้องกันกำจัด
    1. หมั่นตรวจแปลงปลูก โดยเฉพาะในช่วงที่มีฝนตกชุก อากาศมีความชื้นสูง เมื่อพบดอกเริ่มแสดงอาการของโรค ตัดดอกที่เป็นโรคออกไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงปลูก ไม่ทิ้งไว้ในบริเวณ หรือข้างแปลง เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค หากโรคยังคงระบาดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช ไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 15 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ แมนโคเซบ 80% ดับเบิ้ลยูพี อัตรา 50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคลอโรทาโลนิล 50% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 5-7 วัน
    2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูกเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค


    อ่านต่อ
    วันที่ 20 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ฝนชุก...เตรียมรับมือ "โรคใบจุดดำกุหลาบ"

    ฝนตกชุกและอากาศร้อนในระยะนี้อาจส่งผลกระทบต่อการปลูกกุหลาบ สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร กรมวิชาการเกษตร แนะวิธีรับมือโรคใบจุดดำที่เกิดจากเชื้อรา ให้เกษตรกรผู้ปลูกกุหลาบเฝ้าระวัง เพราะสามารถพบได้ทุกระยะการเจริญเติบโตของกุหลาบ มักพบแสดงอาการเริ่มแรกที่ใบกุหลาบด้านล่างก่อน โดยใบจะเริ่มเป็นจุดแผลกลมสีดำ ขอบแผลไม่เรียบ กลางแผลมีสีน้ำตาลเข้มจนเกือบดำ กรณีที่มีความชื้นสูง แผลจะขยายใหญ่ สามารถพบได้หลายแผลในหนึ่งใบ ทำให้ใบเหลือง แห้ง และหลุดร่วง

    การป้องกันกำจัด
    1. ตรวจแปลงปลูกสม่ำเสมอ เมื่อพบกุหลาบเริ่มแสดงอาการของโรค ตัดส่วนที่เป็นโรค และเก็บใบที่ร่วงหล่นไปทำลาย หรือฝังดินนอกแปลงปลูก ไม่ทิ้งไว้ในบริเวณ หรือข้างแปลง เพื่อลดปริมาณเชื้อสาเหตุโรค หากโรคยังคงระบาดพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช โพรคลอราซ 45% อีซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 50 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 5-7 วัน
    2. กำจัดวัชพืชในแปลงปลูก เพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก เป็นการลดความชื้น ทำให้สภาพแวดล้อมไม่เหมาะสมต่อการระบาดของโรค
    3. ควรหลีกเลี่ยงการให้น้ำแบบพ่นฝอย เพราะจะทำให้ใบกุหลาบมีความชื้นสูง หรือถ้าจะให้น้ำแบบพ่นฝอยควรให้ในตอนเช้า


    อ่านต่อ
    วันที่ 14 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกรชาวสวนทุเรียนระวัง “เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน” ระบาด
    เพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนมักเข้าทำลายในระยะที่ทุเรียนแตกใบอ่อนถึงออกดอก พบระบาดทำความเสียหายกับทุเรียนอย่างมากในแหล่งปลูกทุเรียนทั่วไป ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต เมื่อระบาดมากๆ ทำให้ใบหงิกงอ และถ้าเพลี้ยไก่แจ้เข้าทำลายในช่วงที่ใบอ่อนยังเล็กมากและยังไม่คลี่ออก จะทำให้ใบแห้งและร่วง ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้จะขับสารเหนียวสีขาวออกมาปกคลุมใบทุเรียน เป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราตามบริเวณที่สารชนิดนี้ถูกขับออกมา ระยะตัวอ่อนทำความเสียหายมากที่สุด นอกจากนี้ มีรายงานว่าแมลงชนิดนี้ทำความเสียหายกับทุเรียนพันธุ์ชะนีมากที่สุด
     
    เกษตรกรควรหมั่นสำรวจสวนทุเรียนอย่างละเอียด โดยเฉพาะยอดที่แตกใบอ่อน! เพราะใบอ่อนสำหรับทุเรียนสำคัญมาก จะออกเพียง 2-3 ชุดต่อปีเท่านั้น หากใบอ่อนชุดแรกเสียหายจากเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ต้นก็จะไม่สมบูรณ์ ส่งผลต่อการเกิดลูก กระทบต่อการปลูกทุเรียนทั้งระบบ ในต้นที่เกิดการระบาด มักพบตัวอ่อนและตัวเต็มวัยเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนเกิดจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต เมื่อระบาดมากๆ ใบจะหงิกงอ ถ้าเข้าทำลายในช่วงที่ใบอ่อนยังเล็กมากหรือยังไม่คลี่ออก จะทำให้ใบแห้งและร่วงได้ หากพบการระบาดของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน ให้เกษตรกรพ่นด้วยสารป้องกันกำจัดแมลง แลมบ์ดา-ไซฮาโลทริน 5% เอสซี 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์โบซัลแฟน 20% อีซี 50 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคาร์บาริล 85% ดับเบิ้ลยูพี 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารไซเพอร์เมทริน/โฟซาโลน 6.25%/22.5% อีซี 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ในช่วงระยะแตกใบอ่อน ทั้งนี้ ตามธรรมชาติทุเรียนจะแตกใบอ่อนไม่พร้อมกันทั้งสวน ฉะนั้นหากพบการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนต้นใด เกษตรกรควรพ่นสารป้องกันเฉพาะต้นนั้นๆ นอกจากช่วยลดการใช้สารแล้ว ยังไม่ไปทำลายแมลงศัตรูธรรมชาติของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน อย่างตัวห้ำ และด้วงเต่า 
           แต่หากต้องการเพิ่มความสะดวกในการบริหารจัดการ ลดช่วงเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียน และไม่ต้องการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงหลายครั้ง สามารถทำได้โดยบังคับให้ทุเรียนแตกใบอ่อนพร้อมกัน ซึ่งอาจกระตุ้นด้วยการพ่นยูเรีย (46-0-0) อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อลดช่วงการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงได้มาก โดยปกติทุเรียนต้องการใบอ่อนที่สมบูรณ์ 2-3 ชุดต่อปี เพี่อให้ต้นทุเรียนพร้อมที่จะให้ผลผลิตที่ดี

    อ่านต่อ
    วันที่ 13 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    กรมวิชาการเกษตรเตือน ระวังโรคใบไหม้ (ใบติด) ทุเรียน

    สภาพอากาศในระยะนี้มีทั้งแดดและฝน เอื้อให้เชื้อราศัตรูพืชระบาดได้ง่าย กรมวิชาการเกษตร เตือนชาวสวนทุเรียนให้เฝ้าระวังการระบาดของโรคใบไหม้ หรือที่มีชื่อเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า โรคใบติด เพราะจะมีใบไหม้ติดกันเป็นกระจุก
    อาการ เริ่มแรกจะพบใบทุเรียนมีแผลคล้ายถูกน้ำร้อนลวก ต่อมาแผลขยายตัวและเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล มีขนาดและรูปร่างไม่แน่นอน จากนั้นจะลุกลามไปยังใบปกติข้างเคียง ยิ่งมีความชื้นสูงเชื้อราก่อโรคจะสร้างเส้นใยคล้ายใยแมงมุมยึดใบให้ติดกัน เมื่อใบที่เป็นโรคหลุดร่วงไปสัมผัสกับใบที่อยู่ด้านล่าง ทำให้โรคระบาดลุกลามจนใบไหม้เห็นเป็นหย่อม ๆ ใบแห้งติดกันเป็นกระจุกแขวนค้างตามกิ่ง ต่อมาใบจะร่วงจนเหลือแต่กิ่ง และกิ่งแห้งในที่สุด
    การป้องกัน 
    - หากพบการระบาดให้ตัดส่วนที่เป็นโรคและเก็บเศษพืชที่เป็นโรคและใบที่ร่วงหล่นนำไปเผาทำลายนอกแปลงปลูก จากนั้นให้พ่นใบให้ทั่วทั้งต้นด้วย ทีบูโคนาโซล+ไตรฟลอกซีสโตรบิน 50%+25% ดับเบิลยูจี อัตรา 10 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เพนทิโอ-ไพแรด 20% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ฟลูไตรอะฟอล 12.5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตร ต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ เฮกซะโคนาโซล 5% เอสซี อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 65.2% ดับเบิลยูจี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ออกซีคลอไรด์ 85% ดับเบิลยูพี อัตรา 30-50 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คอปเปอร์ไฮดรอกไซด์ 77% ดับเบิลยูพี อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ คิวปรัสออกไซด์ 86.2% ดับเบิลยูจี อัตรา 10-20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ทุก 7-10 วัน
    - ส่วนแปลงปลูกที่มีความชื้นสูง และมีการระบาดของโรคเป็นประจำ หลีกเลี่ยงการใส่ปุ๋ยไนโตรเจนสูง เพื่อลดการแตกใบของต้นทุเรียน จากนั้นให้ตัดแต่งทรงพุ่มให้โปร่ง และกำจัดวัชพืชเพื่อให้อากาศถ่ายเทสะดวก ลดการสะสมความชื้น รวมทั้งควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรหลังนำไปใช้กับต้นที่เป็นโรคทุกครั้ง


    อ่านต่อ
    วันที่ 6 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ฝนมา...ระวังโรคต้นเน่าในข้าวโพด

    โรคต้นเน่า พบระบาดทั่วไปในแหล่งปลูกข้าวโพด มักพบระบาดในระยะที่ข้าวโพดออกดอก และมีอาการรุนแรงมากขึ้นเมื่อข้าวโพดติดฝัก จะอาการพบบริเวณรากและลำต้นส่วนล่าง ทำให้พืชตายก่อนแก่ ฝักเล็กเมล็ดลีบ ยิ่งสภาพดินเป็นกรด และปลูกในดินร่วนปนทราย โรคจะรุนแรงมาก
    อาการ ใบข้าวโพดมีสีเขียวอมเทา ต่อมาใบจะเหี่ยวสลดและไหม้จนแห้งตาย บริเวณลำต้นเหนือดินพบแผลสีน้ำตาลอ่อนถึงน้ำตาลเข้ม ต่อมาแผลจะแห้งยุบตัวลง ลำต้นจะแตกหรือฉีก เมื่อผ่าดูภายในลำต้นเนื้อเยื่อบริเวณที่เกิดอาการของโรคจะมีสีชมพูอมม่วง ลำต้นจะกลวงเพราะถูกเชื้อราย่อยสลาย ทำให้ต้นหักล้มได้ง่าย
    การป้องกันกำจัด
    1. ใช้พันธุ์ต้านทาน และคลุกเมล็ดพันธุ์ก่อนปลูกด้วยสารป้องกันกำจัดโรคพืช เมทาแลกซิล 35% ดีเอส อัตรา 7-10 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือ เมทาแลกซิล-เอ็ม 35% อีเอส อัตรา 3.5 มิลลิลิตรต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม หรือ ไดเมโทมอร์ฟ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อเมล็ดพันธุ์ 1 กิโลกรัม
    2. ควรปรับระยะปลูกให้เหมาะสม ไม่ปลูกชิดกันเกินไป และกำจัดวัชพืชภายในแปลงปลูก เพื่อลดความชื้นสะสม 
    3. ไม่ใส่ปุ๋ยไนโตรเจนปริมาณมากเกินไป และใส่ปุ๋ยโปแตสเซียมน้อยเกินไป
    4. หมั่นตรวจไร่อยู่เสมอ เมื่อพบพืชแสดงอาการของโรคให้ถอนและนำ ไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที 
    5.ก่อนปลูกข้าวโพดในฤดูถัดไปควรไถพรวนพลิกดินขึ้นมาตากแดด ให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 ซม.ขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ เพื่อฆ่าเชื้อโรคที่ตกค้างในดิน และยังช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มากจากนั้นให้ใส่ปูนขาวเพื่อปรับสภาพดิน และใส่ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์ เพื่อเติมอินทรียวัตถุในแปลงปลูก


    อ่านต่อ
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    โรคพืช
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยเกษตร ระวังโรคใบหงิกเหลืองพริกระบาด

    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เตือนระวังโรคใบหงิกเหลืองพริกระบาด
    ลักษณะอาการ อาการของโรคขึ้นกับชนิด หรือพันธุ์พริก และช่วงเวลาที่เกิดโรค อาการจะเกิดเร็วและรุนแรงในต้นพริกที่ยังเล็ก ใบพริกแสดงอาการด่างสีเขียวอ่อน หรือเหลืองสลับสีเขียวเข้ม เนื้อใบมีสีเขียวซีดและมีจุดสีเขียวบนใบ แต่เนื้อเยื่อรอบๆ เส้นใบยังคงเขียวเป็นปกติ ใบอ่อนของต้นพริกที่ถูกไวรัสเข้าทำลายจะมีขนาดเล็กกว่าต้นปกติ และใบแสดงอาการบิดเบี้ยว ต้นพริกแคระแกร็น ถ้าติดผลจะมีขนาดเล็กและผลบิดเบี้ยวเสียรูปทรง 
    การแพร่ระบาด มีแมลงหวี่ขาวยาสูบ (Bemisia tabaci) เป็นแมลงพาหะนําโรค
    พืชอาศัยที่สําคัญ ได้แก่ มะเขือเทศ กระเจี๊ยบเขียว ยาสูบ พืชตระกูลแตง และวัชพืชหลายชนิด โรคนี้ไม่สามารถถ่ายทอดผ่านทางเมล็ดได้
    การป้องกันกำจัด
    1. ใช้พันธุ์พริกที่ต้านทานโรค
    2. พ่นสารเคมีป้องกันกำจัดแมลงพาหะ
    3. หมั่นตรวจแปลงอย่างสม่ำเสมอ หากพบโรคทำลายต้นพืชที่เป็นโรคโดยการถอนไปเผาทิ้งแล้ว เพื่อลดปริมาณของเชื้อสาเหตุ
    4. ไม่ปลูกพืชหมุนเวียนที่เป็นพืชอาศัย


    อ่านต่อ
    วันที่ 1 สิงหาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนภัยเกษตรกร กวางตุ้ง...ระวังหนอนกระทู้ผักบุก

    เตือนเกษตรกรปลูกผักกวางตุ้ง ระวังหนอนกระทูู้ผักเข้าทำลายผลผลิต โดยหนอนวัยแรกเข้าทำลายเป็นกลุ่ม ต่อมาการทำลายรุนแรงขึ้น เนื่องจากเป็นหนอนที่มีขนาดใหญ่ และกัดกินใบพืชอย่างรวดเร็ว การเข้าทำลายมักเกิดเป็นหย่อมๆ ตามจุดที่ตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่ พบการระบาดตลอดปี

    วิธีการป้องกันกำจัด
    1. ใช้วิธีเขตกรรม เช่น การไถตากดินและการเก็บเศษซากพืชอาหาร เพื่อกำจัดดักแด้ เป็นการลดแหล่งสะสมและขยายพันธุ์
    2. ใช้วิธีกล เช่น เก็บกลุ่มไข่และหนอนไปทำลาย ช่วยลดการระบาดลงได้อย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
    3. ใช้โรงเรือนตาข่ายไนลอน หรือปลูกผักกางมุ้ง โดยการปลูกผักในโรงเรือนที่คลุมด้วยตาข่ายไนลอนขนาด 16 ช่องต่อตารางนิ้ว (mesh) สามารถป้องกันการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ผักได้ดี
    4. ในระยะหนอนขนาดเล็กและมีการระบาดน้อย พ่นด้วยเชื้อแบคทีเรียบาซิลลัส ทูริงเยนซิส Bacillus thuringiensis (Bt) อัตรา 60-100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร
    5. พ่นสารป้องกันกำจัดแมลงกลุ่มยับยั้งการลอกคราบ เช่น คลอร์ฟลูอาซูรอน 5% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ลูเฟนนูรอน 5% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    6. สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพในการป้องกันกำจัด เช่น คลอฟีนาเพอร์ 10% เอสซี อัตรา 30-40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อินดอกซาคาร์บ 15% เอสซี อัตรา 15-30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ อีมาเมกตินเบนโซเอต 1.92% อีซี อัตรา 15-20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ ไซแอนทรานิลิโพรล 10% โอดี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ควรใช้เมื่อหนอนมีขนาดเล็ก หากระบาดมากให้ใช้อัตราสูง และช่วงเวลาพ่นถี่ขึ้น ควรใช้สลับกลุ่มสาร และใช้ไม่เกิน 2-3 ครั้งต่อฤดู เมื่อการระบาดลดลงให้ใช้สารจุลินทรีย์สลับเพื่อหลีกเลี่ยงการสร้างความต้านทาน


    อ่านต่อ
    วันที่ 24 กรกฎาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกรปลูกพริก ระวังไรขาวพริกระบาด
    ไรขาวพริก เป็นศัตรูที่สำคัญของพริก ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยของไรขาวพริกดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ยอด และดอก ทำให้ใบและยอดหงิกงอ ขอบใบม้วนงอลงด้านล่าง ทำให้ใบมีลักษณะเรียวแหลม ก้านใบยาว เปราะหักง่าย อาการขั้นรุนแรงส่วนยอดจะแตกเป็นฝอย ถ้าทำลายดอก กลีบดอกจะบิดแคระแกร็น ชะงักการเกิดดอก หากระบาดรุนแรงต้นพริกจะแคระแกร็น ไม่เจริญเติบโต มักระบาดในช่วงที่มีอากาศชื้น โดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน
    แนวทางการป้องกันกำจัด ถ้าพบการระบาดให้ใช้สารป้องกันกำจัดแมลง-ไรที่มีประสิทธิภาพ เช่น อามีทราซ 20% EC อัตรา 40 มิลลิลิตร หรือไพริดาเบน 20% WP อัตรา 10 กรัม หรือฟิโปรนิล 5% SC อัตรา 10-20 มิลลิลิตร หรืออิมาเม็กตินเบนโซเอต 1.92% EC อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือสไปโรมีซิเฟน 24% SC อัตรา 8 มิลลิลิตร หรือกำมะถัน 80% WP อัตรา 60-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร อย่างใดอย่างหนึ่งพ่นซ้ำตามการระบาด

    อ่านต่อ
    วันที่ 9 กรกฎาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    โรคพืช
    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เตือนระวังโรคเหง้าเน่าในขมิ้นชัน

    เตือนเกษตรกรผู้ปลูกขมิ้นชันให้เฝ้าระวังโรคเหง้าเน่า ที่สามารถพบได้ในระยะเจริญเติบโตทางต้น มักแสดงอาการเริ่มแรก ใบเหี่ยวและม้วนเป็นหลอดสีเหลือง และลุกลามจากส่วนล่างขึ้นไปยังส่วนปลายยอดจนแห้งตายทั้งต้น บริเวณโคนต้นและหน่อที่แตกออกมาใหม่มีลักษณะฉ่ำน้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำ เมื่อผ่าลำต้นตามขวางจะพบเมือกของแบคทีเรียไหลซึมออกมาเป็นสีขาวขุ่น ลำต้นเน่า และหลุดออกจากเหง้าได้ง่าย อาการบนเหง้ามีลักษณะฉ่ำน้ำสีคล้ำ ต่อมาเหง้าจะเน่าในที่สุด
    เกษตรกรควรหมั่นตรวจและกำจัดวัชพืชในแปลงและรอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบต้นขมิ้นที่เริ่มแสดงอาการของโรคเหง้าเน่า ให้ขุดต้นไปเผาทำลายนอกแปลงปลูกทันที เพื่อลดแหล่งสะสมเชื้อสาเหตุโรค จากนั้นให้โรยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุด เพื่อป้องกันการระบาดของโรค และควรทำความสะอาดอุปกรณ์การเกษตรที่ใช้กับต้นที่เป็นโรคก่อนนำกลับมาใช้ใหม่ หากเกษตรกรจะปลูกขมิ้นในฤดูถัดไป ควรหลีกเลี่ยงการปลูกในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรคนี้ และควรทำแปลงปลูกให้มีการระบายน้ำที่ดี
           นอกจากนี้ เกษตรกรควรเตรียมดิน โดยไถพรวนดินให้ลึกจากผิวดินมากกว่า 20 เซนติเมตรขึ้นไป และตากดินไว้ให้นานกว่า 2 สัปดาห์ จะสามารถช่วยลดปริมาณเชื้อในดินลงได้มาก ก่อนปลูก ให้รมดินฆ่าเชื้อโรคด้วยการโรยยูเรียผสมปูนขาว อัตรา 80:800 กิโลกรัมต่อไร่ จากนั้นไถกลบและรดน้ำให้ดินมีความชื้น ทิ้งไว้ประมาณ 3 สัปดาห์ จึงเริ่มปลูกขมิ้น และให้เลือกใช้หัวพันธุ์ที่มีคุณภาพดีจากแหล่งปลอดโรค อีกทั้งหลังการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ให้นำส่วนต่างๆ ของพืชที่เป็นโรคไปเผาทำลายทันที กรณีในพื้นที่ที่เคยมีการระบาดของโรค ไม่ควรปลูกพืชที่เป็นพืชอาศัยของเชื้อ เช่น พืชตระกูลขิง มะเขือ มันฝรั่ง พริก และถั่วลิสง รวมถึงควรสลับเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน เช่น ข้าว ข้าวโพด และมันสำปะหลัง เพื่อตัดวงจรการระบาดของโรค


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    อารักขาพืช
    โรคพืช
    ศัตรูพืช
    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เตือนสวนกล้วยระวัง 4 ศัตรูพืชหน้าฝน

    ช่วงนี้อากาศชื้นมีฝนตกชุก กล้วยในทุกระยะการเจริญเติบโตให้ระวังโรคตายพราย หรือโรคปานามา หรือโรคเหี่ยว, โรคใบจุด, ด้วงงวง และหนอนม้วนใบกล้วย เข้าทำลาย
    1.
    โรคตายพราย โรคปานามาหรือโรคเหี่ยว  ใบกล้วยบริเวณใบล่างหรือใบแก่แสดงอาการเหี่ยวเฉาต่อมาใบจะเหลืองจากขอบใบและลุกลามเข้ากลางใบ ก้านใบหักพับตรงรอยต่อกับลําต้นใบที่หักพับจะเหี่ยวแห้งต้นกล้วยจะชะงักการเจริญเติบโตและตายในที่สุดโรคนี้สามารถระบาดไปทางดิน ดังนั้น ต้นที่อยู่ในบริเวณนั้นจะถูกเชื้อสาเหตุโรคนี้ทําลายหมด
    การป้องกัน ควรเลือกแปลงปลูกที่ดินไม่เป็นกรดจัด หรือปรับสภาพดินไม่ให้เป็นกรดจัด โดยใส่ปูนขาวหรือโดโลไมท์ และแปลงปลูกควรมีการระบายน้ำที่ดี คัดเลือกหน่อกล้วยจากแหล่งปลูกที่ไม่เคยมีโรคตายพรายระบาดมาก่อน หรือไม่นําหน่อพันธุ์จากต้นตอที่เป็นโรคไปปลูกขยาย และใช้หน่อพันธุ์ที่ไม่มีร่องรอยการติดเชื้อ และปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน หมั่นตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบอาการใบเหี่ยวเฉาให้ใช้สารป้องกันกําจัดโรคพืชอีไตรไดอะโซล+ควินโตซีน อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือคาร์เบนดาซิม ทีบูโคนาโซล ราดบริเวณโคนต้น หรือกอกล้วยที่เป็นโรค หรือขุดต้นที่เป็นโรคออก แล้วโรยด้วยปูนขาวให้ทั่วบริเวณกอที่เป็นโรค หากอาการโรคเเกิดขึ้นรุนแรงจนใบเหลืองและเหี่ยวตายทั้งต้นให้ขุดต้นที่เป็นโรคไปเผาทําลายนอกพื้นที่ปลูก แล้วโรยด้วยปูนขาวบริเวณหลุมที่ขุดต้นเป็นโรคออกไป ในแปลงที่มีการระบาดของโรคควรเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่นหมุนเวียน
    2.
    โรคใบจุด
    -
    เฟโอเซปทอเรีย อาการเริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีน้ำตาลดําต่อมาขยายเป็นแผลรูปยาวรี เมื่อความชื้นเหมาะสมแผลตรงกลางจะแห้งเป็นสีน้ำตาลอ่อนปนเทาขอบแผลเป็นแถบสีน้ำตาลเข้มและรอบแผลเป็นสีเหลือง
    - ซิกาโตกา เริ่มแรกพบจุดขนาดเล็กสีเหลืองต่อมาขยายใหญ่เป็นขีดสีเหลืองยาวขนานไปตามเส้นใบ จากนั้นจะใหญ่ขึ้นตรงกลางแผลแห้งเป็นสีน้ำตาลปนเทา แผลคล้ายรูปตา มีวงสีเหลืองล้อมรอบ เมื่ออาการรุนแรงใบจะเหลืองขอบใบแห้งและฉีกขาด ทําให้กล้วยมีการเจริญเติบโตไม่เต็มที่ การออกดอกและผลไม่ปกติ ผลไม่สมบูรณ์ มีขนาดเล็ก แก่ก่อนกําหนด
    การป้องกัน ตัดแต่งใบกล้วยในแต่ละต้นหรือแต่ละกอไม่ให้แน่นเกินไปเพื่อลดความชื้นในกอกล้วยที่จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคหรือสะสมโรค ตรวจแปลงกล้วยอย่างสม่ำเสมอ หากพบใบกล้วยมีอาการโรคให้รีบตัดใบที่เป็นโรคออกไปเผาทําลายนอกแปลงปลูก แล้วพ่นด้วยสารป้องกันกําจัดโรคพืชคาร์เบนดาซิม 50% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือโพรคลอราซ 50% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร หรือทีบูโคนาโซล 43% เอสซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือไดฟีโนโคนาโซล 25% อีซี อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือแมนโคเซบ 80% ดับเบิลยูพี อัตรา 30 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร โดยพ่นให้ทั่วต้นที่เป็นโรค
    3.
    ด้วงงวง
    เจาะเหง้ากล้วย ตัวหนอนเจาะกัดกินไชชอนอยู่ในเหง้ากล้วยซึ่งโดยมากกินอยู่ใต้ระดับดินโคนต้นซึ่งไม่สามารถมองเห็นการทําลายหรือร่องรอยได้ชัด การทําลายของหนอนทำให้ระบบการส่งน้ำและอาหารจากพื้นดินขึ้นไปเลี้ยงลําต้นขาดตอน ชะงักไปเมื่อเป็นมากๆ หรือแม้มีหนอนเพียง 5 ตัวในเหง้าหนึ่งๆ ก็สามารถไชชอนทำให้กล้วยตายได้ หากมีแมลงติดไปกับหน่อกล้วยที่ปลูกใหม่ก็จะทําให้หน่อใหม่ตาย
    เจาะต้นกล้วย ตัวเต็มวัยวางไข่ตามบริเวณกาบกล้วยส่วนของลําต้นที่เหนือพื้นดินขึ้นไปจนถึงประมาณกลางต้นตัวหนอนค่อยๆเจาะกัดกินเข้าไปทีละน้อยจนถึงไส้กลางของต้นมองเห็นข้างนอกรอบต้นเป็นรูพรุนทั่วไปทําให้ต้นกล้วยตายหากเข้าทําลายในระยะใกล้ออกปลีจนถึงตกเครือจะทําให้เครือหักพับกลางต้น ต้นเหี่ยวเฉายืนต้นตาย
    การป้องกัน ใช้สารป้องกันกําจัดแมลงคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 10 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร ราดโคนต้นกล้วยสูงจากพื้นดิน 30 เซนติเมตร และรอบโคนต้นรัศมี 30 เซนติเมตรโดยรอบ วิธีนี้จะช่วยป้องกันการเข้าวางไข่ของตัวเต็มวัยขณะเดียวกันจะช่วยกําจัดหนอนและตัวเต็มวัยที่หลบซ่อนโคนต้นกล้วยได้
    4.
    หนอนม้วนใบกล้วย หนอนวัยแรกจะกัดกินอยู่ใต้ใบ โดยเริ่มจากขอบใบก่อนและขยายเป็นแถบกว้างเพื่อใช้ม้วนห่อตัว เมื่อหนอนโตขึ้นการม้วนใบมีลักษณะเป็นหลอดยาวและใหญ่ขึ้นตามตัว โดยระยะเป็นตัวหนอนประมาณ 23-25 วัน จะเข้าดักแด้ภายในหลอด ประมาณ 10 วัน ก่อนจะกลายเป็นผีเสื้อ ใบกล้วยที่ถูกหนอนกัดกินทําให้ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้
    การป้องกัน เก็บทําลายตัวหนอนที่พบตามใบกล้วย โดยนำไปทำลายนอกแปลงปลูก


    อ่านต่อ
    วันที่ 8 กรกฎาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    ระวังหนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุดบุกพืชอาหารชนิดอื่น
    หนอนกระทู้ข้าวโพดลายจุด (Fall armyworm ; Spodoptera frugiperda JE Smith) เป็นศัตรูสำคัญของข้าวโพด นอกจากนี้ยังมีพืชอาหารมากกว่า 80 ชนิด เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง พืชตระกูลถั่ว มะเขือเทศ มันฝรั่ง ยาสูบ ฝ้าย ทานตะวัน กล้วย กระเทียม ขิง มันเทศ พริก พืชตระกูลกะหล่ำ พืชตระกูลแตง และพืชผัก ช่วงที่ข้าวโพดเริ่มลดลงปริมาณลง หนอนกระทู้อาจจะเปลี่ยนพฤติกรรมกินพืชชนิดอื่นๆ แทน เช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิดซึ่งเป็นพืชอาหาร จึงขอทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องร่วมกันเฝ้าระวังไม่ให้หนอนกระทู้ Fall armyworm ที่จะระบาดรุกรานพืชอาหารชนิดอื่นๆ เพิ่ม 
    วงจรชีวิตของหนอนกระทู้ Fall armyworm ใช้เวลา 30-40 วัน เมื่อผสมพันธุ์แล้ว ผีเสื้อเพศเมียจะวางไข่ในเวลากลางคืน โดยวางไข่เป็นกลุ่ม ประมาณ 100-200 ฟอง มีขนปกคลุมไข่ ผีเสื้อเพศเมียหนึ่งตัววางไข่ได้ประมาณ 1,500-2,000 ฟอง ระยะไข่ 2-3 วัน หนอนมี 6 วัย ระยะหนอน 14-22 วัน หนอนที่โตเต็มที่มีขนาดลำตัวยาว 3.2-4.0 เซนติเมตร จะทิ้งตัวลงดินเพื่อเข้าดักแด้ ระยะดักแด้ 7-13 วัน จึงเป็นตัวเต็มวัย มีชีวิต 10-21 วัน ตัวเต็มวัยบินได้ไกล เฉลี่ย 100 กิโลเมตรต่อคืน
    ลักษณะการเข้าทำลายของหนอนกระทู้ Fall armyworm การทำลายพืชเกิดขึ้นในระยะที่เป็นตัวหนอนเท่านั้น โดยกัดกินยอดและใบแหว่งหรือกัดกินทั้งแผ่นใบ หากระบาดรุนแรงจะทำให้ผลผลิตเสียหายอย่างมาก ขอให้เกษตรกรช่วยกันสำรวจพื้นที่พืชอาศัยอื่นเช่น ข้าว อ้อย ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี ฝ้าย ทานตะวัน ถั่วเหลือง หญ้า และพืชผักอีกหลายชนิด หากพบพืชมีลักษณะอาการคล้ายกับการระบาดของหนอนกระทู้ fall armyworm ขอให้แจ้งหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
    วิธีการป้องกันกำจัดหนอนกระทู้ Fall armyworm ที่ได้ผลตามหลักวิชาการ คือ หากพบหนอนขนาดเล็กให้เก็บหนอนทำลายทิ้ง และใช้ชีวภัณฑ์ ได้แก่ เชื้อ BT สายพันธุ์ไอซาไว หรือ สายพันธุ์เคอร์สตากี้ ชนิดผง อัตรา 40-80 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 4-7 วัน เมื่อพบการระบาด หากพบไข่ให้ทำลายโดยเก็บกลุ่มไข่ทำลายทิ้งและใช้แมลงหางหนีบ ส่วนตัวเต็มวัยให้ทำลายโดยใช้กับดักกาวเหนียวสีเหลืองจำนวน 80 กับดัก/ไร่ สำหรับหนอนขนาดใหญ่ให้ทำลายโดยใช้แมลงตัวห้ำ ได้แก่ แมลงหางหนีบหรือมวนพิฆาต และในกรณีที่ใช้เคมีให้ใช้สารเคมีตามคำแนะนำของกรมวิชาการเกษตร ชนิดใดชนิดหนึ่ง ได้แก่
    • สารสไปนีโทแรม (Spinetoram) 12% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • สารคลอแรนทรานิลิโพรล (chlorantraniliprole) 5.17% SC อัตรา 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือ สารฟลูเบนไดอะไมด์ (flubendiamide) 20% WG อัตรา 6 กรัม ต่อน้ำ 20 ลิตร
    • สารคลอร์ฟีนาเพอร์ (Chlorfenapyr) 10% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
    • สารอินดอกซาคาร์บ (Indoxacarb) 15% SC อัตรา 30 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร
      ทั้งนี้ให้พ่นสารฆ่าแมลงทุก 7 วัน ติดต่อกัน 2-4 ครั้ง และต้องสลับกลุ่มสารทุก 30 วัน เพื่อลดความต้านทานสารป้องกันกำจัดศัตรูพืช

    หากมีข้อสงสัยสามารถปรึกษาแจ้งสายด่วน หนอนกระทู้ Fall armyworm โทร. 06 1415 2517 หรือหน่วยงานสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่
    ข้อมูลจาก สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร


    อ่านต่อ
    วันที่ 1 กรกฎาคม 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนเกษตรกร เฝ้าระวังหนอนเจาะดอกมะลิ

    ช่วงนี้สภาพอากาศร้อนและมีฝนตกบางพื้นที่ กรมวิชาการเกษตรแนะให้เกษตรกรผู้ปลูกมะลิเฝ้าระวังการระบาดของหนอนเจาะดอกมะลิ โดยจะพบการเข้าทำลายในระยะที่ต้นมะลิออกดอก มักพบตัวเต็มวัยเพศเมียวางไข่สีเหลืองเป็นฟองเดี่ยวๆ ตามบริเวณกลีบดอก ก้านกลีบเลี้ยง ใต้ใบ หรือยอดอ่อน เมื่อตัวอ่อนหนอนฟักออกจากไข่จะเข้าทำลายดอกมะลิระยะดอกตูมที่มีขนาดเล็ก โดยหนอนจะเจาะกัดกินอยู่ภายในดอกมะลิ ซึ่งสังเกตลักษณะการเข้าทำลาย ดอกมะลิจะเป็นรอยช้ำ และจะเห็นมูลของหนอนเป็นขุยอยู่ภายใต้ ดอกมะลิจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง สีน้ำตาลแห้ง เหี่ยวแห้ง และร่วงหล่น กรณที่ต้นมะลิไม่มีดอก หนอนจะเข้าทำลายกัดกินใบอ่อนหรือยอดอ่อน หากระบาดรุนแรงเกษตรกรจะไม่สามารถเก็บดอกมะลิขายได้

    แนวทางป้องกันและกำจัด
    หากพบการเข้าทำลาย ให้พ่นสารป้องกันกำจัดแมลง ฟิโพรนิล 5% เอสซี อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร หรือสารคลอร์ไพริฟอส 40% อีซี อัตรา 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร เมื่อพบการระบาดให้พ่นทุก 4 วัน และไม่ควรพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงชนิดใดชนิดหนึ่งติดต่อกันหลายครั้ง เพราะจะทำให้หนอนเจาะดอกมะลิสร้างความต้านทานต่อสารฆ่าแมลงชนิดนั้นได้ กรณีในแหล่งที่หนอนเจาะดอกมะลิมีการต้านทานสารเคมีให้ใช้อัตราส่วนของสารเคมีที่สูงขึ้น ให้เกษตรกรพิจารณาเลือกใช้สารเคมีที่มีประสิทธิภาพป้องกันกำจัดหนอนเจาะดอกมะลิ ไม่ให้เข้าทำลายผลผลิตให้เกิดความเสียหายได้ตามความเหมาะสม สำหรับสารป้องกันกำจัดแมลง คลอร์ไพริฟอส ห้ามใช้ในพื้นที่ปลูกพืชผักหรือพืชสมุนไพร พื้นที่ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ

     


    อ่านต่อ
    วันที่ 26 มิถุนายน 2562
  • แจ้งเตือน
    ศัตรูพืช
    เตือนชาวสวนทุเรียน ระวังเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนระบาด

    สำนักควบคุมพืชและวัสดุการเกษตร เตือนชาวสวนทุเรียนระวังเพลี้ยไก่แจ้ทุเรียนระบาด พบทำความเสียหายแก่ทุเรียนอย่างมากในแหล่งปลูกทุเรียนทั่วไป ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบอ่อน ทำให้ใบอ่อนเป็นจุดสีเหลือง ไม่เจริญเติบโต เมื่อระบาดมากๆ ทำให้ใบหงิกงอ และถ้าเพลี้ยไก่แจ้เข้าทำลายในช่วงที่ใบอ่อนยังเล็กมากและใบยังไม่คลี่ออกจะทำให้ใบแห้งและร่วง ตัวอ่อนของแมลงชนิดนี้จะขับสารเหนียวสีขาวออกมาปกคลุมใบทุเรียน เป็นสาเหตุทำให้เกิดเชื้อราตามบริเวณนั้นๆ โดยที่ระยะตัวอ่อนทำความเสียหายมากที่สุด
    การป้องกันกำจัด
    1.เพลี้ยไก่แจ้จะทำลายเฉพาะใบอ่อนทุเรียนที่ยังไม่โตเต็มที่ และโดยปกติทุเรียนแตกใบอ่อนไม่พร้อมกัน แม้แต่ทุเรียนในสวนเดียวกัน ชาวสวนทุเรียนควรจะพ่นสารป้องกันกำจัดแมลงเมื่อทุเรียนส่วนใหญ่แตกใบอ่อน สำหรับต้นที่แตกใบอ่อนไม่พร้อมต้นอื่นควรพ่นเฉพาะต้น วิธีนี้ช่วยลดการใช้สารป้องกันกำจัดแมลงและเปิดโอกาสให้ศัตรูธรรมชาติได้มีบทบาทในการควบคุมเพลี้ยไก่แจ้ และยังเป็นการอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติเหล่านี้อีกด้วย
    2.วิธีบังคับให้ทุเรียนแตกใบอ่อนพร้อมกัน ซึ่งอาจกระตุ้นด้วยการพ่นปุ๋ยยูเรีย (สูตร 46-0-0) อัตรา 200 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร เพื่อลดช่วงการเข้าทำลายของเพลี้ยไก่แจ้ จะช่วยลดการใช้สารเคมีลงได้มาก โดยปกติชาวสวนต้องการใบอ่อนที่สมบูรณ์ 2-3 ชุดต่อปี เพี่อให้ต้นทุเรียนพร้อมที่จะให้ผลผลิตที่ดี
    3.ใช้สารป้องกันกำจัดแมลงที่มีประสิทธิภาพ เมื่อเพลี้ยไก่แจ้ระบาดมาก โยแนะนำสาร Lambdacyhalothrin (Karate 5% EC) อัตรา 10 มิลลิลิตร หรือ Carbosulfan (Posse 20% EC) อัตรา 50 มิลลิลิตร หรือ Carbaryl (Sevin 85 WP 85% WP) อัตรา 10 กรัม หรือ Cypermethrin/Phosalone (Parzon 6.25% / 22.5% EC) อัตรา 40 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นทุก 7-10 วัน ในช่วงระยะแตกใบอ่อน


    อ่านต่อ
    วันที่ 20 มิถุนายน 2562
แสดง 1 - 14 จาก 14
หน้า
© 2017-2018 Office of the University Library, Kasetsart University.
forumถามกูรู